LOGINอวิ๋นจงยืนอยู่หน้าทางแยกเก่าของหุบเขาเมฆา มือข้างหนึ่งกดทับรอยร้าวบนข้อมือ ขณะที่อีกมือประคองแผ่นศิลาสีเทาซึ่งนำติดตัวมาจากป้อมมังกรเหนือ
เส้นสีแดงบนแผ่นศิลากำลังขยับ มันไม่ได้สว่างขึ้นเหมือนทุกครั้ง แต่ค่อย ๆ เลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม ราวกับมีใครกำลังลากเส้นทางสายหนึ่งผ่านแผนที่ที่ไม่มีใครมองเห็น อวิ๋นจงเงยหน้ามองทางเดินเบื้องหน้า เส้นทางนี้ถูกปิดผนึกมานานจนแทบไม่มีผู้ใดจดจำได้ว่าเคยมีอยู่ เขาเคยได้รับหน้าที่ดูแลทางเชื่อมรอบนอกของหุบเขา และรู้ดีว่ามันไม่ควรตอบสนองต่อเสาหินที่อยู่ไกลออกไปถึงป้อมมังกรเหนือ แต่ตอนนี้มันกำลังตอบสนองจริง ๆ “ใครกำลังเปลี่ยนขอบเขตกันแน่…” เขาพึมพำ ก่อนเก็บแผ่นศิลาไว้ในเสื้อคลุม อวิ๋นจงไม่ได้ก้าวเข้าไปในทางแยกทันที เขาหยิบเชือกผูกเครื่องหมายสีเทาออกมา แล้วผูกไว้กับต้นไม้ต้นแรก จากนั้นจึงเดินไปเพียงไม่กี่ก้าวและหยุดสังเกต ต้นไม้ต้นที่สองอยู่ใกล้กว่าที่ควรจะเป็น เขาหันกลับไปมองเครื่องหมายต้นแรก แล้วเดินย้อนกลับอย่างระมัดระวัง เพียงไม่กี่ก้าว ทางเดินก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้เครื่องหมายสีเทาที่ผูกไว้กับต้นไม้กลับปรากฏอยู่ด้านหน้า ทั้งที่เขาจำได้ชัดเจนว่าตนเองเดินย้อนกลับมาแล้ว อวิ๋นจงหยุดทันที เขาไม่พยายามเดินต่อ และไม่ใช้พลังฝืนแทรกเข้าไปในช่องว่างของมิติ “ถ้าขอบเขตกำลังเปลี่ยนจริง การฝืนเข้าไปอาจทำให้ทางแยกปิดตาย” เขาถอยออกมาจนพ้นบริเวณผิดปกติ แล้วทำเครื่องหมายเตือนเพิ่มเติมไว้ที่พื้น ก่อนกลับ เขาหันไปมองทางเดินที่ถูกหมอกกลืนกิน “ข้าจะไม่ตัดสินใจแทนพวกเจ้าอีก แต่ครั้งนี้ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรเป็นคนเริ่ม” จากนั้นอวิ๋นจงจึงมุ่งหน้าไปยังหุบเขาด้านใน เพื่อค้นบันทึกเก่าที่อาจอธิบายการเคลื่อนไหวของเส้นทางได้ ทางตอนเหนือของป้อมมังกร เฟิงอ้าวเทียนกำลังยืนอยู่ข้างเสาหินสีเทา ขณะที่มู่ชางตรวจสอบพื้นที่โดยรอบตามคำสั่งของเขา เสาหินยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่มีรอยแตกร้าวเพิ่มขึ้น และลวดลายสามปีกตรงฐานก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ผิดปกติคือร่องรอยบนพื้น เมื่อคืนพวกเขาทำเครื่องหมายวงกลมรอบเสาหินเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดเข้าใกล้โดยไม่จำเป็น วันนี้วงกลมนั้นกลับมีรอยขาดอยู่ทางทิศเหนือ ทั้งที่ไม่มีรอยเท้าหรือร่องรอยการลากสิ่งของผ่านบริเวณนั้น มู่ชางย่อตัวลงตรวจดู “ไม่มีใครเข้ามาใกล้เสาหินในเวรกลางคืน ทหารยืนยันตรงกันทั้งหมด” เฟิงอ้าวเทียนมองรอยขาดบนพื้น “ถ้าไม่มีใครผ่าน แล้วเหตุใดเครื่องหมายจึงขาด?” “กระหม่อมยังตอบไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ แต่มีความเป็นไปได้ว่าพื้นที่บริเวณนี้เคลื่อนตัวชั่วคราว” “หมายถึงพื้นดินเคลื่อนหรือ?” “ไม่ใช่พื้นดินพ่ะย่ะค่ะ อาจเป็นขอบเขตของพื้นที่ที่เราใช้กำหนดตำแหน่งต่างหาก” คำอธิบายนั้นทำให้เฟิงอ้าวเทียนนิ่งคิด หากเป็นเพียงพื้นดินสั่นสะเทือน รอยแตกร้าวหรือเศษหินควรปรากฏให้เห็น แต่ตรงนี้ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง นอกจากตำแหน่งของเครื่องหมายที่ไม่ตรงกับสิ่งที่พวกเขาจดบันทึกไว้ หลินซีเหยาซึ่งกำลังตรวจสอบแผ่นบันทึกอยู่ใกล้ ๆ เดินเข้ามา “ลองตรวจระยะห่างระหว่างเครื่องหมายแต่ละจุดดูไหมคะ เราไม่ควรใช้ตำแหน่งของเสาหินเป็นจุดอ้างอิงเพียงอย่างเดียว” มู่ชางหันมามองนาง “เจ้าคิดว่าจุดอ้างอิงอาจเปลี่ยนไปด้วยหรือ?” “ข้ายังไม่แน่ใจค่ะ แต่ถ้าขอบเขตของพื้นที่เปลี่ยนจริง เราอาจกำลังวัดระยะจากสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมอย่างที่คิด” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “เช่นนั้นเราจะตรวจจากจุดที่อยู่นอกบริเวณนี้ด้วย” เขาสั่งให้ทหารนำหมุดโลหะสามอันไปปักบนพื้นห่างจากเสาหินในระยะต่างกัน โดยให้แต่ละคนบันทึกตำแหน่งของตนเองแยกกัน จากนั้นจึงให้วัดระยะระหว่างหมุดกับหลักหินที่ตั้งอยู่บนเนินด้านตะวันออก ซึ่งไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตั้งแต่เริ่มตรวจสอบ ผลที่ได้กลับไม่ตรงกันทั้งหมด ระยะจากหมุดแรกไปยังหลักหินยังคงเท่าเดิม แต่ระยะจากหมุดที่สองเปลี่ยนไปเล็กน้อย ขณะที่หมุดที่สามไม่มีความผิดปกติ มู่ชางตรวจตัวเลขซ้ำสองครั้ง ก่อนรายงานว่า “ความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นเฉพาะแนวที่หันเข้าหาเสาหินพ่ะย่ะค่ะ” หลินซีเหยามองตำแหน่งทั้งสามจุด แล้วขีดเส้นลงบนแผนที่ “ถ้าเป็นเช่นนี้ ความผิดปกติอาจไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด แต่เกิดขึ้นตามแนวใดแนวหนึ่ง” เฟิงอ้าวเทียนมองเส้นที่นางวาด “แนวเดียวกับเส้นสีเทาบนแผ่นศิลาของอวิ๋นจงหรือไม่?” “ยังสรุปไม่ได้ค่ะ แต่เรามีข้อมูลพอจะทดสอบต่อได้ โดยไม่ต้องเข้าใกล้เสาหินมากกว่านี้” เขาหันไปสั่งมู่ชางทันที “ตั้งเขตเฝ้าระวังตามแนวที่พบความคลาดเคลื่อน ห้ามผู้ใดเดินเข้าไปตามลำพัง และอย่าใช้พลังมังกรกระตุ้นเสาหินโดยไม่มีเหตุจำเป็น” “รับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้สั่งให้ทำลายหรือเคลื่อนย้ายเสาหิน เพราะตอนนี้พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงคือเส้นทาง ตัวเสาหิน หรือขอบเขตของพื้นที่ การลงมือผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้พวกเขาสูญเสียหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมด เมื่อกลับถึงป้อม หลินซีเหยานำแผนที่ไปวางบนโต๊ะในห้องบันทึก ซูเหวินกำลังค้นเอกสารเกี่ยวกับเส้นทางโบราณอยู่ก่อนแล้ว “ข้าพบข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องค่ะ” นางบอกพลางชี้ตำแหน่งบนแผนที่ “เสาหินทางเหนืออยู่บนแนวเดียวกับจุดที่เราเคยพบพื้นที่ซ้อนทับเมื่อหลายวันก่อน แต่ระยะห่างไม่ตรงกับเส้นทางที่ปรากฏบนแผ่นศิลา” ซูเหวินเลื่อนบันทึกเก่ามาใกล้ “แผ่นศิลาอาจไม่ได้บอกตำแหน่งจริงของสถานที่ แต่บอกความสัมพันธ์ระหว่างเส้นทาง” “หมายความว่าถ้าเส้นทางหนึ่งเคลื่อน ตำแหน่งบนแผนที่ก็อาจเปลี่ยนตามหรือคะ?” “เป็นไปได้ แต่บันทึกที่ข้ามีไม่เพียงพอจะยืนยัน” เฟิงอ้าวเทียนยืนฟังอยู่ข้างโต๊ะ ก่อนถามว่า “มีข้อมูลเกี่ยวกับวิธีหยุดการเคลื่อนที่ของเส้นทางหรือไม่?” ซูเหวินส่ายหน้า “ไม่มีวิธีหยุดที่ชัดเจน มีเพียงข้อความสั้น ๆ ในบันทึกฉบับหนึ่ง เขียนไว้ว่า ‘เมื่อทางแยกเริ่มเลือกตำแหน่งของตนเอง ผู้เฝ้าต้องรักษาจุดกลับ มิใช่กักเส้นทางไว้กับที่’” หลินซีเหยาทวนคำพูดนั้นเบา ๆ “รักษาจุดกลับ ไม่ใช่กักเส้นทาง…” “ข้าไม่แน่ใจว่าบรรพชนหมายถึงอะไร” ซูเหวินกล่าว “แต่ข้อความนี้บอกเป็นนัยว่าเส้นทางอาจจำเป็นต้องเคลื่อนไหว และสิ่งที่เราควรรักษาอาจไม่ใช่ตำแหน่งเดิมของมัน” เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว “หากเราไม่กักมันไว้ แล้วจะป้องกันไม่ให้มันเปิดไปยังพื้นที่อันตรายได้อย่างไร?” หลินซีเหยามองแผนที่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “เราอาจต้องแยกสองเรื่องออกจากกันค่ะ การรักษาทางกลับให้ผู้ที่เข้าไปสามารถกลับมาได้ กับการควบคุมว่าทางนั้นจะเชื่อมไปที่ใด ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน” เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง “เจ้าคิดว่าเราควรเริ่มจากทางกลับ?” “ค่ะ หากเรารู้ว่าทางกลับยังคงอยู่ แม้ตำแหน่งของเส้นทางเปลี่ยนไป เราก็จะไม่ต้องรีบปิดทุกอย่างเพราะกลัวว่าจะสูญเสียการควบคุม” ซูเหวินหยิบกระดาษเปล่ามาวางตรงกลางโต๊ะ “ถ้าเช่นนั้น เราควรเริ่มบันทึกจุดอ้างอิงที่ไม่พึ่งพาเส้นทางโดยตรง เช่น เวลา ลักษณะของพลัง และตำแหน่งของเครื่องหมายที่อยู่นอกเขตผิดปกติ” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ให้ทำตามนั้น เราจะไม่เข้าไปในเส้นทางที่ยังไม่รู้ปลายทาง เพียงเพื่อเร่งหาคำตอบ” หลินซีเหยามองเขาอย่างพอใจ เมื่อก่อนเขาคงต้องการเข้าไปตรวจสอบด้วยตนเองทันที แต่ตอนนี้เขายอมรับว่าการรอเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขากำลังปล่อยให้ปัญหาลุกลาม การไม่รีบร้อนก็เป็นการตัดสินใจอย่างหนึ่งเช่นกัน ช่วงบ่าย อวิ๋นฮุยได้รับรายงานจากทหารที่เฝ้าทางเหนือ เขาขยับตัวลุกจากเตียง แม้ปีกสีเทาจะยังไม่หายดี แต่ก็สามารถยืนได้มั่นคงกว่าเดิม เมื่อหลินซีเหยาเดินเข้ามา เขาก็ยกมือขึ้นวาดสัญลักษณ์สามปีกลงบนกระดานไม้ จากนั้นเขาวาดเส้นหนึ่งเส้นต่อจากปีกสีเทา แล้วหยุดมือไว้ตรงช่องว่างระหว่างเส้นสีแดงกับสีเงิน “เจ้าหมายถึงเส้นทางที่ยังไม่เชื่อมกันใช่ไหม?” หลินซีเหยาถาม อวิ๋นฮุยพยักหน้า เขาวาดวงกลมเล็ก ๆ ไว้ตรงปลายเส้นสีเทา ก่อนลากเส้นย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น จากนั้นจึงชี้ไปที่ประตูห้อง เฟิงอ้าวเทียนซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาสังเกตภาพนั้น “เจ้ากำลังบอกว่าทางกลับยังอยู่ แม้ทางข้างหน้าจะเปลี่ยนไป?” อวิ๋นฮุยพยักหน้าอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาชี้ไปที่ตัวเอง แล้วส่ายหน้าอย่างช้า ๆ หลินซีเหยาจึงเข้าใจว่าเขาไม่ได้หมายความว่าตนเองรู้ตำแหน่งของทางกลับอย่างแน่นอน เขาเพียงต้องการบอกว่า การที่เส้นทางเปลี่ยนไม่ได้หมายความว่าทางกลับจะหายไปเสมอ “เจ้าเคยพบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนหรือ?” นางถาม อวิ๋นฮุยนิ่งไปนานกว่าปกติ ก่อนวาดภาพภูเขาสองลูกที่เหลื่อมกันเล็กน้อย เขาวาดเส้นทางระหว่างภูเขาทั้งสอง แล้วทำเครื่องหมายกากบาทลงบนจุดหนึ่ง จากนั้นจึงเขียนสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการรอคอย เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้เร่งให้เขาอธิบายต่อ “ถ้าเจ้ายังไม่แน่ใจ เราจะไม่บังคับให้เจ้าระลึกถึงเรื่องที่อาจทำให้เจ้าเจ็บปวด” อวิ๋นฮุยเงยหน้ามองเขา ดวงตาสีเทามีแววขอบคุณ ก่อนจะวาดสัญลักษณ์เล็ก ๆ เพิ่มอีกหนึ่งอย่าง มันคล้ายเครื่องหมายที่อยู่บนแผ่นศิลาของอวิ๋นจง หลินซีเหยาจำได้ทันที “นี่อาจเป็นเครื่องหมายของจุดกลับหรือเปล่าคะ?” อวิ๋นฮุยไม่ได้ยืนยัน เพียงแตะปลายนิ้วลงบนสัญลักษณ์นั้นสองครั้ง เฟิงอ้าวเทียนจึงสั่งให้ซูเหวินคัดลอกภาพไว้ โดยไม่ตีความเกินกว่าที่อวิ๋นฮุยแสดงให้เห็น “เราจะนำสัญลักษณ์นี้ไปเปรียบเทียบกับบันทึกเก่า หากพบข้อมูลเพิ่มเติม เราจะกลับมาถามเจ้าอีกครั้ง” อวิ๋นฮุยพยักหน้า ก่อนนั่งลงพักโดยไม่ฝืนร่างกายของตนเอง หลินซีเหยาช่วยเก็บกระดานออกจากข้างเตียง แล้วหันไปมองเฟิงอ้าวเทียน “เราเริ่มเห็นความเกี่ยวข้องบางอย่างแล้ว แต่ยังไม่มากพอจะรวมทุกเหตุการณ์เข้าด้วยกัน” “เช่นนั้นก็อย่าเพิ่งรวม” เขาตอบ “เราจะตรวจสอบทีละเรื่อง” นางยิ้มบาง ๆ “พระองค์พูดเหมือนซูเหวินขึ้นทุกวันแล้วนะคะ” เฟิงอ้าวเทียนเลิกคิ้ว “นั่นเป็นคำชมหรือคำตำหนิ?” “แล้วแต่พระองค์จะเลือกตีความค่ะ” เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนเดินไปส่งนางกลับห้องบันทึก แม้สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย แต่อย่างน้อยพวกเขาก็เริ่มเรียนรู้วิธีทำงานร่วมกันโดยไม่ปล่อยให้ความกังวลผลักดันทุกการตัดสินใจ ในเวลาเดียวกัน อวิ๋นจงกลับมาถึงห้องเก็บบันทึกเก่าของหุบเขาเมฆา เขาเปิดหีบไม้ที่ถูกปิดผนึกมานาน ภายในมีแผ่นไม้บันทึกเส้นทางหลายสิบชิ้น แต่ละชิ้นถูกสลักด้วยเครื่องหมายต่างกัน เขาค้นหาอยู่นาน ก่อนหยิบแผ่นไม้ชิ้นหนึ่งขึ้นมา บนแผ่นนั้นมีรูปเสาหินสามต้น แต่ละต้นตั้งอยู่คนละพื้นที่ เส้นสีเทาเชื่อมจากต้นแรกไปยังต้นที่สอง ส่วนเส้นสีแดงกับสีเงินทอดออกจากต้นที่สองไปยังทิศทางต่างกัน ที่ด้านล่างมีข้อความสั้น ๆ “เมื่อผู้รักษาเส้นทางไม่อาจกำหนดปลายทางได้อีกต่อไป จงคืนสิทธิ์ในการเลือกแก่ผู้เดินทาง” อวิ๋นจงอ่านซ้ำหลายครั้ง เขาเคยเข้าใจมาตลอดว่าหน้าที่ของผู้รักษาเส้นทางคือควบคุมไม่ให้สิ่งใดหลุดออกจากเขตที่กำหนด แต่ข้อความนี้กลับบอกว่า การควบคุมทั้งหมดอาจไม่ใช่คำตอบ เขาพลิกแผ่นไม้ดูด้านหลัง แล้วพบเครื่องหมายอีกชุดหนึ่งที่ถูกขูดออกไปเกือบหมด เหลือเพียงรอยสลักเล็ก ๆ คล้ายวงกลมซ้อนกันสามวง อวิ๋นจงชะงัก เครื่องหมายนี้ไม่เคยปรากฏในบันทึกเส้นทางที่เขาเคยดูแล และไม่ใช่สัญลักษณ์ของหุบเขาเมฆา เขายังไม่ทันตรวจสอบต่อ รอยร้าวสีแดงบนข้อมือก็แผ่ความร้อนขึ้นอย่างฉับพลัน แผ่นไม้ในมือสั่นเล็กน้อย เส้นสีแดงบนภาพเสาหินค่อย ๆ เคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม ก่อนหยุดอยู่ตรงวงกลมที่ถูกขูดจนเกือบเลือนหาย อวิ๋นจงรีบวางแผ่นไม้ลงบนโต๊ะ “ไม่ใช่เสาหินที่กำลังเรียกหาเส้นทาง…” เขาจ้องวงกลมทั้งสามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “แต่มีบางสิ่งกำลังใช้เส้นทางเหล่านั้นเพื่อค้นหาจุดที่มันต้องการ” นอกหน้าต่าง หมอกเหนือหุบเขาเริ่มแยกออกเป็นแนวแคบ ๆ เผยให้เห็นยอดเขาที่ไม่เคยปรากฏในตำแหน่งนั้นมาก่อน อวิ๋นจงไม่รู้ว่าภาพที่เห็นเป็นสถานที่จริงหรือเป็นเพียงพื้นที่ซ้อนทับ เขาจึงไม่ก้าวออกไปตรวจสอบ เขาปิดหีบไม้ เก็บแผ่นบันทึกไว้กับตัว แล้วเขียนข้อความสั้น ๆ ส่งไปยังป้อมมังกรเหนือ อย่าเคลื่อนย้ายเสาหิน และอย่าเปิดเส้นทางใดทั้งสิ้น ข้าพบหลักฐานว่ามีบางสิ่งกำลังค้นหาจุดเชื่อมต่อ แต่ยังไม่ทราบว่ามันต้องการไปที่ใด จดหมายถูกส่งออกไปพร้อมตราประทับสีเทา อวิ๋นจงยืนอยู่ในห้องเงียบ ๆ มองรอยร้าวบนข้อมือที่ยังไม่จางลง คราวนี้เขาไม่คิดจะปิดทางแยกด้วยตนเองอีกแล้ว เพราะหากเขาเลือกผิดเหมือนครั้งก่อน คนที่ต้องรับผลอาจไม่ใช่เพียงผู้ดูแลเส้นทาง แต่รวมถึงผู้คนที่ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีเส้นทางเหล่านี้อยู่ และที่ป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยากำลังจะได้รับคำเตือนที่ทำให้การตรวจสอบครั้งต่อไปเปลี่ยนไปจากเดิม สิ่งที่พวกเขาต้องค้นหาอาจไม่ใช่เพียงเส้นทางที่หายไป แต่เป็นผู้ที่กำลังพยายามเลือกปลายทางแทนทุกคนรอยแยกบนท้องฟ้าขยายตัวจนแสงสีแดงสาดลงปกคลุมผืนป่า เสาหินหกต้นที่ดับสนิทเริ่มสลายเป็นผง เผยให้เห็นอักขระโบราณซึ่งลอยขึ้นไปหมุนวนรอบรอยแยก เสาหินต้นสุดท้ายตั้งอยู่ใจกลางแท่นหินที่กำลังทรุดตัว แสงสีทองบนผิวเสาอ่อนแรงลงทุกขณะ ขณะที่เงามหึมาหลังรอยแยกเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ เฟิงอ้าวเทียนมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เขตแดนพังทลาย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังอาจหลุดออกมาสู่โลกนี้ “อวิ๋นจง เสาหินต้นนั้นยังรับพลังได้อีกนานแค่ไหน” อวิ๋นจงรีบตรวจสอบแผ่นหยกในมือ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักใจ “หากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง คงไม่เกินครึ่งชั่วยาม แต่ถ้ารอยแยกขยายตัวเร็วขึ้น เราอาจเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ” มู่ชางกวาดตามองพื้นดินที่แยกออกเป็นร่องลึก “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรีบเข้าไปก่อนที่ทางขึ้นแท่นจะพังหมด” “ไม่ใช่แค่ขึ้นไปให้ถึง” หลินซีเหยากล่าวพลางชี้ไปยังเสาหินต้นสุดท้าย “ดูอักขระตรงฐานสิ มันไม่ได้เรียงเป็นวงป้องกัน แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งเข้าสู่แกนกลางของเสา หากเราใส่พลังลงไปโดยไม่รู้ทิศทาง แรงสะท้อนอาจทำให้เสาแตกทันที” ทุกคนหันไปมองตามมือของนาง บนฐานหินมีเส้นอักขระสามสายพันก
แรงสั่นสะเทือนจากใต้ภูเขาแผ่กระจายไปทั่วผืนป่า ต้นไม้ใหญ่เอนล้มลงทีละต้น พื้นดินแยกออกเป็นร่องยาว เผยให้เห็นเส้นพลังสีแดงเข้มที่ไหลเวียนอยู่ใต้ชั้นหินราวกับโลหิตของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา เหนือท้องฟ้า เมฆดำหมุนวนเป็นเกลียวขนาดใหญ่ สายฟ้าสีดำแลบแปลบปลาบระหว่างกลุ่มเมฆ ก่อนฟาดลงบนยอดเขาทางตะวันออกจนยอดหินระเบิดกระจาย เฟิงอ้าวเทียนหยุดฝีเท้าทันทีเมื่อเกล็ดสีทองบนแขนส่องประกาย เส้นสีแดงเหนือหัวใจเต้นกระหน่ำราวกับกำลังตอบรับเสียงเรียกจากที่ไกลแสนไกล “มันกำลังเรียกข้า” เขากดมือทาบหน้าอก พยายามกดพลังทั้งสองสายที่เริ่มปะทะกันภายในร่าง หลินซีเหยามองเห็นเกล็ดสีทองบนแขนของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงสลับทอง ใบหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้นทันที “อย่าฝืนกดมันไว้ หากพลังทั้งสองกระแทกกันต่อไป แก่นพลังมังกรของเจ้าจะได้รับความเสียหาย” “ถ้าข้าไม่กดมันไว้ พลังแดงนั่นอาจเข้าควบคุมร่างกายข้า” “เช่นนั้นก็อย่าปล่อยให้มันต่อสู้กันเพียงลำพัง” หลินซีเหยาก้าวเข้ามาอยู่ตรงหน้าเขา นางยื่นมือแตะบริเวณข้อมือที่มีเกล็ดสีทอง แล้วส่งพลังของตนเข้าไปอย่างระมัดระวัง พลังอุ่นบางเบาไหลผ่านเส้นชีพจรของเฟิงอ้าวเทียน ไม่ได้พยายามบั
เเรงสั่นสะเทือนจากใต้หุบเขายังคงแผ่กระจายไปทั่วผืนดิน เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาเพิ่งพาคนทั้งหมดออกจากช่องเขาได้ไม่ไกล ท้องฟ้าด้านหลังก็พลันเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ เมฆดำรวมตัวกันเป็นวงกว้างเหนือยอดผา ก่อนจะมีสายฟ้าสีดำฟาดลงบนพื้นหินจนเกิดหลุมลึก มู่ชางหันกลับไปมองแล้วสบถออกมาเบา ๆ “ถ้าพวกเรายังอยู่ข้างใน คงถูกฝังไปพร้อมกับหน้าผาแล้ว” ซูเหวินกลับไม่ได้มีท่าทีโล่งใจ เขามองสายฟ้าที่หายไปแล้ว ก่อนจะสังเกตเห็นประกายสีแดงเคลื่อนอยู่ใต้พื้นดิน “พลังนั่นไม่ได้หยุดอยู่ในหุบเขา มันกำลังแพร่กระจายออกมา” อวิ๋นจงเปิดแผ่นหยกบันทึกอีกครั้ง อักขระสีแดงบนผิวหยกเปลี่ยนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเรียงตัวเป็นรูปมังกรเจ็ดเศียรซึ่งมีวงแหวนล้อมรอบ “นี่เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่ปรากฏในบันทึกทั่วไป” เขาพูดพลางขมวดคิ้ว “แต่มีข้อความเก่าบางส่วนที่กล่าวถึงผนึกโบราณซึ่งเชื่อมโยงกับสายเลือดมังกร” เฟิงอ้าวเทียนมองรูปสัญลักษณ์นั้น แล้วรู้สึกถึงความร้อนวาบตรงกลางหน้าอก เส้นสีแดงใต้เกล็ดทองปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ลามไปตามแขน แต่กลับรวมตัวเป็นรูปคล้ายเกล็ดเล็ก ๆ ตรงเหนือหัวใจ หลินซีเหยาเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นทั
เมฆสีดำปกคลุมท้องฟ้าเหนือหุบเขาอย่างรวดเร็ว ขอบเมฆมีประกายสีแดงวาบเป็นระยะ ราวกับมีเปลวเพลิงกำลังเผาไหม้อยู่ภายใน แรงสั่นสะเทือนใต้พื้นดินยังคงดำเนินต่อไป ทำให้ก้อนหินบนหน้าผาร่วงลงมาไม่ขาดสาย เฟิงอ้าวเทียนยกแขนขึ้นมองเส้นสีแดงที่ซ่อนอยู่ใต้เกล็ดมังกรสีทอง ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วท่อนแขน ก่อนจะแล่นเข้าสู่หน้าอกจนลมหายใจของเขาสะดุด “อ้าวเทียน เจ้าเป็นอะไรหรือไม่” หลินซีเหยารีบเข้ามาประคอง “พลังในตัวข้ากำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง มันอยู่ใต้หุบเขา” อวิ๋นจงเปิดแผ่นหยกบันทึกอีกครั้ง อักขระที่เคยส่องแสงสีทองกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงทีละตัว เส้นแสงหลายสายเชื่อมต่อกันเป็นรูปวงแหวน ก่อนที่สัญลักษณ์คล้ายเกล็ดมังกรจะปรากฏตรงกลาง “นี่ไม่ใช่แค่แรงสั่นสะเทือนธรรมดา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “พลังที่รั่วออกจากผนึกกำลังส่งผลต่อเขตแดนรอบหุบเขา” มู่ชางมองท้องฟ้าที่มืดลงจนแทบไม่เห็นยอดผา “ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเราควรรีบออกจากที่นี่หรือไม่” “ตอนนี้ยังออกไปไม่ได้” หลินซีเหยาตอบก่อนอวิ๋นจงจะพูด “ดูตรงนั้นสิ” นางชี้ไปยังทางออกของหุบเขา พื้นที่ซึ่งเคยเป็นเส้นทางเดินกลับถูกม่านหมอกสีดำปกคลุมจนมองไม่เห็นปลายทา
เฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยาเดินทางลึกเข้าไปในหุบเขา โดยมีอวิ๋นจง มู่ชาง และซูเหวินติดตามอยู่ด้านหลัง ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไร อากาศรอบตัวก็ยิ่งเย็นลงเท่านั้น หน้าผาสูงชันทั้งสองด้านปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีดำที่แห้งตาย พื้นหินมีรอยแตกเป็นเส้นยาวคล้ายถูกพลังมหาศาลกดทับมานานนับพันปี “ที่นี่เงียบเกินไปแล้ว” มู่ชางเอ่ยพลางมองไปรอบด้าน “ตั้งแต่เข้าหุบเขามา ข้ายังไม่ได้ยินเสียงสัตว์อสูรสักตัว” ซูเหวินย่อตัวลงแตะพื้น ก่อนจะรีบชักมือกลับเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสพลังเย็นจัดที่แล่นผ่านปลายนิ้ว “ใต้พื้นมีพลังไหลเวียนอยู่ พลังเหล่านี้กำลังมุ่งไปทางเดียวกัน” อวิ๋นจงหยิบแผ่นหยกบันทึกออกมาตรวจสอบ อักขระสีทองบนผิวหยกค่อย ๆ ส่องประกายขึ้นทีละตัว ก่อนจะมีเส้นสีแดงเข้มปรากฏแทรกอยู่กลางลวดลาย “แผ่นหยกตอบสนองต่อพลังที่นี่จริงด้วย” เขากล่าว “ตามบันทึกโบราณ บริเวณนี้เคยเป็นเขตควบคุมพลังมังกร แต่ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ใด” หลินซีเหยอมองเส้นสีแดงบนแผ่นหยก ก่อนจะหันไปหาเฟิงอ้าวเทียน “เจ้ารู้สึกอะไรบ้างหรือไม่” เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบทันที เขาหลับตาลงเพื่อสัมผัสพลังภายในร่างกาย แล้วเสียงคำรา
อวิ๋นจงยืนอยู่หน้าทางแยกเก่าของหุบเขาเมฆา มือข้างหนึ่งกดทับรอยร้าวบนข้อมือ ขณะที่อีกมือประคองแผ่นศิลาสีเทาซึ่งนำติดตัวมาจากป้อมมังกรเหนือ เส้นสีแดงบนแผ่นศิลากำลังขยับ มันไม่ได้สว่างขึ้นเหมือนทุกครั้ง แต่ค่อย ๆ เลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม ราวกับมีใครกำลังลากเส้นทางสายหนึ่งผ่านแผนที่ที่ไม่มีใครมองเห็น อวิ๋นจงเงยหน้ามองทางเดินเบื้องหน้า เส้นทางนี้ถูกปิดผนึกมานานจนแทบไม่มีผู้ใดจดจำได้ว่าเคยมีอยู่ เขาเคยได้รับหน้าที่ดูแลทางเชื่อมรอบนอกของหุบเขา และรู้ดีว่ามันไม่ควรตอบสนองต่อเสาหินที่อยู่ไกลออกไปถึงป้อมมังกรเหนือ แต่ตอนนี้มันกำลังตอบสนองจริง ๆ “ใครกำลังเปลี่ยนขอบเขตกันแน่…” เขาพึมพำ ก่อนเก็บแผ่นศิลาไว้ในเสื้อคลุม อวิ๋นจงไม่ได้ก้าวเข้าไปในทางแยกทันที เขาหยิบเชือกผูกเครื่องหมายสีเทาออกมา แล้วผูกไว้กับต้นไม้ต้นแรก จากนั้นจึงเดินไปเพียงไม่กี่ก้าวและหยุดสังเกต ต้นไม้ต้นที่สองอยู่ใกล้กว่าที่ควรจะเป็น เขาหันกลับไปมองเครื่องหมายต้นแรก แล้วเดินย้อนกลับอย่างระมัดระวัง เพียงไม่กี่ก้าว ทางเดินก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้เครื่องหมายสีเทาที่ผูกไว้กับต้นไม้กลับปรากฏอยู่ด้านหน้า ทั้งที่เขาจำได้ชัดเจ







