LOGINอวิ๋นจงยืนอยู่หน้าทางแยกที่ถูกปิดตายมานานหลายร้อยปี รอยแตกบนข้อมือยังคงมีประกายสีแดงเต้นเป็นจังหวะ แม้เขาจะพยายามกดพลังเอาไว้ก็ตาม
ทางเดินเบื้องหน้าถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีเทาและแผ่นหินที่แตกร้าว ตรงกลางมีเสาหินสามต้นตั้งเรียงกัน แต่ละต้นสลักสัญลักษณ์ปีกที่แตกต่างกัน เส้นสีเทายังคงชัดเจน ส่วนเส้นสีแดงและสีเงินกลับเลือนรางราวกับถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา เขาไม่ควรกลับมาที่นี่ เมื่อหลายร้อยปีก่อน เขาเป็นหนึ่งในผู้ดูแลเส้นทางชั้นนอกของหุบเขาเมฆา และเคยได้รับคำสั่งให้ปิดทางแยกแห่งนี้ หลังม่านพลังเริ่มอ่อนกำลังลง ตอนนั้นเขาเชื่อว่าการปิดเส้นทางจะช่วยป้องกันไม่ให้ความผิดปกติแพร่กระจายออกไป แต่เขาไม่เคยรู้ว่าเส้นทางที่ถูกปิดจะไปปรากฏอยู่ในดินแดนมังกร อวิ๋นจงยกมือขึ้นแตะเสาหินต้นแรก ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสพื้นผิวหิน เสียงแตกร้าวก็ดังมาจากใต้พื้น ครืด... เขาชักมือกลับทันที รอยสลักบนเสาหินเปลี่ยนตำแหน่ง เส้นสีเทาเคลื่อนลงด้านล่าง ขณะที่เส้นสีแดงปรากฏขึ้นตรงกลางและทอดยาวไปยังเสาต้นที่สาม “อย่าบอกนะว่าเจ้ายังจำเส้นทางนั้นได้” เขาพึมพำกับเสาหิน ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงลมเย็นที่พัดออกมาจากช่องว่างระหว่างเสาทั้งสาม อวิ๋นจงไม่ก้าวผ่านเข้าไป เขารู้ดีว่าการเปิดทางโดยไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ที่ใด อาจทำให้ความเสียหายลุกลามมากกว่าเดิม เขาจึงถอยออกมา แล้วใช้พลังสีเทาสร้างเครื่องหมายปิดกั้นไว้ชั่วคราว ก่อนจากไป เขาหันกลับมามองเสาหินอีกครั้ง “ข้าจะหาคำตอบให้ได้ แต่ครั้งนี้ข้าจะไม่ตัดสินใจแทนผู้ที่อยู่ปลายทางอีก” ภายในป้อมมังกรทางเหนือ เฟิงอ้าวเทียนได้รับรายงานจากมู่ชางตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาอาหารกลางวัน เสาหินที่หายไปจากลานฝึกยังไม่กลับคืนมา แต่มีทหารพบรอยพลังสีเทาอยู่บริเวณแนวเขาทางเหนือของป้อม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่เคยมีรายงานความผิดปกติมาก่อน “รอยพลังมีลักษณะอย่างไร?” เฟิงอ้าวเทียนถาม “เป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรอยที่ปรากฏบนแผ่นศิลาจากหุบเขาเมฆาพะยะค่ะ แต่ไม่พบร่องรอยการต่อสู้” หลินซีเหยาซึ่งกำลังตรวจสอบบันทึกอยู่ใกล้ ๆ เงยหน้าขึ้นทันที “หากรอยพลังเหมือนกัน แสดงว่าเสาหินอาจไม่ได้เคลื่อนย้ายมาโดยบังเอิญค่ะ” “เจ้าคิดว่ามีผู้ใดจงใจส่งมันมา?” เฟิงอ้าวเทียนถาม “ข้ายังไม่กล้าสรุป แต่เราควรตรวจสอบว่ารอยพลังนั้นเชื่อมต่อกับแผ่นศิลาหรือไม่” เฟิงอ้าวเทียนหันไปทางมู่ชาง “เตรียมกำลังสำรวจสองชุด ชุดแรกตรวจแนวเขาทางเหนือ ส่วนอีกชุดเฝ้าดูขอบเขตป้องกันของป้อม ห้ามทั้งสองชุดข้ามเขตที่กำหนด” มู่ชางรับคำสั่งแล้วออกไปจัดกำลัง หลินซีเหยาเก็บบันทึกลงในกระเป๋า ก่อนหันมาหาเฟิงอ้าวเทียน “ครั้งนี้ข้าจะไม่ใช้พลังเงินตรวจสอบโดยตรงจนกว่าจะเห็นสภาพพื้นที่จริงค่ะ เราควรเริ่มจากการสังเกตและบันทึกก่อน” “ข้าเห็นด้วย” เขาหยิบเสื้อคลุมของนางมาวางไว้บนโต๊ะ หลินซีเหยามองเสื้อคลุมแล้วเงยหน้าขึ้น “พระองค์เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อไรคะ?” “ตั้งแต่รู้ว่าเราต้องออกไปตรวจแนวเขาอีกครั้ง” “พระองค์นี่นะ...” “อะไร?” “ไม่มีอะไรค่ะ ข้าจะถือว่าพระองค์เริ่มเรียนรู้ที่จะเตรียมตัวล่วงหน้าแล้ว” เฟิงอ้าวเทียนยิ้มบาง ๆ “ข้าเรียนรู้จากคนที่ชอบเตือนข้าเรื่องนี้” นางหัวเราะเบา ๆ ก่อนหยิบเสื้อคลุมขึ้นสวม แนวเขาทางเหนืออยู่ห่างจากป้อมไม่มากนัก แต่เส้นทางที่ทอดผ่านป่าแห่งนี้ไม่ค่อยมีผู้คนเดินทาง เพราะเต็มไปด้วยโขดหินและต้นไม้เก่าแก่ เมื่อคณะสำรวจไปถึง พวกเขาพบเสาหินต้นหนึ่งตั้งอยู่กลางลานหินเล็ก ๆ มันเป็นเสาหินสีเทา สูงเพียงครึ่งตัวคน พื้นผิวเต็มไปด้วยรอยสลักที่ไม่คุ้นตา และมีสัญลักษณ์ปีกสามเส้นอยู่ตรงฐาน มู่ชางยกมือให้ทหารหยุดห่างจากเสาหิน “ไม่มีใครแตะต้องมันจนกว่าจะตรวจสอบเสร็จ” เฟิงอ้าวเทียนเดินวนรอบเสาหินอย่างระมัดระวัง เขาไม่พบร่องรอยการขุดหรือการลากเคลื่อนย้าย ทั้งพื้นดินและหญ้ารอบ ๆ ยังอยู่ในสภาพเดิม “มันไม่ได้ถูกนำมาวางไว้ที่นี่ด้วยวิธีปกติ” เขากล่าว หลินซีเหยาคุกเข่าลงห่างจากฐานเล็กน้อย นางสังเกตเห็นรอยสีเงินบาง ๆ อยู่ระหว่างเส้นสีเทากับสีแดง “องค์ชายคะ ดูตรงนี้สิคะ” เฟิงอ้าวเทียนย่อตัวลงข้างนาง “เส้นสีเงินยังไม่สมบูรณ์” “ใช่ค่ะ และเส้นสีแดงก็ไม่ได้เชื่อมต่อกับเส้นสีเทาโดยตรง เหมือนมีบางสิ่งคั่นกลางอยู่” หลินซีเหยาไม่ได้แตะเสาหิน แต่ใช้กิ่งไม้เขี่ยเศษใบไม้รอบฐานออกอย่างระมัดระวัง ใต้เศษใบไม้มีรอยวงกลมจาง ๆ อยู่บนพื้นหิน รอยนั้นมีขนาดเท่ากับฐานของเสาหิน และมีอักษรโบราณเรียงอยู่รอบขอบ นางอ่านได้เพียงบางส่วน “เส้นทาง...ผู้รักษา...และการส่งคืน” เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว “ส่งคืนอะไร?” “ข้าไม่แน่ใจค่ะ อักษรส่วนที่เหลือถูกลบไปแล้ว” เขามองเสาหินอีกครั้ง ก่อนสั่งให้ทหารบันทึกตำแหน่งและรูปร่างของมันอย่างละเอียด “เราจะไม่เคลื่อนย้ายมันกลับไปที่ลานฝึก จนกว่าจะรู้ว่ามันทำงานอย่างไร” มู่ชางพยักหน้า “กระหม่อมจะจัดเวรเฝ้าพื้นที่นี้ และไม่ให้ผู้ใดเข้ามาใกล้โดยไม่ได้รับอนุญาต” ขณะที่ทุกคนกำลังจัดเตรียมเครื่องหมายรอบลานหิน เสาหินกลับสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างกะทันหัน แกรก... รอยสลักตรงฐานสว่างขึ้นทีละเส้น เฟิงอ้าวเทียนยกมือขึ้นทันที “ทุกคนถอยออกมา!” ทหารมังกรรีบถอยตามคำสั่ง หลินซีเหยาก้าวกลับมาข้างเขา ขณะที่พลังสีดำทองเริ่มปรากฏขึ้นรอบฝ่ามือของเฟิงอ้าวเทียนเพื่อเตรียมรับมือหากมีสิ่งใดพุ่งออกมา แต่เสาหินไม่ได้ปลดปล่อยพลังโจมตี กลับมีเสียงคล้ายโลหะกระทบกันดังมาจากภายใน ก่อนที่รอยสลักทั้งหมดจะหมุนเปลี่ยนตำแหน่งอย่างช้า ๆ จากนั้นภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเหนือฐานหิน เป็นภาพลานหินสามแห่งที่เชื่อมต่อกันด้วยเส้นทางสีเทา แดง และเงิน เส้นสีเทาทอดยาวผ่านสะพานหิน ส่วนเส้นสีแดงแยกไปทางหุบเขา ขณะที่เส้นสีเงินพาดผ่านพื้นที่ซึ่งถูกปกคลุมด้วยหมอก หลินซีเหยามองภาพนั้นอย่างตั้งใจ “นี่อาจเป็นแผนผังเส้นทางค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนไม่ละสายตาจากภาพ “แล้วเส้นทางไหนนำกลับไปยังตำแหน่งเดิม?” นางชี้ไปยังเส้นสีเทาที่ทอดกลับมาหาจุดเริ่มต้น “เส้นนี้ค่ะ แต่มีบางช่วงที่ขาดหายไป” ทันใดนั้น เส้นสีแดงในภาพก็สว่างวาบ เกล็ดมังกรสีแดงในกระเป๋าของหลงเยี่ยซึ่งไม่ได้อยู่ในคณะสำรวจครั้งนี้ คงไม่อาจตอบสนองให้พวกเขาเห็นได้ ทว่าภาพเหนือเสาหินกลับเปลี่ยนไปเอง เส้นสีแดงค่อย ๆ เคลื่อนมาบรรจบกับเส้นสีเงิน ทั้งสองเส้นไม่ได้หลอมรวมเป็นเส้นเดียว แต่กลับเกิดช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างกัน เฟิงอ้าวเทียนจ้องภาพนั้น ก่อนกล่าวช้า ๆ “พลังสองสายกำลังเชื่อมต่อกัน โดยไม่จำเป็นต้องรวมเป็นหนึ่งเดียว” หลินซีเหยาพยักหน้า “เหมือนสิ่งที่เราเคยพบในหุบเขาก่อนหน้านี้ค่ะ แต่ครั้งนี้เสาหินกำลังแสดงเส้นทาง ไม่ใช่เพียงพลังที่ตอบสนองต่อกัน” ภาพเหนือฐานหินค่อย ๆ ดับลง เหลือเพียงรอยสลักสีเทาจาง ๆ ทุกคนยังคงยืนอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ และเสาหินก็ไม่ได้แสดงความผิดปกติเพิ่มเติม แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นทำให้การตรวจสอบครั้งนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เสาหินอาจไม่ใช่วัตถุที่หลงทางมาจากหุบเขาเมฆา มันอาจเป็นส่วนหนึ่งของระบบเส้นทางที่ยังทำงานอยู่ และกำลังพยายามเชื่อมต่อกับสิ่งที่ถูกตัดขาดไปนานแล้ว เมื่อกลับถึงป้อมมังกรทางเหนือ เฟิงอ้าวเทียนส่งรายงานฉบับใหม่ไปยังจักรพรรดิทันที พร้อมสำเนาภาพแผนผังเส้นทางที่บันทึกได้ ซูเหวินได้รับมอบหมายให้ค้นบันทึกเกี่ยวกับเสาหินลักษณะเดียวกัน ส่วนมู่ชางจัดเวรเฝ้าพื้นที่และตรวจสอบหลักเขตทุกแห่งโดยไม่ใช้กำลังเกินจำเป็น หลินซีเหยานั่งอยู่ข้างหน้าต่าง อ่านบันทึกที่คัดลอกมาจากอักษรรอบฐานเสาหินซ้ำอีกครั้ง “ผู้รักษาเส้นทาง...ส่งคืนสิ่งที่ไม่ใช่ของตน...” นางพึมพำกับตัวเอง เฟิงอ้าวเทียนเดินเข้ามาหยุดข้างโต๊ะ “เจ้าพบอะไรเพิ่มเติมหรือ?” “ยังไม่มีคำตอบชัดเจนค่ะ แต่ข้าคิดว่าคำว่า ‘ส่งคืน’ อาจไม่ได้หมายถึงการนำเสาหินกลับไปไว้ที่เดิมเพียงอย่างเดียว” “เจ้าเชื่อว่ามันอาจหมายถึงสิ่งอื่น?” “ค่ะ บางทีสิ่งที่ถูกส่งคืนอาจเป็นเส้นทางที่เคยถูกตัดขาด หรือสิทธิในการเลือกว่าจะเปิดหรือปิดเส้นทางนั้น” เฟิงอ้าวเทียนนิ่งคิด ก่อนนั่งลงข้างนาง “หากเป็นเช่นนั้น เราคงต้องรู้ก่อนว่าใครเป็นผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจ” หลินซีเหยาหันมามองเขา “และเราต้องไม่ตัดสินใจแทนพวกเขาเพียงเพราะเรามีพลังมากกว่า” เขายิ้มบาง ๆ “ข้ารู้แล้วว่าเจ้าจะพูดอะไร” “ถ้าเช่นนั้นก็อย่าทำให้ข้าต้องพูดซ้ำค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาช่วยรวบรวมเอกสารที่กระจายอยู่บนโต๊ะ ในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น ทั้งคู่ไม่ได้พูดถึงผนึกหรือเส้นทางลึกลับอีก พวกเขาเพียงช่วยกันจัดบันทึกให้เป็นระเบียบ เหมือนกับทุกปัญหาที่ต้องค่อย ๆ แก้ไขทีละขั้น แต่ขณะที่หลินซีเหยากำลังเก็บกระดาษแผ่นสุดท้าย นางกลับสังเกตเห็นรอยสีเทาจาง ๆ บนข้อมือของตนเอง มันไม่ใช่บาดแผล และไม่ทำให้นางเจ็บปวด รอยนั้นมีรูปร่างคล้ายปีกสามเส้น นางยกมือขึ้นมองใกล้ ๆ เฟิงอ้าวเทียนสังเกตเห็นสีหน้าของนาง จึงจับมือไว้เบา ๆ “เกิดอะไรขึ้น?” หลินซีเหยาส่ายหน้า “ข้ายังไม่รู้ค่ะ แต่มันเพิ่งปรากฏขึ้นหลังจากเราเห็นภาพเหนือเสาหิน” เฟิงอ้าวเทียนมองรอยนั้นด้วยความระมัดระวัง เขาไม่ได้ส่งพลังเข้าไปตรวจสอบ เพียงใช้สายตาสังเกตว่ารอยดังกล่าวเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หลังผ่านไปครู่หนึ่ง รอยสีเทาก็ค่อย ๆ จางลงจนแทบมองไม่เห็น ทั้งคู่สบตากัน ไม่มีใครรู้ว่ามันหมายถึงอะไร แต่พวกเขาต่างเข้าใจตรงกันว่า ตั้งแต่นี้ไป ความผิดปกติของเส้นทางอาจไม่ได้ส่งผลต่อพื้นที่หรือวัตถุเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว บางสิ่งกำลังเริ่มเชื่อมโยงกับตัวพวกเขาโดยตรง และหากยังไม่เข้าใจกลไกของมัน การก้าวต่อไปอาจไม่ใช่เพียงการเดินทางไปยังหุบเขาเมฆาอีกต่อไปรอยแยกบนท้องฟ้าขยายตัวจนแสงสีแดงสาดลงปกคลุมผืนป่า เสาหินหกต้นที่ดับสนิทเริ่มสลายเป็นผง เผยให้เห็นอักขระโบราณซึ่งลอยขึ้นไปหมุนวนรอบรอยแยก เสาหินต้นสุดท้ายตั้งอยู่ใจกลางแท่นหินที่กำลังทรุดตัว แสงสีทองบนผิวเสาอ่อนแรงลงทุกขณะ ขณะที่เงามหึมาหลังรอยแยกเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ เฟิงอ้าวเทียนมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เขตแดนพังทลาย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังอาจหลุดออกมาสู่โลกนี้ “อวิ๋นจง เสาหินต้นนั้นยังรับพลังได้อีกนานแค่ไหน” อวิ๋นจงรีบตรวจสอบแผ่นหยกในมือ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักใจ “หากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง คงไม่เกินครึ่งชั่วยาม แต่ถ้ารอยแยกขยายตัวเร็วขึ้น เราอาจเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ” มู่ชางกวาดตามองพื้นดินที่แยกออกเป็นร่องลึก “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรีบเข้าไปก่อนที่ทางขึ้นแท่นจะพังหมด” “ไม่ใช่แค่ขึ้นไปให้ถึง” หลินซีเหยากล่าวพลางชี้ไปยังเสาหินต้นสุดท้าย “ดูอักขระตรงฐานสิ มันไม่ได้เรียงเป็นวงป้องกัน แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งเข้าสู่แกนกลางของเสา หากเราใส่พลังลงไปโดยไม่รู้ทิศทาง แรงสะท้อนอาจทำให้เสาแตกทันที” ทุกคนหันไปมองตามมือของนาง บนฐานหินมีเส้นอักขระสามสายพันก
แรงสั่นสะเทือนจากใต้ภูเขาแผ่กระจายไปทั่วผืนป่า ต้นไม้ใหญ่เอนล้มลงทีละต้น พื้นดินแยกออกเป็นร่องยาว เผยให้เห็นเส้นพลังสีแดงเข้มที่ไหลเวียนอยู่ใต้ชั้นหินราวกับโลหิตของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา เหนือท้องฟ้า เมฆดำหมุนวนเป็นเกลียวขนาดใหญ่ สายฟ้าสีดำแลบแปลบปลาบระหว่างกลุ่มเมฆ ก่อนฟาดลงบนยอดเขาทางตะวันออกจนยอดหินระเบิดกระจาย เฟิงอ้าวเทียนหยุดฝีเท้าทันทีเมื่อเกล็ดสีทองบนแขนส่องประกาย เส้นสีแดงเหนือหัวใจเต้นกระหน่ำราวกับกำลังตอบรับเสียงเรียกจากที่ไกลแสนไกล “มันกำลังเรียกข้า” เขากดมือทาบหน้าอก พยายามกดพลังทั้งสองสายที่เริ่มปะทะกันภายในร่าง หลินซีเหยามองเห็นเกล็ดสีทองบนแขนของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงสลับทอง ใบหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้นทันที “อย่าฝืนกดมันไว้ หากพลังทั้งสองกระแทกกันต่อไป แก่นพลังมังกรของเจ้าจะได้รับความเสียหาย” “ถ้าข้าไม่กดมันไว้ พลังแดงนั่นอาจเข้าควบคุมร่างกายข้า” “เช่นนั้นก็อย่าปล่อยให้มันต่อสู้กันเพียงลำพัง” หลินซีเหยาก้าวเข้ามาอยู่ตรงหน้าเขา นางยื่นมือแตะบริเวณข้อมือที่มีเกล็ดสีทอง แล้วส่งพลังของตนเข้าไปอย่างระมัดระวัง พลังอุ่นบางเบาไหลผ่านเส้นชีพจรของเฟิงอ้าวเทียน ไม่ได้พยายามบั
เเรงสั่นสะเทือนจากใต้หุบเขายังคงแผ่กระจายไปทั่วผืนดิน เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยาเพิ่งพาคนทั้งหมดออกจากช่องเขาได้ไม่ไกล ท้องฟ้าด้านหลังก็พลันเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ เมฆดำรวมตัวกันเป็นวงกว้างเหนือยอดผา ก่อนจะมีสายฟ้าสีดำฟาดลงบนพื้นหินจนเกิดหลุมลึก มู่ชางหันกลับไปมองแล้วสบถออกมาเบา ๆ “ถ้าพวกเรายังอยู่ข้างใน คงถูกฝังไปพร้อมกับหน้าผาแล้ว” ซูเหวินกลับไม่ได้มีท่าทีโล่งใจ เขามองสายฟ้าที่หายไปแล้ว ก่อนจะสังเกตเห็นประกายสีแดงเคลื่อนอยู่ใต้พื้นดิน “พลังนั่นไม่ได้หยุดอยู่ในหุบเขา มันกำลังแพร่กระจายออกมา” อวิ๋นจงเปิดแผ่นหยกบันทึกอีกครั้ง อักขระสีแดงบนผิวหยกเปลี่ยนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเรียงตัวเป็นรูปมังกรเจ็ดเศียรซึ่งมีวงแหวนล้อมรอบ “นี่เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่ปรากฏในบันทึกทั่วไป” เขาพูดพลางขมวดคิ้ว “แต่มีข้อความเก่าบางส่วนที่กล่าวถึงผนึกโบราณซึ่งเชื่อมโยงกับสายเลือดมังกร” เฟิงอ้าวเทียนมองรูปสัญลักษณ์นั้น แล้วรู้สึกถึงความร้อนวาบตรงกลางหน้าอก เส้นสีแดงใต้เกล็ดทองปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ลามไปตามแขน แต่กลับรวมตัวเป็นรูปคล้ายเกล็ดเล็ก ๆ ตรงเหนือหัวใจ หลินซีเหยาเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นทั
เมฆสีดำปกคลุมท้องฟ้าเหนือหุบเขาอย่างรวดเร็ว ขอบเมฆมีประกายสีแดงวาบเป็นระยะ ราวกับมีเปลวเพลิงกำลังเผาไหม้อยู่ภายใน แรงสั่นสะเทือนใต้พื้นดินยังคงดำเนินต่อไป ทำให้ก้อนหินบนหน้าผาร่วงลงมาไม่ขาดสาย เฟิงอ้าวเทียนยกแขนขึ้นมองเส้นสีแดงที่ซ่อนอยู่ใต้เกล็ดมังกรสีทอง ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วท่อนแขน ก่อนจะแล่นเข้าสู่หน้าอกจนลมหายใจของเขาสะดุด “อ้าวเทียน เจ้าเป็นอะไรหรือไม่” หลินซีเหยารีบเข้ามาประคอง “พลังในตัวข้ากำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง มันอยู่ใต้หุบเขา” อวิ๋นจงเปิดแผ่นหยกบันทึกอีกครั้ง อักขระที่เคยส่องแสงสีทองกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงทีละตัว เส้นแสงหลายสายเชื่อมต่อกันเป็นรูปวงแหวน ก่อนที่สัญลักษณ์คล้ายเกล็ดมังกรจะปรากฏตรงกลาง “นี่ไม่ใช่แค่แรงสั่นสะเทือนธรรมดา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “พลังที่รั่วออกจากผนึกกำลังส่งผลต่อเขตแดนรอบหุบเขา” มู่ชางมองท้องฟ้าที่มืดลงจนแทบไม่เห็นยอดผา “ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเราควรรีบออกจากที่นี่หรือไม่” “ตอนนี้ยังออกไปไม่ได้” หลินซีเหยาตอบก่อนอวิ๋นจงจะพูด “ดูตรงนั้นสิ” นางชี้ไปยังทางออกของหุบเขา พื้นที่ซึ่งเคยเป็นเส้นทางเดินกลับถูกม่านหมอกสีดำปกคลุมจนมองไม่เห็นปลายทา
เฟิงอ้าวเทียนและหลินซีเหยาเดินทางลึกเข้าไปในหุบเขา โดยมีอวิ๋นจง มู่ชาง และซูเหวินติดตามอยู่ด้านหลัง ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไร อากาศรอบตัวก็ยิ่งเย็นลงเท่านั้น หน้าผาสูงชันทั้งสองด้านปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีดำที่แห้งตาย พื้นหินมีรอยแตกเป็นเส้นยาวคล้ายถูกพลังมหาศาลกดทับมานานนับพันปี “ที่นี่เงียบเกินไปแล้ว” มู่ชางเอ่ยพลางมองไปรอบด้าน “ตั้งแต่เข้าหุบเขามา ข้ายังไม่ได้ยินเสียงสัตว์อสูรสักตัว” ซูเหวินย่อตัวลงแตะพื้น ก่อนจะรีบชักมือกลับเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสพลังเย็นจัดที่แล่นผ่านปลายนิ้ว “ใต้พื้นมีพลังไหลเวียนอยู่ พลังเหล่านี้กำลังมุ่งไปทางเดียวกัน” อวิ๋นจงหยิบแผ่นหยกบันทึกออกมาตรวจสอบ อักขระสีทองบนผิวหยกค่อย ๆ ส่องประกายขึ้นทีละตัว ก่อนจะมีเส้นสีแดงเข้มปรากฏแทรกอยู่กลางลวดลาย “แผ่นหยกตอบสนองต่อพลังที่นี่จริงด้วย” เขากล่าว “ตามบันทึกโบราณ บริเวณนี้เคยเป็นเขตควบคุมพลังมังกร แต่ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ใด” หลินซีเหยอมองเส้นสีแดงบนแผ่นหยก ก่อนจะหันไปหาเฟิงอ้าวเทียน “เจ้ารู้สึกอะไรบ้างหรือไม่” เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบทันที เขาหลับตาลงเพื่อสัมผัสพลังภายในร่างกาย แล้วเสียงคำรา
อวิ๋นจงยืนอยู่หน้าทางแยกเก่าของหุบเขาเมฆา มือข้างหนึ่งกดทับรอยร้าวบนข้อมือ ขณะที่อีกมือประคองแผ่นศิลาสีเทาซึ่งนำติดตัวมาจากป้อมมังกรเหนือ เส้นสีแดงบนแผ่นศิลากำลังขยับ มันไม่ได้สว่างขึ้นเหมือนทุกครั้ง แต่ค่อย ๆ เลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม ราวกับมีใครกำลังลากเส้นทางสายหนึ่งผ่านแผนที่ที่ไม่มีใครมองเห็น อวิ๋นจงเงยหน้ามองทางเดินเบื้องหน้า เส้นทางนี้ถูกปิดผนึกมานานจนแทบไม่มีผู้ใดจดจำได้ว่าเคยมีอยู่ เขาเคยได้รับหน้าที่ดูแลทางเชื่อมรอบนอกของหุบเขา และรู้ดีว่ามันไม่ควรตอบสนองต่อเสาหินที่อยู่ไกลออกไปถึงป้อมมังกรเหนือ แต่ตอนนี้มันกำลังตอบสนองจริง ๆ “ใครกำลังเปลี่ยนขอบเขตกันแน่…” เขาพึมพำ ก่อนเก็บแผ่นศิลาไว้ในเสื้อคลุม อวิ๋นจงไม่ได้ก้าวเข้าไปในทางแยกทันที เขาหยิบเชือกผูกเครื่องหมายสีเทาออกมา แล้วผูกไว้กับต้นไม้ต้นแรก จากนั้นจึงเดินไปเพียงไม่กี่ก้าวและหยุดสังเกต ต้นไม้ต้นที่สองอยู่ใกล้กว่าที่ควรจะเป็น เขาหันกลับไปมองเครื่องหมายต้นแรก แล้วเดินย้อนกลับอย่างระมัดระวัง เพียงไม่กี่ก้าว ทางเดินก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้เครื่องหมายสีเทาที่ผูกไว้กับต้นไม้กลับปรากฏอยู่ด้านหน้า ทั้งที่เขาจำได้ชัดเจ







