LOGINตอนที่ 8
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูเรียกให้คนที่กำลังแต่งตัวเพื่อไปโรงพยาบาลวันนี้ต้องละสายตาจากกระจกแล้วเดินไปเปิดประตูห้อง
“อีกครึ่งชั่วโมง เดี๋ยวนัทมารับ”
“แล้วคุณทัพล่ะคะ จะไป…” ก็ไหนว่าเขาจะไปด้วยกันไง
“มีธุระ น่าจะไปไม่ได้แล้ว”
“ค่ะ” พราวนิชารับคำแผ่วเบา ไม่ได้ถามอะไรเขาต่อ และคนตรงหน้าก็จ้องหน้ากันเล็กน้อยเหมือนจะพูดอะไร แต่เขาก็ไม่พูดแล้วก็เดินออกจากห้องไป ไม่คาดหวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่พอเขาบอกว่าจะไป เธอก็หวัง พอเขาไม่ไป มันก็เลยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย พราวนิชาเดินกลับเข้าห้อง กลับไปหยิบกระเป๋าที่มีเอกสารและสมุดฝากครรภ์ สมุดที่คุณหมอให้มาตั้งแต่วันที่เธอไปฝากท้องครั้งแรก ครั้งแรกเขาก็ไม่ได้ไป ครั้งที่สองไม่ได้ไป ก็… ไม่เห็นเป็นอะไร
โรงพยาบาลเอกชน
“มาผิดโรงพยาบาลหรือเปล่าคะ พี่นัท”
พราวนิชาหันไปถามคนที่ทำหน้าที่ขับรถพาตัวเองมาโรงพยาบาลวันนี้ เธอไม่ได้ฝากท้องที่นี่ แต่เป็นโรงพยาบาลรัฐที่หนึ่งที่ไม่ได้ใหญ่และแพงแบบนี้
“คุณทัพเปลี่ยนคุณหมอให้ครับ”
“ค่ะ” ใบหน้าเล็กพยักหน้ารับทราบและเข้าใจ แม้จะรู้ว่าราคาแพง แต่คิดว่าธารทัพพ์อาจจะคิดดีแล้ว ก็อย่างที่เขาบอกในข้อตกลงของเรา เขามีสิทธิ์ในการตัดสินใจเรื่องนี้เหมือนกันกับเธอ ไม่รู้ว่าตอนนี้คนที่บอกว่าจะมาด้วยกัน แต่เขามีธุระ พราวนิชาถอนหายใจออกมาน้อย ก่อนจะหยิบกระเป๋าแล้วลงจากรถ เดินตามอานัสลงจากรถมายืนรออยู่แล้ว
“ขอบคุณนะคะ ที่พาพราวมา”
พราวนิชาหันไปขอบคุณคนที่นั่งอยู่ด้านหลัง ในระหว่างที่รอคุณหมอเรียกชื่อเข้าห้องตรวจ แม้จะรู้ว่าอีกคนทำตามหน้าที่ แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยคำขอบคุณ
“ไม่เป็นอะไรเลยครับ”
อานัสยิ้มรับก่อนจะก้มลงไปมองหน้าจอมือถือของตัวเองที่มีข้อความเข้ามา ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกยิ้มแล้วขยับลุกขึ้นยืน
“น้องพราวครับ พี่ขอไปทำธุระข้างนอกก่อนนะครับ”
“ค่ะ” พราวนิชายิ้มรับ มองตามอานัสที่เดินออกไป ก่อนจะดึงสายตากลับมามองมือของตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่น มันมีความรู้สึกต่างออกไปจากครั้งแรกที่มา จะบอกว่าตื่นเต้นแบบนั้นก็ว่าได้ ไม่รู้ว่าเดือนนี้เจ้าจิ๋วของเธอจะโตขึ้นอีกนิดหรือยัง แต่ว่าน้ำหนักของเธอ มันเพิ่มขึ้นมาอีกนิดแล้ว น่าจะมาจากการกินเยอะขึ้น บ่อยขึ้นกว่าเมื่อก่อน ก่อนที่จะรู้ตัวว่ามีเจ้าสิ่งเล็กอยู่ตรงนี้ ตรงหน้าท้องของเธอ มือเล็กวางลงบนหน้าท้องที่ยังคงแบนราบของตัวเองพร้อมกับลูบไปมาเบา ๆ สายตาคู่สวยเงยหน้าขึ้นมองบริเวณรอบ ๆ แอร์เย็น ๆ กับที่นั่งสบาย ๆ นี่สมแล้วที่เป็นโรงพยาบาลราคาแพง
“คุณพราวนิชา… คุณหมอเรียกเข้าห้องตรวจค่ะ”
พราวนิชาขยับลุกขึ้น แต่ในจังหวะที่ลุกขึ้นยืน หนังสือเล่มเล็กที่เอาออกมาอ่านคั่นเวลาระหว่างรอบนตักเล็กก็ตกลงพื้น และในจังหวะที่คนท้องอ่อนกำลังก้มลงไปเก็บ กลับมีมือของใครบางคนจับมันก่อน แต่ในตอนที่เงยหน้ากลับขึ้นมาเตรียมจะขอบคุณ
“ขอบ… คุณทัพ”
เสียงหวานเอ่ยเรียกผู้ชายตัวสูงตรงหน้าด้วยรอยยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย ยินดีที่ได้เห็นเขา ดีใจที่เป็นเขา ส่งยิ้มกว้างไปให้คนที่เอาแต่ยืนหน้านิ่ง
“มาได้ไงคะ ไหน…”
“หมอเรียกแล้ว” ธารทัพไม่ส่งหนังสือในมือของตัวเองให้คนตัวเล็ก แต่เขากลับถือมันเอาไว้เอง แล้วดันหลังเล็กให้เดินตรงไปยังห้องตรวจที่มีคุณพยาบาลยืนส่งยิ้มมาให้รออยู่ตรงหน้าประตูห้อง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูหน้าห้องเรียกคนที่เพิ่งได้นอนไม่กี่ชั่วโมงให้ขยับลุกขึ้นมาด้วยท่าทางหงุดหงิดไม่พอใจที่ถูกรบกวน
“เจน มีอะไรอะ มาทำไมแต่เช้าเนี่ย” ฟ้าใสปรับสีหน้าตัวเองให้เป็นปกติ แม้ก่อนหน้าตอนที่ประตูเปิดออก เธอรู้สึกวูบไหวเล็กน้อย พยายามปั้นหน้าให้เป็นปกติ ส่งยิ้มให้เพื่อนเหมือนอย่างทุกครั้งที่ได้เจอกัน
“แกทำใช่ไหม”
“ทำอะไรของแก”
“ก็นี่ไง” ดวงตาคู่สวยของฟ้าใสมองหน้าจอมือถือที่เพื่อนอย่างเจนจิรายื่นมาตรงหน้าด้วยสายตานิ่งเงียบ “ถ้าไม่ใช่แก แล้วจะใครที่เอาข่าวเรื่องที่พราวท้องไปให้เพจซุบซิบนั่น”
“ก็แกไง แกก็รู้เรื่องนี้ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมผลถึงตกมาที่ฉันล่ะ” เรื่องนี้ก็มีเธอกับเจนจิรารู้ ไม่ใช่แค่เธอที่รู้เรื่องนี้คนเดียวเสียหน่อย
“แล้วฉันจะทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร”
“ก็นั่นสิ แล้วฉันจะทำไปทำไม ลงข่าวเพื่อนตัวเองให้เสียหาย ฉันจะทำไปทำไม” ฟ้าใสมองหน้าเพื่อน เอ่ยถามคนตรงหน้ากลับไปด้วยท่าทางนิ่ง ๆ
“ฉันไม่ได้ทำ” ใบหน้าสวยของเจนจิราส่ายหน้าไปมา
“ถ้าแกว่าฉันทำ แล้วแกมีหลักฐานไหมล่ะ” นั่นสิ แล้วเธอจะไปเอาหลักฐานมาจากไหน เจนจิรามองหน้าเพื่อนที่คิดว่าสนิทของตัวเอง คิดว่ารู้จักนิสัยเพื่อนคนนี้ดี เพราะเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน แต่ตอนนี้เธอกลับไม่รู้จักเพื่อนคนนี้เลย ทั้งนิสัย ทั้งการกระทำ อะไรกันนะ ที่ทำให้คนที่ดูสดใสเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ หรือนี่อาจจะเป็นนิสัยแท้จริงของฟ้าใส
“มีอะไรหรือเปล่าฟ้า”
เสียงงัวเงียของผู้ชายที่ดังมาจากในห้องของเพื่อนเรียกให้สายตาของเจนจิรามองเข้าไปด้วยความสงสัยและอยากรู้ ฟ้าใสมีแฟนแล้วเหรอ ? ทำไมเธอถึงไม่รู้ แต่ว่ามองไม่เห็น เพราะเจ้าของห้องขยับตัวเข้ามาขวางประตูเอาไว้ก่อน เธอเองก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าคอของเพื่อนมีรอยอะไร แค่นี้ก็คงไม่ต้องถามแล้ว ว่าผู้ชายในห้องกับคนตรงหน้า ก่อนหน้าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนเธอเป็นแบบนี้เหรอ นี่คือมุมมุมหนึ่งของฟ้าใสที่เธอไม่รู้มาก่อน
เมื่อก่อนใส ๆ ใส ๆ นี่น้ำเปล่า หรือเหล้าขาวกันแน่
“แกกลับไปได้แล้ว ฉันจะพักผ่อน”
ยังไม่ทันได้ขยับปากพูดอะไร ประตูห้องของฟ้าใสก็ปิดลง ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจจะมาด่าอีกคนแล้วแท้ ๆ ทั้ง ๆ ที่มั่นใจว่าเป็นฝีมือของฟ้าใส แต่ก็นั่นแหละ ก็ในเมื่อเธอไม่มีหลักฐานอะไร แล้วจะไปเอาผิดอีกคนได้ยังไง แถมตอนนี้ข่าวพวกนั้นก็ถูกลบออกไปจนหมดแล้ว ตอนนี้เธอต้องกลับไปหาหลักฐานก่อนแล้วค่อยกลับมากระชากหน้ายัยตัวร้ายที่แท้จริง ขืนเธอยังพูดแค่ปากเปล่าอยู่แบบนี้ ฟ้าใสคงใส่ร้าย โยนความผิดมาให้เธอแน่ ๆ เหมือนคืนนั้น คืนที่ฟ้าใส คนยื่นแก้วเหล้านั่นให้เธอ แล้วให้เธอส่งให้พราวนิชา
“คอยดูนะ ! ฉันจะทำให้แกยอมรับผิดให้ได้ ยัยฟ้าใส”
เจนจิราชี้นิ้วพูดกับหน้าประตูห้องฟ้าใสก่อนจะเดินออกมา วันนี้ตั้งใจว่ามาหาคำตอบจากฟ้าใสแล้วจะโทร. หาพราวนิชาเพื่อนัดเจอกับเพื่อน โทร. ไปหาตั้งแต่เมื่อคืน แต่เพื่อนกลับเงียบ ไม่รู้ว่าตอนนี้เพื่อนกำลังคิดมากแค่ไหน กำลังท้องอยู่ด้วย ความเป็นห่วงทำให้เจนจิราหยิบมือถือขึ้นกดโทร. หาเพื่อนอีกครั้ง แต่ก็เป็นเหมือนเดิม ไม่มีสัญญาณเหมือนกับว่าอีกคนตัดตัวเองออกจากโลกโซเซียล แต่คิดไปคิดมา เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ว่าที่คุณแม่จะได้ไม่ต้องเครียดและคิดอะไรมาก
“ตอนนี้อายุคครรภ์เข้าสัปดาห์ที่ห้าแล้วนะคะ ตอนนี้น้องกำลังสร้างอวัยวะ อย่างระบบประสาทและหัวใจ เห็นตรงนี้ไหมคะ” คุณหมอชี้นิ้วให้ว่าที่คุณแม่ที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียงและว่าที่คุณพ่อที่เอาแต่นั่งนิ่ง ให้ทั้งสองดูภาพเคลื่อนไหวบนหน้าจอเครื่องอัลตราซาวนด์ ตรงจุดเล็กที่กำลังขยับนิด ๆ
รู้สึกผิดอีกแล้ว เพียงแค่เห็นเจ้าสิ่งเล็ก ๆ นั่น พราวนิชาเอาแต่มองภาพนั่น แล้วรู้สึกผิดกับเจ้าสิ่งเล็ก ๆ ที่กำลังมีหัวใจ กำลังเติบโต
ธารทัพพ์จ้องมองภาพนั้นไม่ละสายตาไปไหน ยังคงมองจุดเล็กนั่นที่คุณหมอบอกว่าเหมือนเมล็ดถั่ว
“ช่วงนี้คุณแม่ต้องทานโปรตีน พวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม และก็ผักใบเขียวให้เยอะขึ้น เพื่อช่วยเจ้าตัวเล็กสร้างอวัยวะนะคะ แล้วก็อย่าลืมทานยาที่คุณหมอให้ไปทุก ๆ เดือนนะคะ”
“ค่ะ”
“แล้วช่วงนี้มีอาการแพ้ท้องบ้างไหมคะ”
“ไม่ค่อยมีแล้วค่ะ”
“ดีเลยค่ะ สงสัยน้องต้องเป็นเด็กดีมากแน่ ๆ เลย ไม่แกล้งคุณแม่แล้ว” คุณหมอพูดด้วยรอยยิ้ม ว่าที่คุณแม่ก็ยิ้มตอบรับ คิดเหมือนอย่างที่คุณหมอสูติฯ คนสวยพูด แตกต่างจากอีกคนที่เอาแต่นั่งหน้านิ่ง เอาแต่คิดถึงเรื่องเมื่อคืน เรื่องที่ดูเหมือนเจ้าก้อนเล็ก เจ้าเมล็ดถั่วจิ๋วนั่นแกล้งกัน ยิ่งคิดคิ้วหนาก็เริ่มขยับเข้าหากันจนเป็นปม
“คุณทัพ”
จนในตอนที่ถูกเรียกชื่อจากคนตัวเล็กที่ลงมาจากเตียงตอนไหนนั่นแหละ เขาถึงดึงสติกลับมา ธารทัพพ์เงยหน้าขึ้นสบตาคนตัวเล็ก
“เสร็จแล้ว”
“อืม” เขาพยักหน้าให้คนตัวเล็กแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะหันไปส่งยิ้มบางเบาเป็นการขอบคุณให้กับคุณหมอสูตินรีแพทย์ คุณหมอที่เขาได้รับแนะนำมาจากเพื่อนอย่างคณกรว่า คุณหมอคนนี้ดูแลดีมาก ๆ และอีกอย่าง เขาก็ไม่ค่อยชอบหมอคนเดิมที่เป็นนายแพทย์ผู้ชายคนก่อนนั่นเท่าไร
ธารทัพพ์เดินนำหน้าว่าที่คุณแม่ออกจากห้องตรวจ ก่อนจะชะลอความเร็วให้คนตัวเล็กเดินข้าง ๆ กัน เดินไปนั่งเงียบตรงหน้าเคาน์เตอร์จ่ายยา มีเพียงแค่สายตาของว่าที่คุณแม่ที่เอาแต่มองคนที่นั่งอยู่ข้างกัน แต่เธอกลับไม่ได้เอ่ยถาม หรือพูดอะไรกับเขา ทำเพียงแค่นั่งมองแผ่นกระดาษใบเล็กที่ได้รับมาจากคุณหมอคนสวย มองเจ้าภาพสีดำแต่กลับมีจุดเล็ก ๆ สว่างไสวในความคิด ถ้าเปรียบเหมือนท้องฟ้า ก็คงเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวสวยที่สุด
“อะไรคะ”
อยู่ ๆ คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ยื่นมือมาตรงหน้าเธอ พราวนิชาเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่เอาแต่มองหน้ากันนิ่ง ก่อนที่เขาจะดึงสายตาลงมามองกระดาษแผ่นเล็กในมือของเธอ
“ดูหน่อย”
“…นี่ค่ะ”
ไม่คิดว่าเขาจะอยากดู ไม่รู้ว่าเขาสนใจไหม แต่พอรู้ว่าเขาอยากดู ดวงตาคู่สวยของพราวนิชากลับเป็นประกายแจ่มใสกว่าตอนที่ออกมาจากคอนโดฯ อย่างน้อยการรับผิดชอบของเขา ของผู้ชายที่ชื่อธารทัพพ์ มันดีกว่าที่คิดเอาไว้มาก ๆ
“ยิ้มอะไร”
“คุณพราวนิชาเชิญรับยาที่ช่องสองค่ะ”
ยังไม่ทันที่พราวนิชาจะได้ตอบ เจ้าหน้าที่ก็เรียกรับยา คนตัวเล็กรีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปรับยาบำรุงครรภ์สำหรับเดือนนี้
“แล้วพี่นัทล่ะคะ” พราวนิชาที่เข้ามานั่งในรถคนละคันกับเมื่อตอนมาเอ่ยถามคนนั่งประจำที่คนขับ
“กลับไปแล้ว”
“ค่ะ”
พออีกคนถามถึงลูกน้องของตัวเอง ธารทัพพ์ก็คิดถึงเรื่องที่สั่งให้อานัสไปทำ เรื่องที่เขายังไม่ได้จัดการ แต่ก่อนที่จะจัดการอะไร เขาก็อยากให้เจ้าของเรื่องนี้อย่างพราวนิชารับรู้ก่อน ว่าใครเป็นคนทำและอยากลองถามว่า จะเอาผิดกับคนที่ทำแค่ไหน เพราะแบบนี้ เขาถึงให้ลูกน้องคนสนิทไปเก็บหลักฐานทุกอย่าง อยากรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับพราวนิชาคืนนั้นกับเรื่องที่เขาโดนวางยา มันเกี่ยวโยงกันหรือเปล่า ในตอนแรกเรื่องของเขา เขาว่าจะปล่อยผ่าน แต่ตอนนี้อาจจะไม่แล้ว รวมถึงเรื่องของคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กันด้วย
ขอบคุณที่มานะคะ
พราวนิชามองแผ่นหลังคนตัวโตที่เดินนำหน้าอยู่ในห้างสรรพสินค้าใกล้กับคอนโดฯ ที่เขาบอกว่า จะพามากินข้าวก่อนกลับ เธอเดินเว้นระยะห่างจากเขาเล็กน้อย เพราะกลัวว่าเขาจะเจอคนรู้จัก ก็เธอกับเขาเพิ่งออกมาเดินแบบนี้ด้วยกันเป็นครั้งแรก
“เป็นอะไร”
“คะ เปล่าค่ะ”
“แล้วไปเดินอะไรซะไกล” ธารทัพพ์หยุดเดิน รอให้อีกคนเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะคว้ามือเล็กมาจับเอาไว้แล้วพาคนขี้กลัวตรงไปยังร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกล ใบหน้าและสายตาของเด็กนี่ทำให้เขาลืมไปเลย ว่าในข้อตกลงของเราคืออะไร
เรื่องของเรายังเป็นความลับ
เขากลับเป็นคนลืมทุก ๆ ข้อตกลงของเรา
ความอบอุ่นบนฝ่ามือของเขา ฝ่ามือที่กำลังกุมมือของเธออยู่ ความอบอุ่นนั่น มันเรียกเสียงหัวใจของพราวนิชาให้เต้นแรงและสั่นไหว เพราะอะไรกันนะ ? ความรู้สึกแบบนี้ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่สิ่งที่เธอรับรู้ตอนนี้คือ ความอบอุ่นหัวใจ อบอุ่นไปจนถึงหัวใจ และไปถึงหน้าท้องแบนราบของตัวเองที่มีเจ้าสิ่งเล็ก ๆ อยู่ในนั้น
สายตาคู่คมมองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน มองผู้หญิงตัวเล็กที่กินอาหารตรงหน้า เคี้ยวตุ้ยตุ้ยจนแก้มทั้งสองข้างป่อง ไหนนะ คนไหนกันที่บอกว่าไม่หิว มุมปากหนายกยิ้มส่ายหน้าไปมาให้กับท่าทางเหมือนเด็กได้กินของโปรดนั่น
นี่เหรอคนอายุยี่สิบ
เธอทำให้เขาเหมือนพ่อที่พาลูกสาวมากินข้าว
“ไม่กินเหรอคะ”
“เดี๋ยวใครบางคนไม่อิ่ม”
“พราวไม่ได้กินเยอะขนาดนั้นเสียหน่อย” สายตาคู่สวยมองอาหารบนโต๊ะก่อนจะเงยหน้ามองสบตาคนที่พูดเกินจริงไปมาก อาหารบนโต๊ะตั้งเยอะ เธอจะกินหมดคนเดียวได้ยังไง แถมทั้งหมดนี่ เธอไม่ได้เป็นคนสั่งเสียหน่อย เขาเป็นคนสั่งแต่ไม่เห็นจะกินอะไรเลย เอาแต่มองหน้าเธออยู่นั่น มองจนเธอทำตัวไม่ถูก
“ไม่กิน”
“ก็…”
“กินเร็ว จะได้กลับ” ธารทัพพ์ตักอาหารที่อยู่ใกล้ตัวเองยื่นส่งไปวางลงบนจานข้าวของคนที่เอาแต่มองหน้ากัน
“ขอบคุณค่ะ”
ขอบคุณเขาที่ตักเมนูที่เธอไม่กล้ายื่นไปตักมาให้ เพราะอยู่ตรงหน้าเขา เหมือนกับเขารู้ว่าเธออยากกิน เอ่ยขอบคุณเขาเบา ๆ พร้อมกับรอยยิ้ม แต่พอยิ้มให้ก็… ทำหน้านิ่งไม่ยอมตอบกลับกันเลย ปากเล็ก ๆ ของว่าที่คุณแม่ยื่นออกมาน้อย ๆ ส่งให้คนที่ก้มหน้ากินข้าวตรงหน้าของตัวเอง ทำเหมือนมองไม่เห็นยิ้มของเธอเสียอย่างนั้น
คนอะไรเย็นชาจัง
“คุณลูกค้าทานอาหารครบหนึ่งพันบาทจะได้ลุ้นจับรับรางวัลกับทางร้านนะคะ”
เสียงพนักงานหน้าเคาน์เตอร์บอก ทำให้สายตาคู่สวยของคนที่ยืนอยู่ด้านหลังชะโงกหน้าไปมองสิ่งที่พนักงานบอก โหลแก้วที่ด้านในใส่ฉลากรางวัลวางอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองป้ายของรางวัลที่จะได้รับว่ามีอะไรบ้าง
“จับให้หน่อย”
สายตาที่เอาแต่จับจ้องมองของรางวัลบนแผ่นป้ายขนาดเท่ากระดาษเอสี่ ดึงกลับมามองผู้ชายตัวสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“พราวเหรอคะ”
“อืม” ก็เห็นจ้องขนาดนั้น ถ้าเขาหยิบเจ้าลูกกลม ๆ ในโหลนั่นขึ้นมา จะมีเด็กร้องไห้ไหมก็ไม่รู้ ธารทัพพ์ยิ้มน้อย ๆ ส่ายหน้าไปมาให้กับท่าทางของคนตรงหน้า
“พราวขอตั๋วอะแควเรียมนะคะ”
“จับให้ได้ก่อนเถอะ” ของรางวัลมีตั้งหลายอย่าง แต่อยากได้ตั๋วเขาอะแควเรียมเนี่ยนะ แม้จะคิดแบบนั้น แต่สายตาของธารทัพพ์ก็จับจ้องมองมือน้อย ๆ ที่ล้วงเข้าไปในโหล อยู่ ๆ ก็รู้สึกลุ้นไปด้วย เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้นานแค่ไหนแล้ว ปกติเขาไม่เคยสนใจอะไรแบบนี้ ถ้ามีเขาก็ไม่จับหรือให้พนักงานจับให้ ไม่ได้สนใจรางวัลอะไร คงเพราะอยากได้อะไรก็ใช้เงินซื้อ มันก็คงง่ายกว่า
“ยินดีด้วยค่ะ คุณลูกค้าได้ตั๋วเข้าอะแควเรียมสองใบค่ะ”
“คุณทัพ ! พราวได้จริง ๆ ด้วยค่ะ พราวได้ตั๋วเข้าอะแควเรียม~~”
พราวนิชาหันมาเรียกคนที่ยืนอยู่ด้านหลังกัน มือเล็กยื่นไปจับต้นแขนของเขาเขย่าไปมาบอกด้วยความตื่นเต้นดีใจ ไม่คิดว่าแค่ขอ แค่ภาวนาสิ่งที่ขอจะสมหวังจริง ๆ แต่ทว่าในจังหวะที่เราสบตากัน มือเล็กก็รีบดึงมือของตัวเองกลับ สายตาของเขาไม่ได้ว่าอะไร แต่หัวใจของเธอมันกลับเต้นแรง ก่อนจะรีบหันไปส่งยิ้มแล้วยื่นมือไปรับตั๋วที่ตัวเองอยากได้มาถือเอาไว้ด้วยสายตาเป็นประกาย เธอยังไม่เคยมาที่นี่ เพราะตั๋วแพงมาก ๆ ส่วนใหญ่พ่อกับแม่จะพาไปที่บางแสน เพราะที่นั่นราคาค่าเข้าจะถูกกว่านี้ ตื่นเต้นจัง ไม่รู้ว่าจะเหมือนที่เขารีวิวกันไหม เธออยากดูแมงกะพรุนเรืองแสง
“อยากไป” ธารทัพพ์เอ่ยถามคนที่เอาแต่เดินมองตั๋วในมือของตัวเองด้วยตาเป็นประกาย ดีใจขนาดนั้นเลยเหรอ เพิ่งเคยเห็นผู้หญิงที่ยิ้มกว้างเพียงแค่ได้ตั๋วเข้าอะแควเรียม
“ค่ะ พราวอยากไป แต่ว่าเอาไว้วันหลัง พราว...”
“งั้นไป”
“ไม่รีบกลับเหรอคะ”
“ไม่” คำตอบสั้น ๆ ที่มาพร้อมกับการคว้ามือเล็กมาจับเอาไว้แล้วพาเดินตรงไปชั้นที่เป็นโซนของอะแควเรียม พาเด็กสองคนไปดู กุ้ง หอย ปู ปลา เด็กคนหนึ่งเขากำลังเดินจับมืออยู่ ส่วนเด็กอีกคน น่าจะกำลังสร้างตัวอยู่ในท้องนั่น อยู่ ๆ ทำไมหัวใจของเขามันก็อุ่นขึ้นมา นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้ รู้สึกว่าในชีวิตนี้ มีอะไรให้ทำอีกมากมาย นอกจากตื่นขึ้นมาแล้วไปทำงาน ออกไปดื่มกับเพื่อนบ้างบางวันแล้วกลับคอนโดฯ ชีวิตของเขาช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็วนลูปแค่นี้ แต่ว่า... แค่เธอเดินเข้ามาในชีวิตเขาแค่หนึ่งเดือน เธอกลับทำให้ชีวิตที่มีแต่งานของเขา มันออกนอกเส้นทางที่แพลนเอาไว้ไปหลายอย่าง
“พี่คะ”
“อะไรน้อง” ผู้ชายตัวโตที่ยืนอยู่หน้าร้านเหล้าหันมามองผู้หญิงที่อยู่ในชุดนักศึกษาตรงหน้า ขยับคิ้วขึ้นเหมือนต้องการถามคนตรงหน้าว่ามีอะไร
“มาสมัครงานเหรอน้อง ตอนนี้เต็มแล้ว”
“ไม่ค่ะ ไม่ได้มาสมัครงานค่ะ พอดีหนูอยากจะมาขอดูกล้องวงจรปิดที่ร้านหน่อยได้ไหมคะ หนูมีเรื่องสำคัญจริง ๆ”
“ทำอะไรหายล่ะ”
“ไม่ได้ทำอะไรหายค่ะ แค่มันเกิดเรื่องนิดหน่อย หนูเลยอยากได้หลักฐาน ต้องติดต่อยังไงคะ ต้องไปแจ้งความก่อนไหม”
ผู้ชายตัวโตร่างกายบึกบึนผิวเข้มมองคนตรงหน้าตัวเองนิ่ง วันนี้ก็มีคนเข้ามาขอดูกล้องที่ร้าน ทำไมช่วงนี้มีปัญหาบ่อย
“วันไหนล่ะ”
“เดือนก่อนโน้นค่ะ วันที่ยี่สิบ เวลาประมาณสี่ทุ่มกว่า ๆ ค่ะ”
“งั้นไปคุยกับผู้จัดการแล้วกันน้อง” เจนจิราพยักหน้า เดินตามพี่เจ้าหน้าที่หน้าร้านเข้าไปด้านในร้านเหล้าที่ยังไม่เปิด แต่ด้านในกลับมีพนักงานทั้งชายและหญิงกำลังจัดเตรียมและทำความสะอาดอยู่หลายคน เจนจิราเดินตามผู้ชายคนนั้นตรงไปหยุดยืนตรงหน้าผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนหันหลังอยู่
“คุณพฤกษ์ครับ น้องคนนี้ เขามีเรื่องจะคุยด้วยครับ”
แต่ทว่าในจังหวะที่อีกคนหันหน้ากลับมา ใบหน้าสวยของเจนจิรากลับแสดงสีหน้าตกใจ เมื่อคนตรงหน้า คนที่เป็นผู้จัดการร้าน คือผู้ชายที่เธอนอนด้วยเมื่อคืนนั้น นอนด้วยแบบนอนจริง ๆ นอนบนเตียงเดียวกัน แม้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ว่าพอตื่นเช้ามาอีกวัน เธอก็ตกใจต่อยหน้าเขาไปทีหนึ่ง เพราะความเข้าใจผิด คิดว่าเขาทำอะไรตัวเอง ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นผู้หวังดีช่วยเธอเท่านั้นเอง
ทำไมโลกกลมจัง
ใบหน้าสวยหลบสายตาของคนที่ขยับคิ้วมองหน้ากัน
“มีอะไรครับน้อง”
คนถามยกยิ้ม ขยับเท้าเดินตรงมาใกล้คนตัวเล็กที่ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีก พอเห็นเธอ เขากลับคิดถึงคำหนึ่งขึ้นมา
ทำคุณบูชาโทษ โปรดสัตว์ได้บาป
“คือ หนู เอ่อ ฉันอยากขอดูกล้องหน่อยได้ไหมคะ” พยายามทำตัวไม่ให้มีอะไร แต่ปากของเธอมันกลับพูดผิดพูดถูก เพราะอีกคนเอาแต่สิ่งยิ้มกวน ๆ มาให้ มันน่าต่อยหน้าอีกสักครั้งดีไหม ถ้าไม่ใช่เพราะจะมาตามหาหลักฐาน เธอคงเดินออกไปจากร้านนี้แล้ว
“วันไหนครับ”
“เดือนก่อนโน้น วันที่ยี่สิบค่ะ” แม้จะไม่ค่อยชอบขี้หน้าคนนี้ แต่ก็พยายามพูดด้วยดี ๆ
“ไม่ได้ครับ”
“อ้าว ทำไมไม่ได้คะ”
“เพราะมีคนขอไปแล้ว”
ก่อนหน้าที่คนตรงหน้าจะมาขอดู มีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาขอเปิดกล้องวันที่และเวลาตามที่ผู้หญิงตัวเล็กบอกกัน แถมยังให้เงินก้อนใหญ่เป็นค่าเสียเวลา แต่เขาไม่ได้รับเอาไว้ เพราะอย่างน้อย มันก็เป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องดูแลร้าน ในเมื่อเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นที่ร้านเขาที่เป็นผู้จัดการร้านก็ต้องรับผิดชอบ
“แล้วน้องอยากดูไหม”
“ค่ะ”
“แต่ว่า… ต้องไปกินข้าวกับพี่ก่อนนะ”
“ฝันไปเถอะลุง” เจนจิราสะบัดหน้าเดินหนีไอ้สายตากรุ้มกริ่มนั่น แล้วรีบออกจากร้าน ไม่ให้ดูก็ไม่อยากดูก็ได้ !
“ลุง ลุงเลยเหรอวะ !”
ยัยเด็กนี่ ! เขาอายุแค่สามสิบเองนะ มาเรียกว่าลุงได้ยังไง อย่าให้เจออีกนะ น่าดู แต่ไม่รู้ว่าทำไม มุมปากของเขาถึงต้องยกยิ้มให้กับท่าทางดื้อ ๆ ของเด็กนั่นก็ไม่รู้
ตอนที่ 20(หนูเจ้าเอยกลับมาแล้ว พรุ่งนี้ทัพช่วยไปรับน้องที่สนามบินหน่อยได้ไหม)“ผมไม่ว่างครับ”(จะไม่ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองเลยหรือไง แม่เลือกน้องเพราะเมื่อก่อนเราชอบน้องมากไม่ใช่หรือไง) นั่นมันตั้งแต่สิบ ยี่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาเอ็นดูเจ้าเอยเหมือนน้องสาว แล้วอะไรนะ ที่ทำให้แม่เขาคิดว่าเขาชอบ เจ้าเอยคือลูกสาวเพื่อนแม่ ลูกสาวคุณน้ารำเพย เจ้าเอยเป็นเพื่อนวัยเด็กกับเขาและแทนไทมาตั้งแต่จำความได้ อายุห่างกับเขาห้าปี ตอนนี้อีกคนก็น่าจะเรียนจบปริญญาโทแล้ว เขาเองก็จำไม่ได้แล้ว ว่าเขากับเจ้าเอยได้เจอกันนานแค่ไหนแล้ว(ตาทัพ)“ผมมีเมียมีลูกแล้วนะครับ” ธารทัพตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่ดูจริงจัง เขาคิดว่าแม่จะล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองแล้วเสียอีก คำว่าเมีย คำว่าลูกที่เขาพูดออกไป มันมาจากความรู้สึกของเขา ความรู้สึกของเขาจริง ๆ แม่เจ้าจิ๋วเป็นเมียเขา คนมีอะไรกันจนมีลูกด้วยกัน ก็ต้องเรียกว่าเมียถึงจะถูก แม้จะได้กันแค่ครั้งเดียวก็เถอะ เจ้าจิ๋วก็เป็นลูกเขา ถ้าเขาไป แม่เจ้าจิ๋วรู้ เธอก็น่าจะไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เอาข้อตกลงของเรามาพูดอีก เขาไม่อยากให้มีข้อตกลงอะไรระหว่างเธ
ตอนที่ 19ไม่อยากลุกขึ้นมาจากเตียง ไม่อยากออกมาจากห้อง แต่ก็ต้องออกมา เพราะตอนนี้เจ้าจิ๋วกำลังประท้วงกันด้วยความหิว พราวนิชาค่อย ๆ เปิดประตูห้องนอนออก ค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากห้อง มองซ้ายมองขวา แต่ชั้นสองของบ้านกลับเงียบ บ้านหลังใหญ่แต่บ้านช่างเงียบเหงาจัง ใบหน้าเล็กดูเศร้าลงเล็กน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงบันได เดินตามกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากห้องห้องหนึ่งที่น่าจะเป็นห้องครัว บานประตูเปิดเอาไว้ เท้าเล็กหยุดนิ่งอยู่หน้าประตู พร้อมกับมองเข้าไปด้านใน เห็นสาวใช้สองคนกับป้าสมศรี หัวหน้าแม่บ้านกำลังช่วยกันทำอาหาร ที่น่าจะเป็นมื้อเช้า วันนี้ตั้งใจตื่นเช้าเลยตื่นก่อนเวลาอาหารมื้อเช้าอีก เพราะไม่อยากให้ทุกคนรอ“มีอะไรให้พราวช่วยไหมคะ”สายตาทั้งสามคู่หันมาจับจ้องมองเธอนิ่ง ก่อนจะหันกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่กันต่อ ไม่มีใครพูดกับเธอเลยสักคน ใบหน้าสวยเศร้าลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินออกจากห้องครัว เธออยากกลับแล้ว อยากกลับบ้าน ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้ถึงสองเดือนตามที่ตกลงกับธารทัพพ์เอาไว้ไหม ทำไมคนที่นี่ดูจะไม่ชอบเธอเลย หรือเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงใจแตก ท้องก่อนแต่งงานอย่างนั้นเหรอ พราวนิชาเดินออ
ตอนที่ 18ดวงตาคู่สวยเอาแต่จ้องมองบ้านหลังใหญ่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ รายล้อมด้วยภูเขา มองจากตรงนี้เห็นทุ่งหญ้าสวยงาม มองจากตรงนี้ มองเห็นต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ตรงโน้น“เข้าบ้านสิ”พราวนิชาดึงสายตากลับมามองคนที่เรียกกัน ก่อนจะค่อย ๆ เดินก้มหน้าหมายจะไปหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แต่มือเล็กกลับชะงัก เพราะคำสั่งที่แสนจะนิ่งเงียบนั่น“เอาไว้นั่นแหละ”“ค่ะ” ว่าที่คุณแม่ก้มหน้ารับคำเบา ๆ แล้วเดินตามคุณผู้หญิงของบ้าน เดินตามเข้าไปนั่งลงบนพื้นพรมหน้าโซฟา เธอไม่กล้าขึ้นไปนั่งบนนั้นสายตาตำหนิที่ถูกส่งมาจากผู้หญิงวัยกลางคน ยิ่งทำให้ว่าที่คุณแม่ได้แต่ก้มหน้า ทุก ๆ สายตาที่จับจ้องมองมาที่เธอ คนที่บ้านหลังนี้ ทำให้เธอรู้สึกกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว“ผู้ใหญ่พูดด้วย ทำไมไม่เงยหน้าขึ้นมา พ่อแม่ของเธอไม่เคยสอนหรือไง”“สอนค่ะ”“เธอรู้ไหม เธอไม่เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของฉันเลย ฉันมีคนที่เหมาะสมเอาไว้ให้ลูกชายฉันแล้ว” ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่นจนเจ็บ เจ็บกับคำว่าไม่เหมาะสม เจ็บกับคำว่าพ่อแม่ไม่สอน ความผิดพลาดมันทำให้คนอื่นมองเธอได้ขนาดนี้เลยเหรอ พราวนิชาก้มหน้านิ่งมองมือของตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่นจนเจ็บ ไ
ตอนที่ 17เสียงกดกริ่งหน้าประตูเรียกให้พราวนิชาที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องละสายตาไปมองประตูที่ยังมีเสียงกดกริ่งดังอยู่ คิ้วเรียวสวยขยับเข้าหากันน้อย ๆ ใครกันนะ ถ้าเป็นเจ้าของห้องอย่างธารทัพพ์หรืออานัส ถ้าเป็นทั้งสองคนก็น่าจะเปิดเข้ามาแล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยมีแขกเข้ามาที่ห้องของธารทัพพ์เลยสักครั้งแต่ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยอะไรมากไปกว่านั้น ว่าที่คุณแม่ก็ขยับลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง ผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าทำให้หัวใจของพราวนิชาเต้นแรง ใบหน้าเรียบนิ่งนั่น มีเค้าโครงใบหน้าเหมือนกับเจ้าของห้อง มือเล็กค่อย ๆ ยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้า แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าอีกคนเป็นใคร“สวัสดีค่ะ”“เธอเป็นใคร”“คือว่าหนู…”“เป็นแม่บ้านเหรอ ฉันเป็นแม่เจ้าของห้อง” คุณธัญสินีมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง มองสำรวจผู้หญิงตัวเล็กในชุดธรรมดา ๆ แต่ดูยังไง ๆ ก็ไม่เหมือนแม่บ้านอย่างที่ท่านเอ่ยถามออกไป ใบหน้าก็เล็กเหมือนเด็ก ผิวพรรณก็ดูดี ไม่เหมือนคนที่ทำงานแบบนี้เลย“ค่ะ หนูเป็นแม่บ้าน นะ หนูทำงานเสร็จพอดี ขอตัวก่อนนะคะ” พราวนิชายกมือไหว้คนตรงหน้าแล้วรีบเดินออกจากห้อง หัวใจดวงน้อยเต้นแรงตึกตัก หวา
ตอนที่ 16ธารทัพพ์ยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเอง ก่อนจะนวดมันไปมาเบา ๆ แหงนหน้าขึ้นมาเพดานห้องพัก หลังจากจบการประชุมกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เขาก็รีบตรงดิ่งกลับห้องพัก ไม่ไปกินเลี้ยงกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เพราะอาการที่เขากำลังเป็นอยู่ มันเป็นแบบนี้มาสองวัน นับตั้งแต่วันที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาประชุมใหญ่กับผู้ถือหุ้นของโรงแรมมันตราในกรุงลอนดอนแค่อีกห้าวัน อีกแค่ห้าวันก็จะได้กลับ เขาเลยอดทนไม่อยากไปหาหมอหรือขอกลับก่อน มองหน้าจอมือถือของตัวเองที่เงียบ ไม่มีข้อความหรือสายโทร. เข้าจากใครบางคนที่เขากำลังคิดถึงคิดถึง ! อย่างนั้นเหรอ ?ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นมาน้อย ๆ ให้กับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเขาที่มันกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นในหัวใจในตอนนี้ติ๊ง !พอคิดถึง ข้อความจากใครบางคนก็ดังขึ้น เหมือนกับว่าเธอรู้ รู้ว่าเขากำลังคิดถึงเธอ มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้เปิดอ่านข้อความจากอีกฝ่าย แค่เห็นชื่อของเธอ มุมปากเขา มันก็ยิ้มไปเองแล้ว เหมือนรู้ว่าเขาเลิกประชุมแล้ว ทั้ง ๆ เวลาของที่นี่กับประเทศไทยต่างกัน ตอนนี้ที่โน่นคงน่าจะดึกมากแล้วพราวนิชา : กินข้าวหรือยังคะธ
ตอนที่ 15ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่การตื่นนอนขึ้นมาแล้วตัวเองนอนอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายตัวโต ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในห้องตอนไหน แต่พอตื่นเช้ามาเมื่อไรก็เห็นพ่อเจ้าจิ๋วนอนอยู่ข้าง ๆ แล้ว แรก ๆ ก็ไม่ชิน แถมยังตกใจ แต่พอผ่านไปสักพัก ทุกอย่างมันเริ่มกลายเป็นความเคยชินที่มีเขานอนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอบอุ่น นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวอะไร และไม่ต้องเปิดโคมไฟเอาไว้เหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาคู่สวยมองปลายคางของผู้ชายตัวโตนิ่ง เผลอยกนิ้วขึ้นแตะลงบนแก้มของเขาเบา ๆ เหมือนต้องการเช็กอีกครั้ง ว่านี่มันคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นแล้วเหรอ”ดวงตาของคนหลับไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองกันในตอนที่เขาพูด แต่ธารทัพพ์ขยับตัวพลิกไปหาคนตัวเล็กที่นอนอีกฝั่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองคนตัวเล็กที่นอนอยู่ห่างจากเขาแค่เพียงนิด ไม่ได้ใกล้ ไม่ได้ไกล พอให้เขาได้กลิ่นหอมหวานละมุนนั่น“สะ สายแล้วค่ะ”“วันหยุด”จริงสิ วันนี้วันหยุด เธอลืมไปเลย คงเพราะทุก ๆ วันที่เธออยู่ที่นี่ ทุก ๆ วันของเธอ มันก็เหมือน ๆ เดิมเลย แทบไม่ได้ดูว่าวันนี้วันอะไร แต่มีแค่เขาที่ออกไปทำงานทุกวัน และมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม คงเป็นเขา เขาที่กินมื้อเช้ากับเธอก่อนออกไปทำงานทุกวัน







