Mag-log inหลงเยี่ยกำลังฝึกควบคุมเปลวเพลิงอยู่ในลานด้านหลังป้อมปราการ เมื่อเปลวไฟสีแดงบนฝ่ามือพลันเปลี่ยนเป็นสีขาวทอง
เขารีบกำมือ ทว่าความร้อนที่ควรดับลงกลับแผ่กระจายไปทั่วแขน เกล็ดมังกรสีแดงปรากฏขึ้นใต้ผิวหนังทีละชิ้น ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว หลงเยี่ยถอยหลังหนึ่งก้าว “เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะเนี่ย…” เขาพยายามเรียกเปลวเพลิงกลับมา แต่คราวนี้กลับไม่มีเปลวไฟปรากฏขึ้นแม้แต่น้อย ความเงียบทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าเดิม นับตั้งแต่เหตุการณ์ในช่องเขาเพลิงดำ เขาเริ่มแยกความแตกต่างระหว่างพลังของตนเองกับพลังสีดำที่แทรกเข้ามาได้บ้างแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่เหมือนกับทุกครั้ง มันไม่ได้ทำให้เขาเจ็บปวด กลับให้ความรู้สึกคล้ายมีบางสิ่งกำลังห่อหุ้มเขาเอาไว้ “เจ้าทำอะไรอยู่?” ไป๋เหวินเดินเข้ามาพร้อมตะกร้าสมุนไพร เมื่อเห็นสีหน้าของหลงเยี่ย เขาก็วางตะกร้าลงทันที “พลังผิดปกติอีกแล้วหรือ?” “ข้าไม่แน่ใจขอรับ เมื่อครู่ไฟของข้าเปลี่ยนสี แต่ไม่มีความรู้สึกเหมือนตอนที่ถูกพลังสีดำควบคุม” ไป๋เหวินจับข้อมือเขาเพื่อตรวจชีพจรพลังมังกร ผ่านไปครู่หนึ่ง ชายชราก็ขมวดคิ้ว “พลังมังกรของเจ้ายังอยู่ครบ แต่มีบางอย่างเพิ่มขึ้นมา” “เป็นพลังสีดำหรือไม่ขอรับ?” “ไม่ใช่” คำตอบนั้นทำให้หลงเยี่ยชะงัก ไป๋เหวินตรวจอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยมืออย่างระมัดระวัง “ข้าสัมผัสได้ถึงพลังความร้อนที่ละเอียดมาก มันไม่ได้ไหลสวนทางกับพลังมังกรของเจ้าเหมือนสิ่งที่แทรกเข้ามาก่อนหน้านี้ แต่กลับอยู่ลึกลงไป ราวกับกำลังหลับอยู่” หลงเยี่ยก้มมองฝ่ามือตัวเอง “แล้วมันเป็นอันตรายหรือไม่ขอรับ?” “ข้ายังตอบไม่ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าควรจำไว้” ไป๋เหวินสบตาเขา “อย่ารีบคิดว่าพลังทุกอย่างที่เจ้าไม่เข้าใจเป็นศัตรู และอย่าคิดว่าพลังที่ไม่ทำร้ายเจ้าจะเป็นมิตรเสมอไป” หลงเยี่ยพยักหน้า เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าการควบคุมพลังไม่ใช่เพียงการทำให้มันเชื่อฟัง แต่ยังหมายถึงการรู้จักหยุดเมื่อไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นด้วย “ข้าจะระวังขอรับ” ไป๋เหวินยกตะกร้าสมุนไพรขึ้น ก่อนจะเหลือบมองฝ่ามือของเขาอีกครั้ง “ดี แล้ววันนี้ก็พอแค่นี้ อย่าฝึกต่อจนร่างกายรับไม่ไหว” หลงเยี่ยถอนหายใจ “ท่านพูดเหมือนแม่ข้าไม่มีผิด” “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ควรเชื่อฟังให้เหมือนเด็กที่มีแม่คอยสั่งสอนเสียบ้าง” ชายชราหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้หลงเยี่ยยืนมองตามด้วยสีหน้าพูดไม่ออก แม้จะถูกตำหนิ แต่เขากลับรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยครั้งนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงลำพัง เฟิงอ้าวเทียนได้รับรายงานเรื่องเปลวเพลิงสีขาวทองในช่วงบ่าย เขากำลังหารือกับมู่ชางเกี่ยวกับการจัดกำลังป้องกันป้อมปราการ เมื่อไป๋เหวินเข้ามาแจ้งเรื่องของหลงเยี่ยพอดี “พลังเปลี่ยนสี แต่ไม่มีความเสียหายต่อเส้นพลังมังกรหรือ?” เฟิงอ้าวเทียนทวนคำ “ขอรับ ข้าตรวจดูแล้ว ไม่พบร่องรอยการกัดกินแบบพลังสีดำ แต่ก็ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าพลังใหม่นี้คืออะไร” มู่ชางกอดอก “เด็กคนนั้นเพิ่งผ่านเหตุการณ์หนักหนามาไม่นาน หากมีพลังอื่นเกิดขึ้นอีก เราควรจับตาดูเขาให้ใกล้ชิด” “จับตาดูได้ แต่ห้ามปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นสิ่งอันตราย” เฟิงอ้าวเทียนกล่าวอย่างหนักแน่น “เขากำลังพยายามควบคุมพลังของตัวเอง หากเราทำให้เขารู้สึกว่าทุกคนหวาดกลัวเขา ก็เท่ากับผลักเขาให้กลับไปอยู่กับความกลัวเพียงลำพัง” มู่ชางพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว” หลินซีเหยาซึ่งนั่งฟังอยู่ข้างหน้าต่างหันกลับมา “ข้าอยากพบหลงเยี่ยค่ะ บางทีพลังสีเงินของข้าอาจช่วยให้เรามองเห็นความแตกต่างระหว่างพลังทั้งสองได้ชัดขึ้น” เฟิงอ้าวเทียนมองนาง “หากมันตอบสนองต่อพลังของเจ้าอีก เจ้าต้องหยุดทันที” “ข้ารู้ค่ะ” “ครั้งก่อนเจ้าก็พูดเช่นนี้” หลินซีเหยาหรี่ตามองเขา “แล้วครั้งก่อนใครกันที่ปล่อยพลังมังกรออกไปก่อนที่ข้าจะทันห้าม?” มู่ชางหันหน้าหนีอย่างรวดเร็ว ทำเป็นสนใจรายงานบนโต๊ะ เฟิงอ้าวเทียนนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าจำไม่ได้” “จริงหรือคะ?” “ใช่” “เช่นนั้นข้าคงต้องให้มู่ชางช่วยเตือนความจำพระองค์เสียแล้ว” “ซีเหยา” น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย “ข้าจะระวัง” นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมพยักหน้า “ตกลงค่ะ แต่พระองค์ต้องทำตามที่พูดจริง ๆ” เฟิงอ้าวเทียนยื่นมือไปหา “ข้ารับปาก” หลินซีเหยาวางมือลงบนฝ่ามือเขาเพียงครู่เดียว ก่อนลุกขึ้นเดินนำออกจากห้อง มู่ชางมองตามทั้งคู่ แล้วถอนหายใจ “ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าหน้าที่ของข้าในป้อมปราการคือฝึกองค์ชาย หรือคอยดูแลไม่ให้องค์ชายทะเลาะกับว่าที่คู่ครองกันแน่” เฟิงอ้าวเทียนหันกลับมามองทันที “เจ้าพูดอะไรนะ?” “กระหม่อมไม่ได้พูดอะไรพ่ะย่ะค่ะ” มู่ชางตอบรวดเร็ว ก่อนรีบเดินตามหลินซีเหยาไปอีกทาง หลงเยี่ยรอทั้งสามอยู่ในลานฝึก เมื่อเฟิงอ้าวเทียนมาถึง เขาก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพ “ขออภัยที่ทำให้ทุกท่านต้องเป็นห่วงขอรับ” “เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษเพราะพลังของตัวเองเปลี่ยนแปลง” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “สิ่งที่เราต้องทำคือเรียนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และหาวิธีรับมือหากมันกลายเป็นอันตราย” หลงเยี่ยพยักหน้า ก่อนหันไปหาหลินซีเหยา “ท่านหญิง ท่านสัมผัสพลังของข้าได้หรือไม่ขอรับ?” “ข้าจะลองดู แต่ถ้าเจ้ารู้สึกผิดปกติ ต้องบอกทันที” นางยื่นมือออกไปโดยไม่แตะตัวเขา พลังสีเงินบางเบาค่อย ๆ แผ่ออกจากปลายนิ้ว ราวกับสายน้ำที่ไหลผ่านอากาศ หลงเยี่ยหลับตาและเรียกเปลวเพลิงของตนเองออกมา ไฟสีแดงปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวทองอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีเปลวไฟสีดำ และไม่มีเสียงปริศนาที่คอยบังคับเขา มีเพียงความอบอุ่นที่ไหลจากฝ่ามือไปถึงกลางอก หลินซีเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย “แปลกมาก…” เฟิงอ้าวเทียนก้าวเข้ามาใกล้ “เกิดอะไรขึ้น?” “พลังสีเงินของข้าสัมผัสได้ถึงเปลวเพลิง แต่ไม่ได้ถูกดึงเข้าไปเหมือนตอนอยู่ที่ช่องเขาเพลิงดำ” นางมองเปลวไฟบนมือหลงเยี่ย “กลับเหมือนมีบางสิ่งกำลังตอบรับพลังของเขาอยู่” หลงเยี่ยลืมตาขึ้น “หมายความว่าพลังนี้เป็นของข้าหรือขอรับ?” “ข้ายังยืนยันไม่ได้ แต่ดูเหมือนมันไม่ได้พยายามแย่งชิงการควบคุมจากเจ้า” เฟิงอ้าวเทียนพิจารณาเปลวไฟอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้น พลังสีเงินบริเวณข้อมือของเขาก็สว่างขึ้น เปลวไฟสีขาวทองสั่นไหว ก่อนจะแผ่ขยายออกเป็นวงกลมเล็ก ๆ เหนือฝ่ามือหลงเยี่ย ภายในวงกลมนั้นปรากฏภาพของมังกรสีแดงตัวหนึ่ง มันกำลังบินอยู่เหนือทะเลเพลิง ปีกขนาดใหญ่ทอดเงาปกคลุมภูเขาที่แตกร้าว ขณะที่มังกรสีเงินอีกตัวบินอยู่ข้างกาย ทั้งสองไม่ได้ต่อสู้กัน แต่กำลังช่วยกันประคองเปลวไฟดวงหนึ่งเอาไว้ระหว่างกลาง เปลวไฟนั้นไม่ใหญ่ไปกว่าเกล็ดมังกรหนึ่งชิ้น ทว่ามันยังคงสว่างอยู่แม้รอบด้านจะเต็มไปด้วยความมืด หลงเยี่ยจ้องภาพตรงหน้าอย่างไม่อาจละสายตา “ข้าเคยเห็นภาพนี้…” เสียงของเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน หลินซีเหยาหันไปมอง “ในความฝันหรือ?” “ขอรับ แต่ครั้งนี้ชัดเจนกว่าเดิม” ภาพมังกรสีแดงค่อย ๆ โน้มตัวลง ใช้ปีกห่อหุ้มเปลวไฟดวงนั้น ขณะที่มังกรสีเงินปล่อยพลังของตนเองเป็นวงแหวนล้อมรอบ ไม่มีตัวใดพยายามกลืนกินอีกฝ่าย ทั้งสองเพียงช่วยกันรักษาสิ่งเล็ก ๆ ที่กำลังจะดับสูญ จากนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นภายในลานฝึก “เปลวเพลิงอมตะ มิได้หมายถึงไฟที่ไม่มีวันดับ” ทุกคนหันไปมองรอบด้านทันที เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากปากของผู้ใด แต่เหมือนแทรกออกมาจากภาพที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศ “หากไม่มีผู้ใดรักษามันไว้ ต่อให้เป็นไฟแห่งบรรพกาล ก็อาจสูญสิ้นได้เช่นกัน” ภาพมังกรทั้งสองเลือนหายไป เปลวไฟบนมือหลงเยี่ยกลับกลายเป็นสีแดงตามเดิม ก่อนจะดับลงอย่างสงบ หลงเยี่ยทรุดเข่าลงกับพื้นทันที เฟิงอ้าวเทียนรีบประคองไหล่เขาไว้ ขณะที่หลินซีเหยาถอยพลังสีเงินกลับมา “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” หลงเยี่ยหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไรขอรับ เพียงแต่…ภาพเมื่อครู่ทำให้ข้านึกถึงบางอย่าง” “อะไร?” “มังกรสีแดงตัวนั้น” เขาก้มมองมือของตัวเอง “ข้ารู้สึกว่ามันไม่ได้กำลังปกป้องเปลวไฟเพียงอย่างเดียว แต่มันกำลังปกป้องใครบางคนที่อยู่ภายในเปลวไฟนั้นด้วย” คำพูดของเขาทำให้ทุกคนเงียบลง ภาพที่ปรากฏไม่ได้บอกว่าใครเป็นฝ่ายสร้างความมืด หรือเหตุใดเปลวเพลิงจึงตกอยู่ในอันตราย แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ มังกรสีแดงไม่ได้ยอมให้เปลวไฟดับลง แม้ตัวมันเองจะต้องเผชิญกับอันตรายก็ตาม เฟิงอ้าวเทียนช่วยให้หลงเยี่ยลุกขึ้นยืน “อย่าเพิ่งฝืนเรียกภาพนั้นกลับมา หากมันปรากฏขึ้นอีก เจ้าค่อยบอกเราว่าเห็นอะไร” หลงเยี่ยพยักหน้า “ขอรับ” หลินซีเหยามองไปยังทิศตะวันออก นางสัมผัสได้ว่าพลังสีเงินของตนยังคงตอบสนองต่อบางสิ่งที่อยู่ไกลออกไป แต่ครั้งนี้มันไม่ได้เตือนภัย กลับมีความรู้สึกคล้ายการรอคอยปะปนอยู่ด้วย “ข้าคิดว่าเราควรไปที่ภูเขาทางตะวันออกอีกครั้งค่ะ” มู่ชางขมวดคิ้ว “เพราะภาพเมื่อครู่หรือ?” “เพราะพลังที่ตอบสนองกับหลงเยี่ยไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตัวเขา ข้ารู้สึกว่ามันกำลังเชื่อมโยงกับเปลวเพลิงที่เราเคยพบในถ้ำ” เฟิงอ้าวเทียนมองนาง ก่อนหันไปหาหลงเยี่ย “แต่เราจะไม่พาเจ้าไปจนกว่าจะมั่นใจว่าร่างกายของเจ้าพร้อม” หลงเยี่ยกำมือแน่น คราวนี้เขาไม่ได้รีบตอบตกลงหรือปฏิเสธ เขานึกถึงเสียงที่เคยบังคับให้ตนเดินทางไปยังช่องเขาเพลิงดำ และนึกถึงความรู้สึกที่ราวกับมีใครบางคนกำลังดึงเขาเข้าไปในความมืด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่แตกต่างออกไป เขาไม่ได้ถูกบังคับให้ทำสิ่งใด เขาเพียงได้เห็นภาพหนึ่ง และยังมีสิทธิ์เลือกว่าจะทำอย่างไรต่อไป “ข้าจะฝึกควบคุมพลังให้ดีขึ้นขอรับ” หลงเยี่ยกล่าว “เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะไปด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะมีเสียงใดเรียกข้า” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ดี นั่นเป็นการตัดสินใจของเจ้า” ค่ำวันนั้น ซูเหวินส่งข้อความจากเมืองหลวงมายังป้อมปราการ เขาไม่ได้นำบันทึกฉบับใหม่มาให้ แต่แจ้งว่าตำราโบราณซึ่งกล่าวถึงเปลวเพลิงอมตะมีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา สิ่งที่ยังอ่านได้กล่าวถึงเปลวไฟที่ได้รับการปกป้องจากสายเลือดมังกรสองสาย และเตือนว่าอย่าใช้คำว่าอมตะเพื่อสรุปว่าพลังนั้นไม่มีวันสูญสิ้น เฟิงอ้าวเทียนอ่านข้อความจนจบ ก่อนพับแผ่นกระดาษเก็บไว้ “อย่างน้อยก็สอดคล้องกับสิ่งที่เราเห็น” หลินซีเหยานั่งอยู่ตรงข้ามเขา “แต่ยังไม่ได้บอกว่าใครเป็นผู้สร้างเปลวไฟ หรือสิ่งใดกำลังพยายามทำให้มันดับลง” “ใช่” เขาวางกระดาษลง “และข้าจะไม่ตัดสินจากภาพเพียงภาพเดียว” นางยิ้มบาง ๆ “พระองค์เริ่มเรียนรู้ที่จะรอแล้วนะคะ” “เจ้ากำลังชมข้าหรือ?” “ถ้าพระองค์อยากคิดเช่นนั้นก็ได้ค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนมองนางอย่างรู้ทัน แต่ไม่ได้โต้เถียง นอกหน้าต่าง ลมจากภูเขาพัดผ่านยอดไม้จนใบไม้ไหวเบา ๆ หลินซีเหยาหลุบตามองมือของตัวเอง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “หากวันหนึ่งเราพบว่าบรรพชนของเราทำบางอย่างผิดพลาดจริง ๆ พระองค์จะทำอย่างไรคะ?” เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบในทันที เขานึกถึงภาพมังกรสีดำทองที่เคยปรากฏในความทรงจำ ภาพมังกรสีเงินที่ยืนอยู่หลังประตู และคำเตือนที่เขาได้รับซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอย่าเชื่อทุกสิ่งที่บรรพชนทิ้งไว้ให้ “ข้าจะไม่ปกป้องความผิดเพียงเพราะคนที่ทำเป็นบรรพชนของข้า” เขาตอบในที่สุด “แต่ข้าก็จะไม่กล่าวโทษพวกเขาโดยไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร” หลินซีเหยามองเขานิ่ง ๆ “ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าก็จะทำเหมือนกันค่ะ” “แม้ความจริงจะทำให้เจ้าผิดหวังหรือ?” “ข้าอาจผิดหวังได้ แต่ข้าไม่อยากให้ความกลัวเป็นคนตัดสินแทนข้า” เฟิงอ้าวเทียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือไปวางไว้บนโต๊ะใกล้กับมือของนาง เขาไม่ได้บังคับให้นางจับมือ และไม่ได้เรียกร้องคำมั่นสัญญาใด ๆ หลินซีเหยามองมือเขา ก่อนค่อย ๆ วางมือของตัวเองลงข้างกัน ระยะห่างระหว่างฝ่ามือทั้งสองเหลือเพียงนิดเดียว “ถ้าอย่างนั้น เราก็ค่อย ๆ หาคำตอบไปด้วยกัน” นางกล่าวเบา ๆ เฟิงอ้าวเทียนยิ้ม “ตกลง” ใต้ช่องเขาเพลิงดำ ความมืดยังคงปกคลุมประตูหินโบราณ เปลวไฟสีดำที่เคยลุกโชนอยู่ด้านหลังประตูสงบนิ่งลงชั่วขณะ ทว่าประกายสีแดงกลับปรากฏขึ้นบนรอยแตกของโซ่ตรวนเส้นหนึ่ง ประกายไฟนั้นไม่ได้เผาทำลายโซ่ มันเพียงไหลผ่านรอยแตก แล้วหยุดอยู่ตรงสัญลักษณ์วงแหวนสามชั้น ทันใดนั้น เปลวไฟสีเงินขนาดเล็กก็ปรากฏขึ้นอีกด้านหนึ่งของประตู ไฟทั้งสองไม่ได้รวมตัวกัน พวกมันเพียงส่องสว่างอยู่คนละฝั่ง ราวกับกำลังรอให้บางสิ่งตอบรับ เสียงหนึ่งดังขึ้นจากส่วนลึกที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น “เปลวเพลิงยังไม่ดับ…” อีกเสียงหนึ่งตอบกลับมาแผ่วเบา จนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงของผู้ใด “แต่ผู้ที่รักษามันไว้ กำลังจะต้องเลือกอีกครั้ง” ประกายไฟสีแดงสั่นไหว โซ่ตรวนยังคงปิดประตูเอาไว้ ทว่ารอยแตกไม่ได้ขยายใหญ่ขึ้น และพลังสีดำก็ไม่ได้พุ่งออกมาจากด้านใน ทุกสิ่งยังคงอยู่ในสภาพที่ไม่อาจอธิบายได้ มีเพียงสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป เป็นครั้งแรกในรอบเวลายาวนาน เปลวเพลิงที่ถูกกักขังอยู่หลังประตูไม่ได้ตอบสนองต่อพลังสีดำเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป และห่างออกไปทางทิศตะวันออก หลงเยี่ยซึ่งกำลังพักผ่อนอยู่ในห้องก็ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน เปลวไฟสีแดงดวงเล็กปรากฏขึ้นบนปลายนิ้วของเขา มันส่องสว่างอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนดับลงด้วยการตัดสินใจของเจ้าของร่าง หลงเยี่ยมองปลายนิ้วตัวเอง แล้วเอนตัวกลับลงบนเตียง ครั้งนี้เขาไม่ได้ยินเสียงเรียก ไม่ได้เห็นดวงตาสีดำในเงาสะท้อน และไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดกำลังควบคุมร่างกายของเขา เขาเพียงรู้ว่าพลังของตนเองยังคงอยู่ ส่วนสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังประตูนั้น จะเป็นมิตรหรือศัตรู เขายังไม่รู้ แต่เมื่อถึงวันที่ต้องเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง เขาตั้งใจว่าจะเป็นผู้เลือกด้วยตัวเองว่าจะรักษาเปลวเพลิงนั้นไว้ หรือปล่อยให้มันมอดดับลงอวิ๋นฮุยสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในช่วงบ่ายของวันถัดมา แม้ปีกซ้ายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เส้นสีแดงใต้เกล็ดก็จางลงจนแทบมองไม่เห็น เหลือเพียงประกายสีขาวเล็ก ๆ ตรงขอบปีกที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว ไป๋เหวินตรวจอาการของมันอย่างละเอียด ก่อนหันไปบอกเฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาที่รออยู่ด้านนอก “อาการดีขึ้นมาก แต่ยังไม่ควรบินเป็นระยะทางไกล หากมันฝืนใช้ปีกซ้าย เส้นพลังที่เพิ่งเชื่อมต่อกันอาจเสียหายอีกครั้ง” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ต้องพักอีกกี่วัน?” “ข้าบอกไม่ได้แน่ชัด บางทีอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่ามันฟื้นตัวได้เร็วเพียงใด” หลินซีเหยามองผ่านประตูเข้าไป อวิ๋นฮุยกำลังใช้กรงเล็บเขี่ยผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่ มันดูไม่พอใจนักที่ต้องนอนพักนานกว่าที่ต้องการ “ข้าคิดว่ามันคงไม่อยากรอค่ะ” “ไม่อยากรอก็ต้องรอ” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “หากมันกลับไปทั้งที่ยังบาดเจ็บ แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เราอาจช่วยมันไม่ทัน” นางหันมามองเขา “ท่านกำลังพูดถึงอวิ๋นฮุย หรือกำลังเตือนตัวเองอยู่คะ?” เฟิงอ้าวเทียนชะงักเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” “ท่านเองก็ชอบฝืนใช้พลังทั้งที่ยังไม่เข้าใจมั
อวิ๋นฮุยไม่ยอมหลับอีกเลยตลอดคืน มันนอนอยู่บนเตียงหินในเรือนรักษา ดวงตาสีอำพันจับจ้องไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะ ทุกครั้งที่ลมพัดผ่านหน้าต่าง เกล็ดบริเวณปีกซ้ายจะสะท้อนประกายสีขาวจาง ๆ ราวกับมีแสงเล็กน้อยซ่อนอยู่ใต้ผิวเกล็ด ไป๋เหวินตรวจอาการของมันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เขาลองใช้พลังรักษาแบบเดิม แต่กลับพบว่ารอยบาดเจ็บไม่ได้ตอบสนองเหมือนก่อน “แปลกจริง” ชายชราพึมพำ พลางถอนมือออกจากปีกของอวิ๋นฮุย หลินซีเหยาซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ถามขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้นคะ?” “พลังที่เกาะอยู่บนปีกลดลงมาก แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ที่แปลกกว่านั้นคือแก่นพลังของมันเริ่มสร้างเส้นทางเชื่อมต่อขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง” เฟิงอ้าวเทียนมองมังกรเกล็ดสีเทา “หมายความว่ามันกำลังฟื้นตัวหรือ?” “ส่วนหนึ่งใช่ แต่ข้ายังไม่กล้ารับรองว่าปีกจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม” ไป๋เหวินตอบ “สิ่งที่น่ากังวลคือเส้นทางใหม่นี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับแก่นพลังเพียงอย่างเดียว มันกำลังส่งพลังไปยังทิศตะวันออกด้วย” หลินซีเหยาหันไปมองหน้าต่าง “หุบเขาแห่งนั้นหรือคะ?” “อาจเป็นไปได้” อวิ๋นฮุยยกหัวขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของนาง มันส่งเสียงต่ำในลำคอ ก่อนขยับกร
เสียงกระพือปีกจากใต้หุบเขายังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของชายเสื้อคลุมสีเทา แม้เขาจะออกจากสะพานหินมาไกลแล้วก็ตาม เขาหยุดอยู่บนหน้าผาสูง มองลงไปยังหมอกที่ปกคลุมหุบเขาเบื้องล่าง ก่อนยกมือขึ้นตรวจดูรอยแตกบนข้อมือ ประกายสีแดงที่เคยสว่างอยู่ภายในเริ่มจางลง เหลือเพียงเส้นบาง ๆ คล้ายเปลวไฟที่กำลังรอเชื้อเพลิง “ยังไม่ควรเร่งเจ้า…” เขาพึมพำกับตัวเอง “หากตื่นก่อนเวลา สิ่งที่ถูกปกป้องจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำลายเสียเอง” ลมบนหน้าผาพัดแรงขึ้น ชายผู้นั้นดึงแขนเสื้อลงปิดข้อมือ ก่อนก้าวหายเข้าไปในม่านหมอก ไกลออกไป ป้อมมังกรเหนือกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อวิ๋นฮุย มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือ ยังคงพักอยู่ในเรือนรักษา ไป๋เหวินสั่งให้ทหารเฝ้าดูอาการโดยไม่เข้าใกล้ปีกซ้ายเกินจำเป็น แม้รอยไหม้จะไม่ลุกลาม แต่เส้นพลังสีแดงจาง ๆ ยังคงปรากฏอยู่ใต้เกล็ดเป็นระยะ หลินซีเหยาเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาสมุนไพร นางวางถ้วยลงข้างเตียงหินแล้วนั่งยอง ๆ เพื่อสังเกตลมหายใจของมัน “วันนี้รู้สึกดีขึ้นหรือยัง อวิ๋นฮุย?” มังกรเกล็ดสีเทาลืมตาขึ้น ดวงตาสีอำพันมองถ้วยยา ก่อนหันไปมองนาง หลินซีเหยาหัวเราะเบา ๆ “ข้
มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือจากเชิงเขายังคงนอนพักอยู่ในเรือนรักษาทางทิศเหนือของป้อมมังกรเหนือ แม้บาดแผลบริเวณปีกจะได้รับการดูแลแล้ว แต่รอยไหม้ที่ไม่ปล่อยความร้อนกลับยังคงปรากฏอยู่บนเกล็ดเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรอยแตกร้าวของหิน ไป๋เหวินตรวจดูบาดแผลเป็นครั้งที่สาม ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “ร่างกายของมันแข็งแรงกว่าที่คิด แต่พลังบริเวณปีกกลับไม่ยอมไหลเวียนตามปกติ” มู่ชางยืนกอดอกอยู่ข้างเตียงหิน “เป็นเพราะเงาที่ผ่านเหนือภูเขาหรือไม่?” “ข้ายังตอบไม่ได้” ไป๋เหวินเก็บเครื่องมือ “หากเป็นบาดแผลจากการต่อสู้จริง อย่างน้อยควรมีร่องรอยของพลังที่ปะทะกัน แต่สิ่งนี้คล้ายกับมีใครบางคนกดพลังของมันไว้จากภายใน” เฟิงอ้าวเทียนซึ่งยืนอยู่ใกล้หน้าต่างหันกลับมา “แล้วมีวิธีคลายมันหรือไม่?” “มี แต่ข้าต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่กดพลังของมันอยู่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือเป็นพลังที่เข้ามาจากภายนอก หากลงมือผิดวิธี ปีกของมันอาจสูญเสียความสามารถในการรับพลังไปตลอดกาล” หลินซีเหยาก้มมองมังกรเกล็ดสีเทา มันมีขนาดใหญ่กว่าม้าศึกเล็กน้อย เขาสองข้างโค้งไปทางด้านหลัง เกล็ดบริเวณลำคอเรียงซ้อนกันเป็นชั้นคล้ายเกราะเก่า ดวงตาสีอ
หลินซีเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อพลังสีเงินบริเวณข้อมือสั่นสะเทือนอย่างผิดปกติ นางลุกขึ้นนั่ง มองกำไลเงินที่กำลังเปล่งประกายเป็นจังหวะช้า ๆ แสงนั้นไม่ได้สว่างจ้าจนแสบตา แต่กลับมีความรู้สึกเย็นเยียบแทรกอยู่ภายใน ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ไกลออกไป นางยกมือขึ้นแตะกำไลเบา ๆ “เกิดอะไรขึ้นอีก…” ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเกล็ดเงิน ภาพของท้องฟ้าสีแดงก็ปรากฏขึ้นในความคิด ปีกขนาดใหญ่ทอดผ่านยอดเขา เงามังกรเคลื่อนตัวเหนือทะเลหมอก ขณะที่เปลวไฟสีแดงหลายสายไหลไปตามพื้นดินราวกับสายน้ำ ภาพนั้นไม่ชัดเจนพอให้นางมองเห็นรูปร่างของสิ่งที่บินอยู่ แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาทำให้นางมั่นใจว่ามันไม่ได้เป็นเพียงภาพจากความทรงจำของตนเอง มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ป้อมปราการ หลินซีเหยาดึงมือกลับ ภาพทั้งหมดพลันหายไป นางไม่ได้พยายามเรียกมันกลับมา เพราะบทเรียนที่ผ่านมาได้สอนให้นางรู้ว่า การฝืนเปิดรับพลังที่ไม่เข้าใจอาจทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย นางลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม แล้วเดินออกจากห้องพัก ระหว่างทางไปยังหอคอยกลาง นางพบมู่ชางกำลังเดินตรวจเวรพอดี “ท่านหญิง? เหตุใดจึงออกมาเวลานี้?” “ข้ารู้สึกถึงความ
เกล็ดมังกรสีแดงยังคงวางอยู่บนโต๊ะหินภายในห้องประชุมของป้อมปราการ แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว แต่ความอบอุ่นบางเบาก็ยังแผ่ออกมาจากมันอย่างสม่ำเสมอ หลงเยี่ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยา เขามองเกล็ดชิ้นนั้นเป็นระยะ คล้ายกำลังพยายามทำความเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร มู่ชางยืนกอดอกอยู่ใกล้ประตู ส่วนไป๋เหวินวางอุปกรณ์ตรวจพลังไว้บนโต๊ะโดยไม่ได้แตะต้องเกล็ดมังกรโดยตรง “ข้าไม่พบร่องรอยของพลังสีดำในเกล็ดชิ้นนี้” ไป๋เหวินกล่าว “แต่พลังภายในมันก็ไม่เหมือนเปลวเพลิงทั่วไปเช่นกัน” หลงเยี่ยเงยหน้าขึ้น “หมายความว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่หลังประตูหรือขอรับ?” “ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น” ชายชราตอบ “การที่มันไม่มีพลังสีดำ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีความเกี่ยวข้องกับประตู เพียงแต่เรายังไม่มีเหตุผลพอจะสรุปว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้าเห็นด้วย “เราจะไม่ตัดสินจากรูปลักษณ์หรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เก็บเกล็ดไว้ในที่ปลอดภัยก่อน หากมันเปลี่ยนแปลงอีก เราจะได้สังเกตเห็นโดยไม่ต้องเสี่ยงกับร่างกายของหลงเยี่ย” มู่ชางหยิบกล่องหินที่เตรียมไว้ขึ้นมา ภาย







