ログインเสียงระฆังเตือนภัยจากหอคอยทิศตะวันออกดังขึ้นในยามที่ผู้คนภายในป้อมปราการกำลังเตรียมตัวพักผ่อน
ทหารเวรรีบวิ่งลงจากหอคอย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “รายงาน! พบฝูงมังกรอพยพลงมาจากภูเขาทางตะวันออกจำนวนมาก พวกมันกำลังมุ่งหน้ามาทางป้อมปราการพ่ะย่ะค่ะ!” เฟิงอ้าวเทียนลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที “พวกมันมีอาการคลุ้มคลั่งหรือไม่?” “ยังไม่พบว่าพวกมันโจมตีผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ แต่พวกมันบินต่ำผิดปกติ บางตัวมีบาดแผล และดูเหมือนกำลังหนีบางสิ่งมา” หลินซีเหยาที่กำลังเก็บตำราอยู่ข้างโต๊ะเงยหน้าขึ้น นางสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างจากทิศตะวันออก พลังนั้นไม่ใช่ความมืดที่คุ้นเคย แต่กลับมีความร้อนแผ่วเบาแฝงอยู่ “พวกมันไม่ได้มาที่นี่เพื่อโจมตีค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหันมองนาง “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” “ข้าสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัว พวกมันกำลังหนีออกจากพื้นที่บางแห่ง และดูเหมือนจะไม่กล้ากลับไปทางเดิม” มู่ชางเดินเข้ามาพร้อมเกราะป้องกันตัว “หากเป็นเช่นนั้น เราควรเปิดทางให้พวกมันผ่านไปหรือไม่?” “เปิดประตูชั้นนอกไว้ แต่ให้ทหารรักษาระยะห่าง ห้ามใช้พลังโจมตีหากยังไม่มีสัญญาณว่าพวกมันเป็นภัย” เฟิงอ้าวเทียนออกคำสั่ง ก่อนหันไปหาหลินซีเหยา “เจ้าอยู่ที่นี่กับไป๋เหวิน” นางเลิกคิ้ว “พระองค์จะออกไปตรวจสอบเองหรือคะ?” “ข้าจะไปดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ภูเขา” “เช่นนั้นข้าก็จะไปด้วย” “ซีเหยา…” “พระองค์เคยบอกว่าจะไม่ตัดสินใจแทนข้าโดยไม่ฟังเหตุผลไม่ใช่หรือคะ?” เฟิงอ้าวเทียนนิ่งไปชั่วครู่ นางไม่ได้พูดด้วยความดื้อรั้นเหมือนต้องการเอาชนะ แต่กำลังบอกให้เขารู้ว่านางสามารถรับผิดชอบการตัดสินใจของตนเองได้ ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจเบา ๆ “เจ้าต้องอยู่ในระยะที่ข้าช่วยได้ หากพลังผิดปกติเกิดขึ้น เราจะถอยทันที” “ตกลงค่ะ” มู่ชางมองทั้งสองสลับกัน ก่อนยกมือขึ้นนวดขมับ “ข้าจะไปเตรียมม้าและแจ้งผู้บัญชาการเหยียนซ่งให้จัดกำลังป้องกันด้านนอก” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ให้หลงเยี่ยพักอยู่ในป้อมปราการก่อน อย่าเพิ่งบอกให้เขาออกไปเสี่ยงอันตราย” คำสั่งนั้นมีเหตุผลชัดเจน หลงเยี่ยเพิ่งเริ่มควบคุมพลังที่เปลี่ยนแปลงได้ การพาเขาเข้าไปในพื้นที่ซึ่งมีพลังเพลิงผิดปกติอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับเขาโดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางออกจากป้อมปราการเลย ฝูงมังกรปรากฏขึ้นเหนือแนวกำแพงในเวลาไม่นาน มังกรหินหลายสิบตัวบินกระจัดกระจาย บางตัวมีปีกฉีกขาด บางตัวประคองมังกรวัยเยาว์ไว้ใต้ลำตัว พวกมันไม่ได้ส่งเสียงคำรามข่มขู่ทหาร แต่บินวนเหนือพื้นที่โล่งราวกับกำลังหาทางลงจอด เมื่อเฟิงอ้าวเทียนมาถึงประตูชั้นนอก มังกรตัวหนึ่งก็ร่อนลงกระแทกพื้นอย่างแรงจนฝุ่นฟุ้งกระจาย ทหารหลายคนยกอาวุธขึ้นตามสัญชาตญาณ “ลดอาวุธ!” เฟิงอ้าวเทียนตวาด “ไม่มีใครโจมตีพวกมัน!” มังกรหินตัวนั้นพยายามลุกขึ้น แต่ขาหลังของมันสั่นจนทรงตัวไม่อยู่ บริเวณเกล็ดตรงไหล่มีรอยไหม้เป็นวงคล้ายถูกเปลวไฟสัมผัส ทว่ารอบบาดแผลกลับไม่มีความร้อนหลงเหลือ หลินซีเหยาคุกเข่าลงห่างจากมันเล็กน้อย นางไม่ได้รีบใช้พลังเข้าไปตรวจสอบ เพียงยื่นมือออกมาให้มันมองเห็น “ไม่เป็นไร ไม่มีใครทำร้ายเจ้า” มังกรหินหันมาทางนาง ดวงตาสีเหลืองขุ่นสั่นไหวด้วยความหวาดระแวง นางค่อย ๆ ปล่อยพลังสีเงินบางเบาออกมา ไม่ได้ใช้เพื่อควบคุมมัน แต่เพียงสร้างพื้นที่สงบให้มันรับรู้ว่าตรงหน้าไม่มีอันตราย ผ่านไปครู่หนึ่ง มังกรหินจึงยอมลดศีรษะลง เฟิงอ้าวเทียนเดินเข้ามาใกล้ “มันได้รับบาดเจ็บจากสิ่งใด?” หลินซีเหยาตรวจดูรอยไหม้โดยไม่สัมผัสตรง ๆ “ข้าไม่คิดว่าเป็นไฟธรรมดาค่ะ เกล็ดไม่ได้หลอมละลาย แต่พลังที่อยู่ภายในเหมือนถูกทำให้หยุดชะงัก” มู่ชางขมวดคิ้ว “มีใครเคยพบอาการเช่นนี้หรือไม่?” ทหารเวรคนหนึ่งรีบรายงาน “ผู้บัญชาการเหยียนซ่งส่งข่าวมาว่า มังกรหินกลุ่มแรกหนีออกมาจากหุบเขาทางตะวันออกพ่ะย่ะค่ะ พวกมันไม่ได้ถูกไล่ล่าโดยสัตว์อสูร แต่ดูเหมือนกำลังหลบหนีบางสิ่งที่เกิดขึ้นใต้ภูเขา” เฟิงอ้าวเทียนหันไปมองแนวเขาซึ่งทอดยาวอยู่ไกลออกไป “ให้หน่วยรักษาบาดแผลดูแลพวกมันก่อน แล้วส่งคนไปแจ้งเหยียนซ่งว่าอย่าเพิ่งนำกำลังเข้าไปในหุบเขา” “รับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ!” หลินซีเหยาค่อย ๆ ลุกขึ้น แต่ก่อนที่นางจะถอยออกมา มังกรหินกลับยกศีรษะขึ้นทันที มันจ้องไปยังทิศตะวันออกแล้วส่งเสียงคำรามต่ำ ๆ เสียงนั้นไม่ได้แสดงความโกรธ กลับคล้ายเสียงร้องเตือน มังกรตัวอื่นที่บินอยู่เหนือกำแพงเริ่มหันไปในทิศทางเดียวกัน ราวกับรับรู้ถึงสิ่งเดียวกันจากระยะไกล หลินซีเหยารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนผ่านพื้นดิน “มีบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนปล่อยพลังมังกรสีดำทองออกไปตรวจสอบ ทว่าเมื่อพลังของเขาแผ่ไปถึงแนวเขา มันกลับสะท้อนย้อนกลับมาอย่างรุนแรง เขารีบถอนพลัง หลินซีเหยาคว้าแขนเขาไว้ “พระองค์เป็นอะไรหรือไม่?” “ไม่เป็นไร” เฟิงอ้าวเทียนมองฝ่ามือตัวเอง แรงสะท้อนเมื่อครู่ไม่ได้ทำให้เขาบาดเจ็บ แต่มีความรู้สึกประหลาดคล้ายพลังของเขาถูกบางสิ่งจดจำได้ และสิ่งนั้นกำลังตอบสนองกลับมา หลงเยี่ยรับรู้ถึงความผิดปกติในเวลาเดียวกัน ภายในห้องพัก เปลวเพลิงสีแดงบนตะเกียงดับลงพร้อมกันทุกดวง เขาลืมตาขึ้นและลุกจากเตียง ความร้อนที่เคยแผ่วเบาในอกเริ่มชัดเจนขึ้น เขายกมือขึ้นมอง เปลวไฟสีแดงปรากฏบนฝ่ามือโดยไม่ต้องเรียกหา แต่คราวนี้มันไม่ได้ลุกโชนสูงขึ้น กลับหดตัวลงเป็นประกายเล็ก ๆ แล้วส่องสว่างเป็นจังหวะ หลงเยี่ยขมวดคิ้ว “อีกแล้วหรือ…” เขานึกถึงคำเตือนของไป๋เหวิน จึงไม่พยายามบังคับให้เปลวไฟเปลี่ยนรูปร่าง เขาเพียงนั่งลง สูดลมหายใจลึก แล้วปล่อยให้พลังของตนเองคงอยู่ตามธรรมชาติ ไม่กี่อึดใจต่อมา เปลวไฟก็สงบลง แต่ภาพหนึ่งกลับปรากฏขึ้นในความคิดของเขา ภูเขาทางตะวันออกกำลังสั่นสะเทือน มังกรหินจำนวนมากบินหนีออกจากหุบเขา ขณะที่ใต้หน้าผามีรอยแยกสีแดงทอดยาวไปตามพื้นดิน ตรงกลางรอยแยกนั้นมีบางสิ่งคล้ายปีกขนาดใหญ่กำลังขยับตัวอยู่ หลงเยี่ยสะดุ้งจนภาพหายไป เขารีบลุกขึ้น แต่คราวนี้ไม่ได้วิ่งออกจากห้องตามแรงกระตุ้น เขาจำได้ว่าตนเองเคยถูกเสียงปริศนาล่อลวงให้เดินทางไปยังช่องเขาเพลิงดำ และการตัดสินใจตามเสียงนั้นทำให้เขาเกือบสูญเสียการควบคุมพลัง ครั้งนี้เขาจะไม่ทำเช่นเดิม หลงเยี่ยเดินออกจากห้องแล้วตรงไปหาไป๋เหวิน “ท่านหมอ ข้าต้องบอกบางอย่างกับท่าน” ไป๋เหวินวางสมุนไพรในมือลง “ว่ามา” “ข้าเห็นภาพของหุบเขาทางตะวันออก แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นความทรงจำหรือเป็นเพียงสิ่งที่พลังของข้าส่งมาให้เห็น” “แล้วเจ้าทำอย่างไร?” “ข้าไม่ได้พยายามตามหาต้นตอของภาพ และไม่ได้เรียกพลังออกมาเพิ่มขอรับ” ไป๋เหวินมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ “ดีมาก การรู้ว่าเมื่อใดควรหยุดเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การควบคุมพลัง” หลงเยี่ยลังเลเล็กน้อย “แต่ข้าคิดว่าภาพนั้นอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง ๆ” “ถ้าเกี่ยวข้อง เราก็จะตรวจสอบด้วยวิธีที่ปลอดภัย ไม่ใช่ปล่อยให้ภาพเพียงภาพเดียวลากเจ้าไปยังสถานที่อันตราย” ชายชราหยิบเสื้อคลุมมาสวม “ไปเถอะ เราต้องแจ้งเรื่องนี้ให้เฟิงอ้าวเทียนทราบ” ขณะเดียวกัน เหนือหุบเขาทางตะวันออก ท้องฟ้ากลับเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มอย่างผิดธรรมชาติ เฟิงอ้าวเทียน หลินซีเหยา และมู่ชางยืนอยู่บนเนินหินห่างจากปากหุบเขา พวกเขาไม่ได้เข้าไปลึก เพราะแรงสั่นสะเทือนใต้พื้นดินยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ เมื่อมองลงไป เบื้องล่างมีรอยแยกหลายสายพาดผ่านพื้นหิน เปลวไฟสีแดงลอยอยู่เหนือรอยแยกเหล่านั้น แต่กลับไม่เผาไหม้ต้นไม้หรือสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้เคียง หลินซีเหยาหลับตาลงเพื่อสัมผัสพลัง “เปลวไฟเหล่านี้ไม่ได้กำลังทำลายภูเขาค่ะ” “แล้วมันกำลังทำอะไร?” “เหมือนกำลังประคองบางสิ่งไว้ไม่ให้พังลงมา” คำตอบนั้นทำให้เฟิงอ้าวเทียนนึกถึงภาพมังกรสีแดงที่ปรากฏบนฝ่ามือหลงเยี่ย เปลวเพลิงอมตะไม่ได้หมายถึงไฟที่ไม่มีวันดับ แต่เป็นพลังที่ต้องได้รับการปกป้อง บางทีสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าอาจเกี่ยวข้องกับความหมายนี้ ทันใดนั้น พื้นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยแยกสีแดงขยายกว้างออก ก่อนที่เปลวไฟทั้งหมดจะลอยขึ้นพร้อมกัน พวกมันหมุนวนเหนือหุบเขาและรวมตัวกันเป็นรูปร่างคล้ายปีกมังกรขนาดมหึมา มู่ชางถอยหลังครึ่งก้าว “นั่นมันอะไรกัน?” เฟิงอ้าวเทียนยกแขนขึ้นเตรียมป้องกัน แต่หลินซีเหยากลับคว้าแขนเขาไว้ก่อน “รอก่อนค่ะ!” ปีกเพลิงขนาดใหญ่กางออกเต็มท้องฟ้า ทว่าแทนที่จะพุ่งเข้าหาพวกเขา มันกลับโอบล้อมพื้นที่เหนือหุบเขาเอาไว้ จากนั้นเสียงคำรามของมังกรก็ดังก้องไปทั่วแนวเขา ไม่ใช่เสียงคำรามแห่งความโกรธ แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ราวกับสิ่งที่อยู่ใต้ภูเขาได้ใช้พลังทั้งหมดเพื่อประคองบางอย่างมาเป็นเวลานาน หลินซีเหยารู้สึกถึงพลังสีเงินภายในร่างตอบสนองอย่างรุนแรง เฟิงอ้าวเทียนเองก็สัมผัสได้ถึงพลังสีเงินที่ซ่อนอยู่ในสายเลือดของตน มันไม่ได้ต่อต้านพลังสีดำทอง แต่กลับไหลออกมาอย่างสงบและสร้างวงแหวนบางเบารอบตัวเขา พลังทั้งสองตอบสนองต่อปีกเพลิงตรงหน้า แต่ไม่มีพลังใดถูกดึงออกจากร่างของพวกเขา หลินซีเหยามองภาพนั้นอย่างประหลาดใจ “มันไม่ได้เรียกเราเข้าไป” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “เหมือนกำลังแสดงให้เราเห็นบางสิ่งมากกว่า” ภายในปีกเพลิง ภาพมังกรสีแดงปรากฏขึ้นอีกครั้ง มังกรตัวนั้นมีบาดแผลทั่วร่าง แต่ยังคงกางปีกปกป้องเปลวไฟเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกลาง ส่วนมังกรสีเงินยืนอยู่ข้างมัน ใช้พลังประคองเปลวไฟไม่ให้ดับลง ทั้งสองไม่ได้เปิดประตู ไม่ได้ต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น พวกมันเพียงยืนหยัดอยู่ตรงนั้น จากนั้นภาพทั้งหมดก็แตกออกเป็นประกายไฟ ประกายเหล่านั้นลอยกลับลงสู่รอยแยกบนพื้นดิน ก่อนที่ท้องฟ้าสีแดงจะค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงปีกเพลิงขนาดเล็กที่ลอยอยู่เหนือหน้าผา มันหมุนตัวหนึ่งรอบ ก่อนพุ่งไปทางทิศเหนืออย่างรวดเร็ว มู่ชางมองตาม “มันกำลังมุ่งหน้าไปที่ป้อมปราการ!” เฟิงอ้าวเทียนตัดสินใจทันที “กลับไปเดี๋ยวนี้!” ทั้งสามรีบออกจากเนินหิน โดยไม่พยายามไล่ตามปีกเพลิง เพราะในช่วงเวลาที่ภาพปรากฏ พวกเขาต่างสัมผัสได้เหมือนกันว่า หากพยายามขัดขวางเส้นทางของมัน อาจทำให้พลังที่กำลังประคองหุบเขาอยู่เสียสมดุล พวกเขายังไม่รู้ว่าปีกเพลิงกำลังมุ่งหน้าไปหาใคร แต่คำตอบอาจอยู่ที่ป้อมปราการแล้ว หลงเยี่ยยืนอยู่ในลานด้านหลังป้อมปราการเมื่อปีกเพลิงมาถึง เขาเห็นมันตั้งแต่ไกล และรู้สึกได้ทันทีว่าพลังนั้นกำลังตอบสนองต่อเปลวไฟของตนเอง ไป๋เหวินยืนอยู่ข้างเขา “อย่าเพิ่งเรียกพลังออกมา รอดูว่ามันจะทำอะไร” หลงเยี่ยพยักหน้า ปีกเพลิงลอยต่ำลง ก่อนหยุดอยู่ตรงหน้าเขาในระยะห่างไม่กี่ก้าว ทหารที่อยู่รอบลานต่างถอยออกไปตามคำสั่งของผู้บัญชาการเหยียนซ่ง ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้สิ่งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรู หลงเยี่ยยกมือขึ้นอย่างช้า ๆ เขาไม่ได้เรียกเปลวไฟ ไม่ได้บังคับให้พลังตอบสนอง เพียงยื่นมือออกไปด้วยความระมัดระวัง ปีกเพลิงสั่นไหว ก่อนจะแยกตัวออกเป็นประกายสีแดงนับร้อย แล้วลอยวนรอบร่างของเขา ประกายเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ผิวหนังไหม้ กลับแผ่ความอบอุ่นบางเบาออกมา หลงเยี่ยหลับตาลง ภาพมังกรสีแดงตัวเดิมปรากฏขึ้นในความคิดอีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นชัดว่ามังกรตัวนั้นกำลังหันกลับมามองใครบางคนซึ่งอยู่นอกวงล้อมของเปลวไฟ ดวงตาของมันไม่ได้เต็มไปด้วยความกลัว มีเพียงความรู้สึกคล้ายกำลังฝากบางสิ่งไว้กับผู้ที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นในห้วงความคิด “ผู้สืบสายเลือดเพลิง…” หลงเยี่ยลืมตาขึ้นทันที เสียงนั้นไม่ได้สั่งให้เขาเปิดประตู ไม่ได้บังคับให้เขาเดินทางไปยังหุบเขา และไม่ได้เรียกร้องให้เขายอมมอบพลัง มันเพียงกล่าวต่ออย่างแผ่วเบา “เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือก จงจำไว้ว่าเปลวไฟเป็นของเจ้า” ประกายไฟทั้งหมดรวมตัวกันเป็นเกล็ดมังกรสีแดงขนาดเล็ก ก่อนตกลงบนฝ่ามือของหลงเยี่ย เขาจ้องมันด้วยความตกตะลึง เกล็ดนั้นไม่มีสัญลักษณ์วงแหวนสามชั้น ไม่มีรอยดำ และไม่มีพลังที่พยายามแทรกเข้ามาในร่าง มันเพียงอบอุ่นอยู่บนฝ่ามือ เมื่อเฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยากลับมาถึง ทั้งคู่เห็นหลงเยี่ยยืนอยู่กลางลานโดยมีเกล็ดสีแดงอยู่ในมือ “เกิดอะไรขึ้น?” เฟิงอ้าวเทียนถามทันที หลงเยี่ยเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่ปีกเพลิงมาถึงจนถึงเสียงที่เขาได้ยิน หลินซีเหยาตรวจดูเกล็ดนั้นจากระยะใกล้ “ข้าสัมผัสได้ถึงพลังสายเลือดเพลิงจริง ๆ ค่ะ แต่ไม่มีพลังสีดำปะปนอยู่” เฟิงอ้าวเทียนมองหลงเยี่ย “แล้วเจ้ารู้สึกอย่างไร?” หลงเยี่ยกำเกล็ดมังกรไว้ในมือ “ข้าไม่รู้ว่ามันต้องการบอกอะไรทั้งหมด แต่ครั้งนี้ข้าไม่ได้รู้สึกว่าถูกควบคุมขอรับ” เขาเงยหน้าขึ้น “ข้าคิดว่ามันกำลังบอกให้ข้าจำไว้ว่าพลังนี้เป็นของข้า ไม่ใช่ของสิ่งที่อยู่หลังประตู” เฟิงอ้าวเทียนนิ่งไป ก่อนพยักหน้า “จงจำความรู้สึกนั้นไว้ แต่ก็อย่าเพิ่งเชื่อทุกสิ่งที่เจ้าได้ยินจนกว่าจะมีสิ่งอื่นยืนยัน” “ขอรับ” หลินซีเหยามองเกล็ดสีแดงอีกครั้ง “อย่างน้อยวันนี้เราก็รู้แล้วว่าเปลวเพลิงไม่ได้ตอบสนองต่อความมืดเพียงอย่างเดียว และหลงเยี่ยยังสามารถเลือกได้ว่าจะทำอย่างไรกับพลังของตัวเอง” เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง “นั่นอาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้” เขาไม่ได้กล่าวว่าพวกเขาเข้าใกล้ความจริงแล้ว เพราะสิ่งที่เห็นยังมีคำถามมากกว่าคำตอบ แต่ในครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้ถูกผลักให้เดินไปตามเส้นทางที่พลังลึกลับกำหนด พวกเขายังคงมีสิทธิ์หยุด มีสิทธิ์ถอย และมีสิทธิ์เลือกว่าจะก้าวต่อไปเมื่อใด ขณะเดียวกัน ใต้ช่องเขาเพลิงดำ โซ่ตรวนสีแดงบนประตูหินสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง เปลวไฟสีดำด้านหลังประตูแผ่ขยายออก ก่อนถูกบางสิ่งกดให้สงบลง เกล็ดมังกรสีแดงที่ติดอยู่บนโซ่พลันสว่างขึ้น แล้วดับลงอย่างรวดเร็ว เสียงจากส่วนลึกของประตูดังขึ้นด้วยความเย็นเยียบ “เขาได้รับสิ่งนั้นแล้ว…” ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงเดิมจะกล่าวต่อ “เช่นนั้น การรอคอยก็ใกล้สิ้นสุดลง” โซ่ตรวนยังคงปิดประตูไว้แน่นหนา แต่บนพื้นหินตรงหน้า กลับปรากฏรอยเท้าของมังกรสองคู่ คู่หนึ่งเป็นรอยเท้าของมังกรเพลิง อีกคู่หนึ่งเป็นรอยเท้าของมังกรสีเงิน รอยเท้าทั้งสองทอดไปคนละทิศทาง ทว่าปลายทางกลับมุ่งสู่สถานที่เดียวกัน และในส่วนลึกที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น เปลวไฟสีดำดวงหนึ่งกำลังเฝ้ารอวันที่ทั้งสองสายเลือดจะมาถึงด้วยการตัดสินใจของตนเอง ไม่ใช่เพราะเสียงเรียกจากความมืดอีกต่อไปอวิ๋นฮุยสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในช่วงบ่ายของวันถัดมา แม้ปีกซ้ายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เส้นสีแดงใต้เกล็ดก็จางลงจนแทบมองไม่เห็น เหลือเพียงประกายสีขาวเล็ก ๆ ตรงขอบปีกที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว ไป๋เหวินตรวจอาการของมันอย่างละเอียด ก่อนหันไปบอกเฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาที่รออยู่ด้านนอก “อาการดีขึ้นมาก แต่ยังไม่ควรบินเป็นระยะทางไกล หากมันฝืนใช้ปีกซ้าย เส้นพลังที่เพิ่งเชื่อมต่อกันอาจเสียหายอีกครั้ง” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ต้องพักอีกกี่วัน?” “ข้าบอกไม่ได้แน่ชัด บางทีอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน หรืออาจนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่ามันฟื้นตัวได้เร็วเพียงใด” หลินซีเหยามองผ่านประตูเข้าไป อวิ๋นฮุยกำลังใช้กรงเล็บเขี่ยผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่ มันดูไม่พอใจนักที่ต้องนอนพักนานกว่าที่ต้องการ “ข้าคิดว่ามันคงไม่อยากรอค่ะ” “ไม่อยากรอก็ต้องรอ” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “หากมันกลับไปทั้งที่ยังบาดเจ็บ แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เราอาจช่วยมันไม่ทัน” นางหันมามองเขา “ท่านกำลังพูดถึงอวิ๋นฮุย หรือกำลังเตือนตัวเองอยู่คะ?” เฟิงอ้าวเทียนชะงักเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” “ท่านเองก็ชอบฝืนใช้พลังทั้งที่ยังไม่เข้าใจมั
อวิ๋นฮุยไม่ยอมหลับอีกเลยตลอดคืน มันนอนอยู่บนเตียงหินในเรือนรักษา ดวงตาสีอำพันจับจ้องไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะ ทุกครั้งที่ลมพัดผ่านหน้าต่าง เกล็ดบริเวณปีกซ้ายจะสะท้อนประกายสีขาวจาง ๆ ราวกับมีแสงเล็กน้อยซ่อนอยู่ใต้ผิวเกล็ด ไป๋เหวินตรวจอาการของมันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เขาลองใช้พลังรักษาแบบเดิม แต่กลับพบว่ารอยบาดเจ็บไม่ได้ตอบสนองเหมือนก่อน “แปลกจริง” ชายชราพึมพำ พลางถอนมือออกจากปีกของอวิ๋นฮุย หลินซีเหยาซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ถามขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้นคะ?” “พลังที่เกาะอยู่บนปีกลดลงมาก แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ที่แปลกกว่านั้นคือแก่นพลังของมันเริ่มสร้างเส้นทางเชื่อมต่อขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง” เฟิงอ้าวเทียนมองมังกรเกล็ดสีเทา “หมายความว่ามันกำลังฟื้นตัวหรือ?” “ส่วนหนึ่งใช่ แต่ข้ายังไม่กล้ารับรองว่าปีกจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม” ไป๋เหวินตอบ “สิ่งที่น่ากังวลคือเส้นทางใหม่นี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับแก่นพลังเพียงอย่างเดียว มันกำลังส่งพลังไปยังทิศตะวันออกด้วย” หลินซีเหยาหันไปมองหน้าต่าง “หุบเขาแห่งนั้นหรือคะ?” “อาจเป็นไปได้” อวิ๋นฮุยยกหัวขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของนาง มันส่งเสียงต่ำในลำคอ ก่อนขยับกร
เสียงกระพือปีกจากใต้หุบเขายังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของชายเสื้อคลุมสีเทา แม้เขาจะออกจากสะพานหินมาไกลแล้วก็ตาม เขาหยุดอยู่บนหน้าผาสูง มองลงไปยังหมอกที่ปกคลุมหุบเขาเบื้องล่าง ก่อนยกมือขึ้นตรวจดูรอยแตกบนข้อมือ ประกายสีแดงที่เคยสว่างอยู่ภายในเริ่มจางลง เหลือเพียงเส้นบาง ๆ คล้ายเปลวไฟที่กำลังรอเชื้อเพลิง “ยังไม่ควรเร่งเจ้า…” เขาพึมพำกับตัวเอง “หากตื่นก่อนเวลา สิ่งที่ถูกปกป้องจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำลายเสียเอง” ลมบนหน้าผาพัดแรงขึ้น ชายผู้นั้นดึงแขนเสื้อลงปิดข้อมือ ก่อนก้าวหายเข้าไปในม่านหมอก ไกลออกไป ป้อมมังกรเหนือกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อวิ๋นฮุย มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือ ยังคงพักอยู่ในเรือนรักษา ไป๋เหวินสั่งให้ทหารเฝ้าดูอาการโดยไม่เข้าใกล้ปีกซ้ายเกินจำเป็น แม้รอยไหม้จะไม่ลุกลาม แต่เส้นพลังสีแดงจาง ๆ ยังคงปรากฏอยู่ใต้เกล็ดเป็นระยะ หลินซีเหยาเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาสมุนไพร นางวางถ้วยลงข้างเตียงหินแล้วนั่งยอง ๆ เพื่อสังเกตลมหายใจของมัน “วันนี้รู้สึกดีขึ้นหรือยัง อวิ๋นฮุย?” มังกรเกล็ดสีเทาลืมตาขึ้น ดวงตาสีอำพันมองถ้วยยา ก่อนหันไปมองนาง หลินซีเหยาหัวเราะเบา ๆ “ข้
มังกรเกล็ดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือจากเชิงเขายังคงนอนพักอยู่ในเรือนรักษาทางทิศเหนือของป้อมมังกรเหนือ แม้บาดแผลบริเวณปีกจะได้รับการดูแลแล้ว แต่รอยไหม้ที่ไม่ปล่อยความร้อนกลับยังคงปรากฏอยู่บนเกล็ดเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรอยแตกร้าวของหิน ไป๋เหวินตรวจดูบาดแผลเป็นครั้งที่สาม ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “ร่างกายของมันแข็งแรงกว่าที่คิด แต่พลังบริเวณปีกกลับไม่ยอมไหลเวียนตามปกติ” มู่ชางยืนกอดอกอยู่ข้างเตียงหิน “เป็นเพราะเงาที่ผ่านเหนือภูเขาหรือไม่?” “ข้ายังตอบไม่ได้” ไป๋เหวินเก็บเครื่องมือ “หากเป็นบาดแผลจากการต่อสู้จริง อย่างน้อยควรมีร่องรอยของพลังที่ปะทะกัน แต่สิ่งนี้คล้ายกับมีใครบางคนกดพลังของมันไว้จากภายใน” เฟิงอ้าวเทียนซึ่งยืนอยู่ใกล้หน้าต่างหันกลับมา “แล้วมีวิธีคลายมันหรือไม่?” “มี แต่ข้าต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่กดพลังของมันอยู่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือเป็นพลังที่เข้ามาจากภายนอก หากลงมือผิดวิธี ปีกของมันอาจสูญเสียความสามารถในการรับพลังไปตลอดกาล” หลินซีเหยาก้มมองมังกรเกล็ดสีเทา มันมีขนาดใหญ่กว่าม้าศึกเล็กน้อย เขาสองข้างโค้งไปทางด้านหลัง เกล็ดบริเวณลำคอเรียงซ้อนกันเป็นชั้นคล้ายเกราะเก่า ดวงตาสีอ
หลินซีเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อพลังสีเงินบริเวณข้อมือสั่นสะเทือนอย่างผิดปกติ นางลุกขึ้นนั่ง มองกำไลเงินที่กำลังเปล่งประกายเป็นจังหวะช้า ๆ แสงนั้นไม่ได้สว่างจ้าจนแสบตา แต่กลับมีความรู้สึกเย็นเยียบแทรกอยู่ภายใน ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ไกลออกไป นางยกมือขึ้นแตะกำไลเบา ๆ “เกิดอะไรขึ้นอีก…” ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเกล็ดเงิน ภาพของท้องฟ้าสีแดงก็ปรากฏขึ้นในความคิด ปีกขนาดใหญ่ทอดผ่านยอดเขา เงามังกรเคลื่อนตัวเหนือทะเลหมอก ขณะที่เปลวไฟสีแดงหลายสายไหลไปตามพื้นดินราวกับสายน้ำ ภาพนั้นไม่ชัดเจนพอให้นางมองเห็นรูปร่างของสิ่งที่บินอยู่ แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาทำให้นางมั่นใจว่ามันไม่ได้เป็นเพียงภาพจากความทรงจำของตนเอง มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ป้อมปราการ หลินซีเหยาดึงมือกลับ ภาพทั้งหมดพลันหายไป นางไม่ได้พยายามเรียกมันกลับมา เพราะบทเรียนที่ผ่านมาได้สอนให้นางรู้ว่า การฝืนเปิดรับพลังที่ไม่เข้าใจอาจทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย นางลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม แล้วเดินออกจากห้องพัก ระหว่างทางไปยังหอคอยกลาง นางพบมู่ชางกำลังเดินตรวจเวรพอดี “ท่านหญิง? เหตุใดจึงออกมาเวลานี้?” “ข้ารู้สึกถึงความ
เกล็ดมังกรสีแดงยังคงวางอยู่บนโต๊ะหินภายในห้องประชุมของป้อมปราการ แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว แต่ความอบอุ่นบางเบาก็ยังแผ่ออกมาจากมันอย่างสม่ำเสมอ หลงเยี่ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยา เขามองเกล็ดชิ้นนั้นเป็นระยะ คล้ายกำลังพยายามทำความเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร มู่ชางยืนกอดอกอยู่ใกล้ประตู ส่วนไป๋เหวินวางอุปกรณ์ตรวจพลังไว้บนโต๊ะโดยไม่ได้แตะต้องเกล็ดมังกรโดยตรง “ข้าไม่พบร่องรอยของพลังสีดำในเกล็ดชิ้นนี้” ไป๋เหวินกล่าว “แต่พลังภายในมันก็ไม่เหมือนเปลวเพลิงทั่วไปเช่นกัน” หลงเยี่ยเงยหน้าขึ้น “หมายความว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่หลังประตูหรือขอรับ?” “ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น” ชายชราตอบ “การที่มันไม่มีพลังสีดำ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีความเกี่ยวข้องกับประตู เพียงแต่เรายังไม่มีเหตุผลพอจะสรุปว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้าเห็นด้วย “เราจะไม่ตัดสินจากรูปลักษณ์หรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เก็บเกล็ดไว้ในที่ปลอดภัยก่อน หากมันเปลี่ยนแปลงอีก เราจะได้สังเกตเห็นโดยไม่ต้องเสี่ยงกับร่างกายของหลงเยี่ย” มู่ชางหยิบกล่องหินที่เตรียมไว้ขึ้นมา ภาย







