LOGIN68 1-2
ตอนที่ 134 กราบเท้าขอขมา
ติงเสวี่ยหยานใจสั่นร้อนรน รีบตวาดถามเสียงดังออกไป
“ในเมื่อตำรวจต้องการหาหัวขโมย แล้วทำไมไม่ค้นกระเป๋าค้นบ้านอะไรแบบนี้แทนล่ะ!?”
หลินจิงซูเห็นสีหน้าที่เริ่มไม่สู้ดีของติงเสวี่ยหยาน เธอจึจงใจเน้นเสียงเข้มช้าๆชัดๆว่า
“ไม่หรอกค่ะ นอกจากตำรวจจะมีหน้าที่เสาะหาของที่สูญหายมาคืนแล้ว พวกเขายังต้องจับตัวคนร้ายเข้าคุกเพื่อชดใช้ความผิดด้วยค่ะ อีกอย่าง คุณตาเองก็ไม่ค่อยได้เปิดตู้เซฟดูบ่อยๆ จึงไม่มีใครรู้ว่าของเหล่านั้นเพิ่งหายไปวันนี้หรือก่อนหน้านั้นแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า ทุกคนที่เคยเข้ามาในบ้านหลังนี้ก็อาจเป็นคนร้ายได้หมดน่ะสิ? แต่ตอนนี้กลับมีคนต้องสงสัยให้ชี้ตัวอยู่แค่นี้ แล้วมันจะยุติธรรมกับฉันและหม่าฟู่ได้ยังไง?
“มันก็ไม่ได้หมายความว่า ทางตำรวจจะตัดสินใครเป็นคนร้ายจากผู้ต้องสงสัยในตอนนี้เท่านั้นไม่ใช่เหรอคะ? ที่หนูต้องการรีบให้ทางตำรวจเข้ามาจัดการเรื่องนี้ก็เพราะว่า ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ โอกาสจะตามสิ่งของกลับคืนมาก็จะยิ่งทำได้ยาก นับว่าโชคยังดีที่ไม่ใช่เงินหรือพวกเครื่องประดับ ไม่อย่างนั้นการจะตามกลับมาก็จะยิ่งยากมาก ทั้งเครื่องลายคราม นาฬิกาข้อมือ แล้วก็โฉนดบ้าน ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งนั้น และปลายทางที่ขโมยจะเอาไปขายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินก็ยังมีจำกัดอยู่แค่ไม่กี่ที่เท่านั้น อย่างเช่นโรงรับจำนำ หรือไม่ก็ตามตลาดนัด ขอแค่ตำรวจเข้ามาดำเนินการสืบสวน อีกไม่นานความจริงก็จะต้องปรากฏแน่ค่ะ!”
“บ้าน่า พูดอย่างกับว่าตำรวจสมัยนี้มันเก่งขนาดไหนเชียว? ตรวจลายนิ้วมืออะไรกัน… แก…แกก็พูดซะเป็นตุเป็นตะ!”
ติงเสวี่ยหยานเริ่มวิตกกังวลจิตใจหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่คำพูดคำจายังเริ่มติดอ่างตะกุกตะกัก ส่วนหม่าฟู่เฟิงที่ยืนอยู่ข้างเคียงกัน ใบหน้าของเขาเริ่มยับย่นไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“อ้าวนี่ป้ายังไม่รู้หรอกเหรอคะ? หนูกับแม่มีเพื่อนเป็นตำรวจด้วยนะ ว่างๆพวกเราสองแม่ลูกก็มักจะไปนั่งเล่นที่สถานีตำรวจอยู่บ่อยๆ หนูเองก็ชอบถามพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องงานสอบสวนอยู่ตลอด อนาคตหนูเองก็ใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจด้วย!”
สิ้นคำพูดประโยคสุดท้ายที่หลุดออกมาจากปากหลินจิงซู หม่าฟู่เฟิงเสมือนจะสิ้นใจตามเช่นกัน แทบจะในวินาทีเดียวกัน เขาทิ้งตัวกระแทกลงกับพื้น ก้มศีรษะคุกเข่าขอขมาต่อหน้าผู้เฒ่าติงอย่างสำนึกผิด
“คุณพ่อ! ทั้งหมดเป็นฝีมือของผมเอง! โปรดยกโทษให้ผมด้วยเถอะนะครับ! ถ้า…ถ้าเราไม่เอาสมบัติพวกนั้นไปขายเพื่อนำไปใช้หนี้พนันแล้วล่ะก็ พวกมัน…พวกมันขู่ว่าจะตัดมือของผมกับเสวี่ยวหยานทิ้งครับ!”
ร่างทั้งร่างของผู้เฒ่าติงสั่นเทาอ่อนเรี่ยวอ่อนแรงไปหมด ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
“แก…พวกแกขายไปแล้วจริงๆงั้นเหรอ? ขายหมดเลยงั้นเหรอ?!”
“ขายทุกอย่างหมด…แล้วครับ”
หม่าฟู่เฟิงและติงเสวี่ยหยานพยักหน้าและก้มลงมองพื้นด้วยความละอายใจ
“กระทั่งโฉนดบ้านหลังนี้ด้วยเหรอ? พวกแกขายแม้แต่บ้านที่ใช้อยู่อาศัยนี่นะ?!!”
“โฉนดบ้านไม่ได้ขายครับ พวกเราแค่นำไปจำนองไว้ก่อน ขอแค่หาเงินไปใช้หนี้คืนได้หมด พวกเราก็สามารถไถ่โฉนดกลับมาได้ เพราะฉะนั้นคุณพ่อ…อย่าแจ้งตำรวจจับพวกเราเลยนะครับ…”
หม่าฟู่เฟิงและติงเสวี่ยหยานกุมมือซบหน้าเข้าหากัน ทั้งคู่ต่างร้องห่มร้องไห้อยู่กับพื้นด้วยความรู้สึกผิดที่เพิ่มพูนล้นหัวใจ
ผู้เฒ่าติงเอ่ยถามอีกว่า
“แล้วพวกแกเป็นหนี้อยู่เท่าไหร่?”
“30,000หยวนค่ะพ่อ” ติงเสวี่ยหยานตอบทั้งน้ำตา
ผู้เฒ่าติงทั้งรู้สึกโกรธและสิ้นหวังจนแทบเป็นลมสิ้นสติ
“30,000หยวน?! งั้นก็ปล่อยให้พวกมันยึดบ้านไปเถอะ!”
ทว่ากลับเป็นหลินจิงซูที่หลังจากได้ฟังคำพูดประโยคนี้แล้ว กลับรู้สึกเอะใจขึ้นฉับพลัน มีบางอย่างผิดปกติไป…
ในชาติที่แล้ว บ้านและทรัพย์สินของตระกูลติงไม่ได้ถูกขายออกไป ผู้เฒ่าติงยังคงอาศัยอยู่ที่นี่จนวาระสุดท้ายของชีวิต และตายด้วยโรคภัยที่รุมเร้า
เดิมที หลินจิงซูไม่ได้รู้สึกหนักใจหรือรู้สึกเป็นปัญหากับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เพราะไม่ว่าอย่างไร บ้านหลังนี้ก็จะยังอยู่จนกระทั่งผู้เฒ่าติงเสียชีวิต
ทว่าในตอนนี้ เหตุการณ์ต่างๆที่ควรจะดำเนินไปตามเส้นทางของมัน กลับเริ่มแตกแขนงผิดรูปมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว
แน่นอน คนอย่างหม่าฟู่เฟิงและติงเสวี่ยหยานย่อมไม่มีทางหาเงิน30,000หยวนมาไถ่บ้านคืนได้อยู่แล้ว
แล้วเรื่องโฉนดบ้าน เธอควรจะแก้ไขอย่างไรดีล่ะ?
ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง หลินจิงซูจึงต้องขอรอดูสถานการณ์ต่อจากนี้อย่างเงียบๆไปก่อน
“ชะ-ใช่แล้ว! ที่ดินหลังภูเขายังสามารถนำไปขายได้! อีกทั้งต้นไผ่กับต้นสนบริเวณนั้น หากตัดไปขายก็น่าจะได้เงินกลับมามากพอสมควร!”
หม่าฟู่เฟิงตาสว่างเป็นประกายอีกครั้ง รีบบอกกับผู้เฒ่าติงอย่างมีความหวังว่า
“พ่อครับ ผมจะไปขอโฉนดที่ดินหลังภูเขาตรงนั้นจากทวดตระกูลหม่า! ถ้าขายได้เมื่อไหร่ ก็จะสามารถไถ่ถอนโฉนดบ้านหลังนี้คืนมาได้!”
“ได้ก็แย่แล้ว! ก็แกขายทรัพย์สินตระกูลหม่าไปจนหมดแล้วไม่ใช่รึ! แล้วตอนนี้ แกเองก็เพิ่งจะทำลายทุกสิ่งที่บรรพบุรุษตระกูลติงของฉันสร้างขึ้นมา! พวกแกสองคนไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ!!”
ผู้เฒ่าติงไล่ตะเพิดคนทั้งคู่พร้อมชี้นิ้วไปทางประตูด้วยความโกรธจัด
“อย่าให้ฉันเห็นหน้าเหม็นๆของพวกแกอีก!!”
“พ่อคะ ที่ดินหลังภูเขาผืนนั้นเรายังไม่ได้ขาย! ถ้าบ้านหลังนี้ต้องถูกยึด แล้วพวกเราจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะ? มันเหลือแค่ทางนี้ทางเดียวเท่านั้นแล้ว!”
ติงเสวี่ยหยานคุกเข่าแทบเท้า และโผเข้ากอดแข้งกอดขาผู้เฒ่าติงร้องห่มร้องไห้อย่างน่าสังเวชยิ่ง
“พ่อ! พ่อต้องไปช่วยคุยกับทวดหม่าแทนพวกหนูนะคะ! ที่สำคัญ บ้านหลังนี้มีมูลค่าไม่ถึง30,000หยวน หนี้ที่พวกเราต้องจ่ายยังไม่หมด! ที่ดินหลังภูเขาคือหนทางเดียวที่เหลืออยู่! ยังไงพ่อก็ต้องช่วยพวกหนูนะคะ!! ฮือออ…หรือพ่ออยากเห็นหนูกับหม่าฟู่ต้องถูกตัดมือทิ้งจริงๆ!?”
ผู้เฒ่าติงรู้สึกรังเกียจลูกสาวคนโตเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้ วินาทีนั้น ขณะที่กำลังจะยกเท้าขึ้นถีบอีกฝ่ายให้พ้นๆไป ติงเสวี่ยเหม่ยก็รีบเข้ามาห้ามไว้ทันที
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







