LOGINตอนที่ 28 แจ้งตำรวจ (1)
“แม่คะ แม่ว่าติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินจิงซูมันโง่รึเปล่า? รู้ทั้งรู้ว่าพวกเราต้องขโมยของ แต่พวกมันก็ยังเลือกซื้อแต่ของแพงๆกลับมาอีก”
หลินเสวี่ยยัดเชอร์รี่ลูกมันวาวเข้าไปจนเต็มปาก เธอสวาปามอย่างเป็นบ้าเป็นหลังราวกับว่าไม่ได้กินของดีๆพวกนี้มาสองสามชาติแล้ว ขณะที่กินก็พูดพล่ามไปด้วยไม่หยุด ทั้งน้ำลายและเศษเชอร์รี่กระเด็นออกมาจากปาก ดูสกปรกโสโครกอย่างมาก
สภาพของอู๋ซิ่วเหลียนเวลานี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย ทั้งเธอและลูกสาวในตอนนี้ ภาพลักษณ์ต่างดูแทบดูไม่ได้เลย
อู๋ซิ่วเหลียนอ้าปากพ่นคำพูดเย้ยหยันออกมาไม่หยุด ทั้งที่ยังคงเคี้ยวอาหารอยู่เต็มปาก
“เหอะ เหอะ ต่อให้นังติงเสวี่ยเหม่ยไม่ไปตลาดหาซื้อของมาเพิ่มทุกวัน ฉันก็จะหาทางอื่นกลั่นแกล้งพวกมันต่อไป ฉันจะทำให้พวกมันได้กินแค่ไชเท้ากับผักดองเท่านั้น! นังตัวดีกับนังเด็กนรกนั่นคิดจะเสพสุขจากเงินของฉันงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!!”
“แม่คะ ทั้งหมดต้องขอบคุณแผนการที่ชาญฉลาดของแม่ล้วนๆ ตอนนี้ย่าอู๋ก็ดูมีความสุขมาก ส่วนคุณลุงก็ไม่มีท่าทีว่าจะตามตัวติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินจิงซูกลับมาเลย หนูคิดว่าวันที่เราสองแม่ลูกกับคุณลุงจะปรองดองกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน น่าจะใกล้มาถึงแล้วนะคะ! ส่วนนังสารเลวสองแม่ลูกนั่น ปล่อยให้พวกมันตายๆไปซะที!”
หลินเสวี่ยรู้เรื่องความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างแม่ของเธอกับหลินชิงอี้มานานแล้ว และเธอเองก็รู้สึกยินดีเช่นกันที่ทุกอย่างกลายมาเป็นเช่นนี้ หากในภายภาคหน้า คุณลุงแต่งงานใหม่กับแม่ของเธอจริงๆ ต่อไปเธอจะได้เรียกเขาว่า ‘พ่อ’ ได้อย่างเต็มปากเสียที
นึกถึงวันนั้นที่เฝ้าฝันไว้ หลินเสวี่ยก็รู้สึกมีความสุขเหลือเกิน
อู๋ซิ่วเหลียนส่ายหน้าตอบกลับแทบจะในทันที
“ยังหรอก เราต้องทำให้สองคนนั่นหย่ากันซะก่อน”
หลินเสวี่ยถามต่อด้วยความสงสัย
“แต่คุณลุงเคยบอกไว้ว่า ไม่สามารถหย่ากับติงเสวี่ยเหม่ยได้ เพราะอาจกระทบกระเทือนไปถึงชื่อเสียงในที่ทำงานไม่ใช่เหรอคะแม่?”
อู๋ซิ่วเหลียนหัวเราะเยาะเสียงดังคิกคัก
“ก็แค่ทำให้ทุกอย่างมีต้นสายปลายเหตุเท่านั้นก็จบ ถ้าติงเสวี่ยเหม่ยเกิดทำเรื่องผิดพลาดร้ายแรงขึ้นมาจริงๆ ลุงของแกก็จะมีเหตุผลมากพอสำหรับการหย่าร้าง”
“แต่คนอย่างนั้นจะทำอะไรผิดได้ล่ะคะแม่?”
“เด็กโง่ แม่ก็แค่จัดฉากร้ายๆโยนความผิดให้มันไปก็จบแล้ว! ครั้งล่าสุดที่ตรอกนั่น นับว่าโชคของมันยังดี แต่คราวหน้าอย่าหวังว่าจะโชคดีแบบนั้นอีกเลย!”
หลินเสวี่ยฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข พร้อมกับโยนเชอร์รี่อีกลูกเข้าปาก
“นี่แม่ยังฉลาดไม่เปลี่ยนจริงๆ แต่ว่าตอนนี้ผลไม้ของเราใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว ถึงเวลาต้องออกไปขโมยกันอีกรอบแล้วค่ะแม่ โอ้ไม่สิ…จะเรียกว่าขโมยก็ไม่ถูกใช่มั้ยคะ?”
“ก็ใช่น่ะสิ ของพวกนั้นล้วนซื้อมาด้วยเงินของเรา จะออกไปหยิบมาคืนก็ไม่เห็นจะแปลกใช่มั้ย? คุณย่าของแกก็เริ่มบ่นหิวอีกแล้วไม่ใช่เหรอ? ถึงเวลาออกไปจับจ่ายรอบใหม่แล้ว!”
“แม่พูดอีกก็ถูกอีก ทั้งหมดเป็นเพราะนังผู้หญิงหน้าด้านติงเสวี่ยเหม่ย! นังบ้านั่น!”
หลินเสวี่ยปั้นสีหน้าเหี้ยมเกรียมออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ก่อนจะเริ่มอ้าปากสวาปามผลไม้ตรงหน้าต่อไปอย่างมีความสุข
หลังมื้ออาหารค่ำ อู๋ซิ่วเหลียนก็ไปเรียกย่าอู๋และหลินเสวี่ยเพื่อออกปฏิบัติการอีกครั้ง พวกเธอแอบย่องเบาไปที่บ้านโทรมติดริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูอาศัยอยู่
เมื่อมาถึงเขตบูรณะถนน พวกเธอก็เดินอกผายไหล่ผึ่งเข้าไปอย่างไม่เกรงกลัว เพราะบริเวณนี้ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลยแม้แต่คนเดียว ทั้งหมดหยุดยืนอยู่หน้าบ้าน ย่าอู๋ควักกุญแจสำรองออกมาแล้วเปิดประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ละคนช่วยกันขนข้าวขนของออกมาอย่างชำนิชำนาญ
สิ่งที่คนทั้งสามขโมยไปก็คือของกินทั้งหมด พวกเธอแบกถุงใบโตสะพายขึ้นบ่าและกำลังจะเดินจากไป
แต่ทันใดนั้น พลันมีลำแสงส่องสว่างสาดใส่ที่ดวงตาของคนทั้งสามโดยตรง!
“หยุด!” เสียงเคร่งขรึมของเจ้าหน้าตำรวจร้องตะโกนดังลั่น “นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ! วางสิ่งของที่ขโมยลงซะ! แล้วยกมือขึ้นนอนราบไปกับพื้นเดี๋ยวนี้!!”
ทันทีที่รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งย่าอู๋, อู๋ซิ่วเหลียนและหลินเสวี่ยต่างตัวสั่นเทาไม่หยุดด้วยความตื่นตระหนกตกใจสุดขีด
“คะ-คุณตำรวจเข้าใจผิดแล้ว! พวกเราไม่ใช่หัวขโมย! ที่นี่…ที่นี่เป็นบ้านลูกสะใภ้ของฉันเอง พวกเราแค่…”
ย่าอู๋เร่งชี้แจงด้วยน้ำเสียงสั่นเทิ้ม
“หุบปากแล้วไปสถานีตำรวจกับผมเดี๋ยวนี้! ถ้าอยากจะแก้ตัวก็ไปแก้ตัวที่นั่น!”
เจ้าหน้าที่ตำรวจตะคอกเสียงดุ
หญิงชราอย่างย่าอู๋ตกใจจนแทบเป็นลม รีบชูสองมือขึ้นฟ้าและหมอบลงกับพื้นในสภาพร่างกายสั่นเทาไม่หยุด ประหนึ่งว่ากำลังจะขาดใจตาย
อู๋ซิ่วเหลียนกับหลินเสวี่ยที่อยู่ข้างเคียงเห็นเช่นนั้น จึงรีบร้องถามด้วยความเป็นห่วง
“แม่ ไหวรึเปล่าคะ?”
“คุณย่า อย่าทำให้พวกเราตกใจกลัวแบบนี้สิคะ!”
อู๋ซิ่วเหลียนถือโอกาสนี้ชี้แจงกับตำรวจโดยเร็วว่า
“คุณตำรวจคะ พวกเราไม่ใช่หัวขโมยจริงๆ! ไม่เชื่อก็ดูโฉนดบ้านได้! ชื่อเจ้าของบ้านก็คือแม่สามีดิฉันเองค่ะ!”
ย่าอู๋รีบกัดฟันอธิบายเสริมทันที
“ใช่แล้ว! ใช่แล้ว! ฉันมีมีโฉนดที่ดินของบ้านหลังนี้ค่ะ!”
ในเวลาเดียวกันนั้น พลันปรากฏเงาร่างทั้งสองเดินออกมาจากความมืด และไม่ใช่ใครอื่น ทั้งสองก็คือติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูนั่นเอง
หลินจิงซูเอ่ยถามด้วยสีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง
“อ้าว? คุณย่า ป้ารอง แล้วก็พี่เสวี่ย ดึกๆดื่นๆแบบนี้ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะคะ?”
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล




![พื้นที่นี้มีคนเก่า [อ่านฟรี เป็นของขวัญปีใหม่]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


