تسجيل الدخولตอนที่ 7
มือที่กำลังยกขึ้นเคาะประตูห้องนอนเล็กต้องค้างเอาไว้ เมื่อคิดได้ว่าตอนนี้มันเป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว เขาทำงานเพลินเลยไม่ได้ลงมาดูอีกครั้งว่าเธอดีขึ้นหรือยัง
แกรก !
ประตูห้องนอนเล็กเปิดออกพร้อมกับร่างสูงของเจ้าของคอนโดฯ ค่อย ๆ ก้าวเดินเข้าไปในห้องนอนห้องเล็กที่ตัวเองยกให้ผู้หญิงตัวเล็กอาศัยอยู่ จากที่เดินกลับห้องแล้ว แต่ก็ต้องลงมาใหม่พร้อมกับกุญแจห้องนอนห้องเล็ก ไฟดวงน้อยบนหัวเตียงที่ยังคงเปิดเอาไว้ ทำให้ธารทัพพ์มองเห็นใบหน้าเล็กของคนที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง
มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นว่าบนแก้มป่อง ๆ นั่น ไม่มีน้ำตาเกาะอยู่เหมือนอย่างทุกครั้ง ทุกครั้งที่เขาเห็นเธอร้องไห้หลับไปพร้อมกับน้ำตา แต่ว่าครั้งนี้กลับไม่มี
เก่งขึ้นแล้วสินะ
ร่างเล็กที่นอนอยู่ ขยับตัวพลิกตัวไปอีกทาง จนคนที่ยืนอยู่เผลอกลั้นหายใจเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าไปมาให้กับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ ก่อนจะเดินขยับเข้าไปวางมือถือที่ไม่รู้ว่าพราวนิชาเลือกที่จะวางมันเอาไว้ตรงนั้น ตรงหน้าโซฟา หรือแค่ลืม เขาเอาไปวางลงบนโต๊ะหัวเตียง
ครืด…
เสียงสั่นเตือนจากมือถือที่เขากำลังจะวางมันลงทำให้สายตาของธารทัพพ์มอง มองข้อความที่มันเด้งขึ้นบนหน้าจอ เรียกความสนใจ
: นอนยังครับน้องพราว
ครับเหรอ ? น้องพราวเหรอ ?
ใคร ? แล้วเกี่ยวอะไรกับเขาวะ
ปึก !
อาจจะวางแรงไปหน่อย แรงจนทำให้คนที่นอนหลับอยู่บนเตียงขยับตัว พลิกตัวหันกลับมา ดวงตาคู่สวยมองกันนิ่งเหมือนกำลังประมวลผล คิ้วเรียวสวยขยับเข้าหากันจนเป็นปม พร้อมกับร่างเล็กที่ขยับลุกขึ้นนั่ง เอียงใบหน้าไปทางซ้ายน้อย ๆ จ้องมองหน้ากัน
เหมือนลูกหมา
ธารทัพพ์นิยามการกระทำของคนตัวเล็กบนเตียงอย่างนั้น
“คุณทัพ เข้ามาทำไมคะ”
“เอามือถือมาให้”
“แล้วเข้ามาได้ไงคะ” เธอจำได้ว่าเธอล็อกห้องแล้วนะ แล้วทำไมเขาเข้ามาได้
“ลืมล็อกหรือเปล่า นอนเถอะ” ธารทัพพ์พยายามตีหน้านิ่งพร้อมกับทำตัวไม่ให้มีพิรุธ ยัดกุญแจในมือของตัวเองในกระเป๋ากางเกงแล้วเดินออกจากห้องนอนเล็กของคนที่เอาแต่นั่งมองหน้ากัน แล้วทำไมเขาต้องร้อนตัวด้วย ทั้ง ๆ ที่เขาคือเจ้าของห้อง ไม่ได้เข้าไปทำอะไรเธอเสียหน่อย แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งคิดถึงจูบ จูบที่เขาบอกตัวเองว่า เขาแค่ต้องการให้เด็กขี้แยหยุดร้อง แต่แล้วทำไมต้องใจสั่น แล้วทำไมต้องร้อนวูบวาบ
แล้วทำไม ?
สายตาคู่สวยของพราวนิชายังคงมองบานประตูห้องนอนของตัวเองที่ปิดลง ได้แต่ตั้งคำถามว่า...
เธอลืมล็อกประตูยังงั้นเหรอ คิ้วเรียวสวยยังคงขยับเข้าหากันก่อนจะคล้ายออกมา
มือเล็กยื่นไปหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดดู ดูข้อความมากมายจากเพื่อนและข้อความจากหนุ่มรุ่นพี่ แต่พราวนิชาเลือกที่จะนิ่งเฉยแล้วตัดสินใจเลื่อนเข้าไปอ่าน อ่านข้อความ อ่านความคิดเห็นมากมายที่อยู่ในเพจซุบซิบของมหาวิทยาลัย แต่ทว่า…
“หายไปไหนหมด”
ใช่แล้ว ทุก ๆ อย่างหายไปหมดเลย ไม่มี เหมือนไม่เคยมี เป็นไปได้ไง เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ทุกอย่างกลับหายไปหมด เกิดอะไรขึ้น ใครกันที่เอาออก แต่ว่าถึงแม้มันจะออกไปแล้ว หายไปจากหน้าเพจ แต่ว่าทุกคนก็คงรู้แล้ว ข้อนี้มันเปลี่ยนอะไรไม่ได้ เธอรู้ดี แต่ว่าพราวนิชากลับคิดถึงคำพูดของพ่อที่พูดเสมอ ในตอนที่ต้องปิดกิจการร้านอาหารสองสาขาของครอบครัว
อะไรที่มันเกิดขึ้นแล้ว แก้ไขไม่ได้ก็ปล่อยให้มันเป็นบทเรียน
แม้ว่าคนที่บอกกันตอนนี้จะยังโกรธกันอยู่ก็ตาม แต่เชื่อว่าคำพูดของพ่อที่พูด มันจริงเสมอ บทเรียนของเธอครั้งนี้ มันราคาแพงมาก ๆ แพงจนไม่รู้ว่า เธอจะจ่ายมันไหวไหม แต่ว่า… สายตาคู่สวยก้มมองหน้าท้องแบนราบของตัวเอง สัมผัสเบา ๆ แพงก็คงต้องจ่ายใช่ไหม ในเมื่อเธอเลือกแล้ว
สู้สิยัยพราว สู้ไหมเจ้าจิ๋ว สู้ไปด้วยกันเนอะ
พราวนิชาสูดลมหายใจเข้าเรียกความเข้มแข็งให้กับตัวเอง
มือเล็กยกมือป้องปากหาวสองสามครั้งก่อนจะล้มตัวลงนอน ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุม ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง เมื่ออาการง่วงเริ่มเข้ามา ไม่รู้ว่าเพราะกินเยอะเลยต้องพักผ่อน หรือว่าเพราะฮอร์โมนที่กำลังเปลี่ยนแปลง ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้า มีเรื่องให้คิด แต่ว่าทำไม แค่คิดว่าการที่เธออยู่ในห้องนี้ อยู่ในห้องคอนโดฯ ของผู้ชายที่ชื่อธารทัพพ์ มันกลับทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย มันอธิบายเป็นคำพูดไม่ถูกว่า ทำไมรู้สึกแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่เราสองคนแทบจะไม่ค่อยได้เจอหน้ากันสักเท่าไร คุยกันแค่ไม่กี่คำ แต่เขากลับกลายเป็นคนที่ทำให้เธอสบายใจที่ได้อยู่ใกล้ ๆ เขา มือเล็กเผลอยกขึ้นแตะริมฝีปากของตัวเอง แม้จะหลับตาอยู่ อยู่ ๆ ก็เผลอใจสั่นให้กับสัมผัสนั้นของเขา
ไม่ได้ ห้ามคิด หยุดคิดไปเลยนะ
ใบหน้าเล็กได้แต่ส่ายหน้าไปมา พยายามบอกตัวเองให้หยุดคิดถึงจูบนั่น
จังหวะของเธอกับเขาเหมือนมันจะเปลี่ยนไปจากที่ทุกครั้งที่เธอตื่นนอน เธอจะไม่เจอเจ้าของห้องแล้ว แต่วันนี้พอเปิดประตูออกมาจากห้อง ก็เจอเจ้าของห้องกำลังนั่งก้มหน้ามองเครื่องมือสื่อสารในมือของตัวเองที่โซฟา พราวนิชาพยายามทำตัวเงียบ ๆ เดินไปเปิดตู้เย็น ทำทุกอย่างให้เงียบและเบาที่สุด กลัวว่าจะรบกวนเวลาทำงานของอีกคน
สายตาคู่คมมองเจ้าของร่างเล็กในชุดนอนลายหมีเหมือนเด็กที่กำลังเดินหยิบโน่นหยิบนี่ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงดึงสายตากลับมาสนใจสิ่งที่กำลังทำอยู่ก่อนหน้า สายตาของเขาเหมือนกำลังจับผิด แต่เปล่าเลย มันเหมือนแค่อยากมอง มองว่าวัน ๆ หนึ่งตั้งแต่ตื่นเช้ามา คนที่อยู่ด้วยกันมาเกือบจะหนึ่งเดือน เธอทำอะไรบ้าง
กึก !
ดวงตากลมโตคู่สวยของคนที่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่มต้องชะงัก สะดุด ตกใจ สายตาคู่คมคู่นั้นที่สบตากัน แค่สายตาที่เขามองกัน มันยิ่งทำให้ใจสั่น คิดถึงเรื่องเมื่อวานตอนเย็น
“แค่ก แค่ก !”
“ซกมก”
หือ… พอหยุดไอ หยุดสำลักน้ำที่ดื่มเข้าไป พราวนิชาก็เอาแต่จ้องมอง มองคนที่เธอคิดว่าเขาต้องว่าเธอแน่ ๆ เขาว่าเธอซกมกอย่างนั้นเหรอ ก็แล้วใครให้เขามองเธอทำไม เธอก็ตกใจสิ พราวนิชาต่อว่าคนที่หันไปสนใจหน้าจอมือถือของตัวเองต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“มื้อเช้าวันนี้จะกินอะไร”
“คะ” คนที่กำลังเดินเข้าห้องนอนตัวเองต้องหันกลับไปหาคนที่นั่งอยู่บนโซฟา คิ้วเรียวสวยขยับขึ้นด้วยท่าทางสงสัย เขาพูดกับเธอใช่ไหม
“ถามว่า มื้อเช้าจะกินอะไร จะให้นัทซื้อเข้ามาให้”
วันนี้ไม่ใช่วันหยุดเหรอ แต่เธอแน่ใจว่าวันหยุดนะ วันหยุดพี่นัท ลูกน้องของเขาก็ควรได้พักสิ ทำไมจะต้องเรียกเขามาทำงาน พราวนิชายืนคิดอยู่นานหน่อย ก่อนจะหันไปมองครัวที่เธอเพิ่งเดินออกมา
“เดี๋ยวพราวทำกินเองค่ะ”
“ทำเป็น” ก็แค่ขยับคิ้วขึ้นแกล้งถามไปอย่างนั้น ความจริงเขาก็รู้มาบ้าง ว่าช่วงหลังมานี้ พราวนิชาทำอาหารกินเองทุกมื้อ
“ทำเป็นค่ะ”
“จะกินได้…”
“ได้ค่ะ ที่บ้านพราวเปิดร้านอาหาร แม่สอนพราวทำตั้งแต่เด็ก ๆ คุณทัพก็ลองกินดูก่อน แต่พราวรับรองว่ากินได้ค่ะ ปลอดภัย ไม่ท้องเสียแน่นอน”
“พูดมาก ถ้ามั่นใจขนาดนั้นก็ไปทำ” คิ้วหนาขยับขึ้น มองคนที่แอบทำหน้าทำตาใส่กัน คิดว่าเป็นเด็กเรียบร้อยพูดง่ายเสียอีก ที่แท้ก็แสบพอตัว ธารทัพพ์หลุดหัวเราะออกมาน้อย ๆ ได้แต่มองตามหลังคนที่เดินกลับเข้าครัว
รอไม่นานอาหารมื้อเช้าฝีมือของพราวนิชาถูกยกมาวางลงบนโต๊ะกินข้าวขนาดสี่ที่นั่ง ก่อนแม่ครัวจำเป็นจะขยับเดินไปหาคนที่ยังคงนั่งทำงานอยู่ที่โซฟา เขาไม่ขยับไปไหนตั้งแต่เธอเดินเข้าไปในครัว เหมือนกับกลัวว่าเธอจะทำครัวเขาไหม้อย่างนั้นแหละ
“คุณทัพ”
ธารทัพพ์เงยหน้าสบตาคนที่เรียกกัน คิ้วหนาขยับขึ้นแทนคำถามว่ามีอะไร
“กับข้าวเสร็จแล้วค่ะ คุณทัพกินก่อนเลยนะคะ”
“แล้วเธอ”
“พราวขอไปอาบน้ำก่อนค่ะ กินเสร็จวางไว้เลยนะคะ ไม่ต้องเก็บ เดี๋ยวพราวออกมาเก็บเองค่ะ”
“ไปกินด้วยกัน”
“แต่พราวยังไม่แปรงฟันเลย”
“ฉันไม่ถือ” ธารทัพพ์บอกแค่นั้น เขาก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินนำไปที่โต๊ะอาหาร เขาใช้สายตามองอาหารบนโต๊ะสามอย่างเป็นผัดผัก ต้มมจืดสาหร่าย ไข่เจียว แต่ว่าบนโต๊ะกลับมีจานข้าวแค่จานเดียว
“พราวไม่ได้ถามว่า คุณทัพแพ้อะไรไหม”
“กินได้ ไปตักข้าวมาสิ”
“ค่ะ”
พราวนิชาทำตามที่อีกคนบอก รีบเดินไปตักข้าวใส่จานแล้วเดินกลับมานั่งลงตรงข้ามกับเจ้าของห้อง นี่คงเป็นครั้งแรกที่เธอได้นั่งกินข้าวกับคนตรงหน้า ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เราเจอกันนับครั้งก็ว่าได้ เขาดูเป็นคน จะเรียกว่ายังไงดีนะ บ้างาน แบบนั้นได้ไหม
“ไม่กิน”
เด็กนี่เอาแต่มองหน้าเขา ไม่ยอมกินข้าวจนเขาเองก็รู้สึกอึดอัดไม่กล้าตักอะไร
“พราวรอให้คุณทัพกินก่อน”
ธารทัพพ์ไม่พูดอะไร เขาได้แต่ส่ายหน้าไปมาก่อนจะตักกับข้าวที่อยู่ตรงหน้าตัวเองอย่างเมนูผัดผัก แล้วยื่นไปวางลงบนจานข้าวของอีกคน
“ไม่ต้องทำแบบนี้ ผู้หญิงกับผู้ชายมีสิทธิ์เท่ากัน” ตั้งแต่เล็กจนโต เขามองเห็นและสัมผัสมันได้จากสิ่งที่แม่ทำให้พ่อ พ่อใหญ่ที่สุดในบ้าน มีอนาคต ตัดสินใจทุกอย่าง ขนาดเวลากินข้าว ทุกคนก็ต้องรอให้พ่อกินก่อน เขารู้สึกไม่ชอบในสิ่งที่ผ่านมาและคิดเอาไว้ว่า ถ้ามีครอบครัวเป็นของตัวเอง เขาจะไม่ทำตัวแบบนั้นให้กับคนในครอบครัวเห็น
“พราวไม่ได้คิดแบบนั้นค่ะ พราวแค่อยากให้คุณทัพลองกินก่อนว่าถูกปากไหม ถ้าไม่ พราวจะได้ทำอย่างอื่นเพิ่ม หรือให้พราวสั่งอะไรมาให้” มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ ให้กับคำพูดของคนตรงหน้า ยิ้มให้กับตัวเองที่เป็นคนคิดเยอะจนเกินไป แค่คำพูดของคนอายุน้อยตรงหน้า มันทำให้เขาหยุดคิดได้ว่า เขามันคิดมากมายไปเอง
ธารทัพพ์ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เขาทำเพียงแค่ตักอาหารตรงหน้าตัวเองเข้าปาก เคี้ยวให้คนที่กำลังนั่งมองดูกัน สายตาคู่นั้นรอลุ้นจนเขาต้องรีบพยักหน้าขึ้นลงเป็นการบอก
“พอกินได้ไหมคะ”
“ได้” รอยยิ้มสวยกว้างขึ้น กว้างจนคนมองใจกระตุกแปลก ๆ ตั้งแต่เจอหน้ากัน นี่คงเป็นครั้งแรกที่พราวนิชายิ้มให้เขาแบบนี้ พอรู้ตัวว่ามองรอยยิ้มนั้นนานไปแล้ว เลยต้องรีบก้มหน้ามาสนใจจานข้าวของตัวเอง
ตึกตัก ตึกตัก
เสียงหัวใจดวงน้อยของว่าที่คุณแม่เต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ เพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้ม ได้ยินเสียงหัวเราะของเขา แม้มันจะน้อยนิดก็ตาม
“วันนี้จะออกไปไหนหรือเปล่า”
ความจริงเขารู้อยู่แล้ว ว่าวันนี้พราวนิชามีนัดกับคุณหมอ แต่เขาก็แค่ลองถามออกไป อยากรู้เหมือนกันว่าอีกคนจะตอบยังไง จะชวนเขาไปด้วยไหม ครั้งที่แล้วเธอก็ไม่เอ่ยปากชวนเขา เขาเลยไม่ได้ไปด้วย
“วันนี้ไปโรงพยาบาลค่ะ”
เธอนึกว่าเขารู้อยู่แล้วเสียอีก เพราะเธอบอกพี่นัทเอาไว้แล้ว คิดว่าบอกพี่อานัส ยังไงลูกน้องของเขาก็ต้องไปรายงานเขาอยู่แล้ว
“คุณทัพจะไปไหมคะ” ทั้ง ๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้ว ว่าเขาคงไม่ไปแน่ ๆ แต่ก็ถามออกไป แต่ว่า…
“ไป” คำตอบที่ได้รับกลับมาทำให้พราวนิชาต้องเงยหน้าสบตาคนพูด เป็นคำตอบสั้น ๆ แต่กลับทำให้หัวใจสั่นไหวแปลก ๆ
ครืด ครืด
เสียงมือถือที่ดังอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟาเรียกความสนใจของเจ้าของมือถือให้หันไปมอง ธารทัพพ์วางช้อนส้อมแล้วขยับลุกขึ้นยืน เดินตรงไปที่มือถือของตัวเอง พอเห็นว่าใครเป็นคนโทร. มาเขาก็เดินขึ้นบันไดกลับห้องทำงานของตัวเอง ปล่อยให้คนที่นั่งกินข้าวด้วยกันได้แต่มองตาม พราวนิชาดึงสายตาของตัวเองกลับมามองจานข้าวและกับข้าวตรงหน้า เลื่อนสายตาไปมองจานของอีกคนที่เขากินไปได้แค่นิดเดียวเอง
ตอนที่ 20(หนูเจ้าเอยกลับมาแล้ว พรุ่งนี้ทัพช่วยไปรับน้องที่สนามบินหน่อยได้ไหม)“ผมไม่ว่างครับ”(จะไม่ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองเลยหรือไง แม่เลือกน้องเพราะเมื่อก่อนเราชอบน้องมากไม่ใช่หรือไง) นั่นมันตั้งแต่สิบ ยี่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาเอ็นดูเจ้าเอยเหมือนน้องสาว แล้วอะไรนะ ที่ทำให้แม่เขาคิดว่าเขาชอบ เจ้าเอยคือลูกสาวเพื่อนแม่ ลูกสาวคุณน้ารำเพย เจ้าเอยเป็นเพื่อนวัยเด็กกับเขาและแทนไทมาตั้งแต่จำความได้ อายุห่างกับเขาห้าปี ตอนนี้อีกคนก็น่าจะเรียนจบปริญญาโทแล้ว เขาเองก็จำไม่ได้แล้ว ว่าเขากับเจ้าเอยได้เจอกันนานแค่ไหนแล้ว(ตาทัพ)“ผมมีเมียมีลูกแล้วนะครับ” ธารทัพตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่ดูจริงจัง เขาคิดว่าแม่จะล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองแล้วเสียอีก คำว่าเมีย คำว่าลูกที่เขาพูดออกไป มันมาจากความรู้สึกของเขา ความรู้สึกของเขาจริง ๆ แม่เจ้าจิ๋วเป็นเมียเขา คนมีอะไรกันจนมีลูกด้วยกัน ก็ต้องเรียกว่าเมียถึงจะถูก แม้จะได้กันแค่ครั้งเดียวก็เถอะ เจ้าจิ๋วก็เป็นลูกเขา ถ้าเขาไป แม่เจ้าจิ๋วรู้ เธอก็น่าจะไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เอาข้อตกลงของเรามาพูดอีก เขาไม่อยากให้มีข้อตกลงอะไรระหว่างเธ
ตอนที่ 19ไม่อยากลุกขึ้นมาจากเตียง ไม่อยากออกมาจากห้อง แต่ก็ต้องออกมา เพราะตอนนี้เจ้าจิ๋วกำลังประท้วงกันด้วยความหิว พราวนิชาค่อย ๆ เปิดประตูห้องนอนออก ค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากห้อง มองซ้ายมองขวา แต่ชั้นสองของบ้านกลับเงียบ บ้านหลังใหญ่แต่บ้านช่างเงียบเหงาจัง ใบหน้าเล็กดูเศร้าลงเล็กน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงบันได เดินตามกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากห้องห้องหนึ่งที่น่าจะเป็นห้องครัว บานประตูเปิดเอาไว้ เท้าเล็กหยุดนิ่งอยู่หน้าประตู พร้อมกับมองเข้าไปด้านใน เห็นสาวใช้สองคนกับป้าสมศรี หัวหน้าแม่บ้านกำลังช่วยกันทำอาหาร ที่น่าจะเป็นมื้อเช้า วันนี้ตั้งใจตื่นเช้าเลยตื่นก่อนเวลาอาหารมื้อเช้าอีก เพราะไม่อยากให้ทุกคนรอ“มีอะไรให้พราวช่วยไหมคะ”สายตาทั้งสามคู่หันมาจับจ้องมองเธอนิ่ง ก่อนจะหันกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่กันต่อ ไม่มีใครพูดกับเธอเลยสักคน ใบหน้าสวยเศร้าลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินออกจากห้องครัว เธออยากกลับแล้ว อยากกลับบ้าน ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้ถึงสองเดือนตามที่ตกลงกับธารทัพพ์เอาไว้ไหม ทำไมคนที่นี่ดูจะไม่ชอบเธอเลย หรือเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงใจแตก ท้องก่อนแต่งงานอย่างนั้นเหรอ พราวนิชาเดินออ
ตอนที่ 18ดวงตาคู่สวยเอาแต่จ้องมองบ้านหลังใหญ่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ รายล้อมด้วยภูเขา มองจากตรงนี้เห็นทุ่งหญ้าสวยงาม มองจากตรงนี้ มองเห็นต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ตรงโน้น“เข้าบ้านสิ”พราวนิชาดึงสายตากลับมามองคนที่เรียกกัน ก่อนจะค่อย ๆ เดินก้มหน้าหมายจะไปหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แต่มือเล็กกลับชะงัก เพราะคำสั่งที่แสนจะนิ่งเงียบนั่น“เอาไว้นั่นแหละ”“ค่ะ” ว่าที่คุณแม่ก้มหน้ารับคำเบา ๆ แล้วเดินตามคุณผู้หญิงของบ้าน เดินตามเข้าไปนั่งลงบนพื้นพรมหน้าโซฟา เธอไม่กล้าขึ้นไปนั่งบนนั้นสายตาตำหนิที่ถูกส่งมาจากผู้หญิงวัยกลางคน ยิ่งทำให้ว่าที่คุณแม่ได้แต่ก้มหน้า ทุก ๆ สายตาที่จับจ้องมองมาที่เธอ คนที่บ้านหลังนี้ ทำให้เธอรู้สึกกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว“ผู้ใหญ่พูดด้วย ทำไมไม่เงยหน้าขึ้นมา พ่อแม่ของเธอไม่เคยสอนหรือไง”“สอนค่ะ”“เธอรู้ไหม เธอไม่เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของฉันเลย ฉันมีคนที่เหมาะสมเอาไว้ให้ลูกชายฉันแล้ว” ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่นจนเจ็บ เจ็บกับคำว่าไม่เหมาะสม เจ็บกับคำว่าพ่อแม่ไม่สอน ความผิดพลาดมันทำให้คนอื่นมองเธอได้ขนาดนี้เลยเหรอ พราวนิชาก้มหน้านิ่งมองมือของตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่นจนเจ็บ ไ
ตอนที่ 17เสียงกดกริ่งหน้าประตูเรียกให้พราวนิชาที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องละสายตาไปมองประตูที่ยังมีเสียงกดกริ่งดังอยู่ คิ้วเรียวสวยขยับเข้าหากันน้อย ๆ ใครกันนะ ถ้าเป็นเจ้าของห้องอย่างธารทัพพ์หรืออานัส ถ้าเป็นทั้งสองคนก็น่าจะเปิดเข้ามาแล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยมีแขกเข้ามาที่ห้องของธารทัพพ์เลยสักครั้งแต่ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยอะไรมากไปกว่านั้น ว่าที่คุณแม่ก็ขยับลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง ผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าทำให้หัวใจของพราวนิชาเต้นแรง ใบหน้าเรียบนิ่งนั่น มีเค้าโครงใบหน้าเหมือนกับเจ้าของห้อง มือเล็กค่อย ๆ ยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้า แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าอีกคนเป็นใคร“สวัสดีค่ะ”“เธอเป็นใคร”“คือว่าหนู…”“เป็นแม่บ้านเหรอ ฉันเป็นแม่เจ้าของห้อง” คุณธัญสินีมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง มองสำรวจผู้หญิงตัวเล็กในชุดธรรมดา ๆ แต่ดูยังไง ๆ ก็ไม่เหมือนแม่บ้านอย่างที่ท่านเอ่ยถามออกไป ใบหน้าก็เล็กเหมือนเด็ก ผิวพรรณก็ดูดี ไม่เหมือนคนที่ทำงานแบบนี้เลย“ค่ะ หนูเป็นแม่บ้าน นะ หนูทำงานเสร็จพอดี ขอตัวก่อนนะคะ” พราวนิชายกมือไหว้คนตรงหน้าแล้วรีบเดินออกจากห้อง หัวใจดวงน้อยเต้นแรงตึกตัก หวา
ตอนที่ 16ธารทัพพ์ยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเอง ก่อนจะนวดมันไปมาเบา ๆ แหงนหน้าขึ้นมาเพดานห้องพัก หลังจากจบการประชุมกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เขาก็รีบตรงดิ่งกลับห้องพัก ไม่ไปกินเลี้ยงกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เพราะอาการที่เขากำลังเป็นอยู่ มันเป็นแบบนี้มาสองวัน นับตั้งแต่วันที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาประชุมใหญ่กับผู้ถือหุ้นของโรงแรมมันตราในกรุงลอนดอนแค่อีกห้าวัน อีกแค่ห้าวันก็จะได้กลับ เขาเลยอดทนไม่อยากไปหาหมอหรือขอกลับก่อน มองหน้าจอมือถือของตัวเองที่เงียบ ไม่มีข้อความหรือสายโทร. เข้าจากใครบางคนที่เขากำลังคิดถึงคิดถึง ! อย่างนั้นเหรอ ?ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นมาน้อย ๆ ให้กับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเขาที่มันกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นในหัวใจในตอนนี้ติ๊ง !พอคิดถึง ข้อความจากใครบางคนก็ดังขึ้น เหมือนกับว่าเธอรู้ รู้ว่าเขากำลังคิดถึงเธอ มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้เปิดอ่านข้อความจากอีกฝ่าย แค่เห็นชื่อของเธอ มุมปากเขา มันก็ยิ้มไปเองแล้ว เหมือนรู้ว่าเขาเลิกประชุมแล้ว ทั้ง ๆ เวลาของที่นี่กับประเทศไทยต่างกัน ตอนนี้ที่โน่นคงน่าจะดึกมากแล้วพราวนิชา : กินข้าวหรือยังคะธ
ตอนที่ 15ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่การตื่นนอนขึ้นมาแล้วตัวเองนอนอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายตัวโต ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในห้องตอนไหน แต่พอตื่นเช้ามาเมื่อไรก็เห็นพ่อเจ้าจิ๋วนอนอยู่ข้าง ๆ แล้ว แรก ๆ ก็ไม่ชิน แถมยังตกใจ แต่พอผ่านไปสักพัก ทุกอย่างมันเริ่มกลายเป็นความเคยชินที่มีเขานอนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอบอุ่น นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวอะไร และไม่ต้องเปิดโคมไฟเอาไว้เหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาคู่สวยมองปลายคางของผู้ชายตัวโตนิ่ง เผลอยกนิ้วขึ้นแตะลงบนแก้มของเขาเบา ๆ เหมือนต้องการเช็กอีกครั้ง ว่านี่มันคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นแล้วเหรอ”ดวงตาของคนหลับไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองกันในตอนที่เขาพูด แต่ธารทัพพ์ขยับตัวพลิกไปหาคนตัวเล็กที่นอนอีกฝั่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองคนตัวเล็กที่นอนอยู่ห่างจากเขาแค่เพียงนิด ไม่ได้ใกล้ ไม่ได้ไกล พอให้เขาได้กลิ่นหอมหวานละมุนนั่น“สะ สายแล้วค่ะ”“วันหยุด”จริงสิ วันนี้วันหยุด เธอลืมไปเลย คงเพราะทุก ๆ วันที่เธออยู่ที่นี่ ทุก ๆ วันของเธอ มันก็เหมือน ๆ เดิมเลย แทบไม่ได้ดูว่าวันนี้วันอะไร แต่มีแค่เขาที่ออกไปทำงานทุกวัน และมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม คงเป็นเขา เขาที่กินมื้อเช้ากับเธอก่อนออกไปทำงานทุกวัน







