LOGINเสียงของผู้เป็นแม่เอ่ยออกมาด้วยความอ่อนใจ หรือไม่ก็แฝงไปด้วยความเอือมระอาที่ต้องพูดเรื่องนี้ซ้ำ ๆ จนทำให้ซันเดย์สะอึก จุกอยู่ในใจ แต่เธอยังคงมีสีหน้าราบเรียบเหมือนที่ผ่านมา
เธอมองไปที่ท่านนิ่ง ๆ ก่อนจะหันไปมองอีกคน
ธอร์นมีสีหน้าที่ไม่ต่างจากแม่มากนัก แม้ว่าจะพยายามวางตัวดีตามบุคลิกนักธุรกิจ
พลันมุมปากกระจับก็ยกยิ้มแสดงความเย้ยหยันที่เห็นท่าทีวางมาดของพ่อเลี้ยง ซันเดย์จับเอกสารในมือแน่น
“ไม่มีวันนั้นหรอกค่ะ ยังไงหนูก็ยังจะออกไปทำงานอยู่ดี เงินนั่นแม่อยากให้ก็ให้มา แต่ไม่มีสิทธิ์บังคับให้หนูใช้นะคะ หรือถ้าคิดว่าพอแล้วก็ไม่ต้องโอนมาอีก หนูไม่เคยเรียกร้องมันอยู่แล้ว”
เธอพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่เต็มไปด้วยความมั่นคง มันเป็นแบบนี้มาตลอด หัวข้อเดียวที่เราไม่สามารถตกลงกันได้ เรื่องที่เธอออกไปทำงานไม่ใช่ครั้งแรก
มันเป็นเรื่องที่เราทะเลาะกันมานานกว่า 5 ปี และคงจะเป็นเช่นนี้ต่อไป เพราะไม่มีทางที่เธอจะยอมใช้เงินจำนวนนี้เด็ดขาด
“ใจเย็น ๆ ก่อนที่รัก ซันเดย์ ฉันรู้ว่าเธอไม่อยากพึ่งพาพวกเรา แต่แม่ก็แค่เป็นห่วง เธอควรตั้งใจเรียนแล้วก็ใช้ชีวิตให้ดีนะ” ธอร์นรีบเข้ามาห้ามทัพระหว่างสองแม่ลูก ก่อนที่ความโกรธของพวกเธอจะทวีความรุนแรงจนทำให้ทุกอย่างพังทลาย
เขาโอบไหล่ภรรยาที่พยายามข่มกลั้นความน้อยใจไว้ และมองไปที่ลูกเลี้ยงด้วยสายตาที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเข้าใจดี ว่าเธอคิดยังไง
วัยรุ่นสมัยนี้ต่างมีความคิดเป็นของตัวเองและก็รู้ดี แต่สำหรับซันเดย์ที่หัวรั้นไม่ยอมใคร ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่เขาจะรับมือกับเธอ
‘เสแสร้ง!’ ซันเดย์ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินพ่อเลี้ยงแสร้งทำเป็นใส่ใจนักหนา ทั้งที่ความจริงคงอยากให้เธอไปพ้น ๆ หน้าทุกวัน
แสร้งเอาใจแล้วก็ประเคนสิ่งต่าง ๆ ให้มากมาย เงินทองที่ไหลเข้าบัญชีทุกเดือน ต่อให้ไม่ต้องไปยืนชงกาแฟหรือเสิร์ฟเครื่องดื่มจนขาแข็ง ก็ยังสามารถอยู่เฉย ๆ ได้สบาย ๆ
แต่... เธอกลับไม่ต้องการ! เพราะการให้ที่เต็มไปด้วยความจอมปลอมเหล่านั้นมันก็แค่เศษเงินที่เขาพยายามใช้ซื้อเวลาของแม่ไปจากเธอ และนั่นคือสิ่งที่เธอไม่ต้องการเลยแม้แต่น้อย
“ถ้าคุณคิดว่าการที่หนูออกไปทำงานคือไม่ตั้งใจเรียน คุณคิดผิดแล้วค่ะ การเรียนของหนูไม่เคยทำให้ใครปวดหัว และก็จะไม่มีวันเป็นแบบนั้นด้วย” ซันเดย์เอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น ก่อนจะหยุดแล้วหันไปมองแม่ผู้ให้กำเนิด
กำแพงสูงที่เธอและแม่สร้างขึ้นมาทีละนิด จนไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่ที่ความผูกพันระหว่างคำว่าแม่ลูกเริ่มค่อย ๆ จางหายไป ความน้อยเนื้อต่ำใจในวันที่ต้องการอ้อมกอดแต่ไม่ได้รับ มันสะสมจนกลายเป็นความเฉยชาที่ไม่ต้องการมันอีกต่อไป
“ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะไม่ทำให้แม่ต้องมาลำบากใจเพราะหนูอีก” เสียงของซันเดย์ต่ำและแผ่วเบา ก่อนที่เธอจะหันหลังและเดินออกไป
ทิ้งไว้เพียงสายตาเจ็บปวดของสิรินภา และท่าทีห่างเหินของลูกสาวที่ค่อย ๆ เดินห่างจากไป หมอกดำที่เกาะอยู่ในใจของซันเดย์หนาทึบจนบดบังทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดแล้ว!
ชั้นสองฝั่งในสุด
เสียงไฟเล็ดลอดออกมาจากช่องประตูรำไร บ่งบอกว่าผู้ที่ปลีกตัวออกมานานแล้วยังคงไม่เข้านอน ด้านในห้องที่ตกแต่งในโทนสีเบจน้ำตาลอ่อน มีเพียงโคมไฟสีนวลดวงเล็กที่ส่องใบหน้ารูปไข่ของผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ ซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับข้อมูลที่รุ่นพี่ให้มา
“มหา’ ลัย มิทแทพ ยูนิเวอร์ซิตี้ สถานศึกษาชั้นนำของเมืองไทย ติดอันดับต้นของมหา’ ลัยเอกชนผู้นำด้านความรู้ในสากล...” เธอไล่อ่านรายละเอียดในประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย
เนื้อหาส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากสถานศึกษาทั่วไปมากนัก จึงไม่ได้ให้ความสนใจหรือเจาะลึกถึงเนื้อหาพวกนั้น สิ่งที่สนใจจริง ๆ คือคณะที่รองรับและประสิทธิภาพในการสอนมากกว่า เพราะถ้ามีจุดบอดในส่วนนี้ก็คงต้องล้วงลึกให้ได้
ทว่าจนกระทั่งเวลาล่วงเลยข้ามอีกวันมา ข้อความในเว็บบอร์ดนั้นต่างก็เต็มไปด้วยคำสรรเสริญเยินยอมหาวิทยาลัย แต่เมื่อเลื่อนลงไปอีกหน่อย กลับพบว่ามีแต่พวกบ้าผู้ชายที่เอารูปแอบถ่ายพวกใส่เสื้อช็อปสีแดงลงเต็มไปหมด ไม่ว่าจะที่ไหนก็เหมือนกันไปหมด
‘บ้าผู้ชาย’ ซันเดย์คิดในใจ พลางขมวดคิ้วและถอนหายใจเบา ๆ
เช้าอีกวัน
การใช้ชีวิตของครอบครัวเย็นมักจะมีปากเสียงบ้างในบางวัน แต่เช้าขึ้นมาก็จะถามไถ่กันได้อย่างปกติ เหมือนกับว่าไม่เคยมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจเกิดขึ้น เพียงแต่วันนี้ดูเหมือนจะมีอะไรแปลกไป
ซันเดย์ไม่ได้ออกไปทำงานเลยตามปกติ เธอเลือกนั่งข้างแคลร์ ส่วนผู้เป็นแม่นั่งตรงข้ามกัน ขนมปังทาเนยง่าย ๆ กับนมสดยังคงเตรียมพร้อมในทุก ๆ วันสำหรับลูกสาวเสมอ
แม้ว่าเธอจะไม่ค่อยได้อยู่กินมื้อเช้าร่วมกับพวกเขานัก
สิรินภายิ้มเต็มดวงหน้า ก่อนจะเลื่อนจานขนมปังที่ลูกสาวชอบไปให้ เมื่อชิ้นแรกหมดไป ก็มีชิ้นใหม่เข้ามาแทน
ขนมปังของซันเดย์มีในมือตลอด จนสองแก้มเนียนพองตุ้ยนุ้ย ทำให้ผู้เป็นแม่ถึงกับยิ้มไม่หุบ เหมือนกับย้อนกลับไปในวันเวลาที่ซันเดย์อายุ 8 ขวบ ขนมปังเยอะเท่าไหร่ก็ไม่พอให้เธอกิน
“วันนี้กลับเร็วหรือเปล่า?” สิรินภายิ้มและถามขึ้นเมื่อนมเต็มแก้วของลูกสาวหมดในคราวเดียว
“ค่ะ ที่สนามไม่มีแข่งเลยคิดว่าไม่ได้ไปไหน”
“ดีเลย แล้วช่วงปิดเทอมนอกจากจะทำงานกับเกย์สันแล้ว มีแพลนจะทำอะไรเพิ่มหรือเปล่า เผื่อปีหน้าจะได้ไม่ยุ่งจนเกินไป” สิรินภาถามต่อด้วยความห่วงใย
“ไม่ค่ะ แค่นี้พอแล้ว และคิดว่าจะไม่ทำอะไรด้วยค่ะ”
“จริงใช่ไหม? งั้นก็หางานอะไรทำที่บ้านดีไหมลูก?” ผู้เป็นแม่ถามขึ้นอย่างมีความหวัง
“นั่นสิครับ เราหาอะไรมาทำที่บ้านก็ได้ ถ้าพี่ซันไม่ออกไปไหน ผมจะทำด้วยดีไหมครับแม่?” แคลร์พูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก
“ดีจ้ะ แม่ไม่อยู่ เราสองคนจะได้มีอะไรทำกัน” สิรินภาแสดงความคิดเห็นด้วยความเห็นดีเห็นชอบ
เพียงแต่ซันเดย์ไม่ได้ตอบตกลงในความคิดของคนทั้งสอง เพราะเห็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดีใจของทั้งแคลร์และผู้เป็นแม่ ถ้าพูดอะไรออกไปตอนนี้คงเหมือนกับการดับความหวังของพวกเขา ทำให้ทุกคนหน้าเสียไปอีก
เมื่อถึงเวลาที่ต้องออกมาทำงาน แคลร์ก็ขันอาสาเก็บจานเปล่าไปให้ ซันเดย์มองเด็กคนนี้ที่ยังคงตามติดเธออยู่เสมอ หวังว่าในอนาคตเขาคงจะโตขึ้นได้สักที
เกือบเก้าโมง ซันเดย์ก็มาถึงร้านของรุ่นพี่หนุ่ม และได้เห็นบรรยากาศหวาน ๆ ที่ฟุ้งกระจายเต็มร้าน ฟาเร่เมื่อเห็นแฟนหนุ่มยังไม่ยอมออกห่างจากตัวเอง จึงออกคำสั่งเสียงแข็งว่า ถ้ายังไม่หยุดก็จะไม่ได้เข้าห้อง
หลังจากนั้นรุ่นพี่ของเธอจึงยอมเดินหายเข้าไปหลังร้าน
“ซันเช็ดโต๊ะแล้วก็กวาดร้าน เสร็จแล้วค่อยไปช่วยพี่นะคะ”
“โอเค งั้นพี่ไปดูขนมปังหน่อยว่าทำเสร็จหรือยัง แล้วนี่กินอะไรรองท้องมาหรือยัง?” ฟาเร่ถาม
“ค่ะ กินแล้วที่บ้าน” เธอตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
ฟาเร่เอียงหน้ายิ้มหวานให้รุ่นน้องของแฟนหนุ่ม ชอบที่เห็นซันเดย์ดูสดใสมากกว่ามาในสภาพที่ขอบตาคล้ำ เธอเป็นคนสวยและมีเสน่ห์มาก แต่ชอบชักสีหน้าทำให้พวกหนุ่ม ๆ ทั่วทั้งมหา’ ลัยไม่กล้ามาจีบ
เพราะแค่ย่างกรายเข้าใกล้ก็โดนสายตาแสดงอำนาจแล้ว แบบนี้จะมีใครพาเธอออกมาจากฝันร้ายนั้นได้นะ?
เป็นดังคาด วันนี้ลูกค้าไหลเข้ามานั่งคลายร้อนจนแทบไม่มีเวลาให้พักเลย ซ้ำยังมีมหกรรมลดราคาสินค้าอีก ช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน ทำให้ซันเดย์และเกย์สันต้องปาดเหงื่อกันอย่างหนักเพราะไม่มีโอกาสได้หยุดพักหายใจ
“นึกว่าจะต้องโทรเรียกรถฉุกเฉินมารับพี่ไปโรงพยาบาลซะแล้ว”
ซันเดย์เอ่ยอย่างเหนื่อยหอบ ก่อนจะทรุดตัวลงไปตามผนังสีครีมด้านหลังเมื่อต้องปิดร้านในที่สุด เพราะไม่มีอะไรเหลือให้ขายแล้วส่วนล่างของฟอร์ม
“หึ ดูว่าใครที่ต้องไปโรงพยาบาลกันแน่ ทำงานไม่ดูกำลังตัวเองหรือไง? ไม่ไหวก็ควรพักสิ ฉันไม่ได้กระหายเงินขนาดนั้นนะ ยัยบ้าเอ๊ย!” เกย์สันตำหนิรุ่นน้องเสียงแข็ง
เพราะก่อนหน้านี้แฟนสาวสะกิดเขาหลายครั้ง เมื่อเห็นซันเดย์คอยนวดไหล่ตัวเองซ้ำ ๆ
“อย่ามองกันแบบนั้นสิคะ ซันโอเคมากเลย ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แค่เมื่อยค่ะ” เธอพูดพลางยิ้มให้รุ่นพี่
“โคตรจะดื้อเลยรู้ตัวปะ? ฉันยังปวดหัวขนาดนี้ แล้วใครมันจะไปทนเธอได้กัน” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
ปากกระจับคว่ำลงอย่างไม่ชอบใจ ก่อนที่จะยืดขาออกไปด้านหน้าแล้วผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ
“ใครสนกันล่ะ? อย่างซันน่ะไม่มีใครทนได้อยู่แล้ว และจะไม่ฝืนตัวเองด้วย” เธอบอกเสียงเบา
เกย์สันคร้านที่จะพูดกับคนหัวรั้นแบบนี้ ทำแค่ถอนหายใจและหันไปมองที่ตู้อบเครื่องใหญ่ ไม่ว่าฟาเร่จะอบเท่าไหร่ก็ไม่พอขายสักวัน
“ดูเอกสารนั่นหรือยัง?” เขาเปลี่ยนเรื่องทันที เพราะบรรยากาศมันเงียบเกินไป
“สมัครแล้วค่ะ”
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ก็ไม่มีอะไรให้ต้องลังเลนี่คะ พี่เป็นคนเลือกมาให้ซันเองก็น่าจะรู้คำตอบอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ?” เธอเอี้ยวหน้าหันมาทางเขา หากไม่ใช่เพราะเลือกมาอย่างดีแล้วจะเอามาให้ตั้งแต่แรกทำไม
“ก็... หวังอยู่ลึก ๆ ว่าเธออาจจะเปลี่ยนใจ แล้วจะเอาไงต่อ คิดไว้หรือยัง?” เกย์สันถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมีความหวัง แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความจริงจัง
ขณะที่สบตากับเธอซึ่งแสดงความเด็ดเดี่ยวออกมาอย่างชัดเจน ซันเดย์ไม่แสดงอาการหวาดหวั่นแม้แต่น้อย จนเกย์สันต้องเป็นฝ่ายอ่อนข้อให้เสียเอง
“ถ้าทางนั้นตอบรับ ซันก็คงจะหาบ้านเล็ก ๆ สักหลัง ไม่ไกลจากมหา’ ลัย เวลาไปเรียนจะได้ตื่นสาย ๆ ได้หน่อย”
ตอบพลางยิ้มมุมปากและแจกแจงรายละเอียดในหัวอย่างไม่ทุกข์ร้อนเลยแม้แต่น้อย เธอพูดออกมาเหมือนไม่ได้กังวลอะไรทั้งสิ้น แม้สิ่งที่เอ่ยมานั้นจะไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง และยังไม่รู้เลยว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้างในอนาคต
เกย์สันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับเส้นเลือดที่มันเต้นเป็นจังหวะฮาร์ดคอร์ในร่างกาย ก่อนจะพยายามทำให้ความหงุดหงิดสงบลง เขากลัวว่าถ้าปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไป อาจจะได้ฟาดยัยรุ่นน้องคนนี้สักทีสองทีก่อนที่จะกลับบ้าน
เธอยืนขึ้น หมุนหน้าไปยังผนังห้อง แล้วรูดซิปจากต้นคอลงมาจนถึงช่วงเอว ค่อย ๆ ถอดแขนเสื้อออกทีละข้างอย่างระมัดระวัง รวบแขนเสื้อทั้งสองมัดไว้ที่เอว ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหลัง เมื่อเห็นว่าไลก้าไม่ได้สนใจจึงหันกลับมาเต็มตัวแล้วก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา“นายทำเป็นใช่ไหม”“มาถึงขั้นนี้เธอจะปฏิเสธได้เหรอ?” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลุดออกจากลำคอ ขณะถามคนที่เข้ามายังพื้นที่ส่วนตัว และยังถอดเสื้อจนเหลือแค่เสื้อกล้ามกับชุดนักแข่งครึ่งตัว แล้วมาถามคำนี้?เธอแค่อยากจะอธิบาย เพราะร่างกายมันไม่เหมือนที่เขาคิดไว้“ฉัน…”“หันหลังมา” ไลก้าขัดขึ้นก่อนที่เธอจะได้พูดจบ“อืม” ซันเดย์ตอบรับแล้วหมุนตัวหันหลังให้เขา ยอมทำตามแต่โดยง่าย เพราะส่วนที่เจ็บที่สุดคือไหล่ข้างขวาที่ตึงมาก ๆเธอรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวจากด้านหลัง เขาคงยกกล่องสีขุ่นนั้นไปวางที่อื่นแล้ว ในขณะที่เธอก็เงยหน้ามองผนังห้องที่ประดับด้วยภาพวาดบอดี้รถจากมุมต่าง ๆ มีทั้งด้านหลัง ด้านข้าง และแม้แต่แค่ล้อเขาคงจะชอบพวกมันมาก แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ ในเมื่อสนามแข่งรถก็สร้างขึ้นมาด้วยฝีมือของเขานี่นาแต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็แค่จะทายาให้ไม่ใช
“จ้องพอหรือยัง ฉันจะได้ถอดโม่งนั้นออกให้” ไลก้ายืดตัวขึ้นเมื่อทั้งสองหยุดนิ่งอยู่ในท่านั้นนานหลายวินาที“ฉันถอดเองได้ นายไม่ต้อง!” แขนของซันเดย์ยกขึ้น แต่สะดุดอยู่จังหวะหนึ่งก่อนจะดึงเกาะป้องกันชิ้นสุดท้ายของใบหน้าออกไป ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็กลัวว่าจะไม่ทัน เดี๋ยวคนมือไวจะทำมันเสียก่อนทว่ามันไม่ได้จบแค่นั้น เมื่อจู่ ๆ ร่างของเธอก็ถูกดึงไปอยู่ในวงแขนของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว“ทำอะไรของนาย?” เธอถามด้วยความตกใจ แต่ก็คว้าลำคอแข็งแกร่งเอาไว้แน่น กลิ่นหอมเหมือนไม้แห้งสะอาดทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นแม้จะลดแรงดิ้น แต่เธอไม่อยากให้ตัวเองตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งสนาม“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!”แต่ไลก้าไม่ได้ยอมทำตาม เขาก้าวห่างจากรถไปไม่เท่าไหร่ ก็พบกับแก๊งสิงห์ที่ยืนหอบกันอยู่ตรงหน้า!“วิ่งช้ากันฉิบหาย” เขาสบถ ก่อนจะหันไปมองวิกเตอร์ที่ขยับเข้ามาใกล้“ไหวไหม ให้กูช่วยหรือเปล่า?” วิกเตอร์ถาม เมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อน แต่กลับถูกหยุดด้วยเสียงแข็งของไลก้าเสียก่อน“ไม่ต้อง แล้วหยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องเข้ามาใกล้” เขาสั่งเสียงเย็น พลางหันไปมองเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ ซึ่งต่างเข้าใจสถานการณ์ดียกเว้นแค่วิกเ
อาทิตย์ต่อมาครั้งแรกที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางนักแข่ง ซันเดย์ก็ไม่เคยคิดจะค้นหาคำตอบอีกว่ามีอะไรที่เธอชอบอีกไหม เพราะได้เลือกแล้วว่าการนั่งอยู่หลังพวงมาลัย แล้วมุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็ว คือคำตอบที่ดีที่สุด มันทำให้ความรู้สึกที่มันอัดแน่นอยู่ในหัวใจของเธอเลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยความตื่นเต้นเร้าใจเธอสลัดสิ่งรบกวนที่ทำให้ไขว้เขวทิ้ง และกลับมายืนอยู่ในสนามแข่งขันด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยพลังอีกครั้งดังนั้นก่อนวันแข่งรอบพิเศษเธอจึงขอให้อชิตาลงชื่อเพื่อกลับมาพิสูจน์จุดยืนของตัวเองอีกครั้งต่อให้ไม่มีใครมาเป็นเครื่องยืนยัน เธอก็ยังคงเป็นซันเดย์ เป็นนักแข่งแบบนี้ต่อไปหลังจากทีมงานตรวจเช็กเครื่องยนต์เป็นพิเศษ ซึ่งก็พิเศษมากจริง ๆ พวกเขาทำเหมือนกับว่าลูกรักของเธอเป็นรถ VVIP ที่ต้องดูแลอย่างพิถีพิถันขนาดนั้นระหว่างที่รอเวลาลงสนาม เธอเฝ้ารอเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่พอคิดถึง... ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน“โชคดีที่มาทัน” เสียงหวานที่เอ่ยออกมาคือวีด้านั่นเอง แม้ว่าหลายวันมานี้เราจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันสักเท่าไหร่ แต่ก็มีแค่เจ้าของใบหน้าสวยตรงหน้าคนนี้ที่ทำให้ยิ้มได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะไปสู่รั
กลิ่นไหม้ฉุนจนแสบจมูกฟุ้งกระจาย กลิ่นน้ำมันตลบอบอวลไปทั่วพื้นที่ และประกายไฟที่เกิดขึ้นรอบ ๆ รถที่คว่ำจนไม่เหลือเค้าเดิมเขากับฟาเร่วิ่งสุดฝีเท้าจากริมสนามอีกฝั่งด้วยหัวใจที่เต้นรัว สองเท้าสับถี่จนเหมือนจะลอยได้ แต่กลับยิ่งทำให้พวกเราหายใจไม่ออก เมื่อเห็นภาพในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อยู่ตรงหน้าร่างที่โชกไปด้วยน้ำสีแดงถูกลากออกมาจากซากรถซันเดย์ในเวลานั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นโคม่า ลมหายใจที่รวยรินกับเสียงไอเป็นระยะทำให้เขาควบคุมสติไม่อยู่ ร้อนรนไปหมด ไม่รู้จะต้องทำอะไรก่อนดีฟาเร่ที่นั่งคุกเข่าข้าง ๆ ก็ปล่อยโฮออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้เช่นกันยกเว้นชายหนุ่มคนนั้น เขาเรียกสติของซันเดย์ตลอดเวลา ไม่แตะต้องในส่วนที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเธอ และยังปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง ไม่ข้ามไปแม้แต่จุดเดียวใบหน้าที่นิ่งสงบราวกับรูปปั้นแกะสลัก ไม่แสดงความตื่นกลัวต่อบาดแผลที่เห็นอยู่เบื้องหน้า นอกจากเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมานั้นที่ยืนยันว่าเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่งกระทั่งทีมแพทย์มาถึงและยกซันเดย์ขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพาเธอขึ้นรถเพื่อย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาล พวกเราจึงได้เห็นใบ
“เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วน่า”ไลลาพูดขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ หลังจากการแข่งขันจบลง แต่เพื่อนก็ยังทำหน้าเครียดไม่เปลี่ยน เธอเตือนไปแล้วว่าไลก้าไม่เหมือนคนอื่น ให้เผื่อใจไว้บ้าง เวลาผลมันออกมาเป็นแบบนี้จะได้ไม่ผิดหวังมาก“ไม่ได้ไม่ยอมรับอะไรขนาดนั้น แค่รู้สึกไม่ดี... นิดหน่อย” ซันเดย์ตอบเสียงเรียบขณะเดินเคียงกัน ตอนนี้เธอเปลี่ยนกลับมาอยู่ในชุดลำลองเหมือนเดิม พวกเรากำลังเดินกลับไปยังรถที่ทีมงานเอามาจอดไว้รอด้านนอกสนามหลังจากเขาหลบไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ไลลาก็พูดคำนี้เป็นครั้งที่ร้อย (ออกจะดูเว่อร์ไปหน่อย)และไม่ใช่แค่ไลลา ยังมีอชิตาที่เข้ามาร่วมผสมโรงตอกย้ำความจริงที่ว่า... ไม่มีอะไรต้องเสียใจถ้าคนที่แพ้ให้เป็นไลก้า!“เข้าใจได้ ไม่มีใครจะยินดีที่ตัวเองแพ้หรอก”กึก!มันจะรู้สึกไม่ดีก็ตอนนี้ ซันเดย์คิดในใจ พลางหยุดมองเพื่อนที่หันมายิ้มแหย่ให้ แล้วก็เม้มปากตัวเองเอาไว้แน่น“ฉันขอโทษถ้าทำให้รู้สึกไม่ดี แต่ฉันแค่ไม่อยากให้แกไม่สบายใจแล้วเก็บไปคิดมาก” ไลลาอธิบายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นซันเดย์พยักหน้ารับรู้ถึงความห่วงใยนั้น และไม่รู้จะบอกกับไลลาว่ายังไงดี เพราะเรื่องราวที่มันพัวพัน
เสียงปืนส่งสัญญาณการออกตัว ซันเดย์ดึงสติกลับมาแล้วพุ่งทะยานไปข้างหน้าเหมือนลูกศรที่ไม่มีวันหวนย้อนกลับ เมื่อเข้าสู่รันเวย์แห่งศักดิ์ศรีของความเร็วความฮึกเหิมก็เข้ามาแทนที่ แรงกดดันที่เคยเกาะกุมจิตใจถูกสลัดทิ้งไว้ข้างหลัง เธอมีเพียงเป้าหมายเดียวคือเส้นทางสีดำที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ความกังวลถูกบดขยี้ภายใต้แรงเหยียบของฝ่าเท้าอีกด้านหนึ่งของสนาม ไลก้านักแข่งเท้าไวผู้ไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้! ปลายเท้าใหญ่เหยียบคันเร่งจนมิด ตามสไตล์ดุดันเมื่อเสียงเครื่องยนต์คำรามดังขึ้น นั่นคือการประกาศว่าไม่มีใครสามารถขึ้นนำเขาได้แต่วันนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น...แลมโบกีนี่สีส้มดำของซันเดย์แซงเขาไปเพียงเสี้ยววินาทีราวกับพายุที่ซัดผ่านโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทิ้งไว้เพียงภาพท้ายรถที่ค่อย ๆ ห่างออกไป“ยังเร็วไปเด็กน้อย!” เสียงทุ้มเย็นยะเยือกลอดผ่านริมฝีปากหยักได้รูปภายใต้หมวกนิรภัย น้ำเสียงของเขาไร้ความตื่นเต้น ในขณะที่มีความขบขันมากกว่าความกังวลหรือเสียใจอีกฝั่งหนึ่ง...“หึ! ก็แค่นี้” นัยน์ตาสีน้ำตาลหม่นทอดมองผ่านกระจกด้านข้าง สะท้อนเงาของรถสีเทาที่ค่อย ๆ เลือนหายไปนอกครรลองสายตา รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นโดยไม่รู้ต




![ความลับประธานหม้าย [20+ Soft BDSM]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


