Home / แฟนตาซี / ทายาทจักรพรรดิมังกร / บทที่ 43 เปลวเพลิงที่ไม่ดับสูญ

Share

บทที่ 43 เปลวเพลิงที่ไม่ดับสูญ

last update Petsa ng paglalathala: 2026-10-23 19:39:42

หลงเยี่ยกำลังฝึกควบคุมเปลวเพลิงอยู่ในลานด้านหลังป้อมปราการ เมื่อเปลวไฟสีแดงบนฝ่ามือพลันเปลี่ยนเป็นสีขาวทอง

เขารีบกำมือ ทว่าความร้อนที่ควรดับลงกลับแผ่กระจายไปทั่วแขน เกล็ดมังกรสีแดงปรากฏขึ้นใต้ผิวหนังทีละชิ้น ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

หลงเยี่ยถอยหลังหนึ่งก้าว

“เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะเนี่ย…”

เขาพยายามเรียกเปลวเพลิงกลับมา แต่คราวนี้กลับไม่มีเปลวไฟปรากฏขึ้นแม้แต่น้อย

ความเงียบทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าเดิม

นับตั้งแต่เหตุการณ์ในช่องเขาเพลิงดำ เขาเริ่มแยกความแตกต่างระหว่างพลังของตนเองกับพลังสีดำที่แทรกเข้ามาได้บ้างแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่เหมือนกับทุกครั้ง

มันไม่ได้ทำให้เขาเจ็บปวด

กลับให้ความรู้สึกคล้ายมีบางสิ่งกำลังห่อหุ้มเขาเอาไว้

“เจ้าทำอะไรอยู่?”

ไป๋เหวินเดินเข้ามาพร้อมตะกร้าสมุนไพร เมื่อเห็นสีหน้าของหลงเยี่ย เขาก็วางตะกร้าลงทันที

“พลังผิดปกติอีกแล้วหรือ?”

“ข้าไม่แน่ใจขอรับ เมื่อครู่ไฟของข้าเปลี่ยนสี แต่ไม่มีความรู้สึกเหมือนตอนที่ถูกพลังสีดำควบคุม”

ไป๋เหวินจับข้อมือเขาเพื่อตรวจชีพจรพลังมังกร

ผ่านไปครู่หนึ่ง ชายชราก็ขมวดคิ้ว

“พลังมังกรของเจ้ายังอยู่ครบ แต่มีบางอย่างเพิ่มขึ้นมา”

“เป็นพลังสีดำหรือไม่ขอรับ?”

“ไม่ใช่”

คำตอบนั้นทำให้หลงเยี่ยชะงัก

ไป๋เหวินตรวจอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยมืออย่างระมัดระวัง

“ข้าสัมผัสได้ถึงพลังความร้อนที่ละเอียดมาก มันไม่ได้ไหลสวนทางกับพลังมังกรของเจ้าเหมือนสิ่งที่แทรกเข้ามาก่อนหน้านี้ แต่กลับอยู่ลึกลงไป ราวกับกำลังหลับอยู่”

หลงเยี่ยก้มมองฝ่ามือตัวเอง

“แล้วมันเป็นอันตรายหรือไม่ขอรับ?”

“ข้ายังตอบไม่ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าควรจำไว้”

ไป๋เหวินสบตาเขา

“อย่ารีบคิดว่าพลังทุกอย่างที่เจ้าไม่เข้าใจเป็นศัตรู และอย่าคิดว่าพลังที่ไม่ทำร้ายเจ้าจะเป็นมิตรเสมอไป”

หลงเยี่ยพยักหน้า

เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าการควบคุมพลังไม่ใช่เพียงการทำให้มันเชื่อฟัง แต่ยังหมายถึงการรู้จักหยุดเมื่อไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นด้วย

“ข้าจะระวังขอรับ”

ไป๋เหวินยกตะกร้าสมุนไพรขึ้น ก่อนจะเหลือบมองฝ่ามือของเขาอีกครั้ง

“ดี แล้ววันนี้ก็พอแค่นี้ อย่าฝึกต่อจนร่างกายรับไม่ไหว”

หลงเยี่ยถอนหายใจ

“ท่านพูดเหมือนแม่ข้าไม่มีผิด”

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ควรเชื่อฟังให้เหมือนเด็กที่มีแม่คอยสั่งสอนเสียบ้าง”

ชายชราหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้หลงเยี่ยยืนมองตามด้วยสีหน้าพูดไม่ออก

แม้จะถูกตำหนิ แต่เขากลับรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย

อย่างน้อยครั้งนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงลำพัง

เฟิงอ้าวเทียนได้รับรายงานเรื่องเปลวเพลิงสีขาวทองในช่วงบ่าย

เขากำลังหารือกับมู่ชางเกี่ยวกับการจัดกำลังป้องกันป้อมปราการ เมื่อไป๋เหวินเข้ามาแจ้งเรื่องของหลงเยี่ยพอดี

“พลังเปลี่ยนสี แต่ไม่มีความเสียหายต่อเส้นพลังมังกรหรือ?”

เฟิงอ้าวเทียนทวนคำ

“ขอรับ ข้าตรวจดูแล้ว ไม่พบร่องรอยการกัดกินแบบพลังสีดำ แต่ก็ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าพลังใหม่นี้คืออะไร”

มู่ชางกอดอก

“เด็กคนนั้นเพิ่งผ่านเหตุการณ์หนักหนามาไม่นาน หากมีพลังอื่นเกิดขึ้นอีก เราควรจับตาดูเขาให้ใกล้ชิด”

“จับตาดูได้ แต่ห้ามปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นสิ่งอันตราย”

เฟิงอ้าวเทียนกล่าวอย่างหนักแน่น

“เขากำลังพยายามควบคุมพลังของตัวเอง หากเราทำให้เขารู้สึกว่าทุกคนหวาดกลัวเขา ก็เท่ากับผลักเขาให้กลับไปอยู่กับความกลัวเพียงลำพัง”

มู่ชางพยักหน้า

“ข้าเข้าใจแล้ว”

หลินซีเหยาซึ่งนั่งฟังอยู่ข้างหน้าต่างหันกลับมา

“ข้าอยากพบหลงเยี่ยค่ะ บางทีพลังสีเงินของข้าอาจช่วยให้เรามองเห็นความแตกต่างระหว่างพลังทั้งสองได้ชัดขึ้น”

เฟิงอ้าวเทียนมองนาง

“หากมันตอบสนองต่อพลังของเจ้าอีก เจ้าต้องหยุดทันที”

“ข้ารู้ค่ะ”

“ครั้งก่อนเจ้าก็พูดเช่นนี้”

หลินซีเหยาหรี่ตามองเขา

“แล้วครั้งก่อนใครกันที่ปล่อยพลังมังกรออกไปก่อนที่ข้าจะทันห้าม?”

มู่ชางหันหน้าหนีอย่างรวดเร็ว ทำเป็นสนใจรายงานบนโต๊ะ

เฟิงอ้าวเทียนนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ข้าจำไม่ได้”

“จริงหรือคะ?”

“ใช่”

“เช่นนั้นข้าคงต้องให้มู่ชางช่วยเตือนความจำพระองค์เสียแล้ว”

“ซีเหยา”

น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย

“ข้าจะระวัง”

นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมพยักหน้า

“ตกลงค่ะ แต่พระองค์ต้องทำตามที่พูดจริง ๆ”

เฟิงอ้าวเทียนยื่นมือไปหา

“ข้ารับปาก”

หลินซีเหยาวางมือลงบนฝ่ามือเขาเพียงครู่เดียว ก่อนลุกขึ้นเดินนำออกจากห้อง

มู่ชางมองตามทั้งคู่ แล้วถอนหายใจ

“ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าหน้าที่ของข้าในป้อมปราการคือฝึกองค์ชาย หรือคอยดูแลไม่ให้องค์ชายทะเลาะกับว่าที่คู่ครองกันแน่”

เฟิงอ้าวเทียนหันกลับมามองทันที

“เจ้าพูดอะไรนะ?”

“กระหม่อมไม่ได้พูดอะไรพ่ะย่ะค่ะ”

มู่ชางตอบรวดเร็ว ก่อนรีบเดินตามหลินซีเหยาไปอีกทาง

หลงเยี่ยรอทั้งสามอยู่ในลานฝึก

เมื่อเฟิงอ้าวเทียนมาถึง เขาก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพ

“ขออภัยที่ทำให้ทุกท่านต้องเป็นห่วงขอรับ”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษเพราะพลังของตัวเองเปลี่ยนแปลง”

เฟิงอ้าวเทียนกล่าว

“สิ่งที่เราต้องทำคือเรียนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และหาวิธีรับมือหากมันกลายเป็นอันตราย”

หลงเยี่ยพยักหน้า ก่อนหันไปหาหลินซีเหยา

“ท่านหญิง ท่านสัมผัสพลังของข้าได้หรือไม่ขอรับ?”

“ข้าจะลองดู แต่ถ้าเจ้ารู้สึกผิดปกติ ต้องบอกทันที”

นางยื่นมือออกไปโดยไม่แตะตัวเขา พลังสีเงินบางเบาค่อย ๆ แผ่ออกจากปลายนิ้ว ราวกับสายน้ำที่ไหลผ่านอากาศ

หลงเยี่ยหลับตาและเรียกเปลวเพลิงของตนเองออกมา

ไฟสีแดงปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวทองอีกครั้ง

คราวนี้ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีเปลวไฟสีดำ และไม่มีเสียงปริศนาที่คอยบังคับเขา

มีเพียงความอบอุ่นที่ไหลจากฝ่ามือไปถึงกลางอก

หลินซีเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย

“แปลกมาก…”

เฟิงอ้าวเทียนก้าวเข้ามาใกล้

“เกิดอะไรขึ้น?”

“พลังสีเงินของข้าสัมผัสได้ถึงเปลวเพลิง แต่ไม่ได้ถูกดึงเข้าไปเหมือนตอนอยู่ที่ช่องเขาเพลิงดำ”

นางมองเปลวไฟบนมือหลงเยี่ย

“กลับเหมือนมีบางสิ่งกำลังตอบรับพลังของเขาอยู่”

หลงเยี่ยลืมตาขึ้น

“หมายความว่าพลังนี้เป็นของข้าหรือขอรับ?”

“ข้ายังยืนยันไม่ได้ แต่ดูเหมือนมันไม่ได้พยายามแย่งชิงการควบคุมจากเจ้า”

เฟิงอ้าวเทียนพิจารณาเปลวไฟอย่างระมัดระวัง

ทันใดนั้น พลังสีเงินบริเวณข้อมือของเขาก็สว่างขึ้น

เปลวไฟสีขาวทองสั่นไหว ก่อนจะแผ่ขยายออกเป็นวงกลมเล็ก ๆ เหนือฝ่ามือหลงเยี่ย

ภายในวงกลมนั้นปรากฏภาพของมังกรสีแดงตัวหนึ่ง

มันกำลังบินอยู่เหนือทะเลเพลิง ปีกขนาดใหญ่ทอดเงาปกคลุมภูเขาที่แตกร้าว ขณะที่มังกรสีเงินอีกตัวบินอยู่ข้างกาย ทั้งสองไม่ได้ต่อสู้กัน แต่กำลังช่วยกันประคองเปลวไฟดวงหนึ่งเอาไว้ระหว่างกลาง

เปลวไฟนั้นไม่ใหญ่ไปกว่าเกล็ดมังกรหนึ่งชิ้น ทว่ามันยังคงสว่างอยู่แม้รอบด้านจะเต็มไปด้วยความมืด

หลงเยี่ยจ้องภาพตรงหน้าอย่างไม่อาจละสายตา

“ข้าเคยเห็นภาพนี้…”

เสียงของเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน

หลินซีเหยาหันไปมอง

“ในความฝันหรือ?”

“ขอรับ แต่ครั้งนี้ชัดเจนกว่าเดิม”

ภาพมังกรสีแดงค่อย ๆ โน้มตัวลง ใช้ปีกห่อหุ้มเปลวไฟดวงนั้น ขณะที่มังกรสีเงินปล่อยพลังของตนเองเป็นวงแหวนล้อมรอบ

ไม่มีตัวใดพยายามกลืนกินอีกฝ่าย

ทั้งสองเพียงช่วยกันรักษาสิ่งเล็ก ๆ ที่กำลังจะดับสูญ

จากนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นภายในลานฝึก

“เปลวเพลิงอมตะ มิได้หมายถึงไฟที่ไม่มีวันดับ”

ทุกคนหันไปมองรอบด้านทันที

เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากปากของผู้ใด แต่เหมือนแทรกออกมาจากภาพที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศ

“หากไม่มีผู้ใดรักษามันไว้ ต่อให้เป็นไฟแห่งบรรพกาล ก็อาจสูญสิ้นได้เช่นกัน”

ภาพมังกรทั้งสองเลือนหายไป

เปลวไฟบนมือหลงเยี่ยกลับกลายเป็นสีแดงตามเดิม ก่อนจะดับลงอย่างสงบ

หลงเยี่ยทรุดเข่าลงกับพื้นทันที

เฟิงอ้าวเทียนรีบประคองไหล่เขาไว้ ขณะที่หลินซีเหยาถอยพลังสีเงินกลับมา

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

หลงเยี่ยหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า

“ข้าไม่เป็นไรขอรับ เพียงแต่…ภาพเมื่อครู่ทำให้ข้านึกถึงบางอย่าง”

“อะไร?”

“มังกรสีแดงตัวนั้น”

เขาก้มมองมือของตัวเอง

“ข้ารู้สึกว่ามันไม่ได้กำลังปกป้องเปลวไฟเพียงอย่างเดียว แต่มันกำลังปกป้องใครบางคนที่อยู่ภายในเปลวไฟนั้นด้วย”

คำพูดของเขาทำให้ทุกคนเงียบลง

ภาพที่ปรากฏไม่ได้บอกว่าใครเป็นฝ่ายสร้างความมืด หรือเหตุใดเปลวเพลิงจึงตกอยู่ในอันตราย

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ มังกรสีแดงไม่ได้ยอมให้เปลวไฟดับลง แม้ตัวมันเองจะต้องเผชิญกับอันตรายก็ตาม

เฟิงอ้าวเทียนช่วยให้หลงเยี่ยลุกขึ้นยืน

“อย่าเพิ่งฝืนเรียกภาพนั้นกลับมา หากมันปรากฏขึ้นอีก เจ้าค่อยบอกเราว่าเห็นอะไร”

หลงเยี่ยพยักหน้า

“ขอรับ”

หลินซีเหยามองไปยังทิศตะวันออก

นางสัมผัสได้ว่าพลังสีเงินของตนยังคงตอบสนองต่อบางสิ่งที่อยู่ไกลออกไป แต่ครั้งนี้มันไม่ได้เตือนภัย

กลับมีความรู้สึกคล้ายการรอคอยปะปนอยู่ด้วย

“ข้าคิดว่าเราควรไปที่ภูเขาทางตะวันออกอีกครั้งค่ะ”

มู่ชางขมวดคิ้ว

“เพราะภาพเมื่อครู่หรือ?”

“เพราะพลังที่ตอบสนองกับหลงเยี่ยไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตัวเขา ข้ารู้สึกว่ามันกำลังเชื่อมโยงกับเปลวเพลิงที่เราเคยพบในถ้ำ”

เฟิงอ้าวเทียนมองนาง ก่อนหันไปหาหลงเยี่ย

“แต่เราจะไม่พาเจ้าไปจนกว่าจะมั่นใจว่าร่างกายของเจ้าพร้อม”

หลงเยี่ยกำมือแน่น

คราวนี้เขาไม่ได้รีบตอบตกลงหรือปฏิเสธ

เขานึกถึงเสียงที่เคยบังคับให้ตนเดินทางไปยังช่องเขาเพลิงดำ และนึกถึงความรู้สึกที่ราวกับมีใครบางคนกำลังดึงเขาเข้าไปในความมืด

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่แตกต่างออกไป

เขาไม่ได้ถูกบังคับให้ทำสิ่งใด

เขาเพียงได้เห็นภาพหนึ่ง และยังมีสิทธิ์เลือกว่าจะทำอย่างไรต่อไป

“ข้าจะฝึกควบคุมพลังให้ดีขึ้นขอรับ” หลงเยี่ยกล่าว “เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะไปด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะมีเสียงใดเรียกข้า”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า

“ดี นั่นเป็นการตัดสินใจของเจ้า”

ค่ำวันนั้น ซูเหวินส่งข้อความจากเมืองหลวงมายังป้อมปราการ

เขาไม่ได้นำบันทึกฉบับใหม่มาให้ แต่แจ้งว่าตำราโบราณซึ่งกล่าวถึงเปลวเพลิงอมตะมีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา สิ่งที่ยังอ่านได้กล่าวถึงเปลวไฟที่ได้รับการปกป้องจากสายเลือดมังกรสองสาย และเตือนว่าอย่าใช้คำว่าอมตะเพื่อสรุปว่าพลังนั้นไม่มีวันสูญสิ้น

เฟิงอ้าวเทียนอ่านข้อความจนจบ ก่อนพับแผ่นกระดาษเก็บไว้

“อย่างน้อยก็สอดคล้องกับสิ่งที่เราเห็น”

หลินซีเหยานั่งอยู่ตรงข้ามเขา

“แต่ยังไม่ได้บอกว่าใครเป็นผู้สร้างเปลวไฟ หรือสิ่งใดกำลังพยายามทำให้มันดับลง”

“ใช่”

เขาวางกระดาษลง

“และข้าจะไม่ตัดสินจากภาพเพียงภาพเดียว”

นางยิ้มบาง ๆ

“พระองค์เริ่มเรียนรู้ที่จะรอแล้วนะคะ”

“เจ้ากำลังชมข้าหรือ?”

“ถ้าพระองค์อยากคิดเช่นนั้นก็ได้ค่ะ”

เฟิงอ้าวเทียนมองนางอย่างรู้ทัน แต่ไม่ได้โต้เถียง

นอกหน้าต่าง ลมจากภูเขาพัดผ่านยอดไม้จนใบไม้ไหวเบา ๆ

หลินซีเหยาหลุบตามองมือของตัวเอง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า

“หากวันหนึ่งเราพบว่าบรรพชนของเราทำบางอย่างผิดพลาดจริง ๆ พระองค์จะทำอย่างไรคะ?”

เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบในทันที

เขานึกถึงภาพมังกรสีดำทองที่เคยปรากฏในความทรงจำ ภาพมังกรสีเงินที่ยืนอยู่หลังประตู และคำเตือนที่เขาได้รับซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอย่าเชื่อทุกสิ่งที่บรรพชนทิ้งไว้ให้

“ข้าจะไม่ปกป้องความผิดเพียงเพราะคนที่ทำเป็นบรรพชนของข้า”

เขาตอบในที่สุด

“แต่ข้าก็จะไม่กล่าวโทษพวกเขาโดยไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร”

หลินซีเหยามองเขานิ่ง ๆ

“ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าก็จะทำเหมือนกันค่ะ”

“แม้ความจริงจะทำให้เจ้าผิดหวังหรือ?”

“ข้าอาจผิดหวังได้ แต่ข้าไม่อยากให้ความกลัวเป็นคนตัดสินแทนข้า”

เฟิงอ้าวเทียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือไปวางไว้บนโต๊ะใกล้กับมือของนาง

เขาไม่ได้บังคับให้นางจับมือ และไม่ได้เรียกร้องคำมั่นสัญญาใด ๆ

หลินซีเหยามองมือเขา ก่อนค่อย ๆ วางมือของตัวเองลงข้างกัน

ระยะห่างระหว่างฝ่ามือทั้งสองเหลือเพียงนิดเดียว

“ถ้าอย่างนั้น เราก็ค่อย ๆ หาคำตอบไปด้วยกัน”

นางกล่าวเบา ๆ

เฟิงอ้าวเทียนยิ้ม

“ตกลง”

ใต้ช่องเขาเพลิงดำ ความมืดยังคงปกคลุมประตูหินโบราณ

เปลวไฟสีดำที่เคยลุกโชนอยู่ด้านหลังประตูสงบนิ่งลงชั่วขณะ ทว่าประกายสีแดงกลับปรากฏขึ้นบนรอยแตกของโซ่ตรวนเส้นหนึ่ง

ประกายไฟนั้นไม่ได้เผาทำลายโซ่

มันเพียงไหลผ่านรอยแตก แล้วหยุดอยู่ตรงสัญลักษณ์วงแหวนสามชั้น

ทันใดนั้น เปลวไฟสีเงินขนาดเล็กก็ปรากฏขึ้นอีกด้านหนึ่งของประตู

ไฟทั้งสองไม่ได้รวมตัวกัน

พวกมันเพียงส่องสว่างอยู่คนละฝั่ง ราวกับกำลังรอให้บางสิ่งตอบรับ

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากส่วนลึกที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น

“เปลวเพลิงยังไม่ดับ…”

อีกเสียงหนึ่งตอบกลับมาแผ่วเบา จนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงของผู้ใด

“แต่ผู้ที่รักษามันไว้ กำลังจะต้องเลือกอีกครั้ง”

ประกายไฟสีแดงสั่นไหว

โซ่ตรวนยังคงปิดประตูเอาไว้ ทว่ารอยแตกไม่ได้ขยายใหญ่ขึ้น และพลังสีดำก็ไม่ได้พุ่งออกมาจากด้านใน

ทุกสิ่งยังคงอยู่ในสภาพที่ไม่อาจอธิบายได้

มีเพียงสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป

เป็นครั้งแรกในรอบเวลายาวนาน เปลวเพลิงที่ถูกกักขังอยู่หลังประตูไม่ได้ตอบสนองต่อพลังสีดำเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

และห่างออกไปทางทิศตะวันออก หลงเยี่ยซึ่งกำลังพักผ่อนอยู่ในห้องก็ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน

เปลวไฟสีแดงดวงเล็กปรากฏขึ้นบนปลายนิ้วของเขา

มันส่องสว่างอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนดับลงด้วยการตัดสินใจของเจ้าของร่าง

หลงเยี่ยมองปลายนิ้วตัวเอง แล้วเอนตัวกลับลงบนเตียง

ครั้งนี้เขาไม่ได้ยินเสียงเรียก

ไม่ได้เห็นดวงตาสีดำในเงาสะท้อน

และไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดกำลังควบคุมร่างกายของเขา

เขาเพียงรู้ว่าพลังของตนเองยังคงอยู่

ส่วนสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังประตูนั้น จะเป็นมิตรหรือศัตรู เขายังไม่รู้

แต่เมื่อถึงวันที่ต้องเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง เขาตั้งใจว่าจะเป็นผู้เลือกด้วยตัวเองว่าจะรักษาเปลวเพลิงนั้นไว้ หรือปล่อยให้มันมอดดับลง

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 50 ปีกทั้งสาม

    อวิ๋นฮุยสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในช่วงบ่ายของวันถัดมา แม้ปีกซ้ายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เส้นสีแดงใต้เกล็ดก็จางลงจนแทบมองไม่เห็น เหลือเพียงประกายสีขาวเล็ก ๆ ตรงขอบปีกที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว ไป๋เหวินตรวจอาการของมันอย่างละเอียด ก่อนหันไปบอกเฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาที่รออยู่ด้านนอก “อาการดีขึ้นมาก แต่ยังไม่ควรบินเป็นระยะทางไกล หากมันฝืนใช้ปีกซ้าย เส้นพลังที่เพิ่งเชื่อมต่อกันอาจเสียหายอีกครั้ง” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ต้องพักอีกกี่วัน?” “ข้าบอกไม่ได้แน่ชัด บางทีอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่ามันฟื้นตัวได้เร็วเพียงใด” หลินซีเหยามองผ่านประตูเข้าไป อวิ๋นฮุยกำลังใช้กรงเล็บเขี่ยผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่ มันดูไม่พอใจนักที่ต้องนอนพักนานกว่าที่ต้องการ “ข้าคิดว่ามันคงไม่อยากรอค่ะ” “ไม่อยากรอก็ต้องรอ” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “หากมันกลับไปทั้งที่ยังบาดเจ็บ แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เราอาจช่วยมันไม่ทัน” นางหันมามองเขา “ท่านกำลังพูดถึงอวิ๋นฮุย หรือกำลังเตือนตัวเองอยู่คะ?” เฟิงอ้าวเทียนชะงักเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” “ท่านเองก็ชอบฝืนใช้พลังทั้งที่ยังไม่เข้าใจมั

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 49 ประกายใต้ม่าน

    อวิ๋นฮุยไม่ยอมหลับอีกเลยตลอดคืน มันนอนอยู่บนเตียงหินในเรือนรักษา ดวงตาสีอำพันจับจ้องไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะ ทุกครั้งที่ลมพัดผ่านหน้าต่าง เกล็ดบริเวณปีกซ้ายจะสะท้อนประกายสีขาวจาง ๆ ราวกับมีแสงเล็กน้อยซ่อนอยู่ใต้ผิวเกล็ด ไป๋เหวินตรวจอาการของมันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เขาลองใช้พลังรักษาแบบเดิม แต่กลับพบว่ารอยบาดเจ็บไม่ได้ตอบสนองเหมือนก่อน “แปลกจริง” ชายชราพึมพำ พลางถอนมือออกจากปีกของอวิ๋นฮุย หลินซีเหยาซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ถามขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้นคะ?” “พลังที่เกาะอยู่บนปีกลดลงมาก แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ที่แปลกกว่านั้นคือแก่นพลังของมันเริ่มสร้างเส้นทางเชื่อมต่อขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง” เฟิงอ้าวเทียนมองมังกรเกล็ดสีเทา “หมายความว่ามันกำลังฟื้นตัวหรือ?” “ส่วนหนึ่งใช่ แต่ข้ายังไม่กล้ารับรองว่าปีกจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม” ไป๋เหวินตอบ “สิ่งที่น่ากังวลคือเส้นทางใหม่นี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับแก่นพลังเพียงอย่างเดียว มันกำลังส่งพลังไปยังทิศตะวันออกด้วย” หลินซีเหยาหันไปมองหน้าต่าง “หุบเขาแห่งนั้นหรือคะ?” “อาจเป็นไปได้” อวิ๋นฮุยยกหัวขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของนาง มันส่งเสียงต่ำในลำคอ ก่อนขยับกร

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 48 เส้นทางแห่งปีก

    เสียงกระพือปีกจากใต้หุบเขายังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของชายเสื้อคลุมสีเทา แม้เขาจะออกจากสะพานหินมาไกลแล้วก็ตาม เขาหยุดอยู่บนหน้าผาสูง มองลงไปยังหมอกที่ปกคลุมหุบเขาเบื้องล่าง ก่อนยกมือขึ้นตรวจดูรอยแตกบนข้อมือ ประกายสีแดงที่เคยสว่างอยู่ภายในเริ่มจางลง เหลือเพียงเส้นบาง ๆ คล้ายเปลวไฟที่กำลังรอเชื้อเพลิง “ยังไม่ควรเร่งเจ้า…” เขาพึมพำกับตัวเอง “หากตื่นก่อนเวลา สิ่งที่ถูกปกป้องจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำลายเสียเอง” ลมบนหน้าผาพัดแรงขึ้น ชายผู้นั้นดึงแขนเสื้อลงปิดข้อมือ ก่อนก้าวหายเข้าไปในม่านหมอก ไกลออกไป ป้อมมังกรเหนือกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อวิ๋นฮุย มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือ ยังคงพักอยู่ในเรือนรักษา ไป๋เหวินสั่งให้ทหารเฝ้าดูอาการโดยไม่เข้าใกล้ปีกซ้ายเกินจำเป็น แม้รอยไหม้จะไม่ลุกลาม แต่เส้นพลังสีแดงจาง ๆ ยังคงปรากฏอยู่ใต้เกล็ดเป็นระยะ หลินซีเหยาเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาสมุนไพร นางวางถ้วยลงข้างเตียงหินแล้วนั่งยอง ๆ เพื่อสังเกตลมหายใจของมัน “วันนี้รู้สึกดีขึ้นหรือยัง อวิ๋นฮุย?” มังกรเกล็ดสีเทาลืมตาขึ้น ดวงตาสีอำพันมองถ้วยยา ก่อนหันไปมองนาง หลินซีเหยาหัวเราะเบา ๆ “ข้

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 47 ตราปีกสีเทา

    มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือจากเชิงเขายังคงนอนพักอยู่ในเรือนรักษาทางทิศเหนือของป้อมมังกรเหนือ แม้บาดแผลบริเวณปีกจะได้รับการดูแลแล้ว แต่รอยไหม้ที่ไม่ปล่อยความร้อนกลับยังคงปรากฏอยู่บนเกล็ดเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรอยแตกร้าวของหิน ไป๋เหวินตรวจดูบาดแผลเป็นครั้งที่สาม ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “ร่างกายของมันแข็งแรงกว่าที่คิด แต่พลังบริเวณปีกกลับไม่ยอมไหลเวียนตามปกติ” มู่ชางยืนกอดอกอยู่ข้างเตียงหิน “เป็นเพราะเงาที่ผ่านเหนือภูเขาหรือไม่?” “ข้ายังตอบไม่ได้” ไป๋เหวินเก็บเครื่องมือ “หากเป็นบาดแผลจากการต่อสู้จริง อย่างน้อยควรมีร่องรอยของพลังที่ปะทะกัน แต่สิ่งนี้คล้ายกับมีใครบางคนกดพลังของมันไว้จากภายใน” เฟิงอ้าวเทียนซึ่งยืนอยู่ใกล้หน้าต่างหันกลับมา “แล้วมีวิธีคลายมันหรือไม่?” “มี แต่ข้าต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่กดพลังของมันอยู่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือเป็นพลังที่เข้ามาจากภายนอก หากลงมือผิดวิธี ปีกของมันอาจสูญเสียความสามารถในการรับพลังไปตลอดกาล” หลินซีเหยาก้มมองมังกรเกล็ดสีเทา มันมีขนาดใหญ่กว่าม้าศึกเล็กน้อย เขาสองข้างโค้งไปทางด้านหลัง เกล็ดบริเวณลำคอเรียงซ้อนกันเป็นชั้นคล้ายเกราะเก่า ดวงตาสีอ

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 46 เงาปีกเหนือแผ่นดิน

    หลินซีเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อพลังสีเงินบริเวณข้อมือสั่นสะเทือนอย่างผิดปกติ นางลุกขึ้นนั่ง มองกำไลเงินที่กำลังเปล่งประกายเป็นจังหวะช้า ๆ แสงนั้นไม่ได้สว่างจ้าจนแสบตา แต่กลับมีความรู้สึกเย็นเยียบแทรกอยู่ภายใน ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ไกลออกไป นางยกมือขึ้นแตะกำไลเบา ๆ “เกิดอะไรขึ้นอีก…” ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเกล็ดเงิน ภาพของท้องฟ้าสีแดงก็ปรากฏขึ้นในความคิด ปีกขนาดใหญ่ทอดผ่านยอดเขา เงามังกรเคลื่อนตัวเหนือทะเลหมอก ขณะที่เปลวไฟสีแดงหลายสายไหลไปตามพื้นดินราวกับสายน้ำ ภาพนั้นไม่ชัดเจนพอให้นางมองเห็นรูปร่างของสิ่งที่บินอยู่ แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาทำให้นางมั่นใจว่ามันไม่ได้เป็นเพียงภาพจากความทรงจำของตนเอง มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ป้อมปราการ หลินซีเหยาดึงมือกลับ ภาพทั้งหมดพลันหายไป นางไม่ได้พยายามเรียกมันกลับมา เพราะบทเรียนที่ผ่านมาได้สอนให้นางรู้ว่า การฝืนเปิดรับพลังที่ไม่เข้าใจอาจทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย นางลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม แล้วเดินออกจากห้องพัก ระหว่างทางไปยังหอคอยกลาง นางพบมู่ชางกำลังเดินตรวจเวรพอดี “ท่านหญิง? เหตุใดจึงออกมาเวลานี้?” “ข้ารู้สึกถึงความ

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 45 คำสาบานใต้ปีกเพลิง

    เกล็ดมังกรสีแดงยังคงวางอยู่บนโต๊ะหินภายในห้องประชุมของป้อมปราการ แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว แต่ความอบอุ่นบางเบาก็ยังแผ่ออกมาจากมันอย่างสม่ำเสมอ หลงเยี่ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยา เขามองเกล็ดชิ้นนั้นเป็นระยะ คล้ายกำลังพยายามทำความเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร มู่ชางยืนกอดอกอยู่ใกล้ประตู ส่วนไป๋เหวินวางอุปกรณ์ตรวจพลังไว้บนโต๊ะโดยไม่ได้แตะต้องเกล็ดมังกรโดยตรง “ข้าไม่พบร่องรอยของพลังสีดำในเกล็ดชิ้นนี้” ไป๋เหวินกล่าว “แต่พลังภายในมันก็ไม่เหมือนเปลวเพลิงทั่วไปเช่นกัน” หลงเยี่ยเงยหน้าขึ้น “หมายความว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่หลังประตูหรือขอรับ?” “ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น” ชายชราตอบ “การที่มันไม่มีพลังสีดำ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีความเกี่ยวข้องกับประตู เพียงแต่เรายังไม่มีเหตุผลพอจะสรุปว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้าเห็นด้วย “เราจะไม่ตัดสินจากรูปลักษณ์หรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เก็บเกล็ดไว้ในที่ปลอดภัยก่อน หากมันเปลี่ยนแปลงอีก เราจะได้สังเกตเห็นโดยไม่ต้องเสี่ยงกับร่างกายของหลงเยี่ย” มู่ชางหยิบกล่องหินที่เตรียมไว้ขึ้นมา ภาย

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status