Masuk83 1-2
ตอนที่ 164 การลาจากที่เงียบที่สุด
คิดจบอารมณ์ไม่จบ คล้อยหลังจากที่หลินจิงซูและติงเสวี่ยเหม่ยพูดคุยกันเสร็จแล้ว ต่างคนก็ต่างเดินออกจากห้องครัวมา สีหน้าฝ่ายแรกเผยแสดงร่องรอยความตึงเครียดที่ฉาบไว้ทั่วใบหน้าอย่างชัดเจน
จู้หยานที่กำลังนั่งรออาหารเย็นอยู่บนเก้าอี้ สังเกตเห็นได้ในทันทีถึงขั้วอารมณ์ที่เปลี่ยนผันไปของเธอ เขานั่งสังเกตการณ์อีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น ประกายตาสีอำพันคู่งามยังคงจดจ้องไม่มีคลายอ่อน และมีหลายครั้งเช่นกันที่หลินจิงซูได้ชำเลืองสบสายตาด้วย ทว่าก็เพียงแค่แวบเดียวเท่านั้น แล้วเธอก็เหลียวกลับไป ทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สามารถมองออกได้อย่างชัดเจน เธอรู้ตัวว่ากำลังถูกจับจ้องอยู่ แต่เพราะไม่ต้องการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟังเท่านั้นเอง จึงได้แสดงท่าทีเมินใส่เช่นนั้น
จู้หยานเม้มริมฝีปากแน่น ประกายตาสีอำพันยิ่งสาดแสงเข้มขึ้น
ใช่ว่าหลินจิงซูจะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนใบหน้าของจู้หยาน แต่เพราะเธอกำลังหงุดหงิดตัวเองที่ใจร้อน รีบลากติงเสวี่ยเหม่ยไปพูดคุยในห้องครัวต่อหน้าอีกฝ่ายทั้งเช่นนี้
ความจริงหลินจิงซูเองก็ไม่อยากถูกมองว่า ทุกครั้งที่พบหน้าจู้หยาน เธอมักจะมาพร้อมกับปัญหาให้เขาต้องคอยช่วยอยู่เสมอ
เหตุผลที่เธออยากเป็นเพื่อนกับเขา ก็เพราะเธอต้องการมีเพื่อนเฉยๆเท่านั้น ไม่ใช่เพราะต้องการเงินหรือสถานะทางสังคมแต่อย่างใด ทว่าทุกครั้งที่พวกเขาสองคนพบเจอกัน ก็มักจะเกิดปัญหาอะไรสักอย่างขึ้นในระหว่างนั้นอยู่เสมอ และก็เป็นจู้หยานที่คอยเกื้อหนุนให้คำปรึกษาอยู่เรื่อยไป พูดกันตามตรง คนนอกที่มองเข้ามาย่อมต้องรู้สึกว่าเธอกำลังใช้จู้หยานเป็นเครื่องมืออยู่จริงๆนั่นล่ะ
หลินจิงซูไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาต้องพัฒนาไปในเส้นทางที่ว่า
หาไม่แล้ว ทุกอย่างก็จะเป็นอย่างที่ฟานหรงพูดไม่มีผิด ว่าเธอเข้าหาจู้หยานเพื่อผลประโยชน์
ระหว่างรับประทานอาหารเย็น ทั้งสามคนต่างฝ่ายต่างก้มหน้าก้มตากินข้าวในชามด้วยสีหน้าอมทุกข์ จมอยู่ในภวังค์ความคิดของแต่ละคน จะมีก็เพียงผู้เฒ่าติงที่กำลังนอนยิ้มหวานอยู่บนเตียงคนป่วย เขานอนกอดโฉนดบ้านที่แสนรักไว้อย่างมีความสุข นับเป็นภาพฉากที่หาดูได้ยากยิ่ง
วันพรุ่งนี้ ติงเสวี่ยเหม่ยวานให้หลินจิงซูพาจู้หยานไปส่งที่ตัวเมือง
ทั้งสองเดินก้มหน้าไม่พูดไม่จากันจนกระทั่งมาถึงหน้าประตูหมู่บ้าน
จู้หยานเดินกอดเจ้าสาหร่ายไว้ในอ้อมแขน ตามมาด้วยหลินจิงซูที่เดินถือกระเป๋าใบหนึ่งอยู่ข้างหลัง เพราะค่อนข้างคุ้นชินกับนิสัยเย็นชาของอีกฝ่ายดี ภายใต้สถานการณ์ชวนกดดันเช่นนี้ เธอจึงสามารถปรับตัวได้ไม่ยากนัก ต่างฝ่ายต่างเดินปิดปากเงียบกริบ ลากยาวไปถึงป้ายรอรถสองแถวด้านหน้า
“ฉันส่งนายตรงนี้ล่ะ แต่จะคอยเป็นเพื่อนจนกว่ารถจะมา”
หลินจิงซูเป็นฝ่ายเปล่งเสียงคนแรก ทำลายบรรยาการเงียบสงัดลง
จู้หยานหยุดคิดชั่วครู่หนึ่ง สุดท้ายก็อดที่จะเอ่ยถามออกมาไม่ได้
“ถ้ามีปัญหาอะไร ก็บอกผม…”
“ไม่มี!”
หลินจิงซูสะบัดหน้าปฏิเสธทันควัน พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับทุกอย่างเป็นปกติดี
“ฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรสักหน่อย”
“จริงเหรอ?”
จู้หยานจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ก็จริงน่ะสิ!”
รอยยิ้มจางๆผุดปรากฏบนริมฝีปากสีสวยของเธอ
“จะให้ฉันหาปัญหาใส่นายทุกครั้งที่เจอกันเลยรึไง?”
จู้หยานเอ่ยตอบ
“ก็เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ มีอะไรก็ควรช่วยเหลือกันสิ จริงมั้ย?”
หลินจิงซูส่ายหัวเบาๆ
“ก็เพราะเป็นเพื่อนนี่แหละ ฉันถึงไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้นายอยู่ตลอดเวลายังไงล่ะ เชื่อเถอะ ถ้านายเป็นฉัน นายก็คงเลือกทำแบบเดียวกัน”
“สรุปแล้วก็คือกำลังมีปัญหาอยู่จริง เพียงแต่ไม่อยากบอกให้ผมรู้สินะ?”
จู้หยานขมวดคิ้วแสดงอาการไม่พอใจเล็กน้อย อ้อมแขนที่กำลังสวมกอดเจ้าสาหร่ายเริ่มสั่นเทา
เจ้าสาหร่ายเองคล้ายจะสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความหดหู่ของผู้เป็นเจ้านาย จึงได้ชูอุ้งเท้าที่เต็มไปด้วยปุยนุ่นสีขาวขึ้นเขี่ยแขนของจู้หยานเบาๆ พร้อมกับร้องครางเสียงดัง ‘เหมียว’ ออกมาสองสามที
หลินจิงซูหรี่ตาไม่กล้าสบมองจู้หยาน
“วันนี้นายกลับไปก่อนเถอะนะ หลังจากฉันสะสางปัญหาทุกอย่างเสร็จแล้ว ฉันจะรีบกลับไปหานายที่บ้านศาสตราจารย์หวังทันทีเลย”
จนแล้วจนรอด เธอก็ยังเลือกที่จะปฏิเสธไม่ยอมเปิดเผยเหตุผล ในที่สุดจู้หยานก็เลิกกดดันและไม่ปริปากถามใดๆต่อทั้งสิ้น
สองคนกับอีกหนึ่งตัว ยืนเฝ้ารอรถสองแถวอยู่หน้าป้ายต่อไปอย่างเงียบงัน
เมื่อรถเข้าจอดเทียบ จู้หยานพร้อมเจ้าสาหร่ายในอ้อมแขนก็ก้าวขึ้นรถโดยสารทันที โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยคำร่ำลาออกมาสักคำ
หลินจิงซูทำใจรับกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น เพราะนี่คือราคาที่เธอสมควรต้องจ่ายแล้ว เธอยืนนิ่งอยู่ข้างหน้าต่างรถโดยสาร และเมื่อล้อเริ่มหมุนเคลื่อนตัวออกไป เธอจึงค่อยโบกมือไหวๆร่ำลาจู้หยาน จนกระทั่งรถโดยสารค่อยๆห่างออกไปจนลับสายตาและอันตรธานหายไป ต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่มีใครปริปากพูดออกมาแม้แต่คำเดียว
รถสองแถวคันนั้นจากไปแล้ว หลินจิงซูจึงค่อยหมุนตัวเดินฉีกแยกไปอีกทิศทางหนึ่ง เตรียมนั่งรถอีกสายมุ่งหน้าไปยังถนนไป๋ฮั่น เพื่อเดิมพันศึกสุดท้ายกับเฉินเฉวียนเย่
ภายใต้สถานการณ์ตอนนี้ เธอไม่ต่างอะไรจากสัตวแพทย์ที่่ต้องรักษาม้าตายแล้วให้ฟื้นคืนชีพ
ตระหนักดีว่าทักษะฝีมือของเฉินเฉวียนเย่นั้นเข้าขั้นเจนจัดเพียงใด การเผชิญหน้าท้าชนกับเขา ดุจดั่งต้องฟาดแข้งกับเหลาหวางโถวผู้เป็นระดับอาจารย์ แต่หากไม่ลองสักตั้ง ย่อมไม่รู้ว่าใครจะหมู่หรือจ่า?
ไม่แน่ว่า เธออาจเป็นฝ่ายชนะก็เป็นได้?
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







