Masuk90 1-2
ตอนที่ 178 คุณดูไม่เหมือนคนในวัยเดียวกันเลย?
สำหรับคำพูดประโยคนี้ของเฉินเฉวียนเย่ หลินจินซูไม่คิดที่จะหักล้างหรือส่งเสริมใดๆ
นั่นเพราะ หากเธอกระโตกกระตากพูดแย้งอะไรขึ้นมา นั่นย่อมเท่ากับสื่อว่า เธอเองก็มีใจให้กับจู้หยานเช่นกัน
ดูเหมือนว่าเฉินเฉวียนเย่จะตีเนียนแอบอ้างสิทธิ์การเป็นอาจารย์อาของเธอไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยไม่คิดที่จะถามถึงความยินยอมจากเธอด้วยซ้ำไป เธอเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่า เหตุใดตนเองจะต้องมีอาที่เป็นนักเลงแบบนี้ด้วย?
แต่ถึงอย่างนั้น ภายหลังที่คิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนอยู่หลายตลบแล้ว หลินจิงซูจึงได้ตัดสินใจเลือกใช้กลยุทธ์หลับตาข้างหนึ่ง ยอมรับให้อีกฝ่ายเป็นอาของเธออีกสักคน เพราะสิ่งนี้ก็ทำให้เธอมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า เรื่องราวบาดหมางระหว่างเฉินเฉวียนเย่และติงจู้ฮั่ว ย่อมต้องถูกขจัดทิ้งตามไปด้วยเช่นกัน และเธอก็ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงอนาคตข้างหน้าอีกต่อไป
“จู้หยาน ฉันอิ่มแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ”
หลินจิงซูไม่พูดพล่ามใดๆอีก รีบคว้าข้อมือจู้หยานแล้วเดินปรี่จากไปในทันที ไม่แม้แต่จะกล่าวร่ำลาเฉินเฉวียนเย่ คุณอาผู้แสนดี(กับผี)ของเธอเลยด้วยซ้ำ
เห็นทั้งสองคนเร่งยักย้ายก้นเดินจากไปเช่นนั้น โม่หลี่ก็เหลือบมองไปทางเจ้านายของเธอที่ยังคงยิ้ม และหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ จึงได้เอ่ยถามขึ้นว่า
“เจ้านายคะ มีอะไรน่าสนุกขนาดนั้นเลยเหรอคะ? ก็แค่เด็กน้อยสองคนเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอคะ?”
“เธอจะไปรู้อะไร ตอนนี้ฉันมีลูกสาวแล้ว จะไม่ให้ฉันมีความสุขได้ยังไงกันล่ะ?”
สิ้นประโยคนี้ เฉินเฉวียนเย่ก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
โม่หลี่ถึงกับอึ้ง แล้วรีบยกมือขึ้นปิดปากด้วยความประหลาดใจ
“ลูกสาว? นี่เจ้านายไปทำผู้หญิงที่ไหนท้องคะเนี่ย?!”
“เดี๋ยวปั๊ดดีดหน้าผากให้อีกคน! ฉันหมายถึงลูกบุญธรรมต่างหากล่ะ! เธอยังจำที่ฉันบอกได้มั้ยว่า ฉันมีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง”
เฉินเฉวียนเย่หันไปเอ่ยถาม
“จำได้สิคะ”
โม่หลี่พยักหน้าเล็กน้อย
เฉินเฉวียนเย่จึงพูดต่อว่า
“หลินจิงซูเป็นลูกศิษย์ของพี่ชายฉันเอง”
โม่หลี่ถึงกับตะลึงงันไปครู่หนึ่ง แต่ถึงอย่างไร เธอก็ไม่เข้าใจความคิดของผู้เป็นนายอยู่ดี
“ต่อให้หลินจิงซูจะเป็นลูกศิษย์ของพี่ชายแล้วยังไงเหรอคะ? เธอก็มีศักดิ์เป็นแค่ศิษย์หลานของเจ้านายเท่านั้น ยังห่างไกลกับคำว่าลูกสาวมากเลยนะคะ?”
“ก็ไอ้พี่บัดซบนั่น มันขโมยเงินทั้งหมดที่พวกเราสู้อุตส่าห์ช่วยกันหามาหอบหนีไปคนเดียวน่ะสิ แล้วน้ำหน้าอย่างนี่นะจะมีปัญญามาชดใช้คืนให้ฉัน? เพราะฉะนั้น ฉันจะใช้ลูกศิษย์ของมันเป็นตัวขัดดอกแทน และฉันนี่แหละจะเป็นพ่อทูนหัวให้กับเธอเอง!”
โม่หลี่ถึงกับหัวเราะออกมา
“ไม่ใช่เพราะอยากได้เธอเป็นลูกสาวอยู่แล้ว ถึงได้เอาเรื่องพี่ชายมาอ้างเหรอคะ? แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันไม่คิดว่าแม่สาวน้อยนั่นจะยอมรับเจ้านายเป็นพ่อทูนหัวหรอกนะคะ”
“ของแบบนี้มันเปลี่ยนกันได้!”
เฉินเฉวียนเย่คลี่ยิ้มกว้างอย่างมั่นอกมั่นใจ
หลินจิงซูและจู้หยานขึ้นรถสองแถวเดินทางกลับเข้าตัวเมืองด้วยกัน
ระหว่างทางกลับ รถสองแถวสายนี้ต้องขับผ่านหมู่บ้านชนบทด้อยพัฒนาหลายแห่ง ถนนหนทางนอกจากจะขรุขระแล้ว ยังเต็มไปด้วยหลุมบ่อและขี้โคลน เสมือนนั่งอยู่บนเรือที่กำลังแล่นฝ่าคลื่นลมทะเลที่แปรปรวนก็ไม่ปาน ไม่นานนัก ทั้งสองคนก็เริ่มมีอาการคลื่นไส้คล้ายจะเมารถขึ้นฉับพลัน จะมีก็เพียงเจ้าสาหร่ายเท่านั้นที่ยังคงนั่งตาแป๋วอย่างอารมณ์ดี กวาดสายตามองทุกอย่างรอบตัวด้วยความตื่นเต้นแปลกใหม่อยู่ในกระเป๋า
ผ่านถนนเส้นนั้นมาได้ ก็กลับสู่ถนนลาดยางปกติในท้ายที่สุด หลินจิงซูและจู้หยานต่างก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งใจ ถัดจากนั้น ต่างฝ่ายต่างก็เริ่มคิดหาหัวข้อที่จะหยิบยกขึ้นมาสนทนากัน
หลินจิงซูเป็นฝ่ายเริ่มพูดขึ้นก่อนว่า
“ฉันรู้สึกว่า ตั้งแต่กลับมาจากเมืองหลวงครั้งนี้ นายดูเปลี่ยนไปมากเลยนะ”
จู้หยานเปิดกระเป๋าอุ้มเจ้าสาหร่ายออกมานั่งบนตัก ระหว่างเอ่ยตอบพลางลูบไล้หัวกลมบ๊อกของมันไปด้วย
“คุณย่าและคนอื่นๆต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ผมดูเปลี่ยนไปมากตั้งแต่กลับจากผิงเฉิง ส่วนตัวผมเองกลับไม่ยักรู้สึกเลยว่าตัวเองได้เปลี่ยนไปยังไง แต่ดูเหมือนทุกคนจะมีความสุขกับเรื่องนี้มากจริงๆ”
“ก็นับเป็นเรื่องดีไม่ใช่รึไง? ที่ผ่านมา นายก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องใต้หลังคานั่น ยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆ แต่กลับทำตัวไม่สมกับเป็นวัยรุ่นเอาซะเลย”
“ทำไมบางครั้งผมถึงได้รู้สึกว่า คุณมักจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่เวลาพูดคุยกับผมอยู่เสมอเลยล่ะ ทำราวกับว่า…ไม่ใช่คนในวัยเดียวกันอย่างนั้นล่ะ?”
สะดุดกับคำพูดประโยคนี้เข้า หลินจิงซูถึงกับใจสั่นระรัว
เธอหัวเราะแก้ประหม่า และยิ้มตอบกลับไปว่า
“บางทีฉันอาจเป็นเด็กแก่แดดล่ะมั้ง”
ทว่าจู้หยานยังพยายามถามจี้ต่อไป เพื่อสืบหาความจริงอย่างต่อเนื่อง
“ไม่ใช่ เด็กแก่แดดไม่ใช่แบบนี้ บุคลิกอย่างคุณไม่ได้ถูกจัดอยู่ในประเภทนั้นด้วยซ้ำไป ไม่ใช่แค่คำพูดคำจาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงลักษณะการวางตัว และวิธีการเอาตัวรอดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆด้วย ดูเหมือนคุณจะสามารถจัดการทุกอย่างได้ดีจนเกินไป ดีเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะสามารถทำได้”
หลินจิงซูถึงกับเหงื่อแตกพลั่กจนเปียกชุ่มไปทั่วทั้งฝ่ามือ ไม่รู้จะตอบข้อสงสัยเหล่านี้ของจู้หยายอย่างไรดี
แต่ขืนยังปล่อยให้อีกฝ่ายจี้ถามอยู่แบบนี้ต่อไป ไม่ใช่เขาอาจจะรู้ว่า เธอคือคนที่กลับชาติมาเกิดใหม่หรอกเหรอ?
การจะรับมือกับพวกอัจฉริยะสมองเพชรแบบนี้นับเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญไม่น้อย เพราะทุกครั้งที่รู้สึกว่าผ่านมาได้นั้น แต่ทว่าในความเป็นจริง ทั้งหมดกลับเป็นเพียงกับดักที่ถูกซ้อนขึ้นอีกที!
ปราศจากซึ่งทางเลือกอื่นใด หลินจิงซูจึงรีบเบี่ยงประเด็นเปลี่ยนเรื่องทันที
“จู้หยาน นายย้ายมาพักผ่อนที่ตัวเมืองผิงเฉิงแบบนี้ นายไม่ต้องไปโรงเรียนรึไง? ไหนจะเรื่องมหาวิทยาลัยอีกล่ะ?”
ความจริงแล้ว ตัวเธอเองก็สนใจเรื่องราวของอีกฝ่ายมาโดยตลอดเช่นกัน ที่ผ่านมา นึกอยากจะเอ่ยถามออกไปสักครั้ง แต่กลับหาโอกาสเหมาะๆไม่ได้เลยจริงๆ
จู้หยานแถลงไขข้อสงสัยเหล่านี้ของเธออย่างว่องไว
“ฉันเรียนจบหลักสูตรระดับมัธยมปลายทั้งหมดตั้งแต่อายุสิบห้าแล้ว จะเหลือก็แค่กลับไปเมืองหลวงเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้นเอง”
“โอ้ อย่างงี้นี่เอง”
หลินจิงซูพยักหน้ารับทราบ แล้วยิงคำถามต่อไปทันที
“แล้วนายจะเข้าเรียนคณะอะไรเหรอ?”
“จะเรียนคณะอะไรไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะไม่ว่าจะคณะไหน ขอเพียงแค่ต้องการ ผมก็สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจกับพวกมันได้ทั้งหมด”
จู้หยานเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ เสมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจอะไร
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







