LOGIN80 1-2
ตอนที่ 158 แพ้ชนะตัดสินในเกมเดียว (1)
ชายหัวโล้นถึงกับหลุดหัวเราะออกมา หันไปถามหลินจิงซูว่า
“ดูท่าจะใจฝ่อกันหมดแล้ว มันบอกว่าเงินจำนวนนี้เป็นของแก ถ้าอยากเล่นก็เล่นเอง ว่าไงล่ะนังหนู?”
หลินจิงซูไม่คิดไม่ฝันเลยว่า หม่าฟู่เฟิงและติงเสวี่ยหยานนั้น แท้จริงแล้วจะเป็นคนที่ขี้ขลาดได้มากถึงเพียงนี้!
แม้เธอจะตระหนักดีว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ไร้น้ำยาสักเพียงใด แต่ใครจะไปคาดคิดว่า ยังไม่ทันจะเดินไปถึงโต๊ะเล่นพนันด้วยซ้ำไป พวกมันทั้งคู่ก็กลับใจเสาะงอแงเป็นเด็กไปซะแล้ว!
คนที่น่าสมเพชยิ่งกว่านักพนัน ก็คือพวกหน้าโง่ที่ทำตัวเลียนแบบนักพนัน!
สองสามีภรรยาคู่นี้คือสวะโดยแท้!
หลินจิงซูยื่นข้อเสนอกับชายหัวโล้นว่า
“หนูเองก็ไม่อยากถูกตัดมือเหมือนกัน จะทำข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ยังไงถ้าไม่มีมือ จริงมั้ยคะ? ถ้างั้น หนูขอเปลี่ยนกฎเกณฑ์เดิมพันสักเล็กน้อยก็แล้วกัน เราจะเล่นไพ่นกกระจอกโดยใช้เงินเดิมพันจำนวน 23,000หยวนเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือขอเก็บมือลุงกับป้าไว้คนละข้างแทน…”
หลินจิงซูลากเสียงยาวอย่างใช้ความคิด กระพริบตาสบมองชายหัวโล้นครู่หนึ่งแล้วจึงพูดต่อว่า
“รูปร่างหน้าตาของหนูก็จัดว่าสวยพอควร ร้านคาราโอเกะของคุณกำลังเปิดรับสมัครพนักงานหญิงเพิ่มไม่ใช่เหรอคะ? เอาเป็นว่าถ้าแพ้ เดี๋ยวหนูจะไปขายตัวที่นั่นเป็นงานเสริมก็แล้วกันค่ะ”
ชายหัวโลนแสยะยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มชั่วร้ายที่เจือไปด้วยความประหลาดใจปรากฏอยู่ทั่วใบหน้า เขาผงกหัวและตอบกลับไปอย่างยินดีว่า
“นังหนูนี่มันรู้มากจริงเชียว! ได้สิ นับว่าเป็นความคิดที่ดีเชียวล่ะ!”
ติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิงต่างพากันอ้าปากค้างด้วยความตะลึงงัน ทั้งคู่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่า จะได้ยินความคิดที่น่ากลัวเช่นนี้หลุดออกมาจากปากของหลินจิงซูจริงๆ!
“แล้วทำไมพวกเรายังต้องถูกตัดมือทิ้งอีกล่ะ! ถ้าแพ้ แกก็ไปขายตัวสิ ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับพวกเราสองคนเลย!!”
หม่าฟู่เฟิงและติงเสวี่ยหยานประสานเสียงร้องตะโกนออกไปอย่างพร้อมเพรียงกัน
“พวกสุนัขขี้ขลาดอย่างแกสองคนไม่มีสิทธิ์พูดอะไรทั้งนั้น!”
ด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่านใจตั้งแต่เมื่อครู่ ชายหัวโล้นเดินตรงดิ่งเข้าไปหาคนทั้งคู่ พร้อมกับประเคนกำปั้นกระหน่ำชกเข้าที่ใบหน้าของคนทั้งสองอย่างไร้ปราณี
ใบหน้าของหม่าฟู่เฟิงและติงเสวี่ยหยานถูกชกจนฟกช้ำบวมตุ่ยขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“จับพวกมันสองคนนั่งคุกเข่าข้างกัน!”
ชายหัวโล้นออกคำสั่ง หลังจากเรียกผู้เล่นคนอื่นมานั่งจนครบสี่ทิศ และพร้อมเริ่มเล่นไพ่นกกระจอกแล้ว แต่ทว่าจู่ๆหลินจิงซูกลับพูดขึ้นว่า
“สามต่อหนึ่ง แบบนี้ไม่เท่ากับรุมเด็กเหรอคะ? เปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่นดีกว่า”
“ตามใจเลยนังหนู บนโต๊ะนี้แกใหญ่สุด แล้วจะเล่นอะไรดีล่ะ?”
“เล่นโป๊กเกอร์ตาเดียวชี้ขาด ใครใหญ่กว่ากิน! หนูขอเดิมพันด้วยชีวิตลุงกับป้าพร้อมกับเงินอีก 23,000หยวนในกระเป๋าใบนี้ แต่หนูต้องการเพียงอย่างเดียว คืนโฉนดบ้านของคุณตาให้กับหนู!”
หลินจิงซูร้องบอก
“แกเป็นคนแรกที่ฉันขอชื่นชมจากใจจริงเลย แกใจเด็ดมากนังหนู!”
ชายหัวโล้นอดที่จะชื่นชมสาวน้อยตรงหน้าไม่ได้ เขาตบโต๊ะประกาศกร้าวทันที
“เอาล่ะ! งั้นเรามาตัดสินกันเลยดีกว่า!”
ชายหัวโล้นมั่นใจอย่างมากว่า หลินจิงซูไม่มีทางเล่นตุกติกต่อหน้าเขาได้อย่างแน่นอน และถึงแม้จะรอดพ้นสายตาของเขาไปได้ ก็ยังมีอีกตั้งสามคนบนโต๊ะที่คอยเป็นหูเป็นตาให้ พูดง่ายๆก็คือ โอกาสชนะของสาวน้อยคนนี้เท่ากับศูนย์!
นอกจากนี้แล้ว ไม่ว่าจะมองมุมไหน หลินจิงซูก็ดูเป็นแค่นักเรียนหญิงดีเด่นในรั้วโรงเรียนเท่านั้น เรื่องจำพวกเหล้ายาปลาปิ้งไม่น่าจะเคยยุ่งเกี่ยวด้วยซ้ำไป นับประสาอะไรกับเรื่องเล่นไพ่? ลืมไปได้เลย!
คำพูดประโยคนี้ของหลินจิงซู ทำเอาหม่าฟู่เฟิงและติงเสวี่ยหยานถึงกับตกใจกลัวจนแทบฉี่ราด ทั้งคู่ขวัญเสียอย่างหนักถึงขั้นคุกเข่าโขกศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรงอยู่หลายสิบที พร้อมพูดจาตัดพ้อร้องขอชีวิตสารพัด กระทั่งจะยอมเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ไปชั่วชีวิตก็ได้ หรือจะให้ไปเป็นขอทานตามท้องถนนเพื่อหาเงินมาขัดดอกก็ดี ทั้งคู่ขอทำอะไรก็ได้ นอกเสียจากความตายหรือต้องต้องกลายมาเป็นคนพิการไร้แขนขา
หลินจิงซูนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ รอให้พวกมันสองตัวเห่าหอนกันจนจบ เธอจึงค่อยพูดเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“ต่อให้มีมือมีตีน ลุงกับป้าก็ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? วันๆเห็นเอาแต่กินดื่มตลอดทั้งวัน ไม่ก็หาเรื่องขโมยเงินคนอื่นไปเล่นพนัน ถ้าเป็นแบบนี้ สู้อย่ามีเลยดีกว่าจริงมั้ย?”
“นังเด็กสารเลว! ฉันจะฆ่าแก!!”
ติงเสวี่ยหยานจ้องจะตะครุบจู่โจมใส่หลินจิงซู หวังจะใช้ฟันกัดใช้เล็บข่วนให้ตายกันไปข้าง
หม่าฟู่เฟิงเองก็โกรธจัดจนเลือดขึ้นหน้า เส้นเอ็นเส้นโลหิตปูดโปนลามขึ้นลำคอ ตวาดเสียงเหี้ยมดุข่มขู่กลับไปว่า
“ถ้าครั้งนี้กลับออกไปได้ แกถูกฉันกระทืบตายแน่! ในที่สุดก็เผยธาตุแท้ออกมาแล้วสินะนังเด็กเหลือขอ!”
หลินจิงซูยกสองมือขึ้นป้องปิดหู หันไปบอกกับชายหัวโล้นว่า
“คุณลุงค่ะ ช่วยหาอะไรมาอุดปากสองคนนี้ทีได้มั้ยคะ? พวกมันเสียงดังหนวกหูน่ารำคาญมาก!”
ชายหัวโล้นเปล่งเสียงสั่งการทันที
“ได้สิ”
“เห้ยพวกแก! ถอดถุงเท้ายัดปากพวกมันสองคนซะ!”
ลูกน้องสองคนที่อยู่ใกล้กับหม่าฟู่เฟิงและติงเสวี่ยหยานที่สุด รีบถุงรองเท้าออกตามคำสั่ง
ดูท่าคนเหล่านี้ต้องอยู่เฝ้าบ่อนกันข้ามวันข้ามคืน น้ำท่าเลยไม่ค่อยได้อาบ เสี้ยวพริบตาที่รองเท้าถูกถอดออก กลิ่นเหม็นเน่าเหม็นเปรี้ยวก็ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้อง!
ทั้งสองปิดจมูกแน่นพร้อมยัดถุงเท้าใส่ปากของหม่าฟู่เฟิงและติงเสวี่ยหยานทันที
กระทั่งดวงตาของหลินจิงซูยังเริ่มรู้สึกแสบร้อนขึ้นฉับพลันเพราะกลิ่นเน่าเหม็นดังกล่าว ยิ่งเมื่อได้เห็นภาพถุงเท้าสองก้อนกลมถูกยัดลงไปในปากของหม่าฟู่เฟิงและติงเสวี่ยหยาน เสี้ยววินาทีนั้น เธอก็รู้สึกคลื่นไส้จนแทบอาเจียนออกมา
แม้แต่ชายหัวโล้นก็เช่นกัน เขาตะโกนด่าเสียงดังลั่นอย่างสุดจะทนไหวว่า
“ไอ้เวรสองตัวนี่! ตีนพวกมึงไปเหยียบขี้หมามารึไงวะ?!”
ทั้งสองคนยกมือขึ้นลูบท้ายทอยแก้เขิน ยิ้มแห้งตอบกลับไปว่า
“ขี้คนนี่แหละครับลูกพี่ พอดีพวกผมเพิ่งไปแก้ปัญหาเรื่องส้วมตันกันมา”
ได้ยินคำว่า ‘ขี้คน’ ทั้งติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิงก็ถึงกับตะลึงงันตาเหลือกจนเหลือแต่สีขาว พยายามใช้ลิ้นดุนเพื่อผลักไสก้อนถุงเท้าเน่าๆออกจากปากตัวเอง
หลินจิงซูทนดูต่อไปไม่ไหว อย่าคิดแม้แต่จะเหลียวมองเด็ดขาด มิฉะนั้นอาหารมื้อก่อนหน้านี้ได้พุ่งออกมาจริงๆแน่
เกมโป๊กเกอร์ได้เริ่มต้นขึ้น
ชายหัวโล้นและพวกอีกสองคนที่เหลือปราศจากความกดดันใดๆ เพราะเห็นได้ชัดว่า ผลแพ้ชนะได้ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเล่นแล้วด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างไร พวกเขาก็ต้องเล่นตามน้ำไปอย่างสงบเยือกเย็น มีเพียงบางครั้งบางคราที่หันมาพูดคุยกันแก้เบื่อไปพลางๆ
แค่เปิดมาสามใบแรก ไพ่ในมือของชายหัวโล้นก็ได้สองคู่แล้ว
จนกระทั่งเปิดใบที่สี่ ชายหัวโล้นได้ฟูลเฮ้าส์
กล่าวคือ หากจะเอาชนะเขาให้ได้ ขั้นต่ำก็ต้องเป็นโฟร์การ์ด หรือไม่ก็สเตรทฟลัชขึ้นไปเท่านั้น
ทว่าหลินจิงซูยังคงสงบนิ่งไม่ไหวติงใดๆ
ชายหัวโล้นยิ้มเยาะ พูดติดตลกว่า
“ว่าไงนังหนู ท่าทางเราจะมือไม่ขึ้นสินะ?”
หลินจิงซูระบายยิ้มอ่อนแต่ไม่พูดอะไร
ทันใดนั้นเอง เธอก็ผลักชิปทั้งหมดที่วางสุมกองอยู่กลางโต๊ะ นี่เป็นราคาเดิมพันที่รวมเงินและชีวิตของเธอ ติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิงไว้ ตีมูลค่าเป็นเงินได้สูงถึง40,000หยวน
ชายหัวโล้นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงละโมบตื่นเต้นว่า
“นังหนู เราน่ะเป็นเด็กใจถึงก็จริง แต่ไพ่ของเราใจไม่ถึงพอนะ!”
พูดจบ ชายหัวโล้นก็เปิดหน้าไพ่ตบลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น
ตองหนึ่ง คู่หนึ่ง – ฟูลเฮาส์!
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







