ANMELDENตอนที่ 2
“เป็นไงบ้าง”
ดวงตากลมโตคู่สวยที่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา มองเพดานห้องสีขาว กลิ่นอ่อน ๆ ที่แตะจมูกทำให้พราวนิชารู้ได้ทันทีว่าตอนนี้เธออยู่ที่โรงพยาบาล ก่อนจะหันไปหาเสียงของใครบางคนที่เอ่ยถามกัน คนป่วยเอาแต่นอนมองหน้าผู้ชายตัวสูงที่กำลังยืนกอดอกมองหน้ากันนิ่ง
นี่เป็นเขาเองเหรอที่ช่วยเธอเอาไว้ ก่อนทุกอย่างดับวูบ จำได้ว่ามีใครบางคนช่วยเธอไว้ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นคนคนนี้
“ถามว่าเป็นไงบ้าง”
ธารทัพพ์ขยับคิ้วเข้าหากัน จ้องใบหน้าเล็กที่ดูดีขึ้นกว่าก่อนหน้า ถามแต่ไม่ยอมตอบ เขาขยับเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างเตียงผู้ป่วย จ้องหน้าคนที่เอาแต่เงียบใส่กัน
ดื้อ !
นี่คือสิ่งที่ธารทัพพ์นิยามความเป็นผู้หญิงตัวเล็กคนนี้ แถมยังดื้อเงียบอีกด้วย
“ดีขึ้นแล้วค่ะ”
“อืม ดีแล้ว ผมก็มีเรื่องจะคุยกับคุณ”
“ตอนนี้กี่โมงแล้วคะ”
“สองทุ่ม”
“สองทุ่ม !” ไม่ดีแน่ เธอหายออกมานานมาก ไม่รู้ว่าตอนนี้พ่อกับแม่จะกลับมาถึงบ้านหรือยัง บอกว่าจะเข้าไปหาที่ร้านแต่เธอไม่ได้ไป เธอไม่อยู่บ้าน พ่อกับแม่ต้องโทร. หาแน่ ร่างเล็กรีบลุกขึ้นจากเตียงจนอีกคนลุกขึ้นจับไหล่เล็กเอาไว้
“จะไปไหน”
“คุณเห็นมือถือกับกระเป๋าพราวไหมคะ พราวจะกลับบ้าน”
“จะกลับได้ไง หมอบอกให้นอนพักหนึ่งคืน ให้น้ำเกลือหมด ถึงจะกลับได้”
“ไม่ค่ะ ไม่ได้”
ใบหน้าเล็กส่ายหน้าไปมาบอกเขา เธออยู่นี่ไม่ได้
“ทำไมดื้อ”
คนถูกดุว่าดื้อเงยหน้ามองผู้ชายตัวสูงที่ยืนเท้าเอวจ้องหน้ากัน เท้าที่กำลังแตะพื้นกลับต้องขยับกลับขึ้นไปบนเตียงเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าทำไมเธอต้องกลัวเขาด้วยก็ไม่รู้ อาจจะเพราะท่าทางจริงจังของอีกคน มันเหมือนมีอะไรบางอย่างทำให้เธอหยุดทุกการกระทำของตัวเอง
“พราวขอกระเป๋าคืนหน่อยได้ไหมคะ”
“อืม” ธารทัพพ์พยักหน้าก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าของอีกคนมายื่นส่งให้ เขาได้ยินมือถือของเธอดังอยู่นาน แต่ไม่ได้หยิบขึ้นมาดู เขาไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของคนอื่น เลยไม่ได้สนใจเสียงมือถือที่ดังอยู่นานสองนานนั่น
ริมฝีปากเล็กขบเม้มเข้าหากันจนเจ็บ เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่โทร. มาหาเธอหลายสิบสาย
ทำยังไงดีนะ จะบอกพ่อกับแม่ยังไงดี
นั่งคิดอยู่นานก่อนจะรวบรวมความกล้าตัดสินใจโทร. กลับไปหาพวกท่าน
“แม่ขา”
(ยัยพราว อยู่ไหนลูก แม่กับพ่อโทร. ไป เราไม่รับสาย รู้ไหม พ่อกับแม่เป็นห่วงมากแค่ไหน)
“แม่คะ พราวสบายดีค่ะ วันนี้พราวขอนอนกับฟ้าใสนะคะแม่ เดี๋ยวเช้า หนูกลับนะคะ” ขอโทษนะคะแม่ที่หนูโกหก พราวนิชาเอ่ยขอโทษคนปลายสายเบา ๆ ในใจ ขอโทษเพื่อนอย่างฟ้าใสที่ต้องดึงเพื่อนมาเกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเองกำลังโกหกอยู่
(คราวหน้าไม่เอาแบบนี้แล้วนะ แม่เป็นห่วง จะไปไหนมาไหน แค่โทร. บอกพ่อกับแม่สักนิดนะลูก)
“ค่ะแม่ เดี๋ยวพราวไปคุยเรื่องเรียนกับเพื่อนก่อนนะคะ”
(จ้ะลูก…)
“บอกความจริงไปสิ จะเป็นเด็กขี้โกหกทำไม”
คำพูดของเขาทำให้พราวนิชาเงยหน้ามองสบตาอีกคน เขาพูดเหมือนทุกอย่างมันง่าย แต่สำหรับเธอ เธอที่เป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน เธอที่เป็นความหวังของพ่อกับแม่ ถ้าพ่อกับแม่รู้ว่าเธอท้อง ท้องทั้ง ๆ ที่ยังเรียนไม่จบ ท้องทั้ง ๆ ที่ยังไม่แต่งงาน ท้องเพราะความผิดพลาดของตัวเอง ทั้งสองจะรู้สึกยังไง
เธอกลัว
ดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยน้ำตาก้มมองหน้าจอมือถือของตัวเอง รูปครอบครัวที่เป็นรูปกลุ่มไลน์ครอบครัว ร้องไห้สะอื้นเบา ๆ หยดน้ำตาใสค่อย ๆ ไหลลงอาบแก้มทั้งสอง
“ขี้แย”
คำว่าขี้แยที่มาพร้อมกระดาษทิชชูที่ถูกยื่นมาตรงหน้า พราวนิชาเงยหน้าขึ้นมองคนปากร้ายพร้อมกับยื่นมือไปรับทิชชูในมือของเขามาซับน้ำตาของตัวเอง ก่อนจะนั่งร้องไห้เงียบ ๆ คนเดียว ไม่พูดอะไรกับอีกคนที่เดินกลับไปนั่งบนโซฟาตรงมุมห้อง
“คุณ”
ธารทัพพ์เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอมือถือของตัวเอง มองคนที่หยุดร้องไห้แล้ว ก่อนจะวางมือถือของตัวเองลงแล้วเดินกลับไปนั่งลงข้างเตียงคนป่วย นั่งกอดอกยืดตัวตรง จ้องหน้าคนที่นอนพิงหัวเตียงนิ่ง
“ว่า”
“คุณเชื่อไหม ว่า… ว่าพราวท้องกับคุณ”
“อืม…” เธอถามเขาก็ตอบตรง ๆ ทีแรกก็ไม่เชื่อขนาดนั้น แต่ในตอนที่นั่งรอเธอตื่น เขาคิดอะไรหลายอย่าง คิดไปถึงคืนนั้น วันนั้นเขาเองก็ไม่ปกติเหมือนกัน เหมือนเขาถูกวางยา ทุกอย่างมันเป็นภาพราง ๆ จำไม่ได้ว่าป้องกันไปกี่รอบ แต่จำได้ว่าเขาไม่ได้มีอะไรกับผู้หญิงตัวเล็กแค่รอบเดียวแน่ ๆ พอคิดก็อดที่จะมองใบหน้าเล็กที่ดูยังไงก็เด็กมาก ๆ
จะติดคุกไหมวะ
“อายุเท่าไร”
“พราวเหรอคะ”
“อืม"
“ยี่สิบปีค่ะ” เธอเพิ่งยี่สิบปี เมื่อเดือนที่แล้ว
“อืม” ธารทัพพ์พยักหน้าตอบรับ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้พรากผู้เยาว์ แต่ว่าเขาสามสิบ เธอยี่สิบ ห่างกันสิบปีเลยเหรอ ธารทัพพ์พึมพำในใจเบา ๆ เขาเอาแต่มองหน้าผู้หญิงตัวเล็กที่ถ้าไม่บอกว่าเธอยี่สิบแล้ว เขาก็คงคิดว่าเธอยังอยู่ชั้นมัธยม เมื่อคืนนั้น เธอไม่ได้ดูใบหน้าเด็กแบบนี้ คงเพราะการแต่งตัวและเครื่องสำอางบนใบหน้า ไม่เหมือนกับตอนนี้ ใบหน้าเล็ก ตากลมโต ริมฝีปากเล็กนั่น มองยังไงก็เหมือนเด็ก
“ผมมีเรื่องจะตกลงกับคุณ เรื่องนั้น” ใบหน้าหล่อบุ้ยใบ้ไปที่หน้าท้องแบนราบของคนที่เอาแต่นั่งก้มหน้า ถ้าก่อนหน้า หมอไม่บอกว่าอีกคนกำลังท้องอยู่ เขาก็ยังคงไม่เชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อแล้วตอนนี้
“จะเอายังไง”
“ก็เหมือนที่พราวบอกค่ะ” เธอศึกษามาแล้วแต่ก็ยังกลัว เพราะเขาเอง เธอก็ดูออกว่าเขาก็คงยังไม่พร้อมกับเรื่องนี้
“ตัดสินใจแล้ว”
ธารทัพพ์ถามย้ำอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงกับสิ่งที่ผิดพลาดที่เกิดขึ้น ที่บอกว่าให้เอาออก เขายอมรับว่าคิดน้อยไป ถึงเขาจะไม่พร้อม แต่ก็เพราะมันอาจจะมีทางออกที่ดีกว่านี้
“คิดดูอีกที”
สายตาคู่สวยเงยหน้าขึ้นสบตาคนพูด เขาบอกว่าให้เธอคิดดูอีกที่อย่างนั้นเหรอ ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่นก่อนจะคลายออก
“คุณจะรับผิดชอบ… เหรอคะ”
“ก็คงต้องเป็นแบบนั้น…”
“แต่ว่า”
“ไปคิดดู ผมจะออกไปข้างนอก มีอะไรก็กดเรียกพยาบาลนะ” คนตัวสูงลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องพักไป เขาจ้างพยาบาลพิเศษเอาไว้ดูแลเธอแล้ว เพราะวันนี้เขามีนัดกับเพื่อน ปล่อยให้เด็กนั่นได้คิดอะไร เผื่อว่าจะยอมเปลี่ยนใจ ถามว่าเขาจะรับผิดชอบเหรอ? ก็คงจะเหมือนที่เขาตอบเธอไป ก็คงต้องเป็นแบบนั้น ความรับผิดชอบที่เขาบอก อาจจะเป็นรับผิดชอบแค่เจ้าสิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่ในท้องนั่น
“อะไรนะ ! มึงลองพูดใหม่อีกครั้งดิไอ้ทัพ”
“กูทำผู้หญิงท้อง”
คนเป็นเพื่อนอย่าง กลวัชร นิ่งค้าง ไม่คิดว่าจะได้ยินเรื่องแบบนี้จากปากของเพื่อน เพื่อนที่ไม่ได้มั่วผู้หญิงอย่างไอ้ทัพ เพื่อนของเขาเนี่ยนะ ! ที่จะทำผู้หญิงท้อง นี่มันเรื่องใหญ่มาก
“ใครวะ”
“ผู้หญิงคืนนั้น คืนที่กูโดนวางยา” เรื่องคืนนั้น กลวัชรก็รู้เรื่องนี้ เรื่องที่เขาโดนวางยาเพราะมันเป็นคนที่รีบโทร. ไปหาผู้หญิงมาให้เขาเอง ทั้งที่เขาบอกมันไปแล้วว่าไม่ต้อง แต่พอเปิดประตูเข้าห้องไปก็เจอผู้หญิงนอนอยู่ เขาก็คิดว่าเพื่อนเรียกมา ก็เลยตามเลย
“อ้าว ไม่ใช่ผู้หญิงที่กูหาไปให้มึงเหรอ” ธารทัพพ์ส่ายหน้าบอกเพื่อน
“กูน่าจะเข้าห้องผิด”
“แล้วไงวะ คุณทัพจะทำยังไงต่อครับ มึงจะรับผิดชอบเขาไหม”
“ก็คงต้องอย่างนั้น” มันเป็นคำตอบเดียวที่เขารู้ในตอนนี้ เพราะเรื่องอื่น เขาก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องจัดการยังไง
“แล้วที่บ้านมึง” เขาพอรู้มาว่า ตอนนี้แม่ของเพื่อนกำลังหาว่าที่ลูกสะใภ้ให้ลูกชายตัวเองอยู่ ไม่ใช่เขาที่รู้ เขาเองก็รู้ว่าตัวเพื่อนเขา มันก็คงรู้ การที่จะขึ้นไปเป็นประธานโรงแรมหรูของคุณมันตราจะต้องมีทั้งการศึกษาที่ดี เป็นที่ยอมรับของคนอื่น ๆ และก็ต้องมีคนข้างกายที่เหมาะสมกัน เพราะแบบนี้หรือเปล่า ที่คุณแม่ของเพื่อนถึงได้หาผู้หญิงที่เหมาะสมไว้ให้เพื่อน
“เพราะแบบนี้เหรอวะ มึงถึงจะรับผิดชอบเขา”
ธารทัพพ์ไม่ตอบเพื่อน เขาเอาแต่นั่งนิ่งมองแก้วเครื่องดื่มที่อยู่ในมือของตัวเอง มองมันอยู่อย่างนั้นเหมือนกำลังใช้ความคิด
“คุณทัพครับ”
“ว่ามา” คนที่รีบเดินออกจากคอนโดฯ หันไปถามลูกน้องคนสนิทที่เดินอยู่ด้านหลัง
“เธอคนนั้น ออกจากโรงพยาบาลแล้วครับ”
“เมื่อไร”
“เมื่อเช้าครับ”
ธารทัพพ์หยุดเดิน หันไปมองหน้าลูกน้องคนสนิทของตัวเองนิ่ง
“ทำไมเพิ่งมาบอก”
“ก็…”
“ไม่ได้เรื่อง” ธารทัพพ์ส่ายหน้าไปมาก่อนจะรีบเดินเข้าลิฟต์ รีบไปที่โรงแรม เพราะวันนี้มีประชุมสำคัญ ประชุมครั้งนี้สำคัญกว่าครั้งไหน สำคัญกว่าทุกอย่างในตอนนี้ ถ้าเขาขาดการประชุมหรือว่าไปสายก็เท่ากับว่าคะแนนความน่าเชื่อถือของเขาที่มีต่อคนอื่น ๆ ก็จะลดน้อยลง ตำแหน่งที่จะได้รับอาจจะตกไปเป็นของคนอื่น แม้ใคร ๆ จะบอกว่ายังไงตำแหน่งนั้น ยังไงเขาก็ต้องได้รับมัน เพราะเขาเป็นหลานรัก แต่เขาไม่อยากได้มันมาเพราะเส้นสายหรือโชคช่วย แต่เขาอยากได้มันเพราะความพยายามและความสามารถของตัวเขาเอง
“เอากุญแจมา”
“ครับ แต่ว่า…”
“นายไปสืบมาว่าเด็กนั่นอยู่ที่ไหน” อานัสรีบยื่นกุญแจไปให้เจ้านาย วางกุญแจลงบนมือของคนหน้านิ่งแต่สายตากลับดูจริงจัง จนคนเป็นลูกน้องไม่กล้าขัดคำสั่งหรือเอ่ยถามอะไรออกไป
“นัท”
“ครับ” เท้าที่กำลังเดินไปเรียกรถเพื่อไปทำงานที่เจ้านายสั่ง ต้องหยุดแล้วหันไปหาเจ้านาย
“เรื่องนี้อย่าให้หลุดออกไป ถ้ามีคนรู้ นายตกงาน” เขาไม่ได้จะปกปิดความผิดของตัวเองจากครอบครัว แต่ว่าแค่ในช่วงนี้ที่เขายังไม่อยากให้ใครรับรู้เรื่องนี้เท่านั้น
“ครับ” ผมจะปิดปากให้สนิทเลยครับ จะไม่ให้ใครรู้ว่าคุณทัพทำผู้หญิงท้องแน่นอน อานัสมองตามท้ายรถคันหรูของเจ้านายที่ขับออกไปแล้วถอนหายใจออกมา เข้าใจเจ้านายของตัวเอง ว่าทำไมต้องเก็บเรื่องนี้ให้เป็นความลับ เพราะเรื่องนี้มันจะกระทบต่อหน้าตาและหน้าที่การงานของหลานชายเจ้าของโรงแรมที่กำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งจากรองประธานขึ้นเป็นประธานแทนคุณหญิงมันตราผู้เป็นคุณย่า ถ้าเรื่องไม่ดีออกไป คณะกรรมการคงไม่เห็นชอบที่จะให้คุณธารทัพพ์ที่เป็นตัวเลือกหมายเลขหนึ่งขึ้นเป็นประธาน ถ้าเป็นแบบนั้น ตำแหน่งนี้ก็จะตกเป็นของหลานชายอีกคนของคุณหญิงมันตราที่ดูไม่เอาไหนอย่างคุณเตวิช หลานชายที่เป็นลูกชายของลูกของลูกสาวคนเล็กของคุณหญิงมันตรา
ลูกสาว ลูกเขย และหลายชายที่วัน ๆ ล้างผลาญแต่เงิน
อานัสส่ายหน้าไปมา รู้สึกเหนื่อยใจแทนเจ้านายของตัวเอง ทำไมคุณทัพต้องมาอยู่ท่ามกลางดงเสือ ดงจระเข้แบบนี้ก็ไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่กลับไปอยู่ไร่ชากับครอบครัวก็น่าจะมีความสุขกว่านี้
ตอนที่ 18ดวงตาคู่สวยเอาแต่จ้องมองบ้านหลังใหญ่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ รายล้อมด้วยภูเขา มองจากตรงนี้เห็นทุ่งหญ้าสวยงาม มองจากตรงนี้ มองเห็นต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ตรงโน้น“เข้าบ้านสิ”พราวนิชาดึงสายตากลับมามองคนที่เรียกกัน ก่อนจะค่อย ๆ เดินก้มหน้าหมายจะไปหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แต่มือเล็กกลับชะงัก เพราะคำสั่งที่แสนจะนิ่งเงียบนั่น“เอาไว้นั่นแหละ”“ค่ะ” ว่าที่คุณแม่ก้มหน้ารับคำเบา ๆ แล้วเดินตามคุณผู้หญิงของบ้าน เดินตามเข้าไปนั่งลงบนพื้นพรมหน้าโซฟา เธอไม่กล้าขึ้นไปนั่งบนนั้นสายตาตำหนิที่ถูกส่งมาจากผู้หญิงวัยกลางคน ยิ่งทำให้ว่าที่คุณแม่ได้แต่ก้มหน้า ทุก ๆ สายตาที่จับจ้องมองมาที่เธอ คนที่บ้านหลังนี้ ทำให้เธอรู้สึกกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว“ผู้ใหญ่พูดด้วย ทำไมไม่เงยหน้าขึ้นมา พ่อแม่ของเธอไม่เคยสอนหรือไง”“สอนค่ะ”“เธอรู้ไหม เธอไม่เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของฉันเลย ฉันมีคนที่เหมาะสมเอาไว้ให้ลูกชายฉันแล้ว” ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่นจนเจ็บ เจ็บกับคำว่าไม่เหมาะสม เจ็บกับคำว่าพ่อแม่ไม่สอน ความผิดพลาดมันทำให้คนอื่นมองเธอได้ขนาดนี้เลยเหรอ พราวนิชาก้มหน้านิ่งมองมือของตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่นจนเจ็บ ไ
ตอนที่ 17เสียงกดกริ่งหน้าประตูเรียกให้พราวนิชาที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องละสายตาไปมองประตูที่ยังมีเสียงกดกริ่งดังอยู่ คิ้วเรียวสวยขยับเข้าหากันน้อย ๆ ใครกันนะ ถ้าเป็นเจ้าของห้องอย่างธารทัพพ์หรืออานัส ถ้าเป็นทั้งสองคนก็น่าจะเปิดเข้ามาแล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยมีแขกเข้ามาที่ห้องของธารทัพพ์เลยสักครั้งแต่ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยอะไรมากไปกว่านั้น ว่าที่คุณแม่ก็ขยับลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง ผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าทำให้หัวใจของพราวนิชาเต้นแรง ใบหน้าเรียบนิ่งนั่น มีเค้าโครงใบหน้าเหมือนกับเจ้าของห้อง มือเล็กค่อย ๆ ยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้า แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าอีกคนเป็นใคร“สวัสดีค่ะ”“เธอเป็นใคร”“คือว่าหนู…”“เป็นแม่บ้านเหรอ ฉันเป็นแม่เจ้าของห้อง” คุณธัญสินีมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง มองสำรวจผู้หญิงตัวเล็กในชุดธรรมดา ๆ แต่ดูยังไง ๆ ก็ไม่เหมือนแม่บ้านอย่างที่ท่านเอ่ยถามออกไป ใบหน้าก็เล็กเหมือนเด็ก ผิวพรรณก็ดูดี ไม่เหมือนคนที่ทำงานแบบนี้เลย“ค่ะ หนูเป็นแม่บ้าน นะ หนูทำงานเสร็จพอดี ขอตัวก่อนนะคะ” พราวนิชายกมือไหว้คนตรงหน้าแล้วรีบเดินออกจากห้อง หัวใจดวงน้อยเต้นแรงตึกตัก หวา
ตอนที่ 16ธารทัพพ์ยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเอง ก่อนจะนวดมันไปมาเบา ๆ แหงนหน้าขึ้นมาเพดานห้องพัก หลังจากจบการประชุมกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เขาก็รีบตรงดิ่งกลับห้องพัก ไม่ไปกินเลี้ยงกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เพราะอาการที่เขากำลังเป็นอยู่ มันเป็นแบบนี้มาสองวัน นับตั้งแต่วันที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาประชุมใหญ่กับผู้ถือหุ้นของโรงแรมมันตราในกรุงลอนดอนแค่อีกห้าวัน อีกแค่ห้าวันก็จะได้กลับ เขาเลยอดทนไม่อยากไปหาหมอหรือขอกลับก่อน มองหน้าจอมือถือของตัวเองที่เงียบ ไม่มีข้อความหรือสายโทร. เข้าจากใครบางคนที่เขากำลังคิดถึงคิดถึง ! อย่างนั้นเหรอ ?ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นมาน้อย ๆ ให้กับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเขาที่มันกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นในหัวใจในตอนนี้ติ๊ง !พอคิดถึง ข้อความจากใครบางคนก็ดังขึ้น เหมือนกับว่าเธอรู้ รู้ว่าเขากำลังคิดถึงเธอ มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้เปิดอ่านข้อความจากอีกฝ่าย แค่เห็นชื่อของเธอ มุมปากเขา มันก็ยิ้มไปเองแล้ว เหมือนรู้ว่าเขาเลิกประชุมแล้ว ทั้ง ๆ เวลาของที่นี่กับประเทศไทยต่างกัน ตอนนี้ที่โน่นคงน่าจะดึกมากแล้วพราวนิชา : กินข้าวหรือยังคะธ
ตอนที่ 15ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่การตื่นนอนขึ้นมาแล้วตัวเองนอนอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายตัวโต ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในห้องตอนไหน แต่พอตื่นเช้ามาเมื่อไรก็เห็นพ่อเจ้าจิ๋วนอนอยู่ข้าง ๆ แล้ว แรก ๆ ก็ไม่ชิน แถมยังตกใจ แต่พอผ่านไปสักพัก ทุกอย่างมันเริ่มกลายเป็นความเคยชินที่มีเขานอนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอบอุ่น นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวอะไร และไม่ต้องเปิดโคมไฟเอาไว้เหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาคู่สวยมองปลายคางของผู้ชายตัวโตนิ่ง เผลอยกนิ้วขึ้นแตะลงบนแก้มของเขาเบา ๆ เหมือนต้องการเช็กอีกครั้ง ว่านี่มันคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นแล้วเหรอ”ดวงตาของคนหลับไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองกันในตอนที่เขาพูด แต่ธารทัพพ์ขยับตัวพลิกไปหาคนตัวเล็กที่นอนอีกฝั่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองคนตัวเล็กที่นอนอยู่ห่างจากเขาแค่เพียงนิด ไม่ได้ใกล้ ไม่ได้ไกล พอให้เขาได้กลิ่นหอมหวานละมุนนั่น“สะ สายแล้วค่ะ”“วันหยุด”จริงสิ วันนี้วันหยุด เธอลืมไปเลย คงเพราะทุก ๆ วันที่เธออยู่ที่นี่ ทุก ๆ วันของเธอ มันก็เหมือน ๆ เดิมเลย แทบไม่ได้ดูว่าวันนี้วันอะไร แต่มีแค่เขาที่ออกไปทำงานทุกวัน และมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม คงเป็นเขา เขาที่กินมื้อเช้ากับเธอก่อนออกไปทำงานทุกวัน
ตอนที่ 14“คุณทัพ”ดวงตาคู่สวยกะพริบขึ้นลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเรียกคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ กัน เอ่ยเรียกเขาเบา ๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง มองสบตาคนที่ลืมตามองกันอยู่ก่อนแล้ว หัวใจด้วยน้อยเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง เมื่อคิดว่าเธอต้องฝันแน่ ๆ เขาจะมานอนตรงนี้ บนเตียงเดียวกับเธอได้ยังไง“พราว”แต่เสียงเรียกนั้น เรียกให้ดวงตาคู่สวยของพราวนิชาต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง“พราวไม่ได้ฝันใช่ไหมคะ” ว่าที่คุณแม่รีบดีดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง นั่งมองคนที่ยังคงนอนนิ่งมองกันอยู่ พอคิดว่าไม่ได้ฝันไปจริง ๆ เป็นเขา เป็นธารทัพพ์ แล้วที่เมื่อคืนที่เธอรู้สึกอบอุ่นแล้วคิดว่าตัวเองฝัน ฝันว่าเขากอดเธอ นั่นมันก็คือเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ“ฝันอะไร” ธารทัพพ์ขยับลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง มองคนที่นั่งจ้องหน้ากันด้วยท่าทางขี้สงสัยนั่น มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ เอ็นดูแม่เจ้าจิ๋วที่นั่งมองกันตาแป๋วนั่น“คุณทัพ !”“มีอะไร อยู่ใกล้แค่นี้ ทำไมต้องเรียกเสียงดัง”“มันไม่ตลกเลยนะคะ เข้ามานอนบนเตียงนี้ทำไมคะ”“อยากนอนกับเจ้าจิ๋ว” คำตอบสั้น ๆ ทื่อ ๆ ของคนตีหน้านิ่ง นั่นทำให้ใบหน้าน่ารักของว่าที่คุณแม่ร้อนวูบวาบขึ้นมาแปลก ๆ เขาบ
ตอนที่ 13แกรก !เสียงประตูที่เปิดเข้ามาเรียกให้คนที่กำลังนอนอ่านหนังสือบนเตียงขยับลุกขึ้น แล้วหันไปมองประตูที่คิดว่าตัวเองล็อกเอาไว้แล้ว“คุณทัพ เข้ามาทำไมคะ” ความจริงเธออยากจะถามเขาว่า เขามาได้ยังไงคะ มากกว่าคนที่เปิดประตูเข้ามา ดวงตาคู่คมเบิกกว้างน้อย ๆ แอบตกใจ ไม่คิดว่าเจ้าของห้องยังไม่นอน ธารทัพพ์รู้สึกอึกอักน้อย ๆ ไม่รู้ว่าจะต้องพูดคำไหนออกไป เขาโดนจับได้ แต่ว่าพยายามข่มอาการเลิ่กลั่กของตัวเองเอาไว้ พยายามตีหน้านิ่งเก็บอาการที่กำลังเป็นอยู่“ยังไม่นอน”“ยังค่ะ พราวอ่านหนังสือ แล้วคุณทัพมีอะไรหรือเปล่าคะ” มือเล็กชูหนังสือแม่และเด็กในมือของตัวเองให้คนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูให้เขาดู ใบหน้าเล็กเอียงใบหน้าน้อย ๆ เหมือนกำลังรอคำตอบจากอีกคน“เมื่อไรจะนอน”“แล้วคุณทัพยังไม่นอนเหรอคะ” ในเมื่อเขาไม่ให้คำตอบ เธอก็จะไม่ให้คำตอบเขาเหมือนกัน มุมปากสวยยกยิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นอีกคนหนึ่งแสดงสีหน้าแบบไหน แต่ว่าหัวใจดวงน้อยของเธอมันกลับกระตุกและค่อย ๆ เต้นแรง เมื่อคนที่ยืนอยู่หน้าประตูขยับเดินเข้ามายืนตรงหน้าเตียงแล้วยื่นมือมาบีบจมูกกัน“ยอกย้อนเก่ง” หัวใจว่าที่คุณแม่เต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง เมื่







