Masuk123 1-2
ตอนที่ 244 สองอารมณ์หลังการสอบที่แตกต่าง
แต่กลับปราศจากเสียงตอบกลับใดๆจากปลายสาย ร่องรอยความผิดหวังยิ่งปรากฏเด่นชัดขึ้นกลางใจจู้หยาน
ผ่านไปนานสองนาน หลินจิงซูจึงได้แต่อ้ำอึ้งตอบกลับไปเพียงสั้นๆ
“ฉัน..ไม่รู้สิ…”
หลินจิงซูยังไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่า คะแนนสอบของเธอจะผ่านเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยไหนในประเทศบ้าง ฉะนั้น เรื่องนัดแนะเข้าเรียนที่เดียวกันจึงยิ่งลืมไปได้เลย เพราะเธอเองก็ไม่ได้เรียนเก่งขนาดนั้น
และสิ่งสำคัญที่สุด ประโยคคำเตือนของชายหญิงคู่นั้นยังคงดังก้องอยู่ภายในใจเธอเรื่อยมา
จู้หยานจัดว่าเข้าขั้นอัจฉริยะ คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเขาควรจะติดหนึ่งในร้อยอันดับแรกของประเทศด้วยซ้ำ และมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับประเทศนั้น ส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงอย่างปักกิ่ง จึงมีแนวโน้มสูงว่าเขาเองก็น่าจะเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยหนึ่งในปักกิ่งเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า จู้หยานจะไม่บินไปเรียนต่อที่ต่างประเทศใช่หรือไม่?
ในช่วงปี 1990 ไม่สิ..แม้แต่ในยุคของชาติก่อนหน้า ครอบครัวที่มีฐานะโดยส่วนใหญ่ ก็มักจะส่งลูกหลานของตัวเองไปเรียนต่อที่ต่างประเทศกันทั้งนั้น
สำหรับประเด็นนี้ หลินจิงซูย่อมตระหนักและเข้าใจแจ่มแจ้งดี ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเรียนที่เมืองหลวงหรือต่างประเทศ เธอก็ไม่มีวันจะไล่ตามจู้หยานได้ทันอย่างแน่นอน
“แล้วชายหัวโล้นนั่นยังสร้างปัญหาให้คุณอยู่รึเปล่า?”
จู้หยานเปลี่ยนคำถามทันที
“ไม่แล้วล่ะ”
“….”
“เจ้าสาหร่ายอยากกินอาหารแมวที่คุณทำมาก…”
ครั้งนี้จู้หยานดูไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเองสักเท่าไหร่นัก เมื่อบทสนทนาเงียบลง เขากลับเป็นฝ่ายสรรหาหัวข้อใหม่ๆขึ้นมาชวนพูดคุยแทน
“เดี๋ยวฉันจะสอนวิธีทำอาหารแมวให้นายเอามั้ย?”
หลินจิงซูไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ เธอรีบถามแทรกขึ้นมาทันที
จู้หยานนิ่งเงียบไม่ตอบ ก่อนจะทิ้งท้ายเพียงแค่ว่า หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จแล้ว เขาจะต้องกลับไปหาเธออย่างแน่นอน จากนั้นจึงรีบตัดสายไปอย่างรวดเร็ว
เวลานี้ อาทิตย์อัสดงสู่ผืนดิน ลมแรกของฤดูร้อนที่แสนอบอ้าวพัดผ่านกระทบใบหน้าของสาวน้อย ส่งผลให้เกิดชั้นเหงื่อผุดซึมผ่านผิวหนัง หลินจิงซูยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ปล่อยใจให้สงบไหลไปตามธรรมชาติ
การสอบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของนักเรียนจากทั่วประเทศได้มาถึงแล้ว
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของเด็กๆทุกคนไปตลอดกาล!
เฉินเฉวียนเย่ขับรถไปรับหลินจิงซูที่หมู่บ้านติงเจี่ยตั้งแต่เช้าตรู่
ตลอดระยะเวลาของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เฉินเฉวียนเย่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการเดินทางของหลินจิงซู
“ซูซู ตั้งใจสอบล่ะ แล้วก็อย่ากดดันตัวเองให้มากจนเกินไป แค่ตั้งใจทำข้อสอบตรงหน้าให้ดีที่สุดก็พอ ต่อให้สุดท้ายจะล้มเหลว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสแก้มืออีกแล้วจริงมั้ย?”
ติงเสวี่ยเหม่ยที่ในเวลานี้ขอบตาดำราวกับหมีแพนด้า เพราะรู้สึกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ดั่งคำพูดที่ว่า คนสอบยังไม่ตื่นเต้นเท่าคนนอกห้องสอบ บอกให้ลูกสาวอย่ากดดันตัวเอง แต่สภาพของเธอตอนนี้กลับดูเคร่งเครียดเสียยิ่งกว่าหลินจิงซูไม่รู้กี่เท่า
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ติงเสวี่ยเหม่ยมักจะเฝ้ามองลูกสาวตัวเองตั้งหน้าตั้งตาอ่านตำราเรียนอยู่ที่โต๊ะหนังสือจนแทบไม่ได้หลับได้นอน คนเป็นแม่อย่างเธอย่อมรู้สึกเจ็บปวดใจเป็นธรรมดา
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็เชื่อว่า ลูกสาวของเธอจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆได้สักแห่ง และจะต้องมีอนาคตที่สดใสอย่างแน่นอน
เฉินเฉวียนเย่ขับรถไปส่งหลินจิงซูถึงโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่สอบประจำเขตมณฑล ในวันนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่นักเรียนเท่านั้น แต่ยังมีบรรดาผู้ปกครองที่พากันมาส่งลูกหลานอีกมากมายด้วย ด้านหน้าประตูทางเข้าโรงเรียนจึง เนืองแน่นไปด้วยกระแสผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน
“สาวน้อย ตั้งใจทำข้อสอบให้ดีล่ะ สอบติดให้ได้นะ!!”
ร้องตะโกนให้กำลังใจเสร็จสรรพ เฉินเฉวียนเย่ก็ปรับเบาะเอนกายนอนในรถ เขาบิดขี้เกียจเล็กน้อยด้วยความเกียจคร้าน ตั้งใจว่าจะนอนรออยู่ตรงนี้จนกว่าลูกสาวตัวน้อยของเขาจะสอบเสร็จ
หลินจิงซูชูสองนิ้วตอบกลับ แล้วจึงหมุนตัวมุ่งหน้าสู่ห้องสอบทันที
ท่ามกลางฝูงชนแออัดเบียดเสียดดั่งกระแสน้ำที่ไหลผ่านลงสู่จุดหมายเดียวกัน ขณะนั้น หลินจิงซูก็บังเอิญเหลือบไปเห็นอู๋ซิ่วเหลียนและลูกสาวของเธอที่อยู่อีกด้านเช่นกัน
เป็นเวลานานมากพอควรที่เธอไม่ได้พบเจออู๋ซิ่วเหลียนเลย ครั้งสุดท้ายก็ดูเหมือนจะผ่านมาเป็นเดือนกว่าเห็นจะได้ พบกันครั้งนี้ สภาพของเธอดูทรุดโทรมลงอย่างมาก นอกเสียจากร่างกายที่ซูบผอมน้ำหนักหายไปมากแล้ว ขอบตาของเธอยังปรากฏรอยฟกช้ำสีเขียวอมม่วงอีกด้วย และตามร่างกายยังมีจ้ำสีแดงคล้ายร่องรอยของการถูกจี้ด้วยบุหรี่อีกมากมาย
ผู้หญิงคนนี้…คงผ่านเรื่องอะไรมามากมายพอควร
ทันทีที่อู๋ซิ่วเหลียนและลูกสาวพบเห็นหลินจิงซู ทั้งคู่ต่างสาดประกายตาอำมหิตประดุจสัตว์ร้ายใส่ทันที
“สวัสดีค่ะป้ารอง ไม่ได้เจอกันพักใหญ่เลยนะคะ เอ…ว่าแต่ป้ารองดูผอมลงไปรึเปล่าคะนี่? มิหนำซ้ำผิวพรรณก็ดูซีดเซียวลงด้วยใช่มั้ยคะ?”
หลินจิงซูเดินตรงเข้าไปหา และพูดคุยกับคนทั้งคู่ราวกับที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรเกิดขึ้น
“ชีวิตหลังแต่งงานกับผู้อำนวยการฉางมีความสุขดีมั้ยคะ? คงเสพสุขกับเงินทองที่ได้มาเต็มที่เลยสินะคะ? ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ หนูเป็นต้องอิจฉามากจริงๆ!”
สำหรับชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยมของเสี่ยฉางผู้นี้ บอกได้คำเดียวว่า ร้อยปากว่าไม่เท่าตาเห็นจริงๆ หลังจากแต่งงานไปได้ไม่ทันไร อู๋ซิ่วเหลียนกลับมีสภาพโทรมกว่าที่จินตนาการไว้มาก! แม้แต่หลินจิงซูเองยังอดตะลึงด้วยความตกใจไม่ได้!
พูดกันตามตรง แต่เดิมอู๋ซิ่วเหลียนนับเป็นม่ายสาวที่ค่อนข้างสะสวยคนหนึ่งทีเดียว แต่ไม่ได้พบเจอกันเพียงแค่เดือนเศษ ใบหน้าของอีกฝ่ายกลับเริ่มมีร่องรอยเหี่ยวย่น ผิวพรรณแห้งกร้าน มิหนำซ้ำยังเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำมากมาย ภายในระยะเวลาเพียงสั้นๆ เธอกลับดูมีอายุขึ้นหลายปี
ทันทีที่ได้ยินนังเด็กสารเลวเอ่ยถึงชื่อไอ้วิปลาสเสี่ยฉางนั่น ความเกลียดชังที่ปรากฏภายในดวงตาของเธอ ก็ยิ่งเพิ่มพูนเป็นเท่าทวีขึ้นฉับพลัน
แต่ในขณะเดียวกัน เมื่ออู๋ซิ่วเหลียนนึกถึงภาพฉากการทรมานด้วยสารพัดวิธี ที่ไอ้วิปลาสเสี่ยฉางทำกับตนตลอดทั้งวันทั้งคืน เธอก็ถึงขั้นเนื้อตัวสั่นเทาขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ความหวาดกลัวที่อู๋ซิ่วเหลียนได้รับมาตลอดหลังจากที่แต่งงานใหม่นั้น ได้หยั่งรากฝังลึกอยู่ในสัญชาตญาณของเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
ทั้งหมดเป็นความผิดของนังเด็กหลินจิงซู! ถ้าไม่ใช่เพราะมัน มีหรือที่หลินเสวี่ยจะถูกพักการเรียน? และเธอก็ไม่ต้องจำใจแต่งงานไปกับไอ้วิปลาสเสี่ยฉางแบบนี้!
อู๋ซิ่วเหลียนได้แต่ก่นด่าสาปแช่งอยู่ในใจ และยกทุกเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นให้เป็นฝีมือของหลินจิงซูทั้งสิ้น!
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







