LOGIN65 2-2
ตอนที่ 129 มาอย่างหงส์ (2)
ตระกูลติงแบ่งเขตที่อยู่อาศัยเป็นบ้านตะวันออกและบ้านตะวันตก
ครอบครัวของพี่สาวติงเสวี่ยเหม่ยอาศัยอยู่กินทางฝั่งตะวันออก ส่วนของผู้เฒ่าติงนั้นอยู่ฝั่งตะวันตก
เนื่องจากติงจู้ฮั่วไม่เคยอยู่บ้านตลอดทั้งปี ส่งผลให้ห้องของเขากลายเป็นเพียงสถานที่โล่งว่างเปล่า หรือพูดง่ายๆก็คือ บ้านฝั่งตะวันตกเวลานี้ มีเพียงผู้เฒ่าติงอาศัยอยู่คนเดียวลำพังเท่านั้น
ติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูไม่รอช้า มุ่งหน้าไปยังบ้านฝั่งตะวันตกอย่างรวดเร็ว
ผู้เฒ่าติงที่กำลังนั่งว่างๆอยู่ในสนามหน้าบ้าน จึงฝึกทำงานไม้เจียเหล็กไปตามประสา
นับตั้งแต่เกษียณอายุ เขาก็เริ่มหันมาศึกษาธรรมะ และอ่านตำราของพวกนักบวชลัทธิเต๋าในหมู่บ้านมากขึ้น นอกเหนือจากเงินบำนาญที่ได้ทุกเดือน เขาก็ได้พยายามเสาะหาแหล่งรายได้เพิ่มอีกหนึ่งช่องทาง อย่างเช่นงานไม้ประดิษฐ์พวกนี้
เมื่อเห็นติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูมาถึง และพบว่าสองแม่ลูกหอบข้าวของเต็มไม้เต็มมือชุดใหญ่มาให้ สีหน้าท่าทางของผู้เฒ่าติงพลันแปรเปลี่ยนไปทันที
“นี่แกทำบ้าอะไร? ข้าวของพวกนี้ใช่ว่าจะได้มาฟรีๆที่ไหน เสียเงินโดยใช่เหตุจริงๆ!”
ติงเสวี่ยเหม่ยยิ้มปลอบใจผู้เฒ่าติง และตอบกลับไปว่า
“พ่อคะ ของพวกนี้ไม่ได้แพงอะไรเลย และที่สำคัญ ตอนนี้หนูกับจิงซูก็มีเงินแล้วค่ะ”
“แล้วแกกลับมาทำใม?”
ผู้เฒ่าติงใช้น้ำเสียงไม่สู้ดีนัก ฟังราวกับว่าเขาไม่ต้องการเห็นพวกเธอสองคนกลับมาที่นี่
หลินจิงซูไม่ค่อยชอบน้ำเสียงและวิธีการพูดจาของผู้เฒ่าติงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เธอยังจำได้แม่นยำ เมื่อครั้งที่เคยโทรไปคุยกับตาแก่หัวรั้นนี่ในชีวิตก่อนหน้า เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อสะกดควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ให้เผลอแหกปากด่าตอบโต้
ติงเสวี่ยเหม่ยยิ้มอธิบายกับผู้เฒ่าติงอย่างใจเย็น
“ก็พ่อบอกเองไม่ใช่เหรอคะ ว่าคนในหมู่บ้านนี้พากันนินทาหนูกับลูกไปถึงไหนต่อไหนแล้ว หนูกลัวพ่อจะไม่สบายใจ ก็เลย….”
ผู้เฒ่าติงตวาดสวนกลับในทันที
“รู้ทั้งรู้ว่าพวกมันนินทาแกกับลูกหนักขนาดไหน แต่ก็ยังจะกลับมาอีก!”
คนเป็นลูกอย่างติงเสวี่ยเหม่ยมีหรือจะไม่รู้ว่าผู้เฒ่าติงเป็นห่วงเธอมากขนาดไหน แม้น้ำเสียงที่ใช้สื่อสารพูดคุยอาจฟังดูรุนแรงไปบ้าง แต่ลึกๆภายในใจเธอกลับรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก
“พ่อคะ รับรองว่าจะไม่มีเรื่องทำนองนั้นเกิดขึ้นอีกแน่ค่ะ หนูมาที่นี่ก็เพื่ออธิบายทุกอย่างให้มันชัดเจน”
วินาทีแรก ผู้เฒ่าติงเหลือบตามองจับจ้องพวกเธอสองแม่ลูกด้วยความสงสัยและไม่สบายใจ แต่เมื่อเห็นว่า สองแม่ลูกกลับมาพร้อมกับชุดเสื้อผ้าราคาแพง อีกทั้งยังถือกระเป๋าแวววาวใบโตราคาแพงมาด้วย เขาจึงเริ่มล่วงรู้ถึงจุดประสงค์การกลับมาของติงเสวี่ยเหม่ยในวันนี้ได้ทีละเล็กละน้อย
คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ล้วนยากจนไม่มีความรู้ แม้จะมีนิสัยขี้อิจฉาปะปนอยู่บ้าง แต่เนื้อแท้แล้วไม่ใช่คนเลวทรามอะไร หากได้เห็นคนรู้จักสักคนกลับมาที่หมู่บ้านพร้อมกับชื่อเสียงเงินทอง ข่าวลือเสียหายที่เคยซุบซิบนินทากันมาตลอด ก็ย่อมต้องลดฮวบหายไปกว่าครึ่งในทันที
ตรงกันข้าม คนเหล่านั้นกลับจะรู้สึกภาคภูมิใจด้วยซ้ำไป ที่จะมีใครสักคนสามารถเป็นที่เชิดหน้าชูตาแทนทุกคนในหมู่บ้านได้
“คราวนี้แกฉลาดกว่าที่ฉันคิดไว้มาก”ผู้เฒ่าติงถึงกับเอ่ยปากชื่นชมออกมา เพราะเขามักจะคิดเสมอว่า ติงเสวี่ยเหม่ยเป็นพวกอ่อนต่อโลก ยิ่งได้หลงผิดไปแต่งงานร่วมหอลงโลงกับคนอย่างหลินชิงอี้ด้วยแล้ว รับรองได้ว่าชีวิตของลูกสาวเขาจะไม่มีวันได้พบพานกับความสุขอีกเลยชั่วชีวิต แต่วันนี้เองที่เขาเพิ่งจะเข้าใจว่า ติงเสวี่ยเหม่ยไม่ได้อ่อนหัดอย่างที่เขาเชื่อเลย!
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกกระตุ้นจากการหย่าร้างครั้งนี้หรือไม่ ผู้เฒ่าติงสัมผัสได้ลึกๆว่า ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นในตัวลูกสาวของเขา ราวกับว่าศักยภาพที่แท้จริงซึ่งอยู่ในสายเลือดตระกูลติงของเธอเพิ่งจะตื่นขึ้น! แม้กระทั่งตัวหลานสาว เขาเองก็ยังสัมผัสได้ว่า เด็กคนนี้เฉลียวฉลาดมากเล่ห์เหลี่ยมในการใช้ชีวิตขึ้นมาก!
หรือบางทีการหย่าร้างครั้งนี้อาจเป็นเรื่องดีจริงๆ?
ภายหลังที่ผู้เฒ่าติงคิดได้เช่นนั้น ทัศนคติของเขาที่มีต่อติงเสวี่ยเหม่ยก็ดูจะผ่อนคลายลงมาก จึงไม่มีท่าทีเข้มงวดเกรี้ยวกราดโวยวายใส่เธอเหมือนเมื่อก่อนอีก
หลินจิงซูที่รอจังหวะอยู่นาน ในที่สุดจำต้องพูดแทรกขึ้นมาอย่างอดใจไม่ไหว
“คุณตาคะ ข้าวปลาอาหารพวกนี้เป็นของคุณตาทั้งหมดนะคะ มีทั้งเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ แล้วก็อาหารเสริมอีกเยอะแยะ ยังมีขนมปังกรอบสำหรับทานคู่กับน้ำชายามว่างด้วยค่ะ เดี๋ยวหนูจะเอาไปเก็บไว้ในตู้ใส่อาหารให้นะคะ”
ทันทีที่หลินจิงซูพูดจบ ทั้งผู้เฒ่าติงและติงเสวี่ยเหม่ยต่างก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
ทั้งคู่ล้วนเข้าใจได้ดีถึงความหมายในคำพูดของหลินจิงซู นั่นเพราะสาวน้อยคนนี้กลัวว่า ทางฝั่งครอบครัวของติงเสวี่ยหยานจะมาแย่งเอาสิ่งของเหล่านี้ไปกินไปใช้เอง
หากให้ผู้เป็นพี่สาวของติงเสวี่ยเหม่ยอย่างติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิงที่แสนเกียจคร้านผู้เป็นสามีพบเห็นเข้า ทั้งคู่จะต้องมาหอบเอาของกินของใช้ทั้งหมดนี้ไปอย่างแน่นอน
ผู้เฒ่าติงรับรู้ถึงพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของคนเหล่านั้นดี เขาจึงพยักหน้าและยื่นกุญแจตู้ใส่อาหารให้กับหลินจิงซู
หลังจากหลินจิงซูรับกุญแจดอกนั้นมา เธอก็จัดการเปิดตู้ออกและทะยอยลำเลียงข้าวของเก็บเข้าไปทันที ระหว่างนั้นก็ยังแอบสังเกตเห็นว่า ทุกอย่างที่อยู่ในบ้านล้วนต้องมีโซ่ล่ามพร้อมกุญแจล็อกไว้อย่างหนาแน่น
จากนั้น ทั้งสามก็นั่งดื่มชาพูดคุยกันตามประสาคนคิดถึง และในจังหวะนั้นเอง เสียงร้องทักทายของติงเสวี่ยหยานกับหม่าฟู่เฟิงผู้เป็นสามีก็ดังขึ้น
“นี่! มากันทั้งทีไม่เห็นจะบอกกล่าวพี่สาวคนนี้บ้างเลย!”
“ใช่แล้ว ในฐานะที่เป็นพี่เขย ฉันควรต้องออกไปคอยต้อนรับพวกเธอตั้งแต่หน้าหมู่บ้านด้วยซ้ำ!”
ติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิงรีบเดินปรี่เข้ามาในสนามหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว ยิ้มแย้มพูดคุยกับติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร
“นี่น้องสาว ได้ยินมาว่าเธอทำเงินจากธุรกิจได้มากมายมหาศาลเลยเหรอจ๊ะ? ตอนนี้เรื่องของเธอได้แพร่สะพรัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านแล้ว! ระหว่างกลับมาจากข้างนอกฉันกับหม่าฟู่แอบไปได้ยินมา”
“ทีแรกก็ไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่ แต่พอได้เห็นการแต่งเนื้อแต่งตัวของเธอแล้ว ดูท่าจะเป็นความจริง! เอ่อ…เห็นว่าขนของมาฝากตั้งเยอะแยะเลยไม่ใช่เหรอจ๊ะ? แล้ว…อยู่ไหนหมดล่ะ?”
จากนั้น ติงเสวี่ยหยานก็เริ่มกวาดสายตามองหาด้วยความกระตือรือร้น
หม่าฟู่เฟิงลูบมือเลียปากแผล็บๆ ระบายยิ้มกว้างและรีบพูดประจบประแจงทันที
“นอกจากของฝากพวกนั้นแล้วก็คงมีเงินด้วยใช่มั้ยล่ะ? แต่พ่อเองก็อายุเยอะแล้ว ให้ถือเงินจำนวนมากๆคงอันตรายแย่! สู้ให้ฉันกับพี่สาวของเธอช่วยเก็บเงินพวกนั้นไว้แทนจะดีกว่านะ!”
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







