LOGIN“อืม...ข้าจะรับข้อเสนอของเจ้า”
คำตอบรับที่สั้นกระชับจากโอษฐ์ขององค์รัชทายาททำให้อากาศอันตึงเครียดในระเบียงหินผ่อนคลายลง ทว่าแววตาคมกริบของ ‘จูเซวียนหรง’ กลับไม่ได้มีแววแห่งความลุ่มหลงหรือเชื่อใจอยู่เลยแม้แต่น้อย ในใจของพระองค์ยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย สตรีผู้นี้กะล่อนพลิกแพลงเกินกว่าจะเป็นคุณหนูในห้องหอธรรมดา การแกล้งปล่อยให้นางก้าวขาออกไปค้าขายตามใจคิด ย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการหลอกล่อให้สายลับผู้นี้เผยหางออกมาเอง
เมื่อความกดดันเรื่องคอขาดบาดตายผ่านพ้นไป มัสยาในร่างของ ‘เสิ่นเมี่ยวหลิง’ ก็พลันได้ยินเสียงหนึ่งดังก้องประท้วงขึ้นมาจากช่องท้อง
จ๊อกกกกก...
เสียงท้องร้องครวญครางยาวเหยียดทำเอาเมี่ยวหลิงหน้าร้อนผ่าว เธอเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองทะลุมิติข้ามภพข้ามชาติมาได้หลายชั่วโมงแล้ว และตั้งแต่ช่วงบ่ายที่เดินสายสมัครงานในโลกปัจจุบันจนโดนชาร์จตกน้ำเจ้าพระยา เธอยังไม่มีข้าวตกถึงท้องเลยสักเม็ด! ความหิวโหยที่ตีตื้นขึ้นมาทำให้ความเข้มแข็งเริ่มสั่นคลอน พลันในหัวก็นึกถึงใบหน้าของ ‘กล้วยตาก’ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวขึ้นมาจับใจ
‘ป่านนี้ยัยตากคงร้องไห้ขี้มูกโป่ง วิ่งตามหาฉันทั่วริมแม่น้ำแล้วแน่ๆ...แกอย่าเพิ่งเป็นอะไรนะเว้ย ฉันยังไม่ตาย แค่ฉันกำลังติดคุกโบราณอยู่!’ เมี่ยวหลิงคิดในใจอย่างเศร้าสร้อย
จูเซวียนหรงเหลือบสายตามองสภาพของสตรีตรงหน้าที่ทั้งเนื้อทั้งตัวมอมแมมไปด้วยคราบดินคราบน้ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง พระองค์จึงหันไปสั่งข้ารับใช้หญิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“พวกเจ้า ไปหาข้าวปลาอาหารมาให้นางกินเสีย แล้วพานางไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ สภาพเลอะเทอะเยี่ยงนี้ดูไม่ได้เลย”
.
.
ไม่นานนัก...สำรับอาหารจีนแบบโบราณก็ถูกยกเข้ามาวางตรงหน้า เมี่ยวหลิงไม่รอช้าและไม่รักษาภาพพจน์กุลสตรีใดๆ ทั้งสิ้น เธอลงมือกวาดอาหารทุกอย่างเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย เคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มพองโตราวกับกระรอกกักตุนเสบียงเพื่อเตรียมตุนพลังงานไว้ใช้สำหรับการหนี สาวใช้สองคนที่ยืนปรนนิบัติอยู่ด้านข้างได้แต่มองหน้ากันด้วยความฉงนปนสงสัยในกิริยาอันไร้ซึ่งความสำรวมนั้น
“มองอะไรกันเหรอพี่สาว? หน้าข้ามีอะไรติดอยู่เหรอ?”
เมี่ยวหลิงถามเสียงอู้อี้พลางใช้หลังมือเช็ดปาก
“เปล่าเจ้าค่ะคุณหนู...เพียงแต่พวกข้าไม่เคยเห็นคุณหนูตระกูลใดพูดจาและมีท่าทางแปลกประหลาดเช่นท่านมาก่อนเลยเจ้าค่ะ” สาวใช้คนหนึ่งเอ่ยเสียงแผ่วเบา
เมี่ยวหลิงเลิกคิ้วสูง หัวเราะหึๆ ในลำคอ
“แปลกตรงไหนล่ะพี่สาว? ข้าก็มีหู ตา จมูก ปาก หน้าตาเหมือนคนปกติทั่วไปนั่นแหละ ไม่ได้มีสามหัวเหลียวหลังซะหน่อย”
คำประชดประชันสไตล์สาวเมืองกรุงยิ่งทำให้เหล่าสาวใช้พากันมึนงงหนักขึ้นไปอีก
.
.
หลังจากอิ่มหนำสำราญตุนพลังงานไว้เรียบร้อย เมี่ยวหลิงก็ถูกพาตัวไปยังห้องสรงน้ำอุ่นที่โรยด้วยกลีบดอกไม้ สาวใช้ช่วยกันปรนนิบัติขัดผิวให้เธออย่างเบามือ ทว่าเมื่อคราบโคลนตมและฝุ่นละอองถูกชะล้างออกไปจนหมด สตรีที่จมน้ำจนเกือบตายกลับเผยความงามอันน่าตกตะลึงออกมา
“คุณหนูเสิ่นช่างมีผิวพรรณที่นวลเนียนละเอียดลออยิ่งนัก ผุดผ่องอมชมพูราวกับเนื้อหยกชั้นเลิศ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนธรรมดาหรือพวกทาสรับใช้เลยเจ้าค่ะ” สาวใช้เอ่ยชมจากใจจริง
คำป้อยอนั้นทำให้เมี่ยวหลิงเริ่มสะดุดใจ ตั้งแต่มาอยู่ในร่างนี้เธอยังไม่เคยเห็นหน้าตาตัวเองแบบชัดๆ เลยสักครั้ง ด้วยความอยากรู้เธอจึงรีบเอ่ยปากขอสิ่งที่ต้องการทันที
“พี่สาว...ขอกระจกให้ข้าส่องดูตัวเองหน่อยได้ไหม?”
เมื่อกระจกทองเหลืองบานโตถูกยกมาตั้งตรงหน้า มัสยาในร่างเสิ่นเมี่ยวหลิงก็ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงกับเงาสะท้อนที่ปรากฏตรงหน้า!
“เฮ้ย...นี่มัน...”
เมี่ยวหลิงอุทานเสียงหลง มือบางลูบไล้ไปตามโครงหน้าเรียวเล็ก จมูกโด่งรั้นพองาม และริมฝีปากอวบอิ่มราวกับผลเชอร์รี่สุก ใบหน้านี้งดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด และมีเค้าโครงเหมือนเธอราวกับฝาแฝด และที่สำคัญ...มันเหมือนกับ องค์หญิงในซีรีส์จีนโบราณฟอร์มยักษ์ ที่เธอเคยเปิดดูแก้เครียดตอนตกงานไม่มีผิดเพี้ยน!
‘โอ้โห...ยัยมัสสู้ชีวิตในร่างเดิมหน้าโทรมเพราะนอนดึก ส่องกระจกทีไรนึกว่าซอมบี้ แต่ร่างนี้มันนางฟ้าชัดๆ! ทะลุมิติมารับเคราะห์ทั้งที โชคชะตายังปรานียัดความสวยระดับล่มเมืองมาให้แฮะ!’
หลังจากตะลึงกับความงามของตัวเอง สาวใช้ก็เริ่มลงมือปรนนิบัติแต่งตัวให้เธออย่างพิถีพิถัน พวกนางเลือกชุดไหมโบราณชั้นดีมาสวมใส่ให้ เมี่ยวหลิงอยู่ในชุดเสื้อตัวบนคู่กับกระโปรงจีบม้า (Ma Mian Qun) สีฟ้าครามปักลวดลายดอกไม้ด้วยดิ้นเงินระยิบระยับ แขนเสื้อทรงปี่พาทย์ทิ้งตัวลงอย่างอ่อนช้อย เส้นผมสีดำขลับที่เคยยุ่งเหยิงถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นหยกขาวเรียบหรู คลุมทับไหล่ด้วยปกเสื้อเมฆา (Yun Jian) สลวย
เมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จสิ้น เสิ่นเมี่ยวหลิงก็ก้าวเดินออกมาจากหลังม่านกั้นห้องอาบน้ำ
กริ๊ก...กริ๊ก... เสียงเครื่องประดับหยกกระทบกันเบาๆ
ทันทีที่ร่างของเธอปรากฏสู่สายตา เหล่าองค์รักษ์เกราะดำที่ยืนเฝ้าเวรยามอยู่รอบนอกและสาวใช้คนอื่นๆ ในตำหนักต่างพากันชะงักกึกไปตามๆ กัน บรรยากาศรอบข้างคล้ายจะหยุดหมุน ทุกคนเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ตกตะลึงในความงดงามราวกับเทพธิดาจำแลงกายลงมาของคุณหนูเสิ่นที่เพิ่งกระโดดหน้าต่างเมื่อครู่
ในจังหวะนั้นเอง ฝีเท้าหนักๆ ของจูเซวียนหรงที่กำลังเดินกลับเข้ามาในห้องเพื่อเตรียมจะซักไซ้ไล่เลียงต่อก็ต้องหยุดชะงักลงที่หน้าประตู
นัยน์ตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวที่มักจะฉายแววดุดันและเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจ พลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย อารมณ์ดิบและความเย็นชาในใจดิ่งวูบหายไปชั่วขณะเมื่อได้ยลโฉมสตรีตรงหน้า
“...”
จูเซวียนหรงจ้องมองเรือนร่างระหง ผิวนวลเนียนผุดผ่องอมชมพูที่บัดนี้ถูกขับเน้นด้วยเครื่องแต่งกายงดงามสมฐานะ ดวงตาคู่คมสั่นไหวด้วยความตกตะลึงที่พระองค์เองก็ยังไม่รู้ตัว
‘นาง...งดงามถึงเพียงนี้เชียวหรือ’
องค์รัชทายาททรงดำริในพระทัย พยายามดึงสติที่หลุดลอยให้กลับคืนมาอย่างยากลำบาก
ขณะที่คนทั้งตำหนักตกอยู่ในภวังค์ความงาม เมี่ยวหลิงกลับทำลายความโรแมนติกนั้นลงราบคาบด้วยการยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ แล้วยิ้มร่าออกมาตามสไตล์เธอ
“เป็นไงล่ะทุกคน...ชุดนี้สวยใช่ไหม? แต่แหม ผูกเอวแน่นไปนิดนึงนะพี่สาว ข้าหายใจแทบไม่ออกแน่ะ!”
คำพูดแปลกประหลาดทำเอาทหารและสาวใช้หลุดจากภวังค์พากันยิ้มออกมาทันที ส่วนจูเซวียนหรงได้แต่แสร้งกระแอมไอหน้าตาย กลบเกลื่อนอาการใจสั่นเมื่อครู่ทันที!
...............................
แสงเทียนสลัวในตำหนักอัปสรส่องกระทบผ้าม่านแพรมุ้งไหมสีแดงเพลิงที่พริ้วไหวตามแรงลมหนาว ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ กลับเข้ามาในห้องนอนชั้นในด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งพญาหงส์ ทว่าแววตาคู่เรียวกลับฉายประกายความคาดหวังและดื้อดึงที่จะสยบดวงใจของสตรีตรงหน้าให้จงได้ พระองค์ทอดสายตามอง ‘มัสยา’ ในร่างเสิ่นเมี่ยวหลิงที่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงตั่งบุนวมทว่าในยามนี้...มัสยามิได้มีท่าทีกรีดร้องขว้างปาข้าวของหรือขู่จะกัดลิ้นฆ่าตัวตายเหมือนเมื่อหลายชั่วยามที่ผ่านมา ดวงหน้างดงามล่มเมืองกลับคลี่รอยยิ้มละมุนละไม“...”ดวงตากลมโตจับจ้องไปที่องค์ชายหนุ่มรูปงามอย่างแน่วแน่ ในหัวของมัสยาตอนนี้กลับมีบางอย่างที่เธอจะต้องทำให้สำเร็จจงได้‘หึๆ แผนการแกล้งสมยอมเออออห่อหมกให้องค์ชายรองตายใจเริ่มได้! ในซีรีส์เรื่อง “เล่ห์รักบัลลังก์ลวง” นางเอกโดนจับมาก็ใช้วิธีมารยาหญิงสามร้อยเล่มเกวียนนี่แหละ หลอกล่อให้ผู้ชายตายใจแล้วค่อยหาทางชิ่งหนี ยัยมัสเอกโบราณคดีสายละครขอสวมบทบาทเป็นนักแสดงนำระดับรางวัลสิบตุ๊กตาทองคำลูกโลกเดี๋ยวนี้แหละเพคะ!’มัสยากำลังคิดถึงแผนการที่ได้จากบทละครที่เธอดูเป็นประจำ เอามาปรับใช้ในการหาวิธีหลบหนี โดยเธอเริ่ม
สายลมหนาวหวีดหวิวซัดสาดละอองเหมันต์ผ่านราวระเบียง ทั่วทั้งตำหนักลับขององค์รัชทายาทบัดนี้กลับร้อนระอุประดุจถูกแผดเผาด้วยเพลิงโลกันตร์...‘จูเซวียนหรง’ ประทับยืนตระหง่านอยู่กลางห้องโถงใหญ่ พระพักตร์หล่อเหลาราวเทพบุตรบัดนี้เคร่งขรึมเพราะความเครียดจนน่ากลัว นัยน์ตาพญาเหยี่ยวลุกโชนด้วยเพลิงโทสะและอารมณ์รักปนความห่วงใยหน่วงหนึบในอกหลังจากได้รับรายงานจากสาวใช้ว่าสตรีอันเป็นที่รักหายตัวไปจากเตียงนอนอย่างไร้ร่องรอย“พวกเจ้าเฝ้ายามกันเยี่ยงไร! เหตุใดสตรีผู้หนึ่งหายไปทั้งคน พวกเจ้าถึงมิรู้ใดเลย!”จูเซวียนหรงตวาดลั่น สุรเสียงทรงอำนาจสั่นสะท้านจนถ้วยชากระเบื้องเคลือบบนโต๊ะสะเทือน‘เจี้ยน’ องครักษ์มือขวารีบทรุดตัวคุกเข่าชันเข่าลงกับพื้นหินอ่อน ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดประสานมือแน่น“ทูลองค์รัชทายาท...ยามวิกาลขบวนทหารของพวกเรามุ่งหมายไปที่การอารักขาพระตำหนักฮ่องเต้และท้องพระโรง คาดมิถึงว่าฝั่งองค์ชายรองจะใช้กลอุบายส่งยอดฝีมือแฝงกายเข้ามาลักพาตัวแม่นางเสิ่นไปทางประตูลับท้ายอุทยานพ่ะย่ะค่ะ!”“จูอวี่เฉิน! เจ้าบังอาจนัก!”จูเซวียนหรงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นัยน์ตากร้าวดุดันแผ่รังสีโทสะสังห
จูอวี่เฉินเบี่ยงพระพักตร์หลบหมอนที่ปลิวลิ่วเข้ามาปะทะได้อย่างหวุดหวิด รอยยิ้มละมุนละไมบนใบหน้าหล่อเหลาแปรเปลี่ยนเป็นความราบเรียบเย็นชา แววตาพญาหงส์หรี่เล็กลงจนดูน่ากลัวประดุจสัตว์ป่าที่กำลังมองดูเหยื่อตัวน้อยในกรงขัง พระองค์ขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทอดสายตาต่ำมองสตรีบนเตียงตั่งที่ยังคงถลึงตาใส่เขาอย่างไม่ลดละ“กัดลิ้นฆ่าตัวตายงั้นหรือ? แม่นางเสิ่น...เจ้าช่างวาจาโอหังนัก” จูอวี่เฉินแค่นเสียงทุ้มต่ำเชือดเฉือน“เจ้าคิดว่าความตายจะช่วยให้เจ้าหลุดพ้นไปจากเงื้อมมือของข้าได้จริงหรือ? ในแผ่นดินต้าหมิงนี้ หากข้าปรารถนาจะครอบครองสิ่งใด ต่อให้วิญญาณของเจ้าหลุดลอยสู่ปรโลก ข้าก็จะสั่งให้สัปเหร่อขุดเอาร่างของเจ้าขึ้นมาฝังไว้เคียงข้างกายนอนของข้าอยู่ดี! อีกทั้งตระกูลเสิ่นของเจ้า...ข้าเพียงแค่สั่งการคำเดียว คมดาบของทหารในสังกัดเสนาบดีเว่ยย่อมบั่นหัวบิดาและพวกพ้องของเจ้าจนสิ้นตระกูลภายในราตรีเดียว! เจ้าจะยอมแลกชีวิตของคนเหล่านั้นกับความดื้อรั้นเลอะเลือนของเจ้าจริงหรือ?”มัสยาฟังคำขู่เหี้ยมเกรียมอันโหดร้ายสไตล์เผด็จการโบราณ หัวใจดวงน้อยก็กระตุกวาบ แอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง‘เออ...ไอ้หมอนี่มันร้
ความมืดสลัวและกลิ่นอายของเครื่องหอมรสเผ็ดร้อนแปลกจมูก ค่อยๆ ปลุกสติสัมปชัญญะอันพร่าเลือนของ ‘มัสยา’ ให้คืนกลับมาอย่างช้าๆ เปลือกตาอันหนักอึ้งขยับเปิดขึ้นทว่าภาพเบื้องหน้ากลับหมุนคว้าง อาการเวียนศีรษะจากฤทธิ์ยาสลบสูตรเข้มข้นของเหลยจวินยังคงหลงเหลืออยู่จนชวนให้คลื่นเหียน มัสยาขยับร่างและพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงตั่งบุนวมขนาดยักษ์ ตกแต่งด้วยม่านมุ้งไหมสีแดงเพลิงฉูดฉาดงดงามประดุจกรงขังอันหรูหรา“ฟื้นแล้วหรือ...แม่นางเสิ่น ยอดดวงใจของข้า”สุรเสียงทุ้มหวานนุ่มนวลชวนเคลิบเคลิ้มดังขึ้นจากมุมห้อง มัสยาในร่างเสิ่นเมี่ยวหลิงสะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับไปมองตามเสียงทันที ก่อนจะพบกับเงาร่างสูงโปร่งของ ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ ที่นั่งคลี่รอยยิ้มละมุนอ่อนหวานอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ประดู่ นัยน์ตาเรียวยาวดุจพญาหงส์ของเขากำลังจ้องมองตรงมาที่มัสยาด้วยกระแสความคลั่งรัก หลงใหล และแรงปรารถนาอันแรงกล้าที่เปิดเผยอย่างชัดเจน“อุ้ย! องค์ชายรอง!”มัสยาอุทานลั่น ตาโตเท่าไข่ห่านพลางขยับถอยร่นไปจนชิดหัวเตียงด้วยความตกใจช็อกขีดสุด สมองอันชาญฉลาดเริ่มกวาดสายตามองรอบกาย ทั่วห้องไร้เงาของเสี่ยวหลานหรือองครักษ์เจี้ยน มีเพียงท
ราตรีกาลดึกสงัด...ลมเหมันตฤดูหวีดหวิวหอบเอาความหนาวเหน็บพัดผ่านหลังคาตำหนักหลวงและกำแพงศิลาสีชาดอย่างบ้าคลั่ง ภายใต้ผืนฟ้าที่มืดมิดไร้แสงดาว เสียงฝีเท้าของกองกำลังทหารม้าเร็วควบตะบึงฝ่าความมืดตรงดิ่งสู่จวนพำนักส่วนตัวของ ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ อย่างเร่งรีบ ทันทีที่สายข่าวข้าหลวงคนสนิทของ ‘เหลยจวิน’ นำข่าวลับรายงานด่วนเข้ามาแจ้งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวอันน่าตระหนกกลางดึก นัยน์ตาเรียวยาวดุจพญาหงส์ขององค์ชายรองก็เบิกกว้างขึ้นทันทีด้วยเพลิงโทสะ พระองค์ทรงสะบัดจอกสุรานารีแดงในพระหัตถ์ทิ้งลงบนพื้นอิฐจนแตกกระจายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยเสียงดังสนั่น ของเหลวสีแดงฉานสาดกระจายประดุจสายโลหิต“เสด็จพี่แอบส่งเทียบเชิญลับระดมเสนาบดีเปิดประชุมสภาขุนนางด่วนกลางดึกงั้นหรือ?!”จูอวี่เฉินแผดเสียงตวาดลั่นจนเหล่านางโลมรอบกายสะดุ้งตัวโยน ใบหน้าหล่อเหลาราวภาพวาดบัดนี้บิดเบี้ยวเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัดและเดือดดาลขีดสุด“พวกมันคิดจะออกราชโองการอุ้มชูแผ่นดิน สถาปนาอำนาจและผลักดันตนเองขึ้นสำเร็จราชการตัดหน้าแผนการของเสด็จแม่! ช่างบังอาจนัก! เหลยจวิน! สั่งระดมพลกองกำลังข้าราชสำนักและทหารฝั่งพวกเราทั้งหมดที่ซ่อนตัวอยู่
ภายในห้องทรงอักษรของตำหนักลับที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงกระแสลมหนาวหวีดหวิวพัดลอดร่องบานหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามากระทบเปลวเทียนจนไหววูบ แสงสีนวลทอดเงายาวทับถมความเคร่งขรึมหนักหน่วงของบรรยากาศ...‘จูเซวียนหรง’ ประทับนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์เทศตัวหนา ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรบัดนี้มืดครึ้มหม่นคล้ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พระอุราหนาแน่นสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะทอดถอนหายใจอันหนักหน่วง ความกระวนกระวายพระทัยและร่องรอยความรู้สึกผิดลึกซึ้งเกี่ยวกับการกระทำป่าเถื่อนในคืนพิษราคะยังคงตามหลอกหลอน บีบคั้นให้องค์รัชทายาทผู้เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งต้องประทับนั่งไม่เป็นสุขมาตลอดทั้งวันทว่าความเงียบงันก็ถูกทำลายลงทันควัน เมื่อบานประตูห้องทรงอักษรถูกผลักเปิดออกอย่างเร่งรีบ พร้อมกับการปรากฏตัวของ ‘เสี่ยวหลาน’ สาวใช้คนสนิทที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางลนลานตื่นตระหนก นางทรุดกายลงคุกเข่าและหมอบลงกับพื้นหินอ่อนเบื้องหน้าพระพักตร์ทันที มือบางประสานกันแน่น แววตาฉายประกายความตื่นเต้นระคนอัศจรรย์ใจล้นอก“ทูลองค์รัชทายาท! ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญยิ่งยวดจะกราบทูลเพคะ” เสี่ยวหลานเอ่ยเสียงรัวเร็วระคนหอบหายใจ“เมื่อครู่ยามที่คุณหนูเสิ







