เข้าสู่ระบบเสียงสรรเสริญดังกึกก้องไปทั่วทั้งตำหนัก ข้ารับใช้ต่างก็หลั่งน้ำตาออกมาด้วยความปลื้มปีติ เพราะจากนี้ไปพวกตนที่ตกอยู่ในขุมนรกมาเนิ่นนาน วันนี้คงได้รับการปลดปล่อยแล้ว
“มีพระราชโองการลงไป ปลดฮองเฮาที่ไร้คุณธรรมผู้นั้นให้ไปอยู่ในตำหนักเย็นตั้งแต่วันนี้ ห้ามนางก้าวขาออกมาภายนอกจนกว่านางจะสิ้นอายุขัย ส่วนองค์ชายใหญ่ห้ามออกจากตำหนักของตนจนกว่าจะมีคำสั่งจากเรา”
หลังจากที่มีพระราชโองการออกไป ข่าวเรื่องที่ฮองเฮาถูกปลดไปอยู่ในตำหนักเย็นได้ถูกลือไปทั่วเมืองหลวง อีกทั้งองค์ชายใหญ่ที่เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของนางยังถูกกักบริเวณอยู่ภายในตำหนัก
ทุกคนต่างพูดถึงเรื่องนั้นไม่ขาดปาก แม้แต่นักกวียังนำมาแต่งเป็นเรื่องเล่าในโรงน้ำชา ถึงความผิดของต้วนฮองเฮาที่กระทำต่อข้ารับใช้ในตำหนักของพระนาง
“ต้วนฮองเฮามีความผิดก็จริง แต่องค์ชายใหญ่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดของนางด้วยอย่างนั้นหรือ เหตุใดฮ่องเต้ถึงได้สั่งลงโทษเขา”
หยวนชิงหลิงวางตำราในมือที่กำลังอ่านลง หลังจากได้ฟังเซี่ยหวายอีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงเมื่อวานนี้
“แม้ยังไม่มีหลักฐานแต่ฝ่าบาทก็มิใช่คนโง่ เรื่องที่เขาร่วมมือกับองค์ชายห้าแคว้นฉินข้าก็ได้กราบทูลไปแล้ว อยู่ที่พระองค์แล้วว่าจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป ตอนนี้ก็ได้รู้ชัดแล้วว่าพระองค์ทรงเชื่อเรื่องที่เจ้าเล่าให้ข้าฟัง ถึงได้สั่งกักตัวเขาเอาไว้ภายในตำหนักเพื่อจับตาดู จากนี้ก็เป็นหน้าที่ของข้าที่ต้องออกค้นหาแหล่งกบดานที่เขาใช้ซ่องสุมกำลังคน หลังจากที่หนีออกมาจากหุบเขาแห่งนั้น”
หยวนชิงหลิงพยักหน้า ก่อนที่จะเลียบๆ เคียงๆ ถามร่างสูงที่กำลังก้มหน้าทำงาน
“แล้ว...เรื่องครอบครัวของข้าเล่า ท่านอ๋องได้ข่าวจากคนของท่านบ้างหรือไม่ ข้าไม่ได้จะเร่งรัดนะ แต่ว่านานแล้วที่ไม่ได้ข่าวจากทางนั้น”
เซี่ยหวายอีวางพู่กันที่อยู่ในมือลง ก่อนจะกวักมือเรียกให้นางเข้ามาหาตน หยวนชิงหลิงเองก็ทำตามที่เขาสั่งอย่างว่าง่าย ร่างสูงรวบตัวของนางเข้ามาในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ก่อนจะกอดนางเอาไว้ เรื่องนี้ความจริงเขาไม่คิดที่จะบอกนางเพราะกลัวว่านางจะเสียใจ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ความจริงย่อมเป็นความจริง ต่อให้ปิดบังแค่ไหนสักวันนางคงต้องรู้แน่
“เฉิงอ๋องผู้นั้นมีสนมชายามากมายที่ซ่อนเอาไว้ภายในตำหนัก แม้เขาจะมิได้แต่งตั้งพวกนางออกหน้าออกตา แต่ก็ถือว่าเป็นคนของเขา และครอบครัวของเจ้าถูกย้ายออกจากจวนเฉิงอ๋องไปเมื่อเดือนก่อน เพราะท่านแม่ของเจ้าไม่ยินยอมแต่งให้เขา ตอนนี้พวกเขาได้รับการดูแลจากคนของข้าอย่างลับๆ แต่อีกไม่นานเฉิงอ๋องจะต้องรู้สึกระแคะระคายเรื่องนี้แน่ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงนะหลิงเอ๋อ ข้าได้ส่งคนไปแอบช่วยพวกนางออกมาจากที่นั่นแล้ว และอย่าได้คิดตำหนิตนเองในเรื่องที่เจ้ากระทำลงไป ถึงอย่างไรที่เจ้าไปทำทั้งหมดนั้นก็เพื่อความปลอดภัยของพวกเขา คนในครอบครัวของเจ้าจะต้องเข้าใจแน่”
หยวนชิงหลิงไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน นางทำพลาดอย่างใหญ่หลวง ไม่รู้ว่าตอนนั้นนางไปเอาความมั่นใจเหล่านั้นมาจากที่ใด ที่คิดว่าที่เฉิงอ๋องไม่ยอมแต่งงานเป็นเพราะยังรักท่านแม่ของนางอยู่ ทั้งหมดเป็นเพียงการแสดงของเขา ที่ต้องการตบตาเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างนางเท่านั้น บางทีเขาอาจเป็นคนวางแผนเรื่องทั้งหมดก็เป็นได้ และองค์ชายห้าก็เป็นแค่เพียงหมากตัวหนึ่งของเขา
“ขอบคุณท่านอ๋องที่คอยช่วยเหลือข้ามาตลอด ข้าไม่มีสิ่งใดตอบแทน นอกจากความจงรักภักดีที่ข้ามีต่อท่าน”
หยวนชิงหลิงในยามนี้ไม่ต่างจากคนที่กำลังจมน้ำ แล้วมีขอนไม้ใหญ่ลอยมาให้นางเกาะเพื่อให้รอดตาย และขอนไม้นั้นก็มีชื่อว่าเซี่ยหวายอี แม้นางจะยังไม่มั่นใจว่าตัวนางนั้นมีใจต่อเขาหรือไม่ แต่นางมั่นใจว่าตนเองนั้นไว้ใจและเชื่อใจเขายิ่งว่าบุรุษทุกคนที่เข้ามาในชีวิตของนาง ไม่อย่างนั้นหยวนชิงหลิงคงไม่ปล่อยให้เขาแตะเนื้อต้องตัวนาง ทั้งที่องค์ชายห้าไม่เคยได้ทำเช่นนี้มาก่อน
“เจ้าไม่ต้องตอบแทนสิ่งใดข้า เพราะที่ข้าทำเพื่อเจ้าทั้งหมดนั้นเป็นความพอใจของข้าเอง ขอเพียงเจ้าอยู่ข้างกายข้าเช่นนี้ไปเรื่อยๆ อย่าจากข้าไปที่ใดเพียงเท่านี้ข้าก็พอใจแล้ว”
สองร่างตระกองกอดกันอยู่ภายในห้องหนังสือในเรือนของจิ้นอ๋อง ปล่อยความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นให้เป็นเรื่องของอนาคต
เพล้ง!!!
“สารเลวเอ๊ย!!! หรือว่าเสด็จพ่อไปรู้ระแคะระคายเรื่องใดมา ถึงได้สั่งลงโทษข้าเช่นนี้”
องค์ชายใหญ่กวาดของมีค่าที่อยู่ใกล้มือลงจากโต๊ะด้วยความหัวเสีย เขาไม่เข้าร่วมว่าราชการในท้องพระโรงแค่เพียงไม่กี่วันเหตุใดเรื่องราวถึงได้บานปลายออกไปจนไม่สามารถควบคุมได้เช่นนี้ หรือว่าจะเป็นเจ้านั่นที่คอยพูดยุยงเสด็จพ่อให้ชิงชังเขา
“ข้าจะมัวมานั่งสบายใจอยู่ในตำหนักเช่นนี้ไม่ได้ ส่งสารออกไปให้คนของเราเตรียมตัวเอาไว้ ในเมื่อเสด็จพ่อไม่เห็นข้าเป็นลูก เช่นนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าพระองค์เช่นกัน”
องค์ชายใหญ่เอ่ยออกมาด้วยดวงตาวาวโรจน์ ประดุจเสือร้ายที่กำลังรอคอยขย้ำคอหอยของเหยื่อที่มันหมายตาเอาไว้
ทางด้านสายลับที่เซี่ยหวายอีวางเอาไว้ที่เฉิงโจวก็ส่งสารลับมายังจวนจิ้นอ๋องอย่างเร่งด่วน เมื่อเฉิงอ๋องเริ่มระดมกำลังทหารของเขา ราวกับว่ากำลังเตรียมทำศึกใหญ่อย่างไรอย่างนั้น หลังจากที่ได้รับสารนั้นมาชายหนุ่มก็รีบตรงดิ่งเข้าไปในวังเพื่อกราบทูลฮ่องเต้ทันที
“เจ้าคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับองค์ชายใหญ่หรือไม่ ที่เขาทำเช่นนี้เป็นเพราะข้าสั่งลงโทษเขาอย่างนั้นหรือ”
เซี่ยวหวายอีถอนหายใจออกมาอย่างหนักใจ เดิมทีเขาก็เป็นคนที่พูดน้อยอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นผู้เป็นลุงที่มีท่าทีเศร้าเสียใจเพราะบุตรชายที่เป็นดั่งสายเลือดของตน ทรยศต่อบ้านเกิดเมืองนอนไปเข้ากับศัตรูเช่นนี้ เขาไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยปลอบใจเช่นไรดี
“เรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐาน บางทีที่เฉิงอ๋องระดมกำลังทหาร อาจเป็นเพราะต้องการชิงบัลลังก์จากฮ่องเต้ฉินก็เป็นได้นะพ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้ฝ่าบาทปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระหม่อมเถิด หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด อีกไม่นานพวกเราคงได้รู้แน่”
หลังจากที่เซี่ยหวายอีหารือเรื่องต่างๆ ภายในห้องทรงงานกับฮ่องเต้เสร็จแล้ว เขาก็รีบออกจากวังหลวงเพื่อบอกเรื่องนี้ให้หยวนชิงหลิงฟัง เพราะเวลานี้เฉิงอ๋องได้ปิดเส้นทางเข้าออกชายแดนแคว้นฉินเอาไว้หมดแล้ว ทำให้ครอบครัวของนางยังไม่สามารถหนีออกมาจากที่นั่นได้
เรื่องการระดมกำลังของเฉิงอ๋องได้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือภายในท้องพระโรง ฮ่องเต้จึงมีพระราชโองการสั่งให้จิ้นอ๋องนำกองทหารไปตรึงกำลังเอาไว้ที่ชายแดน เพราะพระองค์เกรงว่าแคว้นฉินจะเล่นไม่ซื่อทั้งที่ทั้งสองแคว้นลงนามในสัญญาสงบศึกกันไปแล้ว
“ท่านให้ข้าตามไปด้วยได้หรือไม่”
หยวนชิงหลิงเอ่ยถามเซี่ยหวายอีในระหว่างที่กำลังช่วยเขาสวมชุดเกราะ เพราะวันนี้เป็นวันที่กองทัพจะต้องออกเดินทางไปยังชายแดนตามคำสั่งของฮ่องเต้ ร่างสูงที่เห็นใบหน้างามแสดงอาการไม่สบายใจเช่นนั้นออกมา เขาจึงหันกลับไปจับมือของนางเอาไว้
“อ่า!!!ยอดรัก แบบนั้นและ ข้าต้องการแบบนั้น ดันมันเข้ามาอีก แรงกว่านี้ ลึกกว่านี้”เสียงหวานเอ่ยขอร้องด้วยความต้องการที่พุ่งขึ้นสุดขีด เซี่ยหวายอีเองก็ไม่ยอมปล่อยให้นางต้องรอนาน เขากระแทกลงไปแรงๆ ถี่รัว เสียงดัง ปัก ปัก เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังอยู่เป็นนาน กว่าที่สองร่างจะสะท้านเฮือกขึ้นพร้อมกัน หยวนชิงหลิงแตะถึงจุดสุดยอดก่อน นางบีบรัดเขาจนเซี่ยหวายอีทนไม่ไหว จำต้องปลดปล่อยความต้องการของตนเองเข้าไปในกายนนางเต็มที่ทุกหยาดหยด“อ่า!!!ที่รักข้าแตกแล้ว เสร็จแล้ว ข้าเสร็จภายในกายของเจ้าแล้ว”ร่างสูงฟุบหน้าลงไปบนลำคอขาวผ่องของนาง ทั้งที่ยังมิได้ถอดถอนความเป็นชายออกไป นางรู้สึกได้ว่ามันกำลังกระตุกอยู่ภายใน ความเสียวกระสันที่พึ่งผ่านไปมันได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง สองร่างที่พึ่งสงบศึกไปได้ไม่นาน ได้เริ่มก่อสงครามวสันต์ขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้ง จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่ได้มาเยือนหยวนชิงหลิงตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดเมื่อยไปทั้งกาย ช่างแตกต่างจากอีกคนที่ยังคงมีเรี่ยวแรงเต็มกำลัง เหมือนพึ่งได้รับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจ“ท่านรังแกข้ามาทั้งคืนแล้ว ต่อจากนี้ต้องดูแลปรนนิบัติรับใช้ข้าอย่างที่พูดด้วย”เซี่ยหวายอีกดจู
“เช่นนั้นให้ข้าปรนนิบัติเจ้าดีหรือไม่ ฮูหยิน”หยวนชิงหลิงไม่คิดว่าตนเองจะมาได้ยินคำพูดเช่นนี้ออกมาจากปากของเขา ใบหน้างามที่ยามนี้ไร้เครื่องประทินโฉมมันช่างงดงามเกลี้ยงเกลาดูสะอาดตาไม่ต่างจากเด็กทารก ดวงตาคมของเซี่ยหวายอีที่มองอยู่นั้นอดที่จะกดจูบไปที่แก้มของนางมิได้“ฮูหยิน วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าเป็นของข้าอย่างสมบูรณ์”ก่อนงานแต่งงานหลายวัน เขาได้สอบถามและศึกษาเรื่องบนเตียงมาจากสหายร่วมรบมาแล้ว เกี่ยวกับการทำให้สตรีมีความสุขในคืนเข้าหอ ร่างสูงค่อยๆ แทะเล็มริมฝีปากอวบอิ่มของนางช้าๆ มือสองข้างที่ยังว่างอยู่ก็ไม่หยุดนิ่ง เขาสัมผัสนางไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย แม้เวลานี้ทั้งสองจะสวมใส่อาภรณ์แต่ก็ยังรับรู้ถึงสัมผัสของกันและกันได้ความรู้สึกแปลกใหม่ที่นางได้รับในเวลานี้ช่างแตกต่างจากที่ผ่านมาที่เขาเคยสัมผัสนางอย่างสิ้นเชิง ท้องน้อยของนางในเวลานี้มันเหมือนกับมีบางอย่างขมวดเข้าหากันจากนั้นจึงคลายออก ทุกการสัมผัสจากเขามันทำให้ข่นอ่อนในกายนางพร้อมใจกันลุกชูชันขึ้นลิ้นร้อนของเซี่ยหวายอีเริ่มรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของหยวนชิงหลิง ร่างสูงสอดลิ้นหนาเข้าไปในปากของนางเกี่ยวกระหวัดรัดรึงลิ้นนุ่มหยุ่นอย่างเชื่อ
“ทุกอย่างเป็นเพราะความโลภในอำนาจของท่านมากกว่า อย่าได้มากความเลย มาสู้กันให้รู้แพ้ชนะเสียแต่วันนี้ หากข้าหยวนชิงหลิงพ่ายแพ้และจะต้องตาย ข้าก็จะไม่มีวันเสียใจต่อสิ่งที่ข้าได้เลือก”การต่อสู้อย่างดุเดือดของทั้งสองยังคงดำเนินต่อไป แม้หยวนชิงหลิงจะมีสรีระที่เป็นรอง แต่กำลังของนางกลับมีมากล้นจนน่าเหลือเชื่อ ทุกครั้งที่ง้าวของนางฟันลงไป ฉินฮ่องเต้แทบจะทนรับแรงของนางไม่ไหว“เจ้า!!...เจ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร!! เจ้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอเท่านั้น เหตุใดถึงมีพละกำลังที่เหนือกว่าข้า จงบอกมา”หยวนชิงหลิงยกยิ้มภายใต้หมวกเหล็กสีดำ ก่อนเอ่ยออกมาเสียงดัง แต่เสียงของนางกลับไม่เหมือนเสียงของนาง เพราะมันมีหลายเสียงดังประสานกันขึ้น“เพราะบรรพบุรุษซวนหยวนของข้าอย่างไรเล่า พวกเขาจะคอยอยู่เคียงข้าเสมอ ไม่ว่าข้าจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งมากกว่าเพียงใดก็ตาม จงรับผลกรรมที่กระทำมาทั้งหมดเสียเถิด ข้าผู้นี้จะเป็นคนลงโทษเจ้าเอง”หยวนชิงหลิงฟันง้าวในมือลงไปอีกครั้งจนสุดแรง ในที่สุดทวนของฉินฮ่องเต้ก็ทนรับแรงนั้นไม่ไหว มันถูกฟันหักออกเป็นสองท่อน และตั้งแต่หัวไหล่ลงไปจนถึงกลางอกของเขา ถูกฟันทะลุชุดเกราะจนสะพายแล่
“เจ้าจงนำสารนี้ไปบอกแก่ผู้นำทัพคนต่อไปของพวกเจ้าซะ ข้าจิ้นอ๋องจะรออยู่ที่นี่ หากไม่ยอมแพ้พวกเขาจะมีจุดจบไม่ต่างจากหลี่ฮั่งชาง แต่ถ้ายอมแพ้ก็จะมีเพียงคนผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องถูกสังหาร”เอ่ยจบร่างสูงก็กระโดดขึ้นหลังม้า ก่อนจะควบกลับเข้าเมืองจิ่งโจวไป ทิ้งความวุ่นวายโกลาหลเอาไว้เบื้องหลังหยวนชิงหลิงที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพมานานนับเดือน เวลานี้นางได้รู้แล้วว่ามีใครบ้างที่อยู่คนละฝั่งกับหลี่ฮั่งชาง และมีใครบ้างที่หักหลังบิดาของนางในตอนนั้น ใบหน้างามข่มความโกรธแค้นเอาไว้ในส่วนลึก เพราะยังไม่ถึงเวลาที่น่าจะเปิดเผยตัวตอนนี้นางวางแผนที่จะปลุกปั่นให้พวกเขาแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย ผู้ที่ไม่คิดยอมแพ้เหล่านั้นต่างก็นำทัพออกไปต่อสู้กับจิ้นอ๋องในสนามรบ สุดท้ายจุดจบของพวกเขาล้วนไม่ต่างกันทหารสามแสนนายในกองทัพเวลานี้เหลือไม่ถึงครึ่ง เพราะการกระทำที่แสนอวดดีของพวกเขา คิดว่าตนเองมีพันธมิตรจากต่างแคว้นแล้วจะสามารถหยิ่งผยองได้ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว แม่ทัพแคว้นฉินสามคนถูกตัดหัวแขวนประจานเอาไว้ที่ประตูเมือง สร้างความหวาดกลัวแก่กองทัพฉินยิ่งนัก“บังอาจนัก!! เจ้าเด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นั้น กล้ามาอวดดีก
“พวกเราชาวเฉิงโจว ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับสงครามที่ฮ่องเต้ชั่วนั่นก่อขึ้นหรอก ไปเสียได้ก็ดีที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าเมือง เขาอยู่ที่นี่ก็เอาแต่กดขี่ชาวบ้านบังคับให้ขุดภูเขา แต่กลับไม่บอกว่าขุดหาอะไร ก่อนหน้านี้ก็เกิดการต่อสู้ขึ้นที่หุบเขาหินนั่น จิ้นอ๋องสังหารอะไร ตอนนั้นข้าไปตรวจดูสภาพของที่นั่นเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต เป็นพวกเขาที่สังหารกันเอง ไม่มีร่องรอยของผู้บุกรุกเลยสักนิด อีกทั้งคนที่หนีรอดมาจากที่นั่นก็พูดเหมือนกันว่า คนของเฉิงอ๋องจู่โจมคนขององค์ชายห้า ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนถึงเช้า และองค์ชายห้าได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับมา เป็นข้าที่รักษาให้เขาจนรอดมาได้”หยวนชิงหลิงกระจ่างแล้วว่าเสียงต่อสู้ในคืนนั้นคืออะไร ตอนนั้นคนขององค์ชายห้าช่างมาได้เหมาะเจาะตรงเวลาเสียจริง“ท่านหมอ ท่านแน่ใจหรือขอรับ วันเวลาท่านได้บันทึกเอาไว้หรือไม่”“วะ!!! เจ้าหนุ่มนี่ ข้าเป็นหมอมายี่สิบปี ข้าบันทึกทุกอย่างเอาไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด ถ้าหากเจ้าไม่เชื่อข้าจะเอาให้เจ้าดูก็ได้ เจ้าคนที่รอดชีวิตมาในตอนนั้น ข้าเองก็รักษาเขาจนหายดีแล้ว”หยวนชิงหลิงยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม นางลุกขึ้นจับแขนของท่านหมอเขย่าเบาๆ ก่อนจะเอ่ย
หลายครั้งที่เขาเองก็ถูกฟันและถูกแทง มีเพียงเสียงดังเคร้ง!! ขึ้นเท่านั้น แต่ร่างกายของเขากลับไม่รู้สึกว่าตนเองได้รับบาดเจ็บที่ใดเลย คนตระกูลซวนหยวนช่างเก่งกาจยิ่งนัก ที่สามารถสร้างอาวุธที่แข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัวพวกนี้ขึ้นมาได้ เขาเองก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากพวกมันไปตกอยู่ในกำมือของจอมทรราชที่บ้าอำนาจ แผ่นดินจะลุกเป็นไฟเช่นไรหนึ่งชั่วยามต่อมา เสียงการต่อสู้ได้เงียบลงหรือจะพูดให้ถูกคือการสังหารอยู่ฝ่ายเดียว ศพที่ไม่สมประกอบกระจุยกระจายเกลื่อนพื้นดิน ไม่มีร่างไหนที่ยังอยู่ครบสมบูรณ์เลยสักร่าง เลือดสดๆ ไหลเจิ่งนองเต็มพื้นดิน เหมือนสายฝนที่พึ่งหยุดตกไปได้ไม่นานเซี่ยหวายอีหลับตาลงสักพักก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนตระกูลซวนหยวนถึงได้พ่ายแพ้ในการสู้รบ ทั้งที่พวกเขามีอาวุธชั้นดีอยู่ในมือ ก่อนหน้านี้เขาได้ฟังเรื่องราวเพียงคร่าวๆ เท่านั้น สงสัยหลังเสร็จจากศึกในครั้งนี้คงต้องขออ่านบันทึกม้วนนั้นของตระกูลซวนหยวนจากหยวนชิงหลิงเสียแล้วร่างสูงเดินไปยังม้าที่วิ่งเตลิดเพราะการต่อสู้ไปไม่ไกล ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังของมัน จากนั้นเร่งควบไปยังเส้นทางเมืองจิ่งโจว สถานที่ที่จะต้องสะสางและยุ
“ท่านหญิงลู่จิว จิ้นอ๋องมารับท่านแล้วเตรียมตัวเสร็จหรือยังขอรับ”นางกำนัลปักปิ่นมุกบนมวยผมให้นางเป็นอันสุดท้าย ก่อนจะตรวจตราความเรียบร้อย จากนั้นจึงเอ่ยชมความงดงามของนางอีกหลายคำ หยวนชิงหลิงเกรงว่าเซี่ยหวายอีจะรอนาน นางจึงรีบเปิดประตูเพื่อออกไปพบเขา“คารวะจิ้นอ๋อง ขออภัยที่ทำให้ท่านต้องรอนาน ข้าแต่
“เอาเถอะ เรื่องนี้เราจะไม่ยุ่งปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าก็แล้วกัน ส่วนเรื่องสารลับที่เจ้าส่งมาก่อนหน้านี้นั้น สืบมาอย่างกระจ่างแล้วใช่หรือไม่”ฮ่องเต้ที่เคยเอ่ยเย้าแหย่หลานชาย กลับมามีท่าทีจริงจังอีกครั้ง เมื่อเอ่ยถึงสารลับที่เซี่ยหวายอีส่งมาก่อนที่เขาจะเคลื่อนทัพกลับมายังเมืองหลวง“แม้ในยามนี้ จะส
แม้หยวนชิงหลิงจะรู้ว่าที่บิดาของตนต้องสิ้นชีพไป มิได้เป็นเพราะฝีมือของคนแคว้นเซี่ย แต่เป็นเพราะความโลภในอำนาจของคนแคว้นฉินที่พวกเขาตระกูลหยวนใช้เลือดเนื้อเพื่อปกป้อง แต่เมื่อได้ยินพวกเขาเอ่ยถึงบิดาของตนเช่นนั้น นางก็รู้สึกไม่พอใจยิ่งนักดูเหมือนเซี่ยหวายอีจะเข้าใจความรู้สึกของนาง ที่ต้องมาทนฟังเรื่
เซี่ยหวายอีถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เดิมทีเขาก็กำลังคิดที่จะบอกนางอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะถูกนางสงสัยก่อนเสียได้ เห็นทีการแปลงโฉมของเขาคงจะใช้ไม่ได้กับนาง หรือบางทีอาจเป็นเขาที่ไร้ความสามารถเอง เซี่ยหวายอีหยิบหน้ากากที่วางอยู่บนโต๊ะมายื่นให้กับนาง“ข้าคือจิ้นอ๋องแห่งแคว้นเซี่ย”หยวนชิงหลิงชี้ไปที่ใบหน้







