LOGIN129 1-2
ตอนที่ 256 การทรยศในหมู่โจร
มุมปากของหลินจิงซูกระตุกยิ้มด้วยความขบขัน หยุดพูดหยุดตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น เธอกรอกตามองหน้าหลินชิงอี้อย่างมีเลศนัยอยู่สองสามรอบ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับติงเสวี่ยเหม่ยท่ามกลางความเงียบงัน
“หลินจิงซู แกหยุดเดี๋ยวนี้! ฉันจะฆ่าแก…”
หลินเสวี่ยไม่ต่างจากคนบ้าเสียสติ ร้องตะโกนด่าสาปส่งอีกฝ่ายไล่หลังด้วยความเคียดแค้นสุดหัวใจ พยายามดิ้นรนให้พ้นจากพันธนาการของหลินชิงอี้ หวังเข้าเปิดฉากโจมตีใส่หลินจิงซู
แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ หลินชิงอี้กลับยิ่งล็อกตัวสาวน้อยไว้แน่นหนากว่าเดิม ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยมือแต่อย่างใด
ระหว่างทางกลับสู่หมู่บ้านติงเจี่ย ติงเสวี่ยเหม่ยขมวดคิ้วฉับพลัน พร้อมเอ่ยถามอย่างเป็นกังวลว่า
“โฉนดบ้านหลังนั้นอยู่ในกำมือคนพวกนั้นไม่ผิดแน่ แต่เราจะเอากลับคืนมาได้ยังไงล่ะ?”
หลังจากที่หลินจิงซูค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า โฉนดบ้านติดริมแม่น้ำหลังนั้นได้ถูกหลินชิงอี้ขโมยไปจริงๆ เธอจึงได้เล่าความจริงข้อนี้ให้ติงเสวี่ยเหม่ยฟัง
ทว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา หลินจิงซูแทบไม่ได้แตะต้องเรื่องนี้เลย ประการแรก เป็นเพราะก่อนหน้านี้เธอติดพันอยู่กับเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัย อีกทั้งเรื่องธุระจุกจิกที่ประดังเข้ามาไม่ขาดสาย
และประการที่สอง เธอตระหนักดีว่า ต่อให้บุกไปถึงหน้าประตูบ้าน ก็คงไม่สามารถทวงโฉนดแผ่นนั้นกลับคืนมาได้อย่างแน่นอน
ตราบใดที่หลินชิงอี้และย่าอู๋ยังคงยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ได้เป็นคนขโมยไป ต่อให้หลินจิงซูจะงัดเอากลยุทธ์ใดมาใช้ ก็คงจะเปล่าประโยชน์ทั้งสิ้น เพราะถึงอย่างไร เธอก็ไม่มีหลักฐานที่จะใช้พิสูจน์ว่า โฉนดบ้านหลังนั้นอยู่ในกำมือของพวกเขาจริงๆ
ดังนั้น สิ่งเดียวที่ทำได้คือ รอคอย
รอจนกว่าคนพวกนั้นจะยอมคายโฉนดบ้านหลังนั้นออกมาเอง!
ตกบ่าย หลินจิงซูได้สลัดความกังวลใจทั้งหมดทิ้งไป แล้วเดินทางกลับสู่หมู่บ้านติงเจี่ยพร้อมกับผู้เป็นแม่ เพื่อเยี่ยมเยือนผู้เฒ่าติง อีกทั้งเข้าพบกำนันประจำเขตซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของหมู่บ้านแห่งนี้เช่นกัน
……
“พวกสารเลว! นี่กล้าโกหกฉันอีกแล้วงั้นเหรอ?! ไหนล่ะที่บอกว่าจะแบ่งเงินค่าเวนคืนครึ่งหนึ่งให้ตามสัญญา!? ทำไมฉันไปถามผู้ใหญ่บ้านเรื่องนี้ เขากลับไม่รู้เรื่องที่เราทำข้อตกลงกันไว้เลย?!”
ทั้งที่อู๋ซิ่วเหลียนกินอยู่อาศัยภายในบ้านตระกูลหลินมานานนับสิบปี แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด เมื่อได้กลับมายืนที่นี่ในวันนี้ เธอกลับรู้สึกแปลกแยกราวกับอยู่กันคนละโลก
วันนี้อู๋ซิ่วเหลียนพาหลินเสวี่ยกลับมาที่บ้านตระกูลหลิน ก็เพราะได้ยินข่าวลือจากละแวกใกล้เคียงว่า แผนการเวนคืนที่ดินได้เริ่มดำเนินการแล้ว
เธอมาที่นี่อีกครั้งเพื่อทวงสัญญาโดยเฉพาะ!
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เพื่อที่จะเกลี้ยกล่อมให้อู๋ซิ่วเหลียนยอมปล่อยมือจากบ้านตระกูลหลินไปแต่งงานใหม่ ทั้งย่าอู๋และหลินชิงอี้ต่างยอมถอยกันคนละก้าว พร้อมเข้าเจรจายื่นข้อเสนอว่าจะแบ่งเงินค่าเวนคืนให้แก่เธอครึ่งหนึ่ง
แต่เมื่อวันนี้มาถึง ในวันที่อู๋ซิ่วเหลียนหมดประโยชน์อย่างสิ้นเชิงแล้ว คิดหรือว่าหลินชิงอี้และย่าอู๋จะยอมสละเงินจำนวนมหาศาลถึงเพียงนั้นให้กับเธอจริงๆ?
“แกก็ออกเรือนไปแต่งงานใหม่กับผู้ชายคนอื่นแล้วไม่ใช่รึไง? ยังจะมีหน้ากลับมาขอแบ่งทรัพย์สินตระกูลหลินของเราอีกเหรอ? นังคนอกตัญญูไร้ยางอาย!!”
ย่าอู๋เคาะไม้เท้ากระแทกพื้นเสียงดังตึงตัง ปรายหางตามองด้วยความดูถูกเหยียดหยัน
“อีแก่…”
ใบหน้าของอู๋ซิ่วเหลียนผันเปลี่ยนเป็นมืดทมิฬยิ่งกว่าเดิม เธอเองควรจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เดรัจฉานสองตัวนี้มันไว้ใจไม่ได้!
“ตอนแรกก็หลอกให้ฉันยอมแต่งงานใหม่ พอมาตอนนี้ยังจะกล้าตระบัดสัตย์หักหลังกันอีก!! พวกแกสองคนไม่กลัวสวรรค์ลงโทษกันบ้างเลยรึไง!!”
อู๋ซิ่วเหลียนกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้นสุดหัวใจ เหตุผลที่ทำให้เธอตัดสินใจยอมแต่งงานใหม่กับเสี่ยฉางนั้น นอกจากเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของหลินเสวี่ยแล้ว อีกข้อก็คือความหวังเล็กๆที่จะได้เงินก้อนจากค่าเวนคืนนี้นั่นเอง
ในเวลานั้นเธอคิดแค่ว่า ขอเพียงอดทนต่ออีกสักหน่อย รอจนกว่าหลินเสวี่ยจะสอบติดมหาวิทยาลัยที่ไหนสักแห่งได้ เธอก็จะหอบเงินก้อนนี้หนีไปตั้งรกรากใหม่กับลูกสาวที่นั่น
แต่ทว่าความเป็นจริงในปัจจุบัน ทุกอย่างกลับพังทลายยับเยินอย่างไม่เป็นท่า
หลินเสวี่ยไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกต่อไป ส่วนเงินค่าเวนคืนที่เคยสัญญากันไว้ดิบดี สุดท้ายก็ถูกหลอก หากรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก แล้ว…อู๋ซิ่วเหลียนจะยอมแต่งงานใหม่ไปเพื่ออะไร? จะยอมถูกไอ้วิปลาสนั่นทรมานตลอดเช้าเย็นไปเพื่ออะไรกัน? ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอสู้อุตส่าห์ยอมทนไปทั้งหมด ไม่ใช่ว่าต้องสูญเปล่าแล้วหรือ?!
“พูดจาไร้สาระอะไรของแก! ฉันไปหลอกให้แกแต่งงานใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ก็เห็นอยู่ว่า แกน่ะโลภมากเอง อยากจะได้ผู้อำนวยการฉางเป็นผัวจนตัวสั่น! มีใครที่ไหนบีบบังคับจับแกเซ็นใบทะเบียนสมรสรึไง? แล้วสวรรค์มีสิทธิ์อะไรมาลงโทษพวกเรา?”
ทุกพยางค์คำพูดที่หลุดออกจากปากย่าอู๋ ล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกสมเพชเหยียดหยัน
หลินเสวี่ยแทบล้มทั้งยืนทันทีที่รู้ว่าแม่ของตนถูกหลอกใช้
เดิมที เธอเฝ้าปลอบใจตัวเองว่า ถึงแม้จะต้องสูญเสียโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่อย่างน้อยที่สุด เธอกับแม่ก็ยังมีเงินสักก้อนติดตัว สำหรับใช้เริ่มต้นทำการค้าเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพต่อไปได้ในอนาคต แต่ทว่าท้ายที่สุด เธอก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่า คนที่ทรยศหักหลังกันกลับเป็นย่าแท้ๆของเธอ!
“คะ-คุณย่าคะ! แต่…แต่ว่าเดิมทีบ้านหลังนั้นเป็นสินสอดของแม่หนูไม่ใช่เหรอคะ? อีกอย่าง ตอนนี้ตัวหนูเองก็ไม่สามารถเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยได้แล้ว มิหนำซ้ำทั้งเนื้อทั้งตัวยังไม่มีเงินแม้แต่หยวนเดียวด้วย! แล้วจะให้หนูใช้ชีวิตยังไงในภายภาคหน้าล่ะคะ?”
หลินเสวี่ยคุกเข่ากราบเท้าย่าอู๋ทั้งน้ำตา ร้องห่มร้องไห้เสียงสั่นพูดแทบไม่เป็นภาษา
“ฮือออ…ได้โปรดเถอะค่ะคุณย่า!! ฮือออ…เห็นแก่คุณพ่อของหนูที่ตายไปด้วยเถอะนะคะ! พ่อเองก็เป็นลูกชายคนหนึ่งของคุณย่าไม่ใช่เหรอคะ? ช่วยเห็นใจแบ่งเงินให้เราสักก้อนเถอะนะคะ หนูไม่อยากต้องไปนอนข้างถนน…ฮือออ…ฮือออ…”
หลินเสวี่ยยังคงตีบทแตก แสดงได้ดีเยี่ยมไร้ที่ติเสมอมา ไม่ว่าต้องการสิ่งใด ขอเพียงเธอบีบน้ำตาออดอ้อนสักประโยคสองประโยค ต่อให้เป็นย่าอู๋หรือหลินชิงอี้ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องใจอ่อนกันทั้งนั้น
เว้นเสียแต่ในตอนนี้…
ย่าอู๋ยังคงนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น ปราศจากทีท่าเห็นใจใดๆ ไม่ว่าหลินเสวี่ยจะร้องไห้ขอความเมตตาหนักหนาสักเพียงใด เธอกลับไม่แยแสสนใจแม้แต่น้อย
“อีแก่ชาติชั่ว! ถ้าแกไม่ยอมคายเงินนั่นออกมา ฉันจะแฉวีรกรรมชั่วๆของลูกชายแกให้ที่ทำงานรู้จนหมดเปลือกเลย! ถึงตอนนั้นก็อย่าหาว่าฉันเลือดเย็นก็แล้วกัน!”
ความเคียดแค้นพยาบาทอัดแน่นอยู่กลางทรวงอกของอู๋ซิ่วเหลียนจนแทบล้นทะลัก หนึ่งชั่วความคิดแผนการนี้ก็ผุดขึ้นมาพอดี ในเมื่ออีแก่สันดานชั่วนี้ไม่ยอมทำตามสัญญา เธอเองก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าใครอีกต่อไปเช่นกัน!
“โอ้? งั้นเหรอ? อยากจะทำอยากจะแฉอะไรกับใครที่ไหนก็เชิญ ฉันไม่สนใจหรอก”
เผชิญกับคำข่มขู่ของอู๋ซิ่วเหลียนเวลานี้ ปฏิกิริยาตอบสนองเดียวที่ย่าอู๋เผยปรากฏผ่านใบหน้าก็คือความเฉยเมย
สองแม่ลูกตระกูลหลินในวันนี้แตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง แล้วน้ำหน้าอย่างอู๋ซิ่วเหลียนจะมีปัญญาสร้างปัญหาอะไรได้อีก?
หลินชิงอี้ผ่านพ้นช่วงเลื่อนตำแหน่งงานมาตั้งนานแล้ว มิหนำซ้ำตอนนี้ที่ทำงานของเขาเขาก็ไม่ใช่ที่นี่ด้วย แต่เป็นอีกสาขาที่อยู่คนละมณฑลกัน ต่อให้อู๋ซิ่วเหลียนจะบุกไปที่โรงงานเพื่อแฉพฤติกรรมของเขา หลินชิงอี้ก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอีกต่อไป
ในทางกลับกัน ใครกันแน่ที่จะสร้างปัญหาให้ใคร?
หากอู๋ซิ่วเหลียนกล้าแฉวีรกรรมทั้งหมดให้โลกรู้จริงๆ นั่นเท่ากับเป็นการเปิดเผยความจริงต่อเสี่ยฉางด้วยเช่นกันว่า ภรรยาของเขาได้เคยแอบไปมีมีสัมพันธ์สวาทกับพี่เขยตัวเองเมื่อครั้งที่ยังเป็นแม่ม่าย!
เชื่อเถอะว่า ผู้หญิงคนนี้มีดีแค่ปาก แต่ไม่มีความกล้าพอ!
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







