Home / แฟนตาซี / ทายาทจักรพรรดิมังกร / บทที่ 55 ทางแยกที่เริ่มเคลื่อนไหว

Share

บทที่ 55 ทางแยกที่เริ่มเคลื่อนไหว

last update publish date: 2026-10-25 11:00:43

อวิ๋นจงยืนอยู่หน้าทางแยกเก่าของหุบเขาเมฆา มือข้างหนึ่งกดทับรอยร้าวบนข้อมือ ขณะที่อีกมือประคองแผ่นศิลาสีเทาซึ่งนำติดตัวมาจากป้อมมังกรเหนือ

เส้นสีแดงบนแผ่นศิลากำลังขยับ

มันไม่ได้สว่างขึ้นเหมือนทุกครั้ง แต่ค่อย ๆ เลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม ราวกับมีใครกำลังลากเส้นทางสายหนึ่งผ่านแผนที่ที่ไม่มีใครมองเห็น

อวิ๋นจงเงยหน้ามองทางเดินเบื้องหน้า

เส้นทางนี้ถูกปิดผนึกมานานจนแทบไม่มีผู้ใดจดจำได้ว่าเคยมีอยู่ เขาเคยได้รับหน้าที่ดูแลทางเชื่อมรอบนอกของหุบเขา และรู้ดีว่ามันไม่ควรตอบสนองต่อเสาหินที่อยู่ไกลออกไปถึงป้อมมังกรเหนือ

แต่ตอนนี้มันกำลังตอบสนองจริง ๆ

“ใครกำลังเปลี่ยนขอบเขตกันแน่…”

เขาพึมพำ ก่อนเก็บแผ่นศิลาไว้ในเสื้อคลุม

อวิ๋นจงไม่ได้ก้าวเข้าไปในทางแยกทันที เขาหยิบเชือกผูกเครื่องหมายสีเทาออกมา แล้วผูกไว้กับต้นไม้ต้นแรก จากนั้นจึงเดินไปเพียงไม่กี่ก้าวและหยุดสังเกต

ต้นไม้ต้นที่สองอยู่ใกล้กว่าที่ควรจะเป็น

เขาหันกลับไปมองเครื่องหมายต้นแรก แล้วเดินย้อนกลับอย่างระมัดระวัง

เพียงไม่กี่ก้าว ทางเดินก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง

คราวนี้เครื่องหมายสีเทาที่ผูกไว้กับต้นไม้กลับปรากฏอยู่ด้านหน้า ทั้งที่เขาจำได้ชัดเจนว่าตนเองเดินย้อนกลับมาแล้ว

อวิ๋นจงหยุดทันที

เขาไม่พยายามเดินต่อ และไม่ใช้พลังฝืนแทรกเข้าไปในช่องว่างของมิติ

“ถ้าขอบเขตกำลังเปลี่ยนจริง การฝืนเข้าไปอาจทำให้ทางแยกปิดตาย”

เขาถอยออกมาจนพ้นบริเวณผิดปกติ แล้วทำเครื่องหมายเตือนเพิ่มเติมไว้ที่พื้น

ก่อนกลับ เขาหันไปมองทางเดินที่ถูกหมอกกลืนกิน

“ข้าจะไม่ตัดสินใจแทนพวกเจ้าอีก แต่ครั้งนี้ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรเป็นคนเริ่ม”

จากนั้นอวิ๋นจงจึงมุ่งหน้าไปยังหุบเขาด้านใน เพื่อค้นบันทึกเก่าที่อาจอธิบายการเคลื่อนไหวของเส้นทางได้

ทางตอนเหนือของป้อมมังกร เฟิงอ้าวเทียนกำลังยืนอยู่ข้างเสาหินสีเทา ขณะที่มู่ชางตรวจสอบพื้นที่โดยรอบตามคำสั่งของเขา

เสาหินยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่มีรอยแตกร้าวเพิ่มขึ้น และลวดลายสามปีกตรงฐานก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง

แต่สิ่งที่ผิดปกติคือร่องรอยบนพื้น

เมื่อคืนพวกเขาทำเครื่องหมายวงกลมรอบเสาหินเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดเข้าใกล้โดยไม่จำเป็น วันนี้วงกลมนั้นกลับมีรอยขาดอยู่ทางทิศเหนือ ทั้งที่ไม่มีรอยเท้าหรือร่องรอยการลากสิ่งของผ่านบริเวณนั้น

มู่ชางย่อตัวลงตรวจดู

“ไม่มีใครเข้ามาใกล้เสาหินในเวรกลางคืน ทหารยืนยันตรงกันทั้งหมด”

เฟิงอ้าวเทียนมองรอยขาดบนพื้น

“ถ้าไม่มีใครผ่าน แล้วเหตุใดเครื่องหมายจึงขาด?”

“กระหม่อมยังตอบไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ แต่มีความเป็นไปได้ว่าพื้นที่บริเวณนี้เคลื่อนตัวชั่วคราว”

“หมายถึงพื้นดินเคลื่อนหรือ?”

“ไม่ใช่พื้นดินพ่ะย่ะค่ะ อาจเป็นขอบเขตของพื้นที่ที่เราใช้กำหนดตำแหน่งต่างหาก”

คำอธิบายนั้นทำให้เฟิงอ้าวเทียนนิ่งคิด

หากเป็นเพียงพื้นดินสั่นสะเทือน รอยแตกร้าวหรือเศษหินควรปรากฏให้เห็น แต่ตรงนี้ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง นอกจากตำแหน่งของเครื่องหมายที่ไม่ตรงกับสิ่งที่พวกเขาจดบันทึกไว้

หลินซีเหยาซึ่งกำลังตรวจสอบแผ่นบันทึกอยู่ใกล้ ๆ เดินเข้ามา

“ลองตรวจระยะห่างระหว่างเครื่องหมายแต่ละจุดดูไหมคะ เราไม่ควรใช้ตำแหน่งของเสาหินเป็นจุดอ้างอิงเพียงอย่างเดียว”

มู่ชางหันมามองนาง

“เจ้าคิดว่าจุดอ้างอิงอาจเปลี่ยนไปด้วยหรือ?”

“ข้ายังไม่แน่ใจค่ะ แต่ถ้าขอบเขตของพื้นที่เปลี่ยนจริง เราอาจกำลังวัดระยะจากสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมอย่างที่คิด”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า

“เช่นนั้นเราจะตรวจจากจุดที่อยู่นอกบริเวณนี้ด้วย”

เขาสั่งให้ทหารนำหมุดโลหะสามอันไปปักบนพื้นห่างจากเสาหินในระยะต่างกัน โดยให้แต่ละคนบันทึกตำแหน่งของตนเองแยกกัน จากนั้นจึงให้วัดระยะระหว่างหมุดกับหลักหินที่ตั้งอยู่บนเนินด้านตะวันออก ซึ่งไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตั้งแต่เริ่มตรวจสอบ

ผลที่ได้กลับไม่ตรงกันทั้งหมด

ระยะจากหมุดแรกไปยังหลักหินยังคงเท่าเดิม แต่ระยะจากหมุดที่สองเปลี่ยนไปเล็กน้อย ขณะที่หมุดที่สามไม่มีความผิดปกติ

มู่ชางตรวจตัวเลขซ้ำสองครั้ง ก่อนรายงานว่า

“ความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นเฉพาะแนวที่หันเข้าหาเสาหินพ่ะย่ะค่ะ”

หลินซีเหยามองตำแหน่งทั้งสามจุด แล้วขีดเส้นลงบนแผนที่

“ถ้าเป็นเช่นนี้ ความผิดปกติอาจไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด แต่เกิดขึ้นตามแนวใดแนวหนึ่ง”

เฟิงอ้าวเทียนมองเส้นที่นางวาด

“แนวเดียวกับเส้นสีเทาบนแผ่นศิลาของอวิ๋นจงหรือไม่?”

“ยังสรุปไม่ได้ค่ะ แต่เรามีข้อมูลพอจะทดสอบต่อได้ โดยไม่ต้องเข้าใกล้เสาหินมากกว่านี้”

เขาหันไปสั่งมู่ชางทันที

“ตั้งเขตเฝ้าระวังตามแนวที่พบความคลาดเคลื่อน ห้ามผู้ใดเดินเข้าไปตามลำพัง และอย่าใช้พลังมังกรกระตุ้นเสาหินโดยไม่มีเหตุจำเป็น”

“รับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ”

เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้สั่งให้ทำลายหรือเคลื่อนย้ายเสาหิน เพราะตอนนี้พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงคือเส้นทาง ตัวเสาหิน หรือขอบเขตของพื้นที่

การลงมือผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้พวกเขาสูญเสียหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมด

เมื่อกลับถึงป้อม หลินซีเหยานำแผนที่ไปวางบนโต๊ะในห้องบันทึก ซูเหวินกำลังค้นเอกสารเกี่ยวกับเส้นทางโบราณอยู่ก่อนแล้ว

“ข้าพบข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องค่ะ” นางบอกพลางชี้ตำแหน่งบนแผนที่ “เสาหินทางเหนืออยู่บนแนวเดียวกับจุดที่เราเคยพบพื้นที่ซ้อนทับเมื่อหลายวันก่อน แต่ระยะห่างไม่ตรงกับเส้นทางที่ปรากฏบนแผ่นศิลา”

ซูเหวินเลื่อนบันทึกเก่ามาใกล้

“แผ่นศิลาอาจไม่ได้บอกตำแหน่งจริงของสถานที่ แต่บอกความสัมพันธ์ระหว่างเส้นทาง”

“หมายความว่าถ้าเส้นทางหนึ่งเคลื่อน ตำแหน่งบนแผนที่ก็อาจเปลี่ยนตามหรือคะ?”

“เป็นไปได้ แต่บันทึกที่ข้ามีไม่เพียงพอจะยืนยัน”

เฟิงอ้าวเทียนยืนฟังอยู่ข้างโต๊ะ ก่อนถามว่า

“มีข้อมูลเกี่ยวกับวิธีหยุดการเคลื่อนที่ของเส้นทางหรือไม่?”

ซูเหวินส่ายหน้า

“ไม่มีวิธีหยุดที่ชัดเจน มีเพียงข้อความสั้น ๆ ในบันทึกฉบับหนึ่ง เขียนไว้ว่า ‘เมื่อทางแยกเริ่มเลือกตำแหน่งของตนเอง ผู้เฝ้าต้องรักษาจุดกลับ มิใช่กักเส้นทางไว้กับที่’”

หลินซีเหยาทวนคำพูดนั้นเบา ๆ

“รักษาจุดกลับ ไม่ใช่กักเส้นทาง…”

“ข้าไม่แน่ใจว่าบรรพชนหมายถึงอะไร” ซูเหวินกล่าว “แต่ข้อความนี้บอกเป็นนัยว่าเส้นทางอาจจำเป็นต้องเคลื่อนไหว และสิ่งที่เราควรรักษาอาจไม่ใช่ตำแหน่งเดิมของมัน”

เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว

“หากเราไม่กักมันไว้ แล้วจะป้องกันไม่ให้มันเปิดไปยังพื้นที่อันตรายได้อย่างไร?”

หลินซีเหยามองแผนที่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ

“เราอาจต้องแยกสองเรื่องออกจากกันค่ะ การรักษาทางกลับให้ผู้ที่เข้าไปสามารถกลับมาได้ กับการควบคุมว่าทางนั้นจะเชื่อมไปที่ใด ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน”

เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง

“เจ้าคิดว่าเราควรเริ่มจากทางกลับ?”

“ค่ะ หากเรารู้ว่าทางกลับยังคงอยู่ แม้ตำแหน่งของเส้นทางเปลี่ยนไป เราก็จะไม่ต้องรีบปิดทุกอย่างเพราะกลัวว่าจะสูญเสียการควบคุม”

ซูเหวินหยิบกระดาษเปล่ามาวางตรงกลางโต๊ะ

“ถ้าเช่นนั้น เราควรเริ่มบันทึกจุดอ้างอิงที่ไม่พึ่งพาเส้นทางโดยตรง เช่น เวลา ลักษณะของพลัง และตำแหน่งของเครื่องหมายที่อยู่นอกเขตผิดปกติ”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า

“ให้ทำตามนั้น เราจะไม่เข้าไปในเส้นทางที่ยังไม่รู้ปลายทาง เพียงเพื่อเร่งหาคำตอบ”

หลินซีเหยามองเขาอย่างพอใจ

เมื่อก่อนเขาคงต้องการเข้าไปตรวจสอบด้วยตนเองทันที แต่ตอนนี้เขายอมรับว่าการรอเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขากำลังปล่อยให้ปัญหาลุกลาม

การไม่รีบร้อนก็เป็นการตัดสินใจอย่างหนึ่งเช่นกัน

ช่วงบ่าย อวิ๋นฮุยได้รับรายงานจากทหารที่เฝ้าทางเหนือ เขาขยับตัวลุกจากเตียง แม้ปีกสีเทาจะยังไม่หายดี แต่ก็สามารถยืนได้มั่นคงกว่าเดิม

เมื่อหลินซีเหยาเดินเข้ามา เขาก็ยกมือขึ้นวาดสัญลักษณ์สามปีกลงบนกระดานไม้

จากนั้นเขาวาดเส้นหนึ่งเส้นต่อจากปีกสีเทา แล้วหยุดมือไว้ตรงช่องว่างระหว่างเส้นสีแดงกับสีเงิน

“เจ้าหมายถึงเส้นทางที่ยังไม่เชื่อมกันใช่ไหม?” หลินซีเหยาถาม

อวิ๋นฮุยพยักหน้า

เขาวาดวงกลมเล็ก ๆ ไว้ตรงปลายเส้นสีเทา ก่อนลากเส้นย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น จากนั้นจึงชี้ไปที่ประตูห้อง

เฟิงอ้าวเทียนซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาสังเกตภาพนั้น

“เจ้ากำลังบอกว่าทางกลับยังอยู่ แม้ทางข้างหน้าจะเปลี่ยนไป?”

อวิ๋นฮุยพยักหน้าอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาชี้ไปที่ตัวเอง แล้วส่ายหน้าอย่างช้า ๆ

หลินซีเหยาจึงเข้าใจว่าเขาไม่ได้หมายความว่าตนเองรู้ตำแหน่งของทางกลับอย่างแน่นอน เขาเพียงต้องการบอกว่า การที่เส้นทางเปลี่ยนไม่ได้หมายความว่าทางกลับจะหายไปเสมอ

“เจ้าเคยพบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนหรือ?” นางถาม

อวิ๋นฮุยนิ่งไปนานกว่าปกติ ก่อนวาดภาพภูเขาสองลูกที่เหลื่อมกันเล็กน้อย

เขาวาดเส้นทางระหว่างภูเขาทั้งสอง แล้วทำเครื่องหมายกากบาทลงบนจุดหนึ่ง

จากนั้นจึงเขียนสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการรอคอย

เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้เร่งให้เขาอธิบายต่อ

“ถ้าเจ้ายังไม่แน่ใจ เราจะไม่บังคับให้เจ้าระลึกถึงเรื่องที่อาจทำให้เจ้าเจ็บปวด”

อวิ๋นฮุยเงยหน้ามองเขา ดวงตาสีเทามีแววขอบคุณ ก่อนจะวาดสัญลักษณ์เล็ก ๆ เพิ่มอีกหนึ่งอย่าง

มันคล้ายเครื่องหมายที่อยู่บนแผ่นศิลาของอวิ๋นจง

หลินซีเหยาจำได้ทันที

“นี่อาจเป็นเครื่องหมายของจุดกลับหรือเปล่าคะ?”

อวิ๋นฮุยไม่ได้ยืนยัน เพียงแตะปลายนิ้วลงบนสัญลักษณ์นั้นสองครั้ง

เฟิงอ้าวเทียนจึงสั่งให้ซูเหวินคัดลอกภาพไว้ โดยไม่ตีความเกินกว่าที่อวิ๋นฮุยแสดงให้เห็น

“เราจะนำสัญลักษณ์นี้ไปเปรียบเทียบกับบันทึกเก่า หากพบข้อมูลเพิ่มเติม เราจะกลับมาถามเจ้าอีกครั้ง”

อวิ๋นฮุยพยักหน้า ก่อนนั่งลงพักโดยไม่ฝืนร่างกายของตนเอง

หลินซีเหยาช่วยเก็บกระดานออกจากข้างเตียง แล้วหันไปมองเฟิงอ้าวเทียน

“เราเริ่มเห็นความเกี่ยวข้องบางอย่างแล้ว แต่ยังไม่มากพอจะรวมทุกเหตุการณ์เข้าด้วยกัน”

“เช่นนั้นก็อย่าเพิ่งรวม” เขาตอบ “เราจะตรวจสอบทีละเรื่อง”

นางยิ้มบาง ๆ

“พระองค์พูดเหมือนซูเหวินขึ้นทุกวันแล้วนะคะ”

เฟิงอ้าวเทียนเลิกคิ้ว

“นั่นเป็นคำชมหรือคำตำหนิ?”

“แล้วแต่พระองค์จะเลือกตีความค่ะ”

เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนเดินไปส่งนางกลับห้องบันทึก

แม้สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย แต่อย่างน้อยพวกเขาก็เริ่มเรียนรู้วิธีทำงานร่วมกันโดยไม่ปล่อยให้ความกังวลผลักดันทุกการตัดสินใจ

ในเวลาเดียวกัน อวิ๋นจงกลับมาถึงห้องเก็บบันทึกเก่าของหุบเขาเมฆา เขาเปิดหีบไม้ที่ถูกปิดผนึกมานาน ภายในมีแผ่นไม้บันทึกเส้นทางหลายสิบชิ้น แต่ละชิ้นถูกสลักด้วยเครื่องหมายต่างกัน

เขาค้นหาอยู่นาน ก่อนหยิบแผ่นไม้ชิ้นหนึ่งขึ้นมา

บนแผ่นนั้นมีรูปเสาหินสามต้น แต่ละต้นตั้งอยู่คนละพื้นที่ เส้นสีเทาเชื่อมจากต้นแรกไปยังต้นที่สอง ส่วนเส้นสีแดงกับสีเงินทอดออกจากต้นที่สองไปยังทิศทางต่างกัน

ที่ด้านล่างมีข้อความสั้น ๆ

“เมื่อผู้รักษาเส้นทางไม่อาจกำหนดปลายทางได้อีกต่อไป จงคืนสิทธิ์ในการเลือกแก่ผู้เดินทาง”

อวิ๋นจงอ่านซ้ำหลายครั้ง

เขาเคยเข้าใจมาตลอดว่าหน้าที่ของผู้รักษาเส้นทางคือควบคุมไม่ให้สิ่งใดหลุดออกจากเขตที่กำหนด แต่ข้อความนี้กลับบอกว่า การควบคุมทั้งหมดอาจไม่ใช่คำตอบ

เขาพลิกแผ่นไม้ดูด้านหลัง แล้วพบเครื่องหมายอีกชุดหนึ่งที่ถูกขูดออกไปเกือบหมด

เหลือเพียงรอยสลักเล็ก ๆ คล้ายวงกลมซ้อนกันสามวง

อวิ๋นจงชะงัก

เครื่องหมายนี้ไม่เคยปรากฏในบันทึกเส้นทางที่เขาเคยดูแล และไม่ใช่สัญลักษณ์ของหุบเขาเมฆา

เขายังไม่ทันตรวจสอบต่อ รอยร้าวสีแดงบนข้อมือก็แผ่ความร้อนขึ้นอย่างฉับพลัน

แผ่นไม้ในมือสั่นเล็กน้อย

เส้นสีแดงบนภาพเสาหินค่อย ๆ เคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม ก่อนหยุดอยู่ตรงวงกลมที่ถูกขูดจนเกือบเลือนหาย

อวิ๋นจงรีบวางแผ่นไม้ลงบนโต๊ะ

“ไม่ใช่เสาหินที่กำลังเรียกหาเส้นทาง…”

เขาจ้องวงกลมทั้งสามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“แต่มีบางสิ่งกำลังใช้เส้นทางเหล่านั้นเพื่อค้นหาจุดที่มันต้องการ”

นอกหน้าต่าง หมอกเหนือหุบเขาเริ่มแยกออกเป็นแนวแคบ ๆ เผยให้เห็นยอดเขาที่ไม่เคยปรากฏในตำแหน่งนั้นมาก่อน

อวิ๋นจงไม่รู้ว่าภาพที่เห็นเป็นสถานที่จริงหรือเป็นเพียงพื้นที่ซ้อนทับ เขาจึงไม่ก้าวออกไปตรวจสอบ

เขาปิดหีบไม้ เก็บแผ่นบันทึกไว้กับตัว แล้วเขียนข้อความสั้น ๆ ส่งไปยังป้อมมังกรเหนือ

อย่าเคลื่อนย้ายเสาหิน และอย่าเปิดเส้นทางใดทั้งสิ้น ข้าพบหลักฐานว่ามีบางสิ่งกำลังค้นหาจุดเชื่อมต่อ แต่ยังไม่ทราบว่ามันต้องการไปที่ใด

จดหมายถูกส่งออกไปพร้อมตราประทับสีเทา

อวิ๋นจงยืนอยู่ในห้องเงียบ ๆ มองรอยร้าวบนข้อมือที่ยังไม่จางลง

คราวนี้เขาไม่คิดจะปิดทางแยกด้วยตนเองอีกแล้ว

เพราะหากเขาเลือกผิดเหมือนครั้งก่อน คนที่ต้องรับผลอาจไม่ใช่เพียงผู้ดูแลเส้นทาง แต่รวมถึงผู้คนที่ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีเส้นทางเหล่านี้อยู่

และที่ป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยากำลังจะได้รับคำเตือนที่ทำให้การตรวจสอบครั้งต่อไปเปลี่ยนไปจากเดิม

สิ่งที่พวกเขาต้องค้นหาอาจไม่ใช่เพียงเส้นทางที่หายไป

แต่เป็นผู้ที่กำลังพยายามเลือกปลายทางแทนทุกคน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 60 ผนึกมังกรสะเทือนสวรรค์

    รอยแยกบนท้องฟ้าขยายตัวจนแสงสีแดงสาดลงปกคลุมผืนป่า เสาหินหกต้นที่ดับสนิทเริ่มสลายเป็นผง เผยให้เห็นอักขระโบราณซึ่งลอยขึ้นไปหมุนวนรอบรอยแยก เสาหินต้นสุดท้ายตั้งอยู่ใจกลางแท่นหินที่กำลังทรุดตัว แสงสีทองบนผิวเสาอ่อนแรงลงทุกขณะ ขณะที่เงามหึมาหลังรอยแยกเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ เฟิงอ้าวเทียนมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เขตแดนพังทลาย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังอาจหลุดออกมาสู่โลกนี้ “อวิ๋นจง เสาหินต้นนั้นยังรับพลังได้อีกนานแค่ไหน” อวิ๋นจงรีบตรวจสอบแผ่นหยกในมือ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักใจ “หากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง คงไม่เกินครึ่งชั่วยาม แต่ถ้ารอยแยกขยายตัวเร็วขึ้น เราอาจเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ” มู่ชางกวาดตามองพื้นดินที่แยกออกเป็นร่องลึก “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรีบเข้าไปก่อนที่ทางขึ้นแท่นจะพังหมด” “ไม่ใช่แค่ขึ้นไปให้ถึง” หลินซีเหยากล่าวพลางชี้ไปยังเสาหินต้นสุดท้าย “ดูอักขระตรงฐานสิ มันไม่ได้เรียงเป็นวงป้องกัน แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งเข้าสู่แกนกลางของเสา หากเราใส่พลังลงไปโดยไม่รู้ทิศทาง แรงสะท้อนอาจทำให้เสาแตกทันที” ทุกคนหันไปมองตามมือของนาง บนฐานหินมีเส้นอักขระสามสายพันก

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 59 มังกรคลั่งสะเทือนฟ้าดิน

    แรงสั่นสะเทือนจากใต้ภูเขาแผ่กระจายไปทั่วผืนป่า ต้นไม้ใหญ่เอนล้มลงทีละต้น พื้นดินแยกออกเป็นร่องยาว เผยให้เห็นเส้นพลังสีแดงเข้มที่ไหลเวียนอยู่ใต้ชั้นหินราวกับโลหิตของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา เหนือท้องฟ้า เมฆดำหมุนวนเป็นเกลียวขนาดใหญ่ สายฟ้าสีดำแลบแปลบปลาบระหว่างกลุ่มเมฆ ก่อนฟาดลงบนยอดเขาทางตะวันออกจนยอดหินระเบิดกระจาย เฟิงอ้าวเทียนหยุดฝีเท้าทันทีเมื่อเกล็ดสีทองบนแขนส่องประกาย เส้นสีแดงเหนือหัวใจเต้นกระหน่ำราวกับกำลังตอบรับเสียงเรียกจากที่ไกลแสนไกล “มันกำลังเรียกข้า” เขากดมือทาบหน้าอก พยายามกดพลังทั้งสองสายที่เริ่มปะทะกันภายในร่าง หลินซีเหยามองเห็นเกล็ดสีทองบนแขนของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงสลับทอง ใบหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้นทันที “อย่าฝืนกดมันไว้ หากพลังทั้งสองกระแทกกันต่อไป แก่นพลังมังกรของเจ้าจะได้รับความเสียหาย” “ถ้าข้าไม่กดมันไว้ พลังแดงนั่นอาจเข้าควบคุมร่างกายข้า” “เช่นนั้นก็อย่าปล่อยให้มันต่อสู้กันเพียงลำพัง” หลินซีเหยาก้าวเข้ามาอยู่ตรงหน้าเขา นางยื่นมือแตะบริเวณข้อมือที่มีเกล็ดสีทอง แล้วส่งพลังของตนเข้าไปอย่างระมัดระวัง พลังอุ่นบางเบาไหลผ่านเส้นชีพจรของเฟิงอ้าวเทียน ไม่ได้พยายามบั

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 58 เสียงเรียกจากบรรพกาล

    เเรงสั่นสะเทือนจากใต้หุบเขายังคงแผ่กระจายไปทั่วผืนดิน เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาเพิ่งพาคนทั้งหมดออกจากช่องเขาได้ไม่ไกล ท้องฟ้าด้านหลังก็พลันเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ เมฆดำรวมตัวกันเป็นวงกว้างเหนือยอดผา ก่อนจะมีสายฟ้าสีดำฟาดลงบนพื้นหินจนเกิดหลุมลึก มู่ชางหันกลับไปมองแล้วสบถออกมาเบา ๆ “ถ้าพวกเรายังอยู่ข้างใน คงถูกฝังไปพร้อมกับหน้าผาแล้ว” ซูเหวินกลับไม่ได้มีท่าทีโล่งใจ เขามองสายฟ้าที่หายไปแล้ว ก่อนจะสังเกตเห็นประกายสีแดงเคลื่อนอยู่ใต้พื้นดิน “พลังนั่นไม่ได้หยุดอยู่ในหุบเขา มันกำลังแพร่กระจายออกมา” อวิ๋นจงเปิดแผ่นหยกบันทึกอีกครั้ง อักขระสีแดงบนผิวหยกเปลี่ยนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเรียงตัวเป็นรูปมังกรเจ็ดเศียรซึ่งมีวงแหวนล้อมรอบ “นี่เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่ปรากฏในบันทึกทั่วไป” เขาพูดพลางขมวดคิ้ว “แต่มีข้อความเก่าบางส่วนที่กล่าวถึงผนึกโบราณซึ่งเชื่อมโยงกับสายเลือดมังกร” เฟิงอ้าวเทียนมองรูปสัญลักษณ์นั้น แล้วรู้สึกถึงความร้อนวาบตรงกลางหน้าอก เส้นสีแดงใต้เกล็ดทองปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ลามไปตามแขน แต่กลับรวมตัวเป็นรูปคล้ายเกล็ดเล็ก ๆ ตรงเหนือหัวใจ หลินซีเหยาเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นทั

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 57 มังกรดำตื่นจากนิทรา

    เมฆสีดำปกคลุมท้องฟ้าเหนือหุบเขาอย่างรวดเร็ว ขอบเมฆมีประกายสีแดงวาบเป็นระยะ ราวกับมีเปลวเพลิงกำลังเผาไหม้อยู่ภายใน แรงสั่นสะเทือนใต้พื้นดินยังคงดำเนินต่อไป ทำให้ก้อนหินบนหน้าผาร่วงลงมาไม่ขาดสาย เฟิงอ้าวเทียนยกแขนขึ้นมองเส้นสีแดงที่ซ่อนอยู่ใต้เกล็ดมังกรสีทอง ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วท่อนแขน ก่อนจะแล่นเข้าสู่หน้าอกจนลมหายใจของเขาสะดุด “อ้าวเทียน เจ้าเป็นอะไรหรือไม่” หลินซีเหยารีบเข้ามาประคอง “พลังในตัวข้ากำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง มันอยู่ใต้หุบเขา” อวิ๋นจงเปิดแผ่นหยกบันทึกอีกครั้ง อักขระที่เคยส่องแสงสีทองกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงทีละตัว เส้นแสงหลายสายเชื่อมต่อกันเป็นรูปวงแหวน ก่อนที่สัญลักษณ์คล้ายเกล็ดมังกรจะปรากฏตรงกลาง “นี่ไม่ใช่แค่แรงสั่นสะเทือนธรรมดา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “พลังที่รั่วออกจากผนึกกำลังส่งผลต่อเขตแดนรอบหุบเขา” มู่ชางมองท้องฟ้าที่มืดลงจนแทบไม่เห็นยอดผา “ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเราควรรีบออกจากที่นี่หรือไม่” “ตอนนี้ยังออกไปไม่ได้” หลินซีเหยาตอบก่อนอวิ๋นจงจะพูด “ดูตรงนั้นสิ” นางชี้ไปยังทางออกของหุบเขา พื้นที่ซึ่งเคยเป็นเส้นทางเดินกลับถูกม่านหมอกสีดำปกคลุมจนมองไม่เห็นปลายทา

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 56 เกล็ดมังกรใต้ผนึก

    เฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยาเดินทางลึกเข้าไปในหุบเขา โดยมีอวิ๋นจง มู่ชาง และซูเหวินติดตามอยู่ด้านหลัง ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไร อากาศรอบตัวก็ยิ่งเย็นลงเท่านั้น หน้าผาสูงชันทั้งสองด้านปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีดำที่แห้งตาย พื้นหินมีรอยแตกเป็นเส้นยาวคล้ายถูกพลังมหาศาลกดทับมานานนับพันปี “ที่นี่เงียบเกินไปแล้ว” มู่ชางเอ่ยพลางมองไปรอบด้าน “ตั้งแต่เข้าหุบเขามา ข้ายังไม่ได้ยินเสียงสัตว์อสูรสักตัว” ซูเหวินย่อตัวลงแตะพื้น ก่อนจะรีบชักมือกลับเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสพลังเย็นจัดที่แล่นผ่านปลายนิ้ว “ใต้พื้นมีพลังไหลเวียนอยู่ พลังเหล่านี้กำลังมุ่งไปทางเดียวกัน” อวิ๋นจงหยิบแผ่นหยกบันทึกออกมาตรวจสอบ อักขระสีทองบนผิวหยกค่อย ๆ ส่องประกายขึ้นทีละตัว ก่อนจะมีเส้นสีแดงเข้มปรากฏแทรกอยู่กลางลวดลาย “แผ่นหยกตอบสนองต่อพลังที่นี่จริงด้วย” เขากล่าว “ตามบันทึกโบราณ บริเวณนี้เคยเป็นเขตควบคุมพลังมังกร แต่ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ใด” หลินซีเหยอมองเส้นสีแดงบนแผ่นหยก ก่อนจะหันไปหาเฟิงอ้าวเทียน “เจ้ารู้สึกอะไรบ้างหรือไม่” เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบทันที เขาหลับตาลงเพื่อสัมผัสพลังภายในร่างกาย แล้วเสียงคำรา

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 55 ทางแยกที่เริ่มเคลื่อนไหว

    อวิ๋นจงยืนอยู่หน้าทางแยกเก่าของหุบเขาเมฆา มือข้างหนึ่งกดทับรอยร้าวบนข้อมือ ขณะที่อีกมือประคองแผ่นศิลาสีเทาซึ่งนำติดตัวมาจากป้อมมังกรเหนือ เส้นสีแดงบนแผ่นศิลากำลังขยับ มันไม่ได้สว่างขึ้นเหมือนทุกครั้ง แต่ค่อย ๆ เลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม ราวกับมีใครกำลังลากเส้นทางสายหนึ่งผ่านแผนที่ที่ไม่มีใครมองเห็น อวิ๋นจงเงยหน้ามองทางเดินเบื้องหน้า เส้นทางนี้ถูกปิดผนึกมานานจนแทบไม่มีผู้ใดจดจำได้ว่าเคยมีอยู่ เขาเคยได้รับหน้าที่ดูแลทางเชื่อมรอบนอกของหุบเขา และรู้ดีว่ามันไม่ควรตอบสนองต่อเสาหินที่อยู่ไกลออกไปถึงป้อมมังกรเหนือ แต่ตอนนี้มันกำลังตอบสนองจริง ๆ “ใครกำลังเปลี่ยนขอบเขตกันแน่…” เขาพึมพำ ก่อนเก็บแผ่นศิลาไว้ในเสื้อคลุม อวิ๋นจงไม่ได้ก้าวเข้าไปในทางแยกทันที เขาหยิบเชือกผูกเครื่องหมายสีเทาออกมา แล้วผูกไว้กับต้นไม้ต้นแรก จากนั้นจึงเดินไปเพียงไม่กี่ก้าวและหยุดสังเกต ต้นไม้ต้นที่สองอยู่ใกล้กว่าที่ควรจะเป็น เขาหันกลับไปมองเครื่องหมายต้นแรก แล้วเดินย้อนกลับอย่างระมัดระวัง เพียงไม่กี่ก้าว ทางเดินก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้เครื่องหมายสีเทาที่ผูกไว้กับต้นไม้กลับปรากฏอยู่ด้านหน้า ทั้งที่เขาจำได้ชัดเจ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status