ホーム / แฟนตาซี / ทายาทจักรพรรดิมังกร / บทที่ 44 ปีกมังกรเหนือหุบเขา

共有

บทที่ 44 ปีกมังกรเหนือหุบเขา

last update 公開日: 2026-10-23 19:39:45

เสียงระฆังเตือนภัยจากหอคอยทิศตะวันออกดังขึ้นในยามที่ผู้คนภายในป้อมปราการกำลังเตรียมตัวพักผ่อน

ทหารเวรรีบวิ่งลงจากหอคอย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

“รายงาน! พบฝูงมังกรอพยพลงมาจากภูเขาทางตะวันออกจำนวนมาก พวกมันกำลังมุ่งหน้ามาทางป้อมปราการพ่ะย่ะค่ะ!”

เฟิงอ้าวเทียนลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที

“พวกมันมีอาการคลุ้มคลั่งหรือไม่?”

“ยังไม่พบว่าพวกมันโจมตีผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ แต่พวกมันบินต่ำผิดปกติ บางตัวมีบาดแผล และดูเหมือนกำลังหนีบางสิ่งมา”

หลินซีเหยาที่กำลังเก็บตำราอยู่ข้างโต๊ะเงยหน้าขึ้น นางสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างจากทิศตะวันออก พลังนั้นไม่ใช่ความมืดที่คุ้นเคย แต่กลับมีความร้อนแผ่วเบาแฝงอยู่

“พวกมันไม่ได้มาที่นี่เพื่อโจมตีค่ะ”

เฟิงอ้าวเทียนหันมองนาง

“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

“ข้าสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัว พวกมันกำลังหนีออกจากพื้นที่บางแห่ง และดูเหมือนจะไม่กล้ากลับไปทางเดิม”

มู่ชางเดินเข้ามาพร้อมเกราะป้องกันตัว

“หากเป็นเช่นนั้น เราควรเปิดทางให้พวกมันผ่านไปหรือไม่?”

“เปิดประตูชั้นนอกไว้ แต่ให้ทหารรักษาระยะห่าง ห้ามใช้พลังโจมตีหากยังไม่มีสัญญาณว่าพวกมันเป็นภัย”

เฟิงอ้าวเทียนออกคำสั่ง ก่อนหันไปหาหลินซีเหยา

“เจ้าอยู่ที่นี่กับไป๋เหวิน”

นางเลิกคิ้ว

“พระองค์จะออกไปตรวจสอบเองหรือคะ?”

“ข้าจะไปดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ภูเขา”

“เช่นนั้นข้าก็จะไปด้วย”

“ซีเหยา…”

“พระองค์เคยบอกว่าจะไม่ตัดสินใจแทนข้าโดยไม่ฟังเหตุผลไม่ใช่หรือคะ?”

เฟิงอ้าวเทียนนิ่งไปชั่วครู่

นางไม่ได้พูดด้วยความดื้อรั้นเหมือนต้องการเอาชนะ แต่กำลังบอกให้เขารู้ว่านางสามารถรับผิดชอบการตัดสินใจของตนเองได้

ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจเบา ๆ

“เจ้าต้องอยู่ในระยะที่ข้าช่วยได้ หากพลังผิดปกติเกิดขึ้น เราจะถอยทันที”

“ตกลงค่ะ”

มู่ชางมองทั้งสองสลับกัน ก่อนยกมือขึ้นนวดขมับ

“ข้าจะไปเตรียมม้าและแจ้งผู้บัญชาการเหยียนซ่งให้จัดกำลังป้องกันด้านนอก”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า

“ให้หลงเยี่ยพักอยู่ในป้อมปราการก่อน อย่าเพิ่งบอกให้เขาออกไปเสี่ยงอันตราย”

คำสั่งนั้นมีเหตุผลชัดเจน หลงเยี่ยเพิ่งเริ่มควบคุมพลังที่เปลี่ยนแปลงได้ การพาเขาเข้าไปในพื้นที่ซึ่งมีพลังเพลิงผิดปกติอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับเขาโดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางออกจากป้อมปราการเลย

ฝูงมังกรปรากฏขึ้นเหนือแนวกำแพงในเวลาไม่นาน

มังกรหินหลายสิบตัวบินกระจัดกระจาย บางตัวมีปีกฉีกขาด บางตัวประคองมังกรวัยเยาว์ไว้ใต้ลำตัว พวกมันไม่ได้ส่งเสียงคำรามข่มขู่ทหาร แต่บินวนเหนือพื้นที่โล่งราวกับกำลังหาทางลงจอด

เมื่อเฟิงอ้าวเทียนมาถึงประตูชั้นนอก มังกรตัวหนึ่งก็ร่อนลงกระแทกพื้นอย่างแรงจนฝุ่นฟุ้งกระจาย

ทหารหลายคนยกอาวุธขึ้นตามสัญชาตญาณ

“ลดอาวุธ!”

เฟิงอ้าวเทียนตวาด

“ไม่มีใครโจมตีพวกมัน!”

มังกรหินตัวนั้นพยายามลุกขึ้น แต่ขาหลังของมันสั่นจนทรงตัวไม่อยู่ บริเวณเกล็ดตรงไหล่มีรอยไหม้เป็นวงคล้ายถูกเปลวไฟสัมผัส ทว่ารอบบาดแผลกลับไม่มีความร้อนหลงเหลือ

หลินซีเหยาคุกเข่าลงห่างจากมันเล็กน้อย นางไม่ได้รีบใช้พลังเข้าไปตรวจสอบ เพียงยื่นมือออกมาให้มันมองเห็น

“ไม่เป็นไร ไม่มีใครทำร้ายเจ้า”

มังกรหินหันมาทางนาง ดวงตาสีเหลืองขุ่นสั่นไหวด้วยความหวาดระแวง

นางค่อย ๆ ปล่อยพลังสีเงินบางเบาออกมา ไม่ได้ใช้เพื่อควบคุมมัน แต่เพียงสร้างพื้นที่สงบให้มันรับรู้ว่าตรงหน้าไม่มีอันตราย

ผ่านไปครู่หนึ่ง มังกรหินจึงยอมลดศีรษะลง

เฟิงอ้าวเทียนเดินเข้ามาใกล้

“มันได้รับบาดเจ็บจากสิ่งใด?”

หลินซีเหยาตรวจดูรอยไหม้โดยไม่สัมผัสตรง ๆ

“ข้าไม่คิดว่าเป็นไฟธรรมดาค่ะ เกล็ดไม่ได้หลอมละลาย แต่พลังที่อยู่ภายในเหมือนถูกทำให้หยุดชะงัก”

มู่ชางขมวดคิ้ว

“มีใครเคยพบอาการเช่นนี้หรือไม่?”

ทหารเวรคนหนึ่งรีบรายงาน

“ผู้บัญชาการเหยียนซ่งส่งข่าวมาว่า มังกรหินกลุ่มแรกหนีออกมาจากหุบเขาทางตะวันออกพ่ะย่ะค่ะ พวกมันไม่ได้ถูกไล่ล่าโดยสัตว์อสูร แต่ดูเหมือนกำลังหลบหนีบางสิ่งที่เกิดขึ้นใต้ภูเขา”

เฟิงอ้าวเทียนหันไปมองแนวเขาซึ่งทอดยาวอยู่ไกลออกไป

“ให้หน่วยรักษาบาดแผลดูแลพวกมันก่อน แล้วส่งคนไปแจ้งเหยียนซ่งว่าอย่าเพิ่งนำกำลังเข้าไปในหุบเขา”

“รับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ!”

หลินซีเหยาค่อย ๆ ลุกขึ้น แต่ก่อนที่นางจะถอยออกมา มังกรหินกลับยกศีรษะขึ้นทันที

มันจ้องไปยังทิศตะวันออกแล้วส่งเสียงคำรามต่ำ ๆ

เสียงนั้นไม่ได้แสดงความโกรธ

กลับคล้ายเสียงร้องเตือน

มังกรตัวอื่นที่บินอยู่เหนือกำแพงเริ่มหันไปในทิศทางเดียวกัน ราวกับรับรู้ถึงสิ่งเดียวกันจากระยะไกล

หลินซีเหยารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนผ่านพื้นดิน

“มีบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวค่ะ”

เฟิงอ้าวเทียนปล่อยพลังมังกรสีดำทองออกไปตรวจสอบ ทว่าเมื่อพลังของเขาแผ่ไปถึงแนวเขา มันกลับสะท้อนย้อนกลับมาอย่างรุนแรง

เขารีบถอนพลัง

หลินซีเหยาคว้าแขนเขาไว้

“พระองค์เป็นอะไรหรือไม่?”

“ไม่เป็นไร”

เฟิงอ้าวเทียนมองฝ่ามือตัวเอง

แรงสะท้อนเมื่อครู่ไม่ได้ทำให้เขาบาดเจ็บ แต่มีความรู้สึกประหลาดคล้ายพลังของเขาถูกบางสิ่งจดจำได้

และสิ่งนั้นกำลังตอบสนองกลับมา

หลงเยี่ยรับรู้ถึงความผิดปกติในเวลาเดียวกัน

ภายในห้องพัก เปลวเพลิงสีแดงบนตะเกียงดับลงพร้อมกันทุกดวง เขาลืมตาขึ้นและลุกจากเตียง

ความร้อนที่เคยแผ่วเบาในอกเริ่มชัดเจนขึ้น

เขายกมือขึ้นมอง

เปลวไฟสีแดงปรากฏบนฝ่ามือโดยไม่ต้องเรียกหา แต่คราวนี้มันไม่ได้ลุกโชนสูงขึ้น กลับหดตัวลงเป็นประกายเล็ก ๆ แล้วส่องสว่างเป็นจังหวะ

หลงเยี่ยขมวดคิ้ว

“อีกแล้วหรือ…”

เขานึกถึงคำเตือนของไป๋เหวิน จึงไม่พยายามบังคับให้เปลวไฟเปลี่ยนรูปร่าง

เขาเพียงนั่งลง สูดลมหายใจลึก แล้วปล่อยให้พลังของตนเองคงอยู่ตามธรรมชาติ

ไม่กี่อึดใจต่อมา เปลวไฟก็สงบลง

แต่ภาพหนึ่งกลับปรากฏขึ้นในความคิดของเขา

ภูเขาทางตะวันออกกำลังสั่นสะเทือน มังกรหินจำนวนมากบินหนีออกจากหุบเขา ขณะที่ใต้หน้าผามีรอยแยกสีแดงทอดยาวไปตามพื้นดิน

ตรงกลางรอยแยกนั้นมีบางสิ่งคล้ายปีกขนาดใหญ่กำลังขยับตัวอยู่

หลงเยี่ยสะดุ้งจนภาพหายไป

เขารีบลุกขึ้น แต่คราวนี้ไม่ได้วิ่งออกจากห้องตามแรงกระตุ้น

เขาจำได้ว่าตนเองเคยถูกเสียงปริศนาล่อลวงให้เดินทางไปยังช่องเขาเพลิงดำ และการตัดสินใจตามเสียงนั้นทำให้เขาเกือบสูญเสียการควบคุมพลัง

ครั้งนี้เขาจะไม่ทำเช่นเดิม

หลงเยี่ยเดินออกจากห้องแล้วตรงไปหาไป๋เหวิน

“ท่านหมอ ข้าต้องบอกบางอย่างกับท่าน”

ไป๋เหวินวางสมุนไพรในมือลง

“ว่ามา”

“ข้าเห็นภาพของหุบเขาทางตะวันออก แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นความทรงจำหรือเป็นเพียงสิ่งที่พลังของข้าส่งมาให้เห็น”

“แล้วเจ้าทำอย่างไร?”

“ข้าไม่ได้พยายามตามหาต้นตอของภาพ และไม่ได้เรียกพลังออกมาเพิ่มขอรับ”

ไป๋เหวินมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ

“ดีมาก การรู้ว่าเมื่อใดควรหยุดเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การควบคุมพลัง”

หลงเยี่ยลังเลเล็กน้อย

“แต่ข้าคิดว่าภาพนั้นอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง ๆ”

“ถ้าเกี่ยวข้อง เราก็จะตรวจสอบด้วยวิธีที่ปลอดภัย ไม่ใช่ปล่อยให้ภาพเพียงภาพเดียวลากเจ้าไปยังสถานที่อันตราย”

ชายชราหยิบเสื้อคลุมมาสวม

“ไปเถอะ เราต้องแจ้งเรื่องนี้ให้เฟิงอ้าวเทียนทราบ”

ขณะเดียวกัน เหนือหุบเขาทางตะวันออก ท้องฟ้ากลับเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มอย่างผิดธรรมชาติ

เฟิงอ้าวเทียน หลินซีเหยา และมู่ชางยืนอยู่บนเนินหินห่างจากปากหุบเขา พวกเขาไม่ได้เข้าไปลึก เพราะแรงสั่นสะเทือนใต้พื้นดินยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ

เมื่อมองลงไป เบื้องล่างมีรอยแยกหลายสายพาดผ่านพื้นหิน เปลวไฟสีแดงลอยอยู่เหนือรอยแยกเหล่านั้น แต่กลับไม่เผาไหม้ต้นไม้หรือสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้เคียง

หลินซีเหยาหลับตาลงเพื่อสัมผัสพลัง

“เปลวไฟเหล่านี้ไม่ได้กำลังทำลายภูเขาค่ะ”

“แล้วมันกำลังทำอะไร?”

“เหมือนกำลังประคองบางสิ่งไว้ไม่ให้พังลงมา”

คำตอบนั้นทำให้เฟิงอ้าวเทียนนึกถึงภาพมังกรสีแดงที่ปรากฏบนฝ่ามือหลงเยี่ย

เปลวเพลิงอมตะไม่ได้หมายถึงไฟที่ไม่มีวันดับ แต่เป็นพลังที่ต้องได้รับการปกป้อง

บางทีสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าอาจเกี่ยวข้องกับความหมายนี้

ทันใดนั้น พื้นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

รอยแยกสีแดงขยายกว้างออก ก่อนที่เปลวไฟทั้งหมดจะลอยขึ้นพร้อมกัน พวกมันหมุนวนเหนือหุบเขาและรวมตัวกันเป็นรูปร่างคล้ายปีกมังกรขนาดมหึมา

มู่ชางถอยหลังครึ่งก้าว

“นั่นมันอะไรกัน?”

เฟิงอ้าวเทียนยกแขนขึ้นเตรียมป้องกัน แต่หลินซีเหยากลับคว้าแขนเขาไว้ก่อน

“รอก่อนค่ะ!”

ปีกเพลิงขนาดใหญ่กางออกเต็มท้องฟ้า ทว่าแทนที่จะพุ่งเข้าหาพวกเขา มันกลับโอบล้อมพื้นที่เหนือหุบเขาเอาไว้

จากนั้นเสียงคำรามของมังกรก็ดังก้องไปทั่วแนวเขา

ไม่ใช่เสียงคำรามแห่งความโกรธ

แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ราวกับสิ่งที่อยู่ใต้ภูเขาได้ใช้พลังทั้งหมดเพื่อประคองบางอย่างมาเป็นเวลานาน

หลินซีเหยารู้สึกถึงพลังสีเงินภายในร่างตอบสนองอย่างรุนแรง

เฟิงอ้าวเทียนเองก็สัมผัสได้ถึงพลังสีเงินที่ซ่อนอยู่ในสายเลือดของตน มันไม่ได้ต่อต้านพลังสีดำทอง แต่กลับไหลออกมาอย่างสงบและสร้างวงแหวนบางเบารอบตัวเขา

พลังทั้งสองตอบสนองต่อปีกเพลิงตรงหน้า

แต่ไม่มีพลังใดถูกดึงออกจากร่างของพวกเขา

หลินซีเหยามองภาพนั้นอย่างประหลาดใจ

“มันไม่ได้เรียกเราเข้าไป”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า

“เหมือนกำลังแสดงให้เราเห็นบางสิ่งมากกว่า”

ภายในปีกเพลิง ภาพมังกรสีแดงปรากฏขึ้นอีกครั้ง

มังกรตัวนั้นมีบาดแผลทั่วร่าง แต่ยังคงกางปีกปกป้องเปลวไฟเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกลาง ส่วนมังกรสีเงินยืนอยู่ข้างมัน ใช้พลังประคองเปลวไฟไม่ให้ดับลง

ทั้งสองไม่ได้เปิดประตู ไม่ได้ต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น

พวกมันเพียงยืนหยัดอยู่ตรงนั้น

จากนั้นภาพทั้งหมดก็แตกออกเป็นประกายไฟ

ประกายเหล่านั้นลอยกลับลงสู่รอยแยกบนพื้นดิน ก่อนที่ท้องฟ้าสีแดงจะค่อย ๆ จางลง

เหลือเพียงปีกเพลิงขนาดเล็กที่ลอยอยู่เหนือหน้าผา

มันหมุนตัวหนึ่งรอบ ก่อนพุ่งไปทางทิศเหนืออย่างรวดเร็ว

มู่ชางมองตาม

“มันกำลังมุ่งหน้าไปที่ป้อมปราการ!”

เฟิงอ้าวเทียนตัดสินใจทันที

“กลับไปเดี๋ยวนี้!”

ทั้งสามรีบออกจากเนินหิน โดยไม่พยายามไล่ตามปีกเพลิง

เพราะในช่วงเวลาที่ภาพปรากฏ พวกเขาต่างสัมผัสได้เหมือนกันว่า หากพยายามขัดขวางเส้นทางของมัน อาจทำให้พลังที่กำลังประคองหุบเขาอยู่เสียสมดุล

พวกเขายังไม่รู้ว่าปีกเพลิงกำลังมุ่งหน้าไปหาใคร

แต่คำตอบอาจอยู่ที่ป้อมปราการแล้ว

หลงเยี่ยยืนอยู่ในลานด้านหลังป้อมปราการเมื่อปีกเพลิงมาถึง

เขาเห็นมันตั้งแต่ไกล และรู้สึกได้ทันทีว่าพลังนั้นกำลังตอบสนองต่อเปลวไฟของตนเอง

ไป๋เหวินยืนอยู่ข้างเขา

“อย่าเพิ่งเรียกพลังออกมา รอดูว่ามันจะทำอะไร”

หลงเยี่ยพยักหน้า

ปีกเพลิงลอยต่ำลง ก่อนหยุดอยู่ตรงหน้าเขาในระยะห่างไม่กี่ก้าว

ทหารที่อยู่รอบลานต่างถอยออกไปตามคำสั่งของผู้บัญชาการเหยียนซ่ง ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้สิ่งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรู

หลงเยี่ยยกมือขึ้นอย่างช้า ๆ

เขาไม่ได้เรียกเปลวไฟ

ไม่ได้บังคับให้พลังตอบสนอง

เพียงยื่นมือออกไปด้วยความระมัดระวัง

ปีกเพลิงสั่นไหว ก่อนจะแยกตัวออกเป็นประกายสีแดงนับร้อย แล้วลอยวนรอบร่างของเขา

ประกายเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ผิวหนังไหม้ กลับแผ่ความอบอุ่นบางเบาออกมา

หลงเยี่ยหลับตาลง

ภาพมังกรสีแดงตัวเดิมปรากฏขึ้นในความคิดอีกครั้ง

คราวนี้เขาเห็นชัดว่ามังกรตัวนั้นกำลังหันกลับมามองใครบางคนซึ่งอยู่นอกวงล้อมของเปลวไฟ

ดวงตาของมันไม่ได้เต็มไปด้วยความกลัว

มีเพียงความรู้สึกคล้ายกำลังฝากบางสิ่งไว้กับผู้ที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น

เสียงหนึ่งดังขึ้นในห้วงความคิด

“ผู้สืบสายเลือดเพลิง…”

หลงเยี่ยลืมตาขึ้นทันที

เสียงนั้นไม่ได้สั่งให้เขาเปิดประตู ไม่ได้บังคับให้เขาเดินทางไปยังหุบเขา และไม่ได้เรียกร้องให้เขายอมมอบพลัง

มันเพียงกล่าวต่ออย่างแผ่วเบา

“เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือก จงจำไว้ว่าเปลวไฟเป็นของเจ้า”

ประกายไฟทั้งหมดรวมตัวกันเป็นเกล็ดมังกรสีแดงขนาดเล็ก ก่อนตกลงบนฝ่ามือของหลงเยี่ย

เขาจ้องมันด้วยความตกตะลึง

เกล็ดนั้นไม่มีสัญลักษณ์วงแหวนสามชั้น ไม่มีรอยดำ และไม่มีพลังที่พยายามแทรกเข้ามาในร่าง

มันเพียงอบอุ่นอยู่บนฝ่ามือ

เมื่อเฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยากลับมาถึง ทั้งคู่เห็นหลงเยี่ยยืนอยู่กลางลานโดยมีเกล็ดสีแดงอยู่ในมือ

“เกิดอะไรขึ้น?”

เฟิงอ้าวเทียนถามทันที

หลงเยี่ยเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่ปีกเพลิงมาถึงจนถึงเสียงที่เขาได้ยิน

หลินซีเหยาตรวจดูเกล็ดนั้นจากระยะใกล้

“ข้าสัมผัสได้ถึงพลังสายเลือดเพลิงจริง ๆ ค่ะ แต่ไม่มีพลังสีดำปะปนอยู่”

เฟิงอ้าวเทียนมองหลงเยี่ย

“แล้วเจ้ารู้สึกอย่างไร?”

หลงเยี่ยกำเกล็ดมังกรไว้ในมือ

“ข้าไม่รู้ว่ามันต้องการบอกอะไรทั้งหมด แต่ครั้งนี้ข้าไม่ได้รู้สึกว่าถูกควบคุมขอรับ”

เขาเงยหน้าขึ้น

“ข้าคิดว่ามันกำลังบอกให้ข้าจำไว้ว่าพลังนี้เป็นของข้า ไม่ใช่ของสิ่งที่อยู่หลังประตู”

เฟิงอ้าวเทียนนิ่งไป ก่อนพยักหน้า

“จงจำความรู้สึกนั้นไว้ แต่ก็อย่าเพิ่งเชื่อทุกสิ่งที่เจ้าได้ยินจนกว่าจะมีสิ่งอื่นยืนยัน”

“ขอรับ”

หลินซีเหยามองเกล็ดสีแดงอีกครั้ง

“อย่างน้อยวันนี้เราก็รู้แล้วว่าเปลวเพลิงไม่ได้ตอบสนองต่อความมืดเพียงอย่างเดียว และหลงเยี่ยยังสามารถเลือกได้ว่าจะทำอย่างไรกับพลังของตัวเอง”

เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง

“นั่นอาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้”

เขาไม่ได้กล่าวว่าพวกเขาเข้าใกล้ความจริงแล้ว เพราะสิ่งที่เห็นยังมีคำถามมากกว่าคำตอบ

แต่ในครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้ถูกผลักให้เดินไปตามเส้นทางที่พลังลึกลับกำหนด

พวกเขายังคงมีสิทธิ์หยุด มีสิทธิ์ถอย และมีสิทธิ์เลือกว่าจะก้าวต่อไปเมื่อใด

ขณะเดียวกัน ใต้ช่องเขาเพลิงดำ โซ่ตรวนสีแดงบนประตูหินสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง

เปลวไฟสีดำด้านหลังประตูแผ่ขยายออก ก่อนถูกบางสิ่งกดให้สงบลง

เกล็ดมังกรสีแดงที่ติดอยู่บนโซ่พลันสว่างขึ้น แล้วดับลงอย่างรวดเร็ว

เสียงจากส่วนลึกของประตูดังขึ้นด้วยความเย็นเยียบ

“เขาได้รับสิ่งนั้นแล้ว…”

ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนเสียงเดิมจะกล่าวต่อ

“เช่นนั้น การรอคอยก็ใกล้สิ้นสุดลง”

โซ่ตรวนยังคงปิดประตูไว้แน่นหนา

แต่บนพื้นหินตรงหน้า กลับปรากฏรอยเท้าของมังกรสองคู่

คู่หนึ่งเป็นรอยเท้าของมังกรเพลิง

อีกคู่หนึ่งเป็นรอยเท้าของมังกรสีเงิน

รอยเท้าทั้งสองทอดไปคนละทิศทาง ทว่าปลายทางกลับมุ่งสู่สถานที่เดียวกัน

และในส่วนลึกที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น เปลวไฟสีดำดวงหนึ่งกำลังเฝ้ารอวันที่ทั้งสองสายเลือดจะมาถึงด้วยการตัดสินใจของตนเอง ไม่ใช่เพราะเสียงเรียกจากความมืดอีกต่อไป

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 50 ปีกทั้งสาม

    อวิ๋นฮุยสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในช่วงบ่ายของวันถัดมา แม้ปีกซ้ายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เส้นสีแดงใต้เกล็ดก็จางลงจนแทบมองไม่เห็น เหลือเพียงประกายสีขาวเล็ก ๆ ตรงขอบปีกที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว ไป๋เหวินตรวจอาการของมันอย่างละเอียด ก่อนหันไปบอกเฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาที่รออยู่ด้านนอก “อาการดีขึ้นมาก แต่ยังไม่ควรบินเป็นระยะทางไกล หากมันฝืนใช้ปีกซ้าย เส้นพลังที่เพิ่งเชื่อมต่อกันอาจเสียหายอีกครั้ง” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ต้องพักอีกกี่วัน?” “ข้าบอกไม่ได้แน่ชัด บางทีอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่ามันฟื้นตัวได้เร็วเพียงใด” หลินซีเหยามองผ่านประตูเข้าไป อวิ๋นฮุยกำลังใช้กรงเล็บเขี่ยผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่ มันดูไม่พอใจนักที่ต้องนอนพักนานกว่าที่ต้องการ “ข้าคิดว่ามันคงไม่อยากรอค่ะ” “ไม่อยากรอก็ต้องรอ” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “หากมันกลับไปทั้งที่ยังบาดเจ็บ แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เราอาจช่วยมันไม่ทัน” นางหันมามองเขา “ท่านกำลังพูดถึงอวิ๋นฮุย หรือกำลังเตือนตัวเองอยู่คะ?” เฟิงอ้าวเทียนชะงักเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” “ท่านเองก็ชอบฝืนใช้พลังทั้งที่ยังไม่เข้าใจมั

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 49 ประกายใต้ม่าน

    อวิ๋นฮุยไม่ยอมหลับอีกเลยตลอดคืน มันนอนอยู่บนเตียงหินในเรือนรักษา ดวงตาสีอำพันจับจ้องไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะ ทุกครั้งที่ลมพัดผ่านหน้าต่าง เกล็ดบริเวณปีกซ้ายจะสะท้อนประกายสีขาวจาง ๆ ราวกับมีแสงเล็กน้อยซ่อนอยู่ใต้ผิวเกล็ด ไป๋เหวินตรวจอาการของมันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เขาลองใช้พลังรักษาแบบเดิม แต่กลับพบว่ารอยบาดเจ็บไม่ได้ตอบสนองเหมือนก่อน “แปลกจริง” ชายชราพึมพำ พลางถอนมือออกจากปีกของอวิ๋นฮุย หลินซีเหยาซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ถามขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้นคะ?” “พลังที่เกาะอยู่บนปีกลดลงมาก แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ที่แปลกกว่านั้นคือแก่นพลังของมันเริ่มสร้างเส้นทางเชื่อมต่อขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง” เฟิงอ้าวเทียนมองมังกรเกล็ดสีเทา “หมายความว่ามันกำลังฟื้นตัวหรือ?” “ส่วนหนึ่งใช่ แต่ข้ายังไม่กล้ารับรองว่าปีกจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม” ไป๋เหวินตอบ “สิ่งที่น่ากังวลคือเส้นทางใหม่นี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับแก่นพลังเพียงอย่างเดียว มันกำลังส่งพลังไปยังทิศตะวันออกด้วย” หลินซีเหยาหันไปมองหน้าต่าง “หุบเขาแห่งนั้นหรือคะ?” “อาจเป็นไปได้” อวิ๋นฮุยยกหัวขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของนาง มันส่งเสียงต่ำในลำคอ ก่อนขยับกร

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 48 เส้นทางแห่งปีก

    เสียงกระพือปีกจากใต้หุบเขายังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของชายเสื้อคลุมสีเทา แม้เขาจะออกจากสะพานหินมาไกลแล้วก็ตาม เขาหยุดอยู่บนหน้าผาสูง มองลงไปยังหมอกที่ปกคลุมหุบเขาเบื้องล่าง ก่อนยกมือขึ้นตรวจดูรอยแตกบนข้อมือ ประกายสีแดงที่เคยสว่างอยู่ภายในเริ่มจางลง เหลือเพียงเส้นบาง ๆ คล้ายเปลวไฟที่กำลังรอเชื้อเพลิง “ยังไม่ควรเร่งเจ้า…” เขาพึมพำกับตัวเอง “หากตื่นก่อนเวลา สิ่งที่ถูกปกป้องจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำลายเสียเอง” ลมบนหน้าผาพัดแรงขึ้น ชายผู้นั้นดึงแขนเสื้อลงปิดข้อมือ ก่อนก้าวหายเข้าไปในม่านหมอก ไกลออกไป ป้อมมังกรเหนือกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อวิ๋นฮุย มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือ ยังคงพักอยู่ในเรือนรักษา ไป๋เหวินสั่งให้ทหารเฝ้าดูอาการโดยไม่เข้าใกล้ปีกซ้ายเกินจำเป็น แม้รอยไหม้จะไม่ลุกลาม แต่เส้นพลังสีแดงจาง ๆ ยังคงปรากฏอยู่ใต้เกล็ดเป็นระยะ หลินซีเหยาเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาสมุนไพร นางวางถ้วยลงข้างเตียงหินแล้วนั่งยอง ๆ เพื่อสังเกตลมหายใจของมัน “วันนี้รู้สึกดีขึ้นหรือยัง อวิ๋นฮุย?” มังกรเกล็ดสีเทาลืมตาขึ้น ดวงตาสีอำพันมองถ้วยยา ก่อนหันไปมองนาง หลินซีเหยาหัวเราะเบา ๆ “ข้

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 47 ตราปีกสีเทา

    มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือจากเชิงเขายังคงนอนพักอยู่ในเรือนรักษาทางทิศเหนือของป้อมมังกรเหนือ แม้บาดแผลบริเวณปีกจะได้รับการดูแลแล้ว แต่รอยไหม้ที่ไม่ปล่อยความร้อนกลับยังคงปรากฏอยู่บนเกล็ดเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรอยแตกร้าวของหิน ไป๋เหวินตรวจดูบาดแผลเป็นครั้งที่สาม ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “ร่างกายของมันแข็งแรงกว่าที่คิด แต่พลังบริเวณปีกกลับไม่ยอมไหลเวียนตามปกติ” มู่ชางยืนกอดอกอยู่ข้างเตียงหิน “เป็นเพราะเงาที่ผ่านเหนือภูเขาหรือไม่?” “ข้ายังตอบไม่ได้” ไป๋เหวินเก็บเครื่องมือ “หากเป็นบาดแผลจากการต่อสู้จริง อย่างน้อยควรมีร่องรอยของพลังที่ปะทะกัน แต่สิ่งนี้คล้ายกับมีใครบางคนกดพลังของมันไว้จากภายใน” เฟิงอ้าวเทียนซึ่งยืนอยู่ใกล้หน้าต่างหันกลับมา “แล้วมีวิธีคลายมันหรือไม่?” “มี แต่ข้าต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่กดพลังของมันอยู่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือเป็นพลังที่เข้ามาจากภายนอก หากลงมือผิดวิธี ปีกของมันอาจสูญเสียความสามารถในการรับพลังไปตลอดกาล” หลินซีเหยาก้มมองมังกรเกล็ดสีเทา มันมีขนาดใหญ่กว่าม้าศึกเล็กน้อย เขาสองข้างโค้งไปทางด้านหลัง เกล็ดบริเวณลำคอเรียงซ้อนกันเป็นชั้นคล้ายเกราะเก่า ดวงตาสีอ

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 46 เงาปีกเหนือแผ่นดิน

    หลินซีเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อพลังสีเงินบริเวณข้อมือสั่นสะเทือนอย่างผิดปกติ นางลุกขึ้นนั่ง มองกำไลเงินที่กำลังเปล่งประกายเป็นจังหวะช้า ๆ แสงนั้นไม่ได้สว่างจ้าจนแสบตา แต่กลับมีความรู้สึกเย็นเยียบแทรกอยู่ภายใน ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ไกลออกไป นางยกมือขึ้นแตะกำไลเบา ๆ “เกิดอะไรขึ้นอีก…” ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเกล็ดเงิน ภาพของท้องฟ้าสีแดงก็ปรากฏขึ้นในความคิด ปีกขนาดใหญ่ทอดผ่านยอดเขา เงามังกรเคลื่อนตัวเหนือทะเลหมอก ขณะที่เปลวไฟสีแดงหลายสายไหลไปตามพื้นดินราวกับสายน้ำ ภาพนั้นไม่ชัดเจนพอให้นางมองเห็นรูปร่างของสิ่งที่บินอยู่ แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาทำให้นางมั่นใจว่ามันไม่ได้เป็นเพียงภาพจากความทรงจำของตนเอง มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ป้อมปราการ หลินซีเหยาดึงมือกลับ ภาพทั้งหมดพลันหายไป นางไม่ได้พยายามเรียกมันกลับมา เพราะบทเรียนที่ผ่านมาได้สอนให้นางรู้ว่า การฝืนเปิดรับพลังที่ไม่เข้าใจอาจทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย นางลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม แล้วเดินออกจากห้องพัก ระหว่างทางไปยังหอคอยกลาง นางพบมู่ชางกำลังเดินตรวจเวรพอดี “ท่านหญิง? เหตุใดจึงออกมาเวลานี้?” “ข้ารู้สึกถึงความ

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 45 คำสาบานใต้ปีกเพลิง

    เกล็ดมังกรสีแดงยังคงวางอยู่บนโต๊ะหินภายในห้องประชุมของป้อมปราการ แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว แต่ความอบอุ่นบางเบาก็ยังแผ่ออกมาจากมันอย่างสม่ำเสมอ หลงเยี่ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยา เขามองเกล็ดชิ้นนั้นเป็นระยะ คล้ายกำลังพยายามทำความเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร มู่ชางยืนกอดอกอยู่ใกล้ประตู ส่วนไป๋เหวินวางอุปกรณ์ตรวจพลังไว้บนโต๊ะโดยไม่ได้แตะต้องเกล็ดมังกรโดยตรง “ข้าไม่พบร่องรอยของพลังสีดำในเกล็ดชิ้นนี้” ไป๋เหวินกล่าว “แต่พลังภายในมันก็ไม่เหมือนเปลวเพลิงทั่วไปเช่นกัน” หลงเยี่ยเงยหน้าขึ้น “หมายความว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่หลังประตูหรือขอรับ?” “ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น” ชายชราตอบ “การที่มันไม่มีพลังสีดำ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีความเกี่ยวข้องกับประตู เพียงแต่เรายังไม่มีเหตุผลพอจะสรุปว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้าเห็นด้วย “เราจะไม่ตัดสินจากรูปลักษณ์หรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เก็บเกล็ดไว้ในที่ปลอดภัยก่อน หากมันเปลี่ยนแปลงอีก เราจะได้สังเกตเห็นโดยไม่ต้องเสี่ยงกับร่างกายของหลงเยี่ย” มู่ชางหยิบกล่องหินที่เตรียมไว้ขึ้นมา ภาย

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status