LOGIN97 2-2
ตอนที่ 193 ในฐานะพี่ชาย ในฐานะสามี
นายหญิงเฒ่าสุกลจู้ถึงกับหัวเราะเยาะด้วยความสมเพชใจ พร้อมกับพูดเหน็บแนมว่า
“งานนี้ใครจะไปก็ได้ ยกเว้นแก! สัตว์นรกอย่างแกยังมีสิทธิ์เรียกตัวเองว่าพ่อด้วยเหรอ?”
จู้เอ๋อร์ยืดแผ่นอก พูดขึ้นด้วยความชอบธรรมว่า
“ยังไงๆผมก็เป็นพ่อของมัน! เห็นลูกตัวเองถูกผู้หญิงบ้านนอกหลอกใช้แบบนี้จะทนนิ่งเฉยได้เหรอ? ไม่ว่าดูยังไง การที่เด็กนั่นเข้าหาจู้หยานแบบนี้ จะต้องไม่มีเจตนาดีอย่างแน่นอน! ทั้งแม่ทั้งคนอื่นๆเป็นบ้ากันไปหมดแล้วรึไง? คิดว่าผมจะไปที่นั่นเพื่อทำร้ายลูกชายตัวเองได้ลงคอเชียวเหรอ?”
หลังจากพูดจบ ทุกคนในที่นั้นต่างก็นั่งนิ่งไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง เอาแต่จ้องหน้าเขาด้วยสายตาเย็นชาห่างเหิน
“ทุกคนบ้ากันไปหมดแล้วจริงๆ!” จู้เอ๋อร์สบถลั่นอย่างเหลืออด
ส่วนนายหญิงเฒ่าสกุลจู้นั้น ได้เมินเฉยต่อจู้เอ๋อร์ไปแล้วเวลานี้ เธอชี้นิ้วไปทางจู้อี้พร้อมกับสั่งว่า
“แกไปที่นั่นก็แล้วกัน ถ้าเป็นเรื่องของจู้หยาน ฉันไว้ใจแกที่สุดแล้ว พาเมียแกไปผิงเฉิงด้วยกันนั่นล่ะ มีอะไรจะได้คอยช่วยกันได้”
เมื่อเห็นนายหญิงเฒ่าสกุลจู้ตัดสินใจเช่นนี้ จู้เอ๋อร์ก็ยิ่งรู้สึกขมขื่นใจอย่างสุดที่จะบรรยาย เขาหยิบจานกระเบื้องเคลือบใบหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะขว้างอัดลงกับพื้นจนแตกเป็นชิ้นเล็กลิ้นน้อย แล้วชี้หน้าด่ากราดทุกคนโดยไม่สนใจว่าจะเป็นใคร
“พอกันที! พวกแกทุกคนล้วนคว่ำบาตรฉันกันหมดแล้วนี่! ก็ได้! ในเมื่อไม่เป็นที่ต้อนรับของครอบครัวขนาดนี้ ฉันก็จะไปเอง!!”
พูดจบประโยค เขาก็เดินตรงดิ่งไปที่ประตูแล้วผลักออกหนีจากไปทันที
มื้ออาหารที่แสนวิเศษในวันนี้ กลับจบลงด้วยความตึงเครียด
ค่ำคืนนั้น จู้อี้กำลังเร่งเก็บข้าวของใส่กระเป๋าเดินทางเพื่อไปผิงเฉิง ทว่าคนที่ดูไม่มีความสุขเอาเสียเลยกลับเป็นฟานหรง
“คุณย่าชักจะลำเอียงเกินไปแล้ว! คุณเองก็เป็นหลานชายคนนึงของคุณย่า! ทำไมถึงต้องคอยเป็นที่รองมือรองเท้าให้กับจู้หยานแบบนี้ด้วยล่ะ? การได้คบหากับเพื่อนแบบนี้อาจทำให้เขาเปลี่ยนไปแล้วก็ได้ วันหนึ่ง ถ้าเขาได้ขึ้นมากุมบังเหียนอาณาจักรธุรกิจของตระกูลจู้เราเมื่อไหร่ เมื่อนั้นคุณกับฉันอาจต้องกลายเป็นขี้ข้าของสองคนนั้นจริงๆก็ได้!”
“พูดอะไรของเธอน่ะ?”
จู้อี้ขมวดคิ้วมองใส่ฟานหรงอย่างไม่พอใจนัก
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถึงยังไงจู้หยานก็ยังเป็นน้องชายของผม และผมในฐานะพี่ชาย ก็ควรต้องดูแลเขาให้ถึงที่สุดด้วย!”
“ยอมแพ้ง่ายๆแบบนี้เลยเหรอ? ไม่อยากเป็นหลานชายที่คุณย่ารักอย่างจู้หยานบ้างเลยรึไง? อะไรๆก็จู้หยานไปหมด!”
“ตำหนิคุณย่าแบบนั้นก็ไม่ถูก ก็เห็นอยู่ว่าลุงรองของผมล้มเหลวแค่ไหนในฐานะคนเป็นพ่อ? เพราะแบบนี้ไงล่ะ คุณย่าถึงต้องคอยเอาใจใส่อาหยานมากเป็นพิเศษ”
“คุณก็เอาแต่พูดว่า เป็นเพราะลุงรองทำหน้าที่พ่อล้มเหลวตลอดเลย แล้วยังไงล่ะ? จะล้มเหลวขนาดไหนก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณไม่ใช่เหรอ? แล้วฉันล่ะ? ครอบครัวของเราล่ะ? นี่ถึงขั้นต้องทิ้งหน้าที่การงานของตัวเองเพื่อไปผิงเฉิงเลยงั้นเหรอ?”
ฟางหรงรู้สึกหงุดหงิดใจอย่างยิ่ง ถึงขนาดคว้าหมอนบนเตียงขึ้นมาปาใส่หน้าผู้เป็นสามีสุดแรง หวังจะได้ระบายความทุกข์ใจเหล่านี้ออกไปได้บ้าง เธอยังพูดต่ออีกว่า
“แล้ววันหน้าคุณจะต้องเสียใจ! คอยดูก็แล้วกัน ถ้าสองคนนั้นได้ก้าวขึ้นมากุมบังเหียนเมื่อไหร่ พวกเขาจะขโมยทุกอย่างในบริษัทและธุรกิจไปจากคุณจนหมด!”
จู้อี้ส่ายหัวเล็กน้อยด้วยความระเหี่ยใจ
“คุณน่ะคิดมากเกินไปแล้ว อาหยานไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย”
“คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจหรอกนะ ไม่อย่างนั้น พวกองค์กรใหญ่ๆจะมีแผนกทรัพยากรบุคคลไปทำไม จ้างมานั่งกินเงินเดือนเล่นๆงั้นเหรอ? บางทีเรื่องทุกอย่างอาจจะเป็นอย่างที่ลุงรองของคุณพูดจริงๆนั่นแหละ เพื่อนคนนั้นของจู้หยานอาจไม่ใช่คนดีอย่างที่คิด! ทั้งหมดที่เธอทำก็แค่ต้องการจะปอกลอก หลอกใช้น้องชายของคุณ…”
ทว่าก่อนที่ฟานหรงจะทันได้พูดจบด้วยซ้ำ จู้อี้ก็เผยสีหน้าดำทะมึน ขึ้นเสียงกระแทกใส่อย่างไม่ปราณี
“หุบปากได้แล้ว! ถ้าวันหลังคุณยังกล้าพูดจาแบบนี้ออกมาอีกล่ะก็ ชีวิตคู่ของพวกเราคงต้องจบกันเพียงเท่านี้!”
“นี่…นี่ฉันเป็นภรรยาคุณนะ คุณน่าจะต้องปกป้องฉันก่อนไม่ใช่เหรอ? คุณอยากจะหย่ากับฉันเพียงเพราะเรื่องของน้องชายนี่นะ? อาอี้ ฉันไม่เข้าใจจริงๆ คุณบอกว่าต้องการดูแลจู้หยานในฐานะพี่ชายที่ดี แล้วฉันล่ะ? คุณเคยคิดอยากจะดูแลฉันในฐานะสามีที่ดีบ้างมั้ย?”
ฟานหรงแทบไม่อยากทำใจเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ได้แต่จ้องหน้าจู้อี้ด้วยความรู้สึกว่างเปล่าและทำอะไรไม่ถูก ท้ายที่สุด เธอก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป กระชับกำปั้นทุบตีหัวไหล่ของจู้อี้ แม้จะดูรุนแรงแต่กลับไร้พลัง
สีหน้าของจู้อี้ก็บอบช้ำเจ็บปวดไม่ต่างกัน เขารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่พลั้งปากพูดไปโดยไม่คิด เขาจับมือหยุดฟานหรงเอาไว้ไม่ให้ทุบตีต่อและพูดขึ้นว่า
“อย่าทำแบบนี้เลยนะ คุณจะเจ็บมือเปล่าๆ เมื่อครู่ผมพูดอะไรไม่ทันคิดเอง ผมขอโทษ… แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ทำไมคุณถึงต้องกังวลมากขนาดนั้นด้วย?”
“ฮึก…ฮึก…อย่าเพิ่งมาถามตอนนี้ ฉัน..ฮึก…พูดไม่ทัน..ฮึก..ฮึก…”
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นล่ะ มาให้ผมกอดเร็วเข้า…”
เป็นเวลากว่าครู่ใหญ่ที่จู้อี้ต้องเกลี้ยกล่อมปลอบประโลมเธอ
ในที่สุดฟานหรงก็หยุดร้องไห้ แวบแรกที่ได้สติ เธอพลันรู้สึกเป็นห่วงอาหยานขึ้นมา จึงเอ่ยถามขึ้นอย่างอดไม่ได้
“โอ้ จริงสิ แล้วถ้าผู้หญิงที่ชื่อหลินจิงซูไม่ใช่คนดีจริงๆล่ะ คุณมีแผนรับมืออะไรไว้บ้างมั้ย?”
“ถ้าเธอไม่ใช่คนดีจริงๆ ผมคงไม่ปล่อยให้อาหยานคบค้าสมาคมต่อไปอีกแน่ๆ แต่ความคิดของผมกับคุณย่าที่มีต่ออาหยานค่อนข้างตรงกันนะ อย่างที่เคยบอกไปก่อนหน้านี้ ความเฉลียวฉลาดของอาหยานเพียงคนเดียว ก็เทียบเท่ากับพวกเราทั้งตระกูลรวมกันแล้ว เพราะฉะนั้น มีเหรอที่เขาจะมองไม่ออกว่า ในชนบทเล็กๆอย่างนั้น ใครต้องการเข้าหาเขาเพื่อจุดประสงค์อะไร? พูดง่ายๆก็คือ ถ้าเขาจะตัดสินใจเป็นเพื่อนกับใครสักคน นั่นหมายความว่า คนๆนั้นจะต้องผ่านการคัดกรองจากเขามาอย่างดีแล้วเหมือนกัน ขนาดคนเมืองที่พยายามจะเข้าหาเขา ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ของเขาแล้วล่ะก็ คนอย่างอาหยานก็ไม่คบหาเหมือนกันนั่นล่ะ คุณเองก็น่าจะเข้าใจในจุดนี้ดีไม่ใช่เหรอ?”
หลังจากได้ฟัง ฟานหรงถึงกับแอบสะอึกไปชั่วขณะ เพราะคนเมืองที่จู้อี้กำลังหมายถึงนั้น น่าจะไม่ใช่ใครอื่นนอกจ้าวหยวน ลูกพี่ลูกน้องของเธอนั่นเอง
เธอแอบไม่ยอมแพ้เช่นกัน และโต้แย้งกลับไปว่า
“ไม่เสมอไปนะคุณ ลองมองอีกมุม ตลอดเวลาที่ผ่านมา อาหยานแทบไม่เคยปฏิสัมพันธ์กับคนนอกเลย ประสบการณ์ตรงนี้อาจจะต่ำกว่าคนทั่วไปก็ได้ และถ้าจะบอกว่า เขาอาจกำลังถูกคนในชนบทปั่นหัวอยู่ก็ไม่แปลก จริงมั้ย? ในความเห็นของฉัน เราควรพาเขากลับมาพักผ่อนที่นี่แหละเหมาะสมที่สุดแล้ว อย่างน้อยคนในเมืองหลวงส่วนใหญ่ก็มาจากตระกูลที่มีฐานะ คงไม่ทำเรื่องสกปรกอะไรกับเขาแน่นอน แต่ถ้าเป็นที่อื่นก็ไม่แน่?”
“สุดท้ายก็ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่ว่าเธอคนนั้นจะมีจุดประสงค์ยังไง อยากจะเป็นเพื่อนกับอาหยานจริงๆ หรือแค่หวังปอกลอก เราเองก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินอะไรในตอนนี้ จนกว่าจะได้เห็นกับตาตัวเอง จริงมั้ย?”
“เอาล่ะ ฉันจะไปผิงเฉิงกับคุณด้วย! อยากรู้เหมือนกันว่า แม่สาวบ้านนอกที่ชื่อหลินจิงซูอะไรนั่น จะเป็นคนยังไงกันแน่!”
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







