LOGINแม้เปลวพิษในร่างจะมอดลงแล้ว แต่เปลวไฟที่ซ่อนอยู่ในใจชายหนุ่มกลับยังลุกไหม้อย่างไม่มีทีท่าว่าจะดับ
เขานั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ร่างสูงที่ยังเปลือยเปล่าภายใต้แสงตะเกียงสลัว โน้มกายก้มเข้าหาเบื้องหน้าช้า ๆ เพื่อเข้าใกล้ตรงที่หญิงสาวยังคุกเข่าหอบหายใจแรงอยู่
หยาดขาวอุ่นที่เขาหลั่งออกเมื่อสักครู่ยังเปื้อนไหลออกาจากขอบริมฝีปากของนาง ราวกับมุกขุ่นที่กลิ้งอยู่บนกลีบบุปผาแดง
มือใหญ่ค่อย ๆ ยื่นไปแตะใบหน้าของหญิงสาวอย่างเงียบงัน นิ้วโป้งหยาบกร้านแตะมุมปาก ก่อนจะลากผ่านแนวแก้มอ่อนนุ่ม เนื้อเนียนอย่างเชื่องช้าและนุ่มนวล
นางมิได้หลบหนี มิได้ผละออก มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ปิดลงช้า ๆ ราวกับยินยอมให้เขาใช้ปลายนิ้ววาดรอยไว้บนใบหน้า
นิ้วโป้งลูบผ่านคางมน แล้ววนขึ้นอีกครั้งตรงรอยเปื้อนของหยาดพิรุณที่ยังค้างอยู่ มือนั้นเคลื่อนไปตามแนวกราม เหมือนศิลปินผู้กำลังลบสีเกินบนผืนผ้าไหมด้วยความอ่อนโยน
แต่ในใจเขานั้นหาได้ต้องการลบออกไม่ หากกลับอยาก นางจำไว้ว่าระหว่างเขากับนาง เคยใกล้ชิดกันเพียงนี้
ทุกสัมผัสนั้นดูเหมือนจะอ่อนโยน หากแฝงแรงอารมณ์ที่ถูกเก็บกดจนใกล้ระเบิดเต็มทีเสียแล้ว
มืออีกข้างวางลงบนบ่าข้างหนึ่งของหญิงสาว ผ่านชั้นอาภรณ์บางเบาที่เปียกเหงื่อ ร่างเล็กสะท้านเล็กน้อยเมื่อปลายนิ้วของเขากดผ่านเนื้อเนียนอย่างแรงราวกับพยายามปลุกบางสิ่งบางอย่างของนางให้ออกมา
เขากดนิ้วช้า ๆ คลึงเบา ๆ ในทุกจุดที่มือเคื่อนผ่านกายสาวเหมือนหยอกล้อกลีบบัวที่ยังไม่บานเต็มที่
หญิงสาวยังหลับตา ริมฝีปากเผยอเล็กน้อย หอบหายใจแผ่วเบาไปตามแรงสัมผัสนั้นอย่างเผลอไผล
จากนั้นเขาจึงโน้มกายเข้ามาใกล้อีก…
ปลายหน้าผากของเขาแนบชิดกับหน้าผากนาง ลมหายใจร้อนปะทะกันตรงกลางเหมือนหมอกสองสายที่ผสานกันโดยไม่ทันรู้ตัว
และเมื่อปลายนิ้วเคลื่อนกลับมายังริมฝีปากนุ่ม สัมผัสเริ่มหนักหน่วงขึ้น ลูบย้ำ ๆ ที่บริเวณนี้
เทียนอวิ๋นลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ดวงตาเปียกชื้นด้วยแรงอารมณ์ปนความหวั่นไหว นางสบตาเขานิ่งอยู่เพียงครู่ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเบากว่าลมหายใจ
“ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการจุมพิตข้าหรือไม่”
คำถามนั้นเบาราวกับไม่ต้องการคำตอบ
และเขาก็มิได้ตอบนางด้วยคำพูดเช่นกัน
มีเพียงการเคลื่อนไหวช้า ๆ ของร่างที่โน้มลง ริมฝีปากของเขาประกบลงบนกลีบปากของหญิงสาวเบาเสียยิ่งกว่าใบไม้ปลิว
จุมพิตแรกเหมือนเงาแสงตะเกียงแตะปลายม่าน บางเบา ชวนหวั่นไหวหากแต่นำความอุ่นซ่านมาสู่กลางอกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
หญิงสาวเบิกตากว้างครู่หนึ่ง แต่เมื่อเขาไม่ผละออกกลับแนบชิดกว่าเดิม นางค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง ยินยอมให้ไฟแผ่วในจิตใจถูกจุดขึ้นอีกครั้ง
ริมฝีปากของเขาไล้แผ่ว ๆ จากมุมปากซ้ายไปขวา ก่อนจะกดจูบซ้ำลงไปอย่างมั่นคงกว่าเดิม มือหนึ่งเลื่อนไปวางที่ท้ายทอยนางอย่างอ่อนโยน ขณะปลายนิ้วมืออีกข้างยังเคลื่อนคลึงที่หัวไหล่มน
กลีบกุหลาบนี้แม้ไร้กลิ่นหอม แต่กลับทำให้เขาหลงใหลจนลืมหายใจ
จูบนั้นไม่จบลงง่าย ๆ
เมื่อเขารู้สึกถึงความร่วมมือของหญิงสาวที่ค่อย ๆ ขยับริมฝีปากตาม เขาก็เริ่มใช้ปลายลิ้นอุ่นของตนแตะกลีบปากนาง
ดั่งมังกรเงียบที่เคาะประตูถ้ำขออนุญาตเข้าไปสำรวจข้างในโพรงอ่อนนุ่มภายในถูกแตะแต้มทีละน้อย เริ่มจากแตะปลายลิ้นนาง สัมผัสซ้ำสอง ซ้ำสาม ก่อนจะพลิ้วไหวเข้าไปลึกล้ำมากกว่าเดิม
กลิ่นของความเร่าร้อนและรสชาติจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นั้นยังไม่เลือนหาย เมื่อปลายลิ้นของเขาแตะต้องถึงผนึกบุปผาด้านใน เขากลืนน้ำลายลงช้า ๆ กลิ่นกรุ่นนั้นกระจายในโพรงปากทันที
มันทั้งร้อนกรุ่น
ฉ่ำแฉะ
เขาขยับลิ้นช้าบ้าง เร็วบ้าง หยอกล้อราวกับจะจดจำรสชาตินี้ไว้ให้แน่นยิ่งกว่าแผนที่ศึกในหัว
หญิงสาว…มิได้ผลักไสเขาแม้แต่น้อย
ริมฝีปากที่แนบชิดกันยังไม่ผละห่าง กลีบปากบดเบียดราวกับสายลมสองทิศที่ต้านกันและกันก่อนจะกลืนเข้าสู่จุดเดียว
จากจุมพิตแผ่วเบา บัดนี้กลับเปี่ยมแรงดึงดูดดั่งคลื่นทะเลโถมซัดฝั่งไม่หยุดจ๊วบ
“อืม”
“อ๊ะ...”
เสียงดูดดื่มกันดังชัด… แผ่ว ซ้ำแล้วซ้ำอีก
เสียงของน้ำหวานจากโพรงปากแลกเปลี่ยนกันอย่างลึกล้ำ รินไหลจากมุมปากเป็นสาย คล้ายหยาดน้ำค้างตกจากกลีบบุปผาที่ถูกลมแรงพัดผ่าน
ร่างหญิงสาวยังคงอยู่ในอาภรณ์เต็มชุด หากแต่ชุดนั้นหลุดรุ่ยอย่างไร้แบบแผน ผ้าชั้นนอกเลื่อนจากไหล่ เผยให้เห็นผิวขาวสะอาดนวลเนียนราวหยกน้ำแข็ง ไหล่บางนั้นสั่นระริกยามฝ่ามือใหญ่ของเขาไล้ผ่านแนวกระดูกอย่างช้า ๆ
มือหนึ่งของเขาเลื่อนลงแนบหลัง กดเบา ๆ ให้ร่างของนางเอนตัวลงไปกับพื้น แผ่นหลังบางราวกลีบดอกเหมยสัมผัสพื้นไม้เย็นเยียบ แต่กลับไม่มีอาการต่อต้าน
เพียงอึดใจเดียว ร่างหนาของชายหนุ่มก็ตามลงมาครอบทับเหนือร่างบอบบางนั้น
ความอบอุ่นจากกายเขาแผ่ซ่านเข้าปะทะผิวนางอย่างรุนแรง กลิ่นเหงื่อ กลิ่นกาย และกลิ่นปรารถนาเข้มข้นคล้ายหมอกกลางดึก
ภายในห้องไม้ที่เงียบสงัด ร่างของหญิงสาวบอบบางนอนแนบพื้นห้องใต้ร่างของบุรุษผู้เร่าร้อน มือหนาแนบอยู่ข้างแก้ม ดวงตาคมที่ปรือด้วยแรงพิษและแรงปรารถนา สบลงมาอย่างแน่วแน่
เทียนอวิ๋นหลุบตาลงครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเบา ๆ เสียงสั่น
“ท่านแม่ทัพ ท่านจำข้าได้หรือไม่…ว่าข้าคือใคร…”
นางถามพลางหลบสายตา ดวงหน้าร้อนผ่าว ทั้งด้วยความประหม่าหวั่นไหว และความกลัวว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น อาจเป็นเพียงเงาแห่งพิษในร่างเขา
หากแต่ชายตรงหน้านั้น…หาได้ตอบนางด้วยคำใด
เขาโน้มใบหน้าลงมาอย่างเชื่องช้า สายตาเหมือนถูกกลืนหายไปในเปลวไฟที่ไม่มีใครควบคุมได้ จากนั้นริมฝีปากก็แนบลงตรงซอกคอขาวนวล สูดลมหายใจลึก คล้ายต้องการกลืนกลิ่นกายของนางให้จมซึมเข้าไปถึงกระดูก
ปลายลิ้นอุ่นไล้แตะผิวนวล ขบเม้มเล็กน้อยจนกลีบผิวสั่นไหว เสียงหอบเบา ๆ หลุดจากลำคอหญิงสาว
มือหนึ่งของเขาเลื่อนลงมาแนบเอว อาภรณ์ตัวโคร่งที่หลวมกว่ากายของนางมากนัก เพราะถูกออกแบบมาให้สวมในฐานะบ่าวชายถูกปลดออกอย่างง่ายดาย
เขาไม่ได้เร่งร้อน…แต่ก็ไม่ได้ลังเล ปลายนิ้วแข็งแรงคลี่ผ้าลงอย่างเป็นจังหวะ ราวกับกำลังแกะห่อดอกเหมยกลางฤดูหนาวที่เพิ่งผลิบานใต้หิมะ
เทียนอวิ๋นเงียบงัน ปล่อยให้เขาเป็นผู้กำหนดจังหวะ
จนกระทั่งชั้นผ้าสุดท้ายถูกปลดลง เผยให้เห็นสายผ้าผืนบางที่พันรัดอยู่รอบอก เป็นสิ่งเดียวที่ยังคงปิดบังสรีระแท้จริงของนางไว้
มือหนาชะงัก…
สายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความฉงนปนตกใจ หากแต่ชั่วเพียงพริบตาเดียว ความลังเลก็สลายไป เหลือเพียงสายตาที่หม่นด้วยความหลงใหล
มือหนาคู่นั้นยื่นไปแตะสายผ้าอย่างมั่นคง ปลายนิ้วค่อย ๆ สอดเข้าใต้รอยรัดแน่น แล้วดึงสายผ้านั้นออกอย่างไม่มีคำถาม ไม่มีเสียงเอื้อนเอ่ย
ผ้าที่เคยรัดแน่นหลุดจากกันในชั่วอึดใจ และทันใดนั้นเอง…
ยอดเขาหิมะที่ถูกอัดแน่นไว้นานก็เผยตนออก เขาสองก้อนกลมเนียนแน่น ดุจซาลาเปาสีขาวอมชมพู ถูกปลดปล่อยจากพันธนาการ และเด้งออกมาต่อสายตาเขา
เขายืนนิ่งครู่หนึ่ง กลืนน้ำลายช้า ๆ โดยไม่รู้ตัว
จากนั้น… เขาก็โน้มกายลงอย่างเงียบงัน ราวกับอยากทำความรู้จักกับก้อนเนื้อเนียนเด้งคู่นี้ด้วยจมูกและริมฝีปากมากกว่าดวงตา
และหญิงสาวหลับตาแน่น ยินยอมให้ตนเองถูกกลืนไปในห้วงเพลิงราคะ
บทที่ห้าสายรัดอก🔥🥵18+แม้เปลวพิษในร่างจะมอดลงแล้ว แต่เปลวไฟที่ซ่อนอยู่ในใจชายหนุ่มกลับยังลุกไหม้อย่างไม่มีทีท่าว่าจะดับเขานั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ร่างสูงที่ยังเปลือยเปล่าภายใต้แสงตะเกียงสลัว โน้มกายก้มเข้าหาเบื้องหน้าช้า ๆ เพื่อเข้าใกล้ตรงที่หญิงสาวยังคุกเข่าหอบหายใจแรงอยู่หยาดขาวอุ่นที่เขาหลั่งออกเมื่อสักครู่ยังเปื้อนไหลออกาจากขอบริมฝีปากของนาง ราวกับมุกขุ่นที่กลิ้งอยู่บนกลีบบุปผาแดงมือใหญ่ค่อย ๆ ยื่นไปแตะใบหน้าของหญิงสาวอย่างเงียบงัน นิ้วโป้งหยาบกร้านแตะมุมปาก ก่อนจะลากผ่านแนวแก้มอ่อนนุ่ม เนื้อเนียนอย่างเชื่องช้าและนุ่มนวลนางมิได้หลบหนี มิได้ผละออก มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ปิดลงช้า ๆ ราวกับยินยอมให้เขาใช้ปลายนิ้ววาดรอยไว้บนใบหน้านิ้วโป้งลูบผ่านคางมน แล้ววนขึ้นอีกครั้งตรงรอยเปื้อนของหยาดพิรุณที่ยังค้างอยู่ มือนั้นเคลื่อนไปตามแนวกราม เหมือนศิลปินผู้กำลังลบสีเกินบนผืนผ้าไหมด้วยความอ่อนโยนแต่ในใจเขานั้นหาได้ต้องการลบออกไม่ หากกลับอยาก นางจำไว้ว่าระหว่างเขากับนาง เคยใกล้ชิดกันเพียงนี้ทุกสัมผัสนั้นดูเหมือนจะอ่อนโยน หากแฝงแรงอารมณ์ที่ถูกเก็บกดจนใกล้ระเบิดเต็มทีเสียแล้วมืออีกข้างวางลงบ
บทที่สี่ช่วยข้าด้วย 🔥🥵18+มือใหญ่ข้างหนึ่งเลื่อนลงไปคว้าแท่งหยกที่ร้อนจัด ร้อนราวกับเพิ่งหล่อออกจากเตาเปลวไฟ ร่างสูงกระตุกเล็กน้อยยามที่ฝ่ามือหยาบของตนเคลื่อยขยับขึ้นลงช้า ๆ โดยไร้ซึ่งแบบแผนเนื่องจากหวังเพียงเพื่อระบายความร้อนในร่างที่กำลังแผดเผาตอนนี้เสียงหอบดังสม่ำเสมอ หยาบกระด้างและติดขัด สะท้อนก้องในห้องเงียบงันทุกจังหวะ กลืนกับเสียงผิวเนื้อเสียดสีที่เบาแต่คมชัด จนไม่อาจหลีกหนีเทียนอวิ๋นยืนอยู่ไม่ไกลนัก ใบหน้าของนางซีดขาวก่อนแดงซ่านขึ้นแทบจะทันทีที่เห็นภาพนั้นนางควรหลบตา ควรหันหลังหนี...แต่กลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับปลายเท้าถูกตรึงไว้กับพื้นภายในร่างของนางเองก็วูบไหวไม่ต่างกัน ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบจากท้องน้อยไปจนถึงบุปผาใจกลางกายร่างกายที่เคยสงบกลับเกิดอาการสั่นสะท้านโดยไม่ทราบสาเหตุมันไม่ใช่เพียงความเขินอาย แต่มันมากกว่านั้นมันลึกซึ้งยากจะอธิบายมือบางเลื่อนลงกดเบา ๆ ที่หน้าท้องตนเอง หวังกลบความปั่นป่วนใต้ผิวเนื้ออุ่นวาบ ในถ้ำบุปผาที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้กลับมีแรงเต้นเป็นจังหวะบีบรัดอยู่ภายใน จนท่อนขาของนางต้องเบียดเข้าหากันโดยมิรู้ตัว“ท่านแม่ทัพ…” เสียงนางแผ่วเบา ค
บทที่สามข้าหิวน้ำ 🔥18+ไม่รู้ว่าเจ้านายเป็นอันใดไปดังนั้น เทียนอวิ๋นยื่นผ้าเย็นแตะหน้าผากของซ่งเหวินจิ่นอย่างเบามือ ทว่าขณะกำลังจะชักมือกลับ นางพลันรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่แปลกประหลาดสายตาคมดุของชายหนุ่มที่ควรจะหลับหรือมึนเบลอในห้วงมึนเมากลับกำลังจ้องมาทางนางแน่วนิ่งดวงตาคู่นั้นฉ่ำเยิ้ม เคลิบเคลิ้ม ปลายหางตาปริ่มน้ำเล็กน้อยจนน่าสงสัย ทั้งยังฉายแวววูบไหวอย่างประหลาด คล้ายร่างกายตนเองกำลังร้อนรุ่ม คล้ายกำลังปรารถนาบางสิ่งอย่างแรงกล้า“ท่านแม่ทัพ...” นางขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบาอย่างระวัง “ท่านเป็นอันใดหรือขอรับ”สายตานั้นยังคงจับอยู่ที่นางไม่ละไป ซ่งเหวินจิ่นขยับกายเล็กน้อยก่อนยกมือขึ้นช้า ๆ ปลดกระดุมบนคอเสื้อออก“ข้าร้อน...”เสียงของเขาแหบพร่า ดวงหน้าซึ่งเคยสงบนิ่งบัดนี้แดงระเรื่อราวถูกเปลวไฟแผดเผา ใบหน้าเริ่มมีเหงื่อซึมตามไรผม“ข้ารู้สึกแปลกประหลาดนัก...” เขากล่าวต่อแผ่วเบา ขณะค่อย ๆ ถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออกเผยให้เห็นเนื้อตัวที่เปื้อนเหงื่อและแดงจัดจนผิดปกติเทียนอวิ๋นสะดุ้งเล็กน้อย รีบเบือนหน้าหลบ ไม่กล้ามองตรง ๆ ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้เงาม่านมืด หากดวงตากำลังเบิกกว้างด้วยความตกใจ“หรื
บทที่สองคณิกาคิดปีนเตียงเสียงหัวเราะเริงร่าดังลั่นอยู่ภายในห้องรับรองชั้นบนของหอเมฆหยก เมื่อสุราไหที่สี่เริ่มพร่องลง ถ้อยคำที่เคยกล่าวอย่างขรึมขลังของเหล่าคุณชายก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเรื่องราวรื่นรมย์ ปนหยอกล้อเร่าร้อนที่ต่างผลัดกันนำมาคุย“ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าเมื่อคืนก่อนเรือนใต้ของหอเมฆหยกเพิ่งได้สาวใหม่เข้ามา ทั้งผิวเนียนทั้งเสียงนุ่ม” คุณชายไป๋จิ่นโหวเอ่ยพลางยักคิ้วให้เพื่อน สร้างเสียงโห่ฮาขึ้นอีกระลอก“โธ่ ไอ้ไป๋ เรื่องพรรค์นี้ เจ้าจำแม่นเสียยิ่งกว่าเลขบันทึกภาษีเสียอีก” คุณชายเว่ยอวิ้นหลางแกล้งทักพร้อมเทสุราลงจอกให้เพื่อนข้าง ๆจากนั้นเขาก็หันไปยิ้มอย่างภูมิใจ เอ่ยเสียงดัง “คืนนี้พวกเจ้าทุกคนอย่าได้กังวลเรื่องกลับจวนให้เมื่อยล้า ข้าจองห้องพักให้แต่ละคนเรียบร้อยแล้ว มีฉลากชัดเจนบนประตู ใครเมาก็คลานเข้าไปนอนได้เลย!”“โห ไม่เมาไม่หยุดใช่หรือไม่”“ใช่สิ ไม่ได้รวมตัวเช่นนี้นานแล้ว!” เสียงโห่ร้องดังสนั่นจนม่านห้องสะบัดไหวเทียนอวิ๋นที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องยังเงียบงัน นางจับจ้องเพียงผู้เป็นนายอย่างเงียบ ๆ ไม่ก้าวออกนอกเส้นเงาของตนเองแม้ครึ่งก้าวเบื้องหน้านางคณิกาสวมชุดแพรโปร่งบางนั่
บทที่หนึ่งเกือบโดนจับได้เรือนหลักของแม่ทัพน้อยซ่งเหวินจิ่นในยามเย็นยิ่งเงียบขรึมกว่าเคย แสงอาทิตย์สุดท้ายคล้ายกลืนหายไปกับผืนฟ้าเบื้องหลังแนวกำแพงเมือง เงาเรือนใหญ่ทอดยาวลงบนลานหินแกรนิตจนแลดูเย็นเยียบเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นบนเฉลียงเรือน พร้อมกับกล่องไม้ใส่อาหารที่แผ่กลิ่นหอมอบอวลออกมาเทียนอวิ๋นในคราบของเซี่ยเทียนหรงยกถาดอาหารมื้อเย็นขึ้นประคองในมือสองข้าง ก้มหน้าเรียบร้อยก่อนเอ่ยเสียงต่ำ“ท่านแม่ทัพน้อยขอรับ ข้าน้อยนำสำรับมื้อเย็นมาให้ขอรับ”ซ่งเหวินจิ่นที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือเลื่อนสายตาขึ้นจากม้วนบัญชีรายงาน เสียงของบ่าวข้างกายเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่หูของเขาที่ผ่านการฝึกในสนามรบย่อมไม่อาจมองข้ามเขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนหรี่ตาลง “เสียงของเจ้าเปลี่ยนไป เหตุใดจึงแหลมกว่าเดิมเล็กน้อย ดูเบากว่าทุกวัน”หัวใจเทียนอวิ๋นเต้นโครมคราม นางก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม รีบตอบกลับด้วยเสียงที่พยายามปรับให้ทุ้มขึ้นอีก “คงเพราะเจ็บคอนิดหน่อยขอรับ”ซ่งเหวินจิ่นไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ เพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยราวกับยังคงระแคะระคายอยู่ แต่ก็พยักหน้าเบา ๆ พร้อมโบกมือให้นางนำอาหารมาวาง“เจ้าวางสำรับไว้ แล
บทนำเรือนเก้าท้ายในจวนแม่ทัพเมืองเฟิ่งซีเงียบสงัดยามอรุณ ปลายไผ่โยกไหวแผ่วเบาเพราะสายลมเหนือพัดผ่าน ผ่านเอาปัญหามายังบ้านเล็กหลังหนึ่งของเรือนรับใช้ในจวนในเรือนนั้นครอบครัวเซี่ยนั่งล้อมวงอยู่บนเสื่อผ้าฝ้ายเรียบง่าย ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความกังวล“ข้า... ข้าขอโทษจริง ๆ ขอรับท่านพ่อ ท่านแม่...”เสียงแหบแห้งของบุรุษหนุ่มดังแผ่วในห้อง เขานอนอยู่บนฟูกบาง ผ้าห่มห่มถึงอก ดวงหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งแตกระแหงเซี่ยเทียนหรง พี่ชายฝาแฝดของเทียนอวิ๋นร่างเล็กที่นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ มือบางของนางกุมชายผ้าไว้แน่น ดวงตากลมโตหม่นเศร้าเซี่ยป้อเฉียงบิดาของทั้งสองขมวดคิ้วแน่น “เหตุใดเจ้าถึงได้ดื้อด้านถึงเพียงนี้ เจ้าออกไปนอกจวนตอนกลางคืน ทั้งที่รู้ว่าเป็นบ่าวประจำตัวท่านแม่ทัพ”“ข้าไม่ได้จะเที่ยวขอรับ...” เทียนหรงเบา ๆ ก่อนกล่าวต่อ “ข้าแค่... เห็นสาวชาวบ้านถูกพวกนักเลงลากตัวไปตรงตรอกเปลี่ยว ข้าเลย ข้าเลยเข้าไปช่วย ไม่คิดเลยว่าจะโดนพวกมันรุมแทน”“เฮ้อ...บาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้ แค่เพราะเห็นใจคนอื่น” เสียงของอวี้ซื่อเบาหวิว ข้างตานางมีหยาดน้ำใสคลออยู่ “หากพวกนายท่านรู้เข้า ลูกข้าอาจถูกลงโทษจนไม่เหลือแม้สิ







