เข้าสู่ระบบตอนที่ 12
“โต๊ะสามใช่ไหมคะแม่”
“ใช่จ้ะลูก” คุณปัญจมายืนมองลูกสาวที่ถือถาดอาหารไปเสิร์ฟให้กับลูกค้า ทั้ง ๆ ที่บอกแล้วว่าไม่ต้องช่วย เด็กดื้อก็ยังจะช่วย คนเป็นแม่จะแอบบ่นลูกสาวในใจ แต่มุมปากกลับมีแต่รอยยิ้ม ยิ้มที่ได้เห็นลูกสาวมาช่วยงานแบบนี้ ไม่ใช่แค่เธอที่ดีใจหรอกที่ลูกสาวมา คนปากแข็งบางคนก็ดีใจไม่แพ้เธอ เห็นได้จากชอบแอบมองลูกสาวอยู่บ่อย ๆ เป็นห่วงก็ไม่ยอมพูดออกมา
“ขออนุญาตวางอาหารนะคะ”
“ขอบคุณครับ”
“ค่ะ” พราวนิชายิ้มรับให้กับลูกผู้ชายคนนั้นที่เงยหน้าขึ้นมาขอบคุณกัน เมื่อเธอวางจานอาหารที่เขาสั่งลงบนโต๊ะเรียบร้อย ก่อนจะหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับเข้าไปในครัว
“น้องพราวขา”
“ขาพี่มุก”
“พี่รบกวนน้องพราวรับรายการอาหารโต๊ะหกให้หน่อยได้ไหมคะ พี่ขออนุญาตไปห้องน้ำแป๊บค่ะ ไม่ไหวแล้ว”
“ได้ค่ะ” พราวนิชายิ้มขำให้กับท่าทางของคนที่รีบเดินเร็วหายเข้าไปหลังร้าน ส่ายหน้าไปมาให้กับความน่ารักของพี่มุก พนักงานที่ร้าน พี่มุกทำงานมานานหลายปีจนสนิทกับครอบครัวของเธอมาก ๆ ทำหน้าที่เกือบจะทุกอย่างภายในร้าน ละสายตาจากตรงนั้น เดินตรงไปยังโต๊ะหมายเลขหก โต๊ะที่อยู่ตรงมุมสุดทางเดินติดกระจก แผ่นหลังกว้างของผู้ชายที่นั่งหันหลังให้กัน เรียกเสียงหัวใจของพราวนิชาให้กระตุกเล็กน้อย
ใช่เหรอ ใช่เขาใช่ไหม…
แต่พอเขาหันมา รอยยิ้มของเธอมันก็ขยับกว้าง โดยไม่รู้ตัวและห้ามไม่อยู่
“คุณทัพมาได้ไงคะ”
เท้าเล็ก ๆ รีบเดินเข้าไปใกล้คนที่เอาแต่นั่งนิ่งมองหน้ากัน แอบยื่นหน้าไปกระซิบถามเบา ๆ มองซ้าย มองขวา กลัวว่าพ่อกับแม่จะเดินออกมาเห็น ทั้ง ๆ ที่พ่อกับแม่ก็ไม่เคยเห็นหน้าธารทัพพ์ด้วยซ้ำ แล้วเธอจะกลัวทำไมเนี่ย พอคิดได้แบบนั้น พราวนิชาก็ขยับยืนตัวตรงเหมือนเดิม
“มากินข้าว” มุมปากหนายกยิ้มมุมปากน้อย ๆ ให้กับท่าทางของพนักงานตัวเล็กที่ส่งยิ้มสดใสให้เขาตั้งแต่เห็นหน้ากัน แต่ว่าเขากลับไม่ชอบ ไม่ชอบที่เห็นเธอส่งยิ้มให้คนอื่น เมื่อกี้ส่งยิ้มให้กับผู้ชายโต๊ะนั้น เขาเห็น เห็นทุกอย่าง ถ้าเขาจะไม่อนุญาตให้เธอมาที่นี่ มันจะดูมากไปไหม
“มาคนเดียวเหรอคะ” สายตาคู่สวยมองหาลูกน้องคนสนิทของเขาอย่างพี่นัท ปกติไปไหนก็ไปด้วยกัน ทำไมวันนี้ถึงได้มาคนเดี๋ยว
“อืม แล้วจะกลับตอนไหน”
“สักบ่ายสองโมงก็กลับแล้วค่ะ คุณทัพจะกินอะไรดีคะ” ตั้งใจว่าจะอยู่รอช่วยที่ร้านจนกว่าลูกค้าจะน้อยลง ถึงแม้ว่าแม่จะไม่ยอมให้ช่วยอะไรเท่าไร แต่ก็ไม่อยากอยู่ที่ห้องเฉย ๆ เมื่อก่อนเธอกลัว กลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวว่าจะถูกคนอื่นมองไม่ดี แต่ตอนนี้เธอจะเรียกว่า… ปลงกับความคิดและสายตาคนอื่นแล้วก็ว่าได้ น่าจะตั้งแต่เรื่องของฟ้าใส มันเลยทำให้เธอกล้าที่จะเผชิญหน้ากับผู้คนมากขึ้น
“แนะนำเมนูอะไร”
“คุณทัพไม่ทานรสจัด มื้อเที่ยงเบา ๆ ดีกว่า งั้นเอาเป็นผัดซีอิ๊วดีไหมคะ ผัดซีอิ๊วของแม่พราวหมูหมักนุ่ม ๆ อร่อยม้าก~” ถ้าเป็นเมื่อก่อนหน้า เขาคงบ่นว่าพูดมาก แต่ไม่รู้ว่าทำไมกัน ทำไมเขาถึงชอบฟังแม่เจ้าจิ๋วพูดมากกว่านี้ คงเพราะเขาคิดว่าพราวนิชาเหมาะสมกับรอยยิ้มและเสียงพูดเจื้อยแจ้ว
“ตกลงรับไหมคะ หรือคุณทัพอยากทานเป็นเมนูข้าว สลัดผักที่ร้านก็มีนะคะ” แม่ค้าคนสวยลูกสาวเจ้าของร้านกำลังแนะนำเมนูอาหารด้วยรอยยิ้ม พยายามแนะนำเมนูที่อีกคนอาจจะชอบ
“อะไรก็ได้ เอามาเถอะ ที่คิดว่าอร่อย”
ปากเล็กยื่นออกมาน้อย ๆ แล้วแบบนี้จะให้เธอพูดมากทำไมเนี่ย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมากับเป็นรอยยิ้มของผู้ชายใบหน้าหล่อตรงหน้า ถ้าจะบอกว่าเธอชอบเวลาเขายิ้ม ชอบจนรู้สึกเขินแปลก ๆ จนต้องรีบหันหลังแล้วเดินหนีกลับเข้าเคาน์เตอร์ไปสั่งอาหารให้คนที่ทำให้เธอเสียอาการได้อยู่ตลอด เขาจะได้รีบกิน จะได้รีบกลับ ถ้าเขาไม่รีบกลับ เธอไม่เป็นอันทำอะไรแน่ ๆ เพราะสายตาของเธอ มันเอาแต่มองไปยังจุดนั้น ตรง ๆ ที่พ่อเจ้าจิ๋วกำลังนั่งอยู่
ติ๊ง !
พราวนิชาที่กำลังเดินออกจากร้านต้องล้วงมือเข้าไปหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดอ่านข้อความ อาจจะเป็นเพราะข้อความจากเขา คนที่เดินออกจากร้านไปนานหลายนาทีแล้ว เธอถึงได้รีบเปิดดูก่อนจะเรียกรถให้มารับเพื่อกลับคอนโดฯ วันนี้ตั้งใจจะกลับไปนอนพักผ่อนรอฟังข่าวดีหรือเปล่าไม่รู้ แต่รู้แค่ว่าตื่นเต้น ก็วันนี้วันที่สิบหก คงไม่ใช่แค่เธอที่ลุ้นอยู่ พี่ๆ ในร้านก็ต่างพูดถึงเรื่องนี้กันตั้งแต่เช้า
ธารทัพพ์ : รออยู่ที่ลานจอดรถ
ดวงตากลมโตคู่สวยเอาแต่จ้องมองข้อความนั้น ไม่ยอมละสายตาไปไหน เหมือนกับว่ากลัวว่าตัวเองจะอ่านผิด หรือเข้าใจผิดไปเองว่าเขารอ เขารอเธอตั้งหนึ่งชั่วโมงเลยนะ พอคิดได้แค่นั้น มือเล็กก็รีบยัดมือถือลงกระเป๋าแล้วเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะข้ามถนนเล็ก ๆ ไปยังฝั่งลานจอดรถด้านหน้า มุมปากสวยค่อย ๆ ยกยิ้มและมันก็กว้างขึ้น เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงใต้ต้นไม้ฝั่งตรงข้ามเงยหน้าขึ้นมาสบตากัน
เพราะดีใจ เพราะอยากรีบไปหาคนที่อยู่ฝั่งโน้น พราวนิชาก็รีบเดินข้ามถนนไปหาผู้ชายที่ยืนมองกันอยู่ มองซ้ายมองขวาก่อนจะก้าวเท้าลงบนถนน สายตาก็จับจ้องมองคนยังคงมองกันอยู่
ปี๊น !
ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง หันไปมองรถที่ขับมาด้วยความเร็ว เท้าเล็กหยุดนิ่งด้วยความตกใจ
“พราว !”
เอี๊ยด~~
รถคันนั้นเบรกจนเสียงล้อรถเสียดสีกับถนนจนเกิดเสียงดังพร้อมกับร่างเล็กล้มลงนั่งกระแทกลงบนพื้น มือเล็กสองข้างยกขึ้นจับหน้าท้องของตัวเองอัตโนมัติ แต่ว่า… ดวงตาคู่สวยเงยหน้าสบตาคนที่โอบเธอไว้ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ดวงตาคู่สวยเงยหน้าขึ้นสบตาคู่คมที่ดูหวาดกลัวไม่แพ้เธอ
“คุณทัพ”
“เป็นอะไรไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“พราวไม่เจ็บ…” ใบหน้าเล็กส่ายหน้าไปมา
“พราวลูก !” เสียงเรียกของคนที่เดินออกมาจากร้านเรียกสายตาของคนที่นั่งอยู่บนพื้นถนนให้หันไปมอง พ่อกับแม่ที่กำลังเดินเร็ว ๆ ตรงมาที่เธอด้วยสายตาเป็นห่วง
“พราวเป็นอะไรลูก รถชนไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ไหนขอพ่อดูหน่อย” คนที่เดินเข้ามาถึงตัวลูกสาวก่อนคือคุณดิษย์ รีบเดินเข้าไปนั่งจับแขนลูกสาวพลิกไปมาด้วยความเป็นห่วง หมดแล้วทิฐิที่มี หมดแล้ว ไม่มีเหลืออยู่
“พ่อขา”
“มาพ่ออุ้ม ไปหาหมอกัน”
“เดี๋ยวผมอุ้มเองครับ”
ใคร ?
ไอ้หนุ่มคนนี้มันคือใคร มองมือ มองแขนที่อีกคนยังโอบกอดลูกสาวตัวเองอยู่ด้วยสายตาไม่พอใจ
“ไม่ต้อง” แต่มันฟังไหม มันไม่ฟังเลย คุณดิษย์มองผู้ชายแต่งตัวดูดีคนนั้นที่กำลังอุ้มยัยหนูพราวของตัวเองขึ้นมา
“คุณ เดี๋ยวผมพาลูกสาวผมไปเอง”
“ให้ผมพาพราวกับลูกไปหาหมอดีกว่านะครับ”
“คุณทัพ” ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างให้กับคำพูดของคนที่อุ้มเธอขึ้นมา ไม่คิดว่าเขาจะพูดออกไปแบบนั้น พราวนิชามองพ่อตัวเองกับคนที่อุ้มกันอยู่สลับไปมา ทั้งสองเอาแต่นิ่งมองหน้ากัน
“แม่ว่าพาพราวไปหาหมอก่อนดีกว่า คุณ เอ่อ คุณก็พายัยพราวไปโรงพยาบาลก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันกับสามีรีบขับรถตามไปค่ะ”
“ครับ”
คุณปัญจมารีบเข้ามาห้ามก่อนที่เรื่องมันจะไปกันใหญ่ ตอนนี้สิ่งที่ควรจะห่วงที่สุดคือ ว่าที่คุณแม่ที่กำลังท้องอ่อน ๆ คุณปัญจมายื่นมือไปจับแขนสามีเอาไว้แล้วดึงให้คนดื้อที่ยังมองตามรถที่ขับออกไป เข้าในร้านเพื่อไปสั่งงานพนักงานก่อนจะรีบขับรถตามลูกสาวไปที่โรงพยาบาลด้วยความเป็นห่วง
สายตาคู่คมเอาแต่มองหน้าห้องประตูฉุกเฉินที่คุณหมอพาพราวนิชาเข้าไปข้างใน แม้เธอจะบอกว่าไม่เจ็บ แต่เขาก็อดที่จะห่วงไม่ได้ แต่ทว่าก็ต้องละสายตากลับมามองผู้หญิงกับผู้ชายวัยกลางคนที่เดินเร็วเข้ามา
“ยัยพราวเป็นยังไงบ้างคะคุณ”
“ยังไม่ออกมาเลยครับ” ธารทัพพ์ตอบผู้หญิงตรงหน้าที่น่าจะเป็นแม่ของพราวนิชา แต่พอหันไปมองอีกคนที่ยืนอยู่ข้างท่าน คนที่เอาแต่จ้องหน้ากัน ไม่พูดไม่จาอะไร แต่ไม่รู้ว่าทำไมสายตาและสีหน้าของคนคนนั้น มันจะทำให้เขารู้สึกประหม่า ทำตัวไม่ถูก สายตาที่มองมาเหมือนไม่พอใจ ไม่ชอบหน้ากัน แต่ถ้าชอบก็คงจะแปลกแล้ว ก็ในเมื่อเขาเป็นคนที่ทำลายอนาคตที่กำลังสดใสของลูกสาวท่าน
แต่ว่าก่อนที่ผู้ชายวัยกลางคนที่กำลังหน้าตึงอย่างคุณดิษย์จะได้พูดอะไรออกมา ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกมาเสียก่อน ทำให้ผู้ชายสองคนรีบเดินเข้าไปหาผู้หญิงตัวเล็กพร้อมกัน
“เป็นยังไงบ้าง”
“เป็นยังไงบ้างลูก” เสียงสองเสียงเอ่ยถามพร้อมกัน คำถามคล้าย ๆ กัน น้ำเสียงแสดงความเป็นห่วงเหมือนกัน ดวงตาคู่สวยของพราวนิชามองคนเป็นพ่อสลับกับผู้ชายตัวสูงไปมา ควรจะตอบใครก่อนดี
“พราวไม่เป็นไรค่ะ มีแผลถลอกที่แขนนิดเดียวค่ะ” แต่เธอเลือก เลือกที่จะตอบผู้ชายทั้งสองพร้อม ๆ กัน พร้อมกับขยับให้เห็นรอยแผลที่แขนของตัวเองที่มีรอยแผลเล็กนิดเดียว คุณพยาบาลทำแผลให้เรียบร้อยและตรวจดูแล้วว่าไม่มีอะไรกระทบถึงเจ้าจิ๋วที่อยู่ในท้อง หัวใจดวงน้อยเต้นแรง เมื่อเห็นสายตาและความห่วงใยของคนเป็นพ่อ อยู่ ๆ น้ำตามันก็ไหลออกมา
“เป็นอะไร” เป็นธารทัพพ์ที่ขยับเข้าไปจับมือเล็กพร้อมกับเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง อยู่ ๆ ก็ร้องไห้ออกมา จะไม่ให้ตกใจได้ยังไง ก็นานแล้วที่ไม่ได้เห็นน้ำตาของแม่เจ้าจิ๋ว
“เป็นอะไรลูก ร้องไห้ทำไม”
“พ่อพูดกับพราวแล้ว”
“พราว ลูก” หมดแล้ว ความโกรธในตัวลูกสาวทั้งหมดที่มี คุณดิษย์ดึงลูกสาวตัวน้อยเข้ามากอดปลอบพร้อมกับลูบแผ่นหลังเล็กไปมา ความจริงไม่ได้โกรธ ไม่ได้โมโห ไม่ได้อะไรนานแล้ว นานแค่ไหนก็น่าจะตั้งแต่ลูกสาวออกไปจากบ้านได้ไม่กี่วัน ความจริงก็คิดถึงลูกสาวมาก ๆ แต่แค่ปากมันแข็งไปหน่อยก็เท่านั้น
ครืด ครืด
เสียงมือถือในกระเป๋ากางเกงของธารทัพพ์ดังขึ้นเรียกให้เขารีบล้วงมือเข้าไปหยิบขึ้นมา กดรับสายคนที่โทร. มาก่อนจะเดินออกมาคุยธุระสำคัญ แต่สายตาของเขาก็ยังคงมองสามคนพ่อแม่ลูกที่กำลังยืนคุยกันอยู่ไม่ไกล เหมือนกับว่าเขากลัวว่า ถ้าเขาละสายตาจากตรงนั้น ทั้งสองคนจะพาพราวนิชาหายไป อยู่ ๆ ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาก็ไม่รู้
(คุณทัพครับ)
“อืม ว่ามา”
(สืบแล้วครับ แค่อุบัติเหตุครับ คนขับเอาแต่สนใจดูมือถือเลยไม่ได้มอง ผมให้ตำรวจจัดการเรียบร้อยแล้วครับ) คนฟังพยักหน้ารับเบา ๆ คนผิดก็ว่าไปตามผิด เขาไม่ได้อะไร ตรงนั้นมันเป็นทางข้าม ทางม้าลายด้วย คนขับก็ผิดเต็ม ๆ อยู่แล้ว
“อืม ขอบใจมาก” อานัสวางสายไปแล้ว แต่ธารทัพพ์ก็ยังยืนเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้น สายตาของเขาก็มองสบตาคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงกลัว กลัวอะไรที่มันยังไม่ได้เกิดขึ้น เขาอาจจะคิดมากไปเอง
“คุณทัพ”
มือถือถูกยัดลงกระเป๋ากางเกงเหมือนเดิมก่อนจะขยับเท้าเดินเข้าไปหาคนที่เดินมาหากัน
“พ่อกับแม่พราว เขาอยากรู้จักคุณทัพได้ไหมคะ” พราวนิชาเอ่ยถามคนหน้านิ่งด้วยน้ำเสียงเกรงใจคนตรงหน้าน้อย ๆ ก็ในเมื่อปิดบังไม่ได้แล้ว แถมพ่อกับแม่ก็แค่อยากรู้จักเขา ไม่รู้ว่าคนตรงหน้าเธอจะคิดยังไง มันจะมากไปไหม ก็แค่รู้จักกันไว้ก็พอ
“ถ้าคุณทัพไม่โอเค เดี๋ยวพราวไปบอก…”
“พราว” คนที่กำลังเดินกลับไปหาพ่อกับแม่ของตัวเองชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองคนที่เรียกชื่อกัน
“คะ”
“โอเค ฉันโอเค”
ไม่รู้ว่าทำไมต้องตื่นเต้น ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจของเธอมันต้องสั่นไหวให้กับรอยยิ้มน้อย ๆ นั่นของเขาก็ไม่รู้ ไหนจะ…
“คุณทัพ” พราวนิชาเรียกชื่อคนที่อยู่ ๆ ก็จับมือกันด้วยน้ำเสียงตกใจ หันไปมองพ่อกับแม่ที่ยังคงมองอยู่ ก่อนจะกลับมาจ้องหน้าคนที่ยังคงจับมือกันอยู่
“ไม่ต้องจับก็ได้ค่ะ”
“ไม่ได้” มุมปากหนายกยิ้มก่อนจะจับจูงมือคนตัวเล็กที่กำลังยู่หน้าใส่กันด้วยท่าทางน่ารัก เดินตรงไปหาผู้ใหญ่ทั้งสองคนที่กำลังยืนรออยู่ แม้จะมาทำความรู้จักกันในสถานการณ์แบบนี้ แต่เขาก็ไม่อยากถูกผู้ใหญ่มองไม่ดี ถึงที่ผ่านมาจะถูกมองไม่ดีแล้วก็ตาม แต่ตอนนี้เขาอยากให้ทั้งสองมองเขาใหม่ มองว่าเขาตั้งใจที่จะรับผิดชอบและดูแลลูกสาวของพวกท่าน ไม่ว่าตอนนี้หรือวันข้างหน้า แม้จะอยู่ในฐานะไหนก็ตาม
“สวัสดีครับ”
“แม่ขา พ่อขา นี่คุณทัพค่ะ”
“สวัสดีค่ะ” คุณปัญจมายกมือรับไหว้คนที่ลูกสาวแนะนำ ยิ้มรับน้อย ๆ ต่างจากคนเป็นสามีของตัวเอง
“อืม” คุณดิษย์พยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะหันหน้าไปมองทางอื่น ไม่รับไหว้ ทำเหมือนไม่สนใจ แต่ก็มีแอบมองสำรวจผู้ชายที่ทำให้ลูกสาวท้องไม่ได้ หน้าตา การแต่งตัว การวางตัวดีหมด แต่ติดอย่างเดียวคือ ยังไม่ชอบหน้าอยู่ดี
“ฝากคุณดูแลพราวด้วยนะคะ”
คุณปัญจมาเคารพการตัดสินใจของลูกสาวและพร้อมจะยอมรับในสิ่งที่ลูกสาวต้องการ แรก ๆ ก็ไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้กลับเข้าใจในความคิดของลูก คงไม่ใช่เพราะฐานะหรือหน้าตาของผู้ชายคนนี้ที่ลูกสาวตัดสินใจไปอยู่ด้วย แต่ดูจากการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่น ความจริงใจที่เห็น มันออกมาจากแววตาคู่นั้น หลังจากนี้ ต่อให้ลูกสาวเดินกลับมาในอ้อมกอด เธอก็จะยอมรับในการตัดสินใจของลูกอีกครั้ง
“ครับ”
ใบหน้าหล่อก้มหน้าลงน้อย ๆ ตอบรับคำขอ ต่อให้ท่านไม่ขอ เขาก็จะดูแลพราวนิชาและเจ้าจิ๋วให้ดีอยู่แล้ว ตั้งแต่เขาบอกว่าจะรับผิดชอบ เขาก็รู้แค่ว่า คำว่ารับผิดชอบของเขานั้น ก็คงเป็นการดูแลผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้ด้วย แม้เขาจะไม่ได้บอกเธอในตอนที่เราตกลงกัน แต่ทุก ๆ สิ่งที่เขาทำ มันมีเธออยู่ในนั้นเสมอ ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้เหมือนกัน
คุณดิษย์ละสายตาจากแผ่นหลังเล็กของลูกสาวที่เดินเคียงข้างไอ้หนุ่มคนนั้นไปแล้วหันมามองภรรยาที่ยื่นมือมาจับมือกันพร้อมกับบีบเบา ๆ เหมือนต้องการบอกอะไร
“ปล่อยให้ลูกได้คิด ได้ตัดสินใจเองนะคะ”
“ผมรู้แล้ว” ยิ้มรับก่อนจะจับมือภรรยาเอาไว้แน่น ก็คงเหมือนอย่างที่เขาพูด เลี้ยงลูกเราก็คงเลี้ยงได้แต่ตัว ต่อไปก็คงเฝ้าดู หวงและห่วงลูกสาวอยู่ห่าง ๆ ในเมื่อลูกตัดสินใจแล้วก็ปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นบททดสอบและบทเรียนของชีวิต ต่อให้ไอ้ผู้ชายคนนั้น ต่อไปมันไม่รับผิดชอบแล้ว คนเป็นพ่ออย่างเขาก็พร้อมจะอ้าแขนรับเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง กลับเข้ามาสู้อ้อมกอด เวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทิฐิมากมาย มันทำให้ไม่มีความสุข ก็เลยปล่อยวางมัน อะไรจะเกิดมันก็เกิด เกิดไปแล้วแก้ไขไม่ได้ก็ให้เป็นบทเรียนไป
“อยากกินอะไรไหม”
ใบหน้าเล็กส่ายหน้าไปมา หันไปมองคนที่เอาแต่มองท้องถนนด้านหน้า ก่อนเขาจะหันมามองหน้ากันในตอนที่รถจอดติดสัญญาณไฟ
“มีอะไร”
“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาช่วยพราว ถ้า…” เธอก็ยังคงกลัวอยู่ ถ้ารถคันนั้นขับมาเร็ว ถ้าธารทัพพ์ไม่เข้ามาช่วยเธอ ไม่รู้ปานนี้เธอกับเจ้าจิ๋วจะเป็นยังไงบ้าง แค่คิดถึงเรื่องนั้น มือเล็กก็วางลงบนหน้าท้องของตัวเองที่เริ่มรู้สึกว่านูนขึ้นมานิด ๆ เหมือนคนที่เพิ่งกินข้าวอิ่ม มือเล็กลูบเบา ๆ เหมือนเป็นการปลอบโยนเจ้าสิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่ในท้องตัวเอง
“มันผ่านไปแล้ว เลิกคิดมาก ดูแลตัวเองให้ดีก็พอแล้ว”
ธารทัพพ์มองใบหน้าเล็ก ก่อนจะยื่นมือไปวางบนหัวเล็กอย่างที่ใจและความรู้สึกของเขามันบอก มือหนาลูบลงบนหัวเล็ก ลูบลงบนผมนุ่มไปมา ยิ้มให้คนที่ยังไม่หายตกใจเพียงนิดแล้วก็หันไปมองท้องถนนด้านหน้าต่อ เมื่อสัญญาณไฟขึ้นเป็นสีเขียว
หัวใจดวงน้อยของพราวนิชาเต้นแรง เต้นแรงให้กับการกระทำแสนจะแข็งทื่อ ไม่ได้อ่อนโยนอะไรนั่น แต่มันกลับทำให้หัวใจของเธออบอุ่น ความรู้สึกแบบนี้ มันอะไรกันนะ ความกลัวที่ยังเคยมีอยู่ มันค่อย ๆ หายไป พราวนิชาเงยหน้าขึ้นจากมือเล็กของตัวเอง เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อด้านข้างของคนที่กำลังทำหน้าที่ขับรถอยู่ ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้ว ที่สายตาของเธอ มันเอาแต่มองใบหน้าหล่อของเขา ของผู้ชายที่เคยเป็นแค่คนแปลกหน้าวันนั้น เวลาที่เราอยู่ด้วยกันเพียงแค่หนึ่งเดือน มันทำให้เธอรู้จักคนคนนี้มากขึ้น
กึก !
ดวงตาคู่สวยเลิ่กลั่ก เมื่อดวงตาคู่นั้นหันหน้ามาสบตากันพร้อมกับคิ้วหนาที่รับกับใบหน้านั้น ขยับขึ้นเหมือนถามกันว่า มีอะไร ใบหน้าเล็กส่ายหน้าไปมา ก่อนจะรีบเปิดประตูรถออกไปเมื่อรถจอดตรงที่จอดรถใต้คอนโดฯ ด้วยความรีบร้อน หนีเสียงหัวใจของตัวเองที่กำลังเต้นแรงจนกลัวว่าเขาจะจับได้ว่าเธอแอบมองหน้าเขา
มุมปากหนายกยิ้มให้กับท่าทางของคนที่รีบเปิดประตูรถหนีออกไปก่อน ยิ้มให้กับความรู้สึกของตัวเอง ก็แค่เรื่องธรรมดา มันก็ทำให้เขายิ้มได้ขนาดนี้เลยเหรอ ธารทัพพ์หัวเราะหึออกมาน้อย ๆ ส่ายหน้าไปมาให้กับอาการของตัวเขาเองที่กำลังเป็นอยู่ ก่อนจะรีบเปิดประตูออกจากรถ รีบเดินไปหาคนเดินนำอยู่ด้านหน้า
“คุณทัพ !” พราวนิชาตกใจน้อย ๆ ที่อยู่ ๆ เขาก็เดินมาจับมือกันดึงเอาไว้
“เดี๋ยวชน”
“ขอบคุณค่ะ” พราวนิชาส่งยิ้มเขิน ๆ ไปให้คนที่ยกมือขึ้นมาดันกระจกไม่ให้หน้าเธอชนเข้ากระจกประตูทางเข้าคอนโดฯ เพราะรีบเดินเลยไม่ทันได้ดู
“ซุ่มซ่าม”
“มะ ไม่ต้องจับก็ได้ค่ะ พราวไม่ซุ่มซ่ามแล้ว”
ธารทัพพ์ไม่พูดอะไร แถมยังไม่ปล่อยมือเล็กออกจากมือของตัวเอง พาคนตัวเล็กเข้าไปในลิฟต์พร้อมกับรอยยิ้มน้อย ๆ ที่อีกคนไม่เห็นมัน
ตอนที่ 20(หนูเจ้าเอยกลับมาแล้ว พรุ่งนี้ทัพช่วยไปรับน้องที่สนามบินหน่อยได้ไหม)“ผมไม่ว่างครับ”(จะไม่ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองเลยหรือไง แม่เลือกน้องเพราะเมื่อก่อนเราชอบน้องมากไม่ใช่หรือไง) นั่นมันตั้งแต่สิบ ยี่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาเอ็นดูเจ้าเอยเหมือนน้องสาว แล้วอะไรนะ ที่ทำให้แม่เขาคิดว่าเขาชอบ เจ้าเอยคือลูกสาวเพื่อนแม่ ลูกสาวคุณน้ารำเพย เจ้าเอยเป็นเพื่อนวัยเด็กกับเขาและแทนไทมาตั้งแต่จำความได้ อายุห่างกับเขาห้าปี ตอนนี้อีกคนก็น่าจะเรียนจบปริญญาโทแล้ว เขาเองก็จำไม่ได้แล้ว ว่าเขากับเจ้าเอยได้เจอกันนานแค่ไหนแล้ว(ตาทัพ)“ผมมีเมียมีลูกแล้วนะครับ” ธารทัพตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่ดูจริงจัง เขาคิดว่าแม่จะล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองแล้วเสียอีก คำว่าเมีย คำว่าลูกที่เขาพูดออกไป มันมาจากความรู้สึกของเขา ความรู้สึกของเขาจริง ๆ แม่เจ้าจิ๋วเป็นเมียเขา คนมีอะไรกันจนมีลูกด้วยกัน ก็ต้องเรียกว่าเมียถึงจะถูก แม้จะได้กันแค่ครั้งเดียวก็เถอะ เจ้าจิ๋วก็เป็นลูกเขา ถ้าเขาไป แม่เจ้าจิ๋วรู้ เธอก็น่าจะไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เอาข้อตกลงของเรามาพูดอีก เขาไม่อยากให้มีข้อตกลงอะไรระหว่างเธ
ตอนที่ 19ไม่อยากลุกขึ้นมาจากเตียง ไม่อยากออกมาจากห้อง แต่ก็ต้องออกมา เพราะตอนนี้เจ้าจิ๋วกำลังประท้วงกันด้วยความหิว พราวนิชาค่อย ๆ เปิดประตูห้องนอนออก ค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากห้อง มองซ้ายมองขวา แต่ชั้นสองของบ้านกลับเงียบ บ้านหลังใหญ่แต่บ้านช่างเงียบเหงาจัง ใบหน้าเล็กดูเศร้าลงเล็กน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงบันได เดินตามกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากห้องห้องหนึ่งที่น่าจะเป็นห้องครัว บานประตูเปิดเอาไว้ เท้าเล็กหยุดนิ่งอยู่หน้าประตู พร้อมกับมองเข้าไปด้านใน เห็นสาวใช้สองคนกับป้าสมศรี หัวหน้าแม่บ้านกำลังช่วยกันทำอาหาร ที่น่าจะเป็นมื้อเช้า วันนี้ตั้งใจตื่นเช้าเลยตื่นก่อนเวลาอาหารมื้อเช้าอีก เพราะไม่อยากให้ทุกคนรอ“มีอะไรให้พราวช่วยไหมคะ”สายตาทั้งสามคู่หันมาจับจ้องมองเธอนิ่ง ก่อนจะหันกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่กันต่อ ไม่มีใครพูดกับเธอเลยสักคน ใบหน้าสวยเศร้าลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินออกจากห้องครัว เธออยากกลับแล้ว อยากกลับบ้าน ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้ถึงสองเดือนตามที่ตกลงกับธารทัพพ์เอาไว้ไหม ทำไมคนที่นี่ดูจะไม่ชอบเธอเลย หรือเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงใจแตก ท้องก่อนแต่งงานอย่างนั้นเหรอ พราวนิชาเดินออ
ตอนที่ 18ดวงตาคู่สวยเอาแต่จ้องมองบ้านหลังใหญ่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ รายล้อมด้วยภูเขา มองจากตรงนี้เห็นทุ่งหญ้าสวยงาม มองจากตรงนี้ มองเห็นต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ตรงโน้น“เข้าบ้านสิ”พราวนิชาดึงสายตากลับมามองคนที่เรียกกัน ก่อนจะค่อย ๆ เดินก้มหน้าหมายจะไปหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แต่มือเล็กกลับชะงัก เพราะคำสั่งที่แสนจะนิ่งเงียบนั่น“เอาไว้นั่นแหละ”“ค่ะ” ว่าที่คุณแม่ก้มหน้ารับคำเบา ๆ แล้วเดินตามคุณผู้หญิงของบ้าน เดินตามเข้าไปนั่งลงบนพื้นพรมหน้าโซฟา เธอไม่กล้าขึ้นไปนั่งบนนั้นสายตาตำหนิที่ถูกส่งมาจากผู้หญิงวัยกลางคน ยิ่งทำให้ว่าที่คุณแม่ได้แต่ก้มหน้า ทุก ๆ สายตาที่จับจ้องมองมาที่เธอ คนที่บ้านหลังนี้ ทำให้เธอรู้สึกกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว“ผู้ใหญ่พูดด้วย ทำไมไม่เงยหน้าขึ้นมา พ่อแม่ของเธอไม่เคยสอนหรือไง”“สอนค่ะ”“เธอรู้ไหม เธอไม่เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของฉันเลย ฉันมีคนที่เหมาะสมเอาไว้ให้ลูกชายฉันแล้ว” ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่นจนเจ็บ เจ็บกับคำว่าไม่เหมาะสม เจ็บกับคำว่าพ่อแม่ไม่สอน ความผิดพลาดมันทำให้คนอื่นมองเธอได้ขนาดนี้เลยเหรอ พราวนิชาก้มหน้านิ่งมองมือของตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่นจนเจ็บ ไ
ตอนที่ 17เสียงกดกริ่งหน้าประตูเรียกให้พราวนิชาที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องละสายตาไปมองประตูที่ยังมีเสียงกดกริ่งดังอยู่ คิ้วเรียวสวยขยับเข้าหากันน้อย ๆ ใครกันนะ ถ้าเป็นเจ้าของห้องอย่างธารทัพพ์หรืออานัส ถ้าเป็นทั้งสองคนก็น่าจะเปิดเข้ามาแล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยมีแขกเข้ามาที่ห้องของธารทัพพ์เลยสักครั้งแต่ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยอะไรมากไปกว่านั้น ว่าที่คุณแม่ก็ขยับลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง ผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าทำให้หัวใจของพราวนิชาเต้นแรง ใบหน้าเรียบนิ่งนั่น มีเค้าโครงใบหน้าเหมือนกับเจ้าของห้อง มือเล็กค่อย ๆ ยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้า แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าอีกคนเป็นใคร“สวัสดีค่ะ”“เธอเป็นใคร”“คือว่าหนู…”“เป็นแม่บ้านเหรอ ฉันเป็นแม่เจ้าของห้อง” คุณธัญสินีมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง มองสำรวจผู้หญิงตัวเล็กในชุดธรรมดา ๆ แต่ดูยังไง ๆ ก็ไม่เหมือนแม่บ้านอย่างที่ท่านเอ่ยถามออกไป ใบหน้าก็เล็กเหมือนเด็ก ผิวพรรณก็ดูดี ไม่เหมือนคนที่ทำงานแบบนี้เลย“ค่ะ หนูเป็นแม่บ้าน นะ หนูทำงานเสร็จพอดี ขอตัวก่อนนะคะ” พราวนิชายกมือไหว้คนตรงหน้าแล้วรีบเดินออกจากห้อง หัวใจดวงน้อยเต้นแรงตึกตัก หวา
ตอนที่ 16ธารทัพพ์ยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเอง ก่อนจะนวดมันไปมาเบา ๆ แหงนหน้าขึ้นมาเพดานห้องพัก หลังจากจบการประชุมกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เขาก็รีบตรงดิ่งกลับห้องพัก ไม่ไปกินเลี้ยงกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เพราะอาการที่เขากำลังเป็นอยู่ มันเป็นแบบนี้มาสองวัน นับตั้งแต่วันที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาประชุมใหญ่กับผู้ถือหุ้นของโรงแรมมันตราในกรุงลอนดอนแค่อีกห้าวัน อีกแค่ห้าวันก็จะได้กลับ เขาเลยอดทนไม่อยากไปหาหมอหรือขอกลับก่อน มองหน้าจอมือถือของตัวเองที่เงียบ ไม่มีข้อความหรือสายโทร. เข้าจากใครบางคนที่เขากำลังคิดถึงคิดถึง ! อย่างนั้นเหรอ ?ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นมาน้อย ๆ ให้กับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเขาที่มันกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นในหัวใจในตอนนี้ติ๊ง !พอคิดถึง ข้อความจากใครบางคนก็ดังขึ้น เหมือนกับว่าเธอรู้ รู้ว่าเขากำลังคิดถึงเธอ มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้เปิดอ่านข้อความจากอีกฝ่าย แค่เห็นชื่อของเธอ มุมปากเขา มันก็ยิ้มไปเองแล้ว เหมือนรู้ว่าเขาเลิกประชุมแล้ว ทั้ง ๆ เวลาของที่นี่กับประเทศไทยต่างกัน ตอนนี้ที่โน่นคงน่าจะดึกมากแล้วพราวนิชา : กินข้าวหรือยังคะธ
ตอนที่ 15ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่การตื่นนอนขึ้นมาแล้วตัวเองนอนอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายตัวโต ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในห้องตอนไหน แต่พอตื่นเช้ามาเมื่อไรก็เห็นพ่อเจ้าจิ๋วนอนอยู่ข้าง ๆ แล้ว แรก ๆ ก็ไม่ชิน แถมยังตกใจ แต่พอผ่านไปสักพัก ทุกอย่างมันเริ่มกลายเป็นความเคยชินที่มีเขานอนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอบอุ่น นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวอะไร และไม่ต้องเปิดโคมไฟเอาไว้เหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาคู่สวยมองปลายคางของผู้ชายตัวโตนิ่ง เผลอยกนิ้วขึ้นแตะลงบนแก้มของเขาเบา ๆ เหมือนต้องการเช็กอีกครั้ง ว่านี่มันคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นแล้วเหรอ”ดวงตาของคนหลับไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองกันในตอนที่เขาพูด แต่ธารทัพพ์ขยับตัวพลิกไปหาคนตัวเล็กที่นอนอีกฝั่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองคนตัวเล็กที่นอนอยู่ห่างจากเขาแค่เพียงนิด ไม่ได้ใกล้ ไม่ได้ไกล พอให้เขาได้กลิ่นหอมหวานละมุนนั่น“สะ สายแล้วค่ะ”“วันหยุด”จริงสิ วันนี้วันหยุด เธอลืมไปเลย คงเพราะทุก ๆ วันที่เธออยู่ที่นี่ ทุก ๆ วันของเธอ มันก็เหมือน ๆ เดิมเลย แทบไม่ได้ดูว่าวันนี้วันอะไร แต่มีแค่เขาที่ออกไปทำงานทุกวัน และมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม คงเป็นเขา เขาที่กินมื้อเช้ากับเธอก่อนออกไปทำงานทุกวัน







