เข้าสู่ระบบเรือนหลักของแม่ทัพน้อยซ่งเหวินจิ่นในยามเย็นยิ่งเงียบขรึมกว่าเคย แสงอาทิตย์สุดท้ายคล้ายกลืนหายไปกับผืนฟ้าเบื้องหลังแนวกำแพงเมือง เงาเรือนใหญ่ทอดยาวลงบนลานหินแกรนิตจนแลดูเย็นเยียบ
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นบนเฉลียงเรือน พร้อมกับกล่องไม้ใส่อาหารที่แผ่กลิ่นหอมอบอวลออกมา
เทียนอวิ๋นในคราบของเซี่ยเทียนหรงยกถาดอาหารมื้อเย็นขึ้นประคองในมือสองข้าง ก้มหน้าเรียบร้อยก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
“ท่านแม่ทัพน้อยขอรับ ข้าน้อยนำสำรับมื้อเย็นมาให้ขอรับ”
ซ่งเหวินจิ่นที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือเลื่อนสายตาขึ้นจากม้วนบัญชีรายงาน เสียงของบ่าวข้างกายเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่หูของเขาที่ผ่านการฝึกในสนามรบย่อมไม่อาจมองข้าม
เขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนหรี่ตาลง “เสียงของเจ้าเปลี่ยนไป เหตุใดจึงแหลมกว่าเดิมเล็กน้อย ดูเบากว่าทุกวัน”
หัวใจเทียนอวิ๋นเต้นโครมคราม นางก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม รีบตอบกลับด้วยเสียงที่พยายามปรับให้ทุ้มขึ้นอีก “คงเพราะเจ็บคอนิดหน่อยขอรับ”
ซ่งเหวินจิ่นไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ เพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยราวกับยังคงระแคะระคายอยู่ แต่ก็พยักหน้าเบา ๆ พร้อมโบกมือให้นางนำอาหารมาวาง
“เจ้าวางสำรับไว้ แล้วไปยืนประจำตำแหน่งเงียบ ๆ ก็พอ หากข้าต้องการสิ่งใดจะเรียกเอง”
“ขอรับ”
เสียงตอบรับของเทียนอวิ๋นแผ่วเบา นางก้าวถอยออกมาไปยืนเงียบที่มุมหนึ่งของห้อง พลางเบนสายตาไปมองเรือนร่างสูงสง่าใต้ชุดสีเข้มของแม่ทัพน้อย
ซ่งเหวินจิ่นขยับมือนิ่งเรียบ จับตะเกียบขึ้นคีบอาหารคำแรกด้วยความสงบ แต่ในดวงตาของหญิงสาวผู้ปลอมตัว กลับมีแววระยิบระยับของความรู้สึกที่เก็บงำไว้ลึกที่สุด
‘เมื่อข้าอายุสิบหนาว...
วันนั้นท่านแม่ทัพน้อยกำลังจะออกประตูจวน ข้าตัวเล็กนิดเดียว วิ่งสะดุดเสาไม้ล้มหน้าคะมำ เขาเห็นเข้ากลับไม่โกรธ ไม่ว่าอะไรแม้แต่น้อยยังหันมายิ้ม แล้วมอบม้ากลไม้ที่ตนเองถือไว้ให้ข้า...’
ดวงตาของนางไหววูบเล็กน้อย
‘ข้าไม่เล่นแล้ว เจ้าเอาไปเถิด’ ตอนนั้นหัวใจข้ารู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ทั้งที่เป็นเพียงของเล่นเก่า แต่กลับเป็นของชิ้นเดียวที่ข้าเคยมี’
นางสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ ก่อนระบายลมหายใจออกทางจมูก ดวงตากลมโตค่อย ๆ เหลือบมองด้านหลังของซ่งเหวินจิ่นอีกครั้ง
เรือนกายของบุรุษผู้นั้นสูงสง่า แผ่นหลังกว้างมั่นคง แม้ในอิริยาบถนั่งรับประทานอาหารยังดูเปี่ยมด้วยอำนาจและระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว เสียงตะเกียบที่เขาคีบลงในถ้วยน้ำแกงยังเบาดั่งไร้เสียง ราวกับฝึกผ่านศึกสงครามมายาวนานจนแม้การเคลื่อนไหวเล็กน้อยก็ไร้ช่องโหว่
เทียนอวิ๋นมองผ่านแสงตะเกียงแผ่วสลัว คล้ายจะจ้องไล่จากปลายเส้นผมสีเข้มที่ถูกรวบเรียบร้อย ลงไปจนถึงปลายมือข้างหนึ่งที่พักอยู่บนโต๊ะ มือของนักรบผู้ผ่านดินแดนโลหิต และในขณะเดียวกันมือที่ครั้งหนึ่งเคยมอบของเล่นให้เด็กน้อยเช่นนาง
มือบางที่ซ่อนอยู่ในชายเสื้อกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
‘ข้ามิได้เคยฝันอยากเป็นภรรยาของท่านเลย...’
หญิงสาวบอกตัวเองในใจ
‘ข้ารู้ดีว่า... ข้าเป็นเพียงบ่าว ข้าไม่คู่ควรแม้เพียงคิดฝัน ท่านควรมีภรรยาเป็นคุณหนูตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์หญิงงามผู้สง่างามที่คู่ควรกับท่านทั้งยศฐาและบารมี’
นางสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ ก่อนระบายลมหายใจออกทางจมูกอีกครั้ง
‘สองเดือนนี้... ข้าขอเพียงได้ตอบแทนบุญคุณท่านเงียบ ๆ ได้อยู่รับใช้ใกล้ ๆ เห็นแผ่นหลังของท่านในทุกวัน ได้ทำหน้าที่บ่าวอย่างเต็มกำลัง ก่อนจะกลับไปเป็นเทียนอวิ๋นที่เป็นเพียงเงาในความทรงจำท่านเท่านั้น’
ยามเช้าเมืองเฟิ่งซี แสงแดดบางเบาส่องลอดแนวระแนงไม้ของเรือนแม่ทัพใหญ่เข้ามาในเรือนหลัก
สำหรับบ่าวคนใหม่ข้างกายท่านแม่ทัพน้อยตัวปลอมแย่งนางแล้ว วันนี้นับเป็นวันเริ่มต้นของหน้าที่อย่างแท้จริง
เทียนอวิ๋นลุกขึ้นแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี จัดแจงเสื้อผ้าท่านเจ้านาย เตรียมน้ำล้างหน้า ปูเสื่อ ปัดฝุ่น ขนของจากเรือนข้างเคียง และจัดระเบียบสาวใช้ที่เข้ามาคอยดูแลเรื่องเรือนกายและอาหารของแม่ทัพน้อยด้วยท่าทีคล่องแคล่ว ถึงนางจะปลอมตัวเป็นบุรุษ แต่ท่วงท่าไม่เคอะเขิน ความคล่องแคล่วนั้นลื่นไหลอย่างน่าประหลาด
เนื่องจากนางเติบโตมาในเรือนบ่าว ได้รับการอบรมจากมารดาผู้เคยดูแลเรือนในจวนใหญ่มาตั้งแต่ยังเด็ก มือไม้จึงคล่องแคล่ว ตาไว รู้ว่าอะไรควรจัด อะไรควรถอย ทั้งยังกลบเกลื่อนความเป็นหญิงได้อย่างแนบเนียน
และแม้จะต้องคอยหลบสายตาเพื่อนบ่าวอื่น ๆ ที่มักแอบส่งสายตาชวนสงสัย นางก็ยังประคองกิริยาได้อย่างแนบเนียน
กระทั่งช่วงเย็นย่ำของวันนั้น ท่านแม่ทัพน้อยเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ระหว่างม้วนแขนเสื้อให้
“คืนนี้ ข้าจะไปหอเมฆหยก เจอกับพวกอวิ้นหลาง เจ้าตามไปด้วย”
“ขอรับ” นางตอบรับเสียงนิ่งเรียบ
เวลาไม่นานนัก รถม้าราชการของจวนแม่ทัพก็มาหยุดลงหน้าหอเมฆหยกที่ประดับด้วยโคมแดงรูปเมฆทองลอยไหวตามลมเย็น เสียงพิณอ่อนโยนลอยแว่วมาจากด้านใน กลิ่นสุราและกลิ่นดอกเหมยผสมปนกันในอากาศ
เทียนอวิ๋นเดินตามซ่งเหวินจิ่นอย่างไม่ให้ห่าง เว้นระยะห่างพอเหมาะ สายตากวาดไปรอบด้านอย่างระวัง
เมื่อเข้าไปถึงชั้นสองของหอ ภายในห้องรับรองหรูที่จองไว้ล่วงหน้า เสียงหัวเราะก็ลอยมาแต่ไกล
ห้องรับรองชั้นสองของหอเมฆหยกตกแต่งด้วยผ้าผืนโปร่งบางลวดลายเมฆเงินที่ปลิวไหวตามลม กลิ่นเครื่องหอมจาง ๆ ลอยฟุ้งอยู่ทั่วห้อง รอบโต๊ะกลมกลางห้องเต็มไปด้วยอาหารเลิศรส เหล้ารสดี และเสียงหัวเราะของเหล่าคุณชายที่กำลังสนุกสนานกันไม่ขาด
ทันทีที่ซ่งเหวินจิ่นก้าวเข้าไปในห้อง ทุกคนในกลุ่มก็ลุกขึ้นทักทายอย่างคึกคัก
“เหวินจิ่น คิดว่าคืนนี้เจ้าจะเบี้ยวนัดเสียแล้ว” คุณชายเว่ยอวิ้นหลางทักพร้อมตบบ่าเบา ๆ
“นานทีปีหนจะออกจากเรือน พวกข้าเกือบพนันสุราแล้วนะว่าเจ้าคงมัวตรวจรายงานจนลืมพวกข้า” หลินไห่เจินยิ้มกว้าง
ขณะที่เสียงพูดคุยดำเนินไป มีคุณชายจูหรงเหวินซึ่งมักนิ่งเงียบเป็นทุน เหลือบสายตามองเลยหลังของซ่งเหวินจิ่นไปเห็นร่างของบ่าวผู้ติดตามที่เดินตามหลังมาอย่างเงียบงัน
“หืม?” เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ “วันนี้เจ้าพาบ่าวคนใหม่มาหรือ ข้ารู้สึกไม่คุ้นเอาเสียเลย...หน้าตาหวานเชียว”
คำพูดนั้นทำเอาคุณชายไป๋จิ่นโหวซึ่งกำลังยกจอกสุราถึงกับสำลัก ก่อนหัวเราะพรืด
“จริงสิ ข้าก็นึกว่าเป็นบ่าวจากหอในของหอเมฆหยกเสียอีก ริมฝีปากแดงเชียว”
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน ทำให้เทียนอวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้านายสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าซึ่งถูกแสงโคมบังไว้บางส่วน พลันร้อนผ่าวอย่างไม่อาจห้าม
นางรีบก้มหน้า ถอยเท้าเล็กน้อยไปอยู่ข้างฝาในระยะที่ห่างกว่าเดิม สีหน้าเรียบเฉยถูกปั้นไว้อย่างเงียบงัน แต่มือสองข้างกลับกำแน่นอยู่ใต้ชายแขนเสื้อ
ซ่งเหวินจิ่นหันมามองบ่าวของตนเองตามสายตาเพื่อน ร่างสูงของเขาเบี่ยงเล็กน้อย พลันหรี่ตามองใบหน้าภายใต้เงาโคมอีกครั้ง
สายตาของเขาไล่ไปตั้งแต่เรือนผมที่ถูกรวบเรียบ เสื้อผ้าที่สวมอย่างเป็นระเบียบ ยันท่วงท่าการยืนที่แม้จะดูสงบเสงี่ยม แต่กลับมีบางสิ่งบางอย่าง...แปลกประหลาดจนยากอธิบาย
หากแต่ยังไม่ทันได้ถามหรือลงรายละเอียดให้มากกว่านี้ มือของเว่ยอวิ้นหลางก็แตะบ่าเขาแล้วลากไปยังเบาะนั่งที่ว่างอยู่
“ช่างเรื่องบ่าวเจ้าเถอะ ข้าแค่พูดเล่น ท่านแม่ทัพน้อยของพวกเรามาที่นี่ทั้งที คืนนี้ต้องเป็นเจ้าที่รินให้พวกข้าแล้ว!”
“หึ...” ซ่งเหวินจิ่นไม่ได้ขัด เพียงทอดสายตามองบ่าวตนอีกครั้งอย่างครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วจึงปล่อยให้เพื่อนผลักไปนั่งลง
ไม่นานหลังจากนั้น สตรีนางหนึ่งในชุดผ้าแพรโปร่งบางก็ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมคณิกาอีกสองสามนาง พวกนางส่งยิ้มพรายเข้ามาล้อมรอบโต๊ะ เหยาะยิ้ม พลิ้วมือรินสุรา ถวายถ้วย ยื่นจอก ชวนหัวเราะเบา ๆ พร้อมคำพูดล้อเลียนกันตามธรรมเนียมในงานสังสรรค์ของเหล่าคุณชาย
แสงโคมแดงสลัวที่ห้อยอยู่เหนือศีรษะสะท้อนภาพบุรุษหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่หัวเราะพูดคุยกับสตรีงาม และบ่าวผู้หนึ่งที่ยืนอยู่เงียบงันในเงามืดข้างฝาห้อง
เทียนอวิ๋นเพียงยืนนิ่ง คอยจับตาเงียบ ๆ ว่าผู้เป็นนายต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม แม้หัวใจจะเต้นไม่เป็นจังหวะจากคำล้อเลียนเมื่อครู่ ทว่าร่างกายยังคงยืนนิ่งดั่งเงา
บทที่ห้าสายรัดอก🔥🥵18+แม้เปลวพิษในร่างจะมอดลงแล้ว แต่เปลวไฟที่ซ่อนอยู่ในใจชายหนุ่มกลับยังลุกไหม้อย่างไม่มีทีท่าว่าจะดับเขานั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ร่างสูงที่ยังเปลือยเปล่าภายใต้แสงตะเกียงสลัว โน้มกายก้มเข้าหาเบื้องหน้าช้า ๆ เพื่อเข้าใกล้ตรงที่หญิงสาวยังคุกเข่าหอบหายใจแรงอยู่หยาดขาวอุ่นที่เขาหลั่งออกเมื่อสักครู่ยังเปื้อนไหลออกาจากขอบริมฝีปากของนาง ราวกับมุกขุ่นที่กลิ้งอยู่บนกลีบบุปผาแดงมือใหญ่ค่อย ๆ ยื่นไปแตะใบหน้าของหญิงสาวอย่างเงียบงัน นิ้วโป้งหยาบกร้านแตะมุมปาก ก่อนจะลากผ่านแนวแก้มอ่อนนุ่ม เนื้อเนียนอย่างเชื่องช้าและนุ่มนวลนางมิได้หลบหนี มิได้ผละออก มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ปิดลงช้า ๆ ราวกับยินยอมให้เขาใช้ปลายนิ้ววาดรอยไว้บนใบหน้านิ้วโป้งลูบผ่านคางมน แล้ววนขึ้นอีกครั้งตรงรอยเปื้อนของหยาดพิรุณที่ยังค้างอยู่ มือนั้นเคลื่อนไปตามแนวกราม เหมือนศิลปินผู้กำลังลบสีเกินบนผืนผ้าไหมด้วยความอ่อนโยนแต่ในใจเขานั้นหาได้ต้องการลบออกไม่ หากกลับอยาก นางจำไว้ว่าระหว่างเขากับนาง เคยใกล้ชิดกันเพียงนี้ทุกสัมผัสนั้นดูเหมือนจะอ่อนโยน หากแฝงแรงอารมณ์ที่ถูกเก็บกดจนใกล้ระเบิดเต็มทีเสียแล้วมืออีกข้างวางลงบ
บทที่สี่ช่วยข้าด้วย 🔥🥵18+มือใหญ่ข้างหนึ่งเลื่อนลงไปคว้าแท่งหยกที่ร้อนจัด ร้อนราวกับเพิ่งหล่อออกจากเตาเปลวไฟ ร่างสูงกระตุกเล็กน้อยยามที่ฝ่ามือหยาบของตนเคลื่อยขยับขึ้นลงช้า ๆ โดยไร้ซึ่งแบบแผนเนื่องจากหวังเพียงเพื่อระบายความร้อนในร่างที่กำลังแผดเผาตอนนี้เสียงหอบดังสม่ำเสมอ หยาบกระด้างและติดขัด สะท้อนก้องในห้องเงียบงันทุกจังหวะ กลืนกับเสียงผิวเนื้อเสียดสีที่เบาแต่คมชัด จนไม่อาจหลีกหนีเทียนอวิ๋นยืนอยู่ไม่ไกลนัก ใบหน้าของนางซีดขาวก่อนแดงซ่านขึ้นแทบจะทันทีที่เห็นภาพนั้นนางควรหลบตา ควรหันหลังหนี...แต่กลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับปลายเท้าถูกตรึงไว้กับพื้นภายในร่างของนางเองก็วูบไหวไม่ต่างกัน ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบจากท้องน้อยไปจนถึงบุปผาใจกลางกายร่างกายที่เคยสงบกลับเกิดอาการสั่นสะท้านโดยไม่ทราบสาเหตุมันไม่ใช่เพียงความเขินอาย แต่มันมากกว่านั้นมันลึกซึ้งยากจะอธิบายมือบางเลื่อนลงกดเบา ๆ ที่หน้าท้องตนเอง หวังกลบความปั่นป่วนใต้ผิวเนื้ออุ่นวาบ ในถ้ำบุปผาที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้กลับมีแรงเต้นเป็นจังหวะบีบรัดอยู่ภายใน จนท่อนขาของนางต้องเบียดเข้าหากันโดยมิรู้ตัว“ท่านแม่ทัพ…” เสียงนางแผ่วเบา ค
บทที่สามข้าหิวน้ำ 🔥18+ไม่รู้ว่าเจ้านายเป็นอันใดไปดังนั้น เทียนอวิ๋นยื่นผ้าเย็นแตะหน้าผากของซ่งเหวินจิ่นอย่างเบามือ ทว่าขณะกำลังจะชักมือกลับ นางพลันรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่แปลกประหลาดสายตาคมดุของชายหนุ่มที่ควรจะหลับหรือมึนเบลอในห้วงมึนเมากลับกำลังจ้องมาทางนางแน่วนิ่งดวงตาคู่นั้นฉ่ำเยิ้ม เคลิบเคลิ้ม ปลายหางตาปริ่มน้ำเล็กน้อยจนน่าสงสัย ทั้งยังฉายแวววูบไหวอย่างประหลาด คล้ายร่างกายตนเองกำลังร้อนรุ่ม คล้ายกำลังปรารถนาบางสิ่งอย่างแรงกล้า“ท่านแม่ทัพ...” นางขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบาอย่างระวัง “ท่านเป็นอันใดหรือขอรับ”สายตานั้นยังคงจับอยู่ที่นางไม่ละไป ซ่งเหวินจิ่นขยับกายเล็กน้อยก่อนยกมือขึ้นช้า ๆ ปลดกระดุมบนคอเสื้อออก“ข้าร้อน...”เสียงของเขาแหบพร่า ดวงหน้าซึ่งเคยสงบนิ่งบัดนี้แดงระเรื่อราวถูกเปลวไฟแผดเผา ใบหน้าเริ่มมีเหงื่อซึมตามไรผม“ข้ารู้สึกแปลกประหลาดนัก...” เขากล่าวต่อแผ่วเบา ขณะค่อย ๆ ถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออกเผยให้เห็นเนื้อตัวที่เปื้อนเหงื่อและแดงจัดจนผิดปกติเทียนอวิ๋นสะดุ้งเล็กน้อย รีบเบือนหน้าหลบ ไม่กล้ามองตรง ๆ ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้เงาม่านมืด หากดวงตากำลังเบิกกว้างด้วยความตกใจ“หรื
บทที่สองคณิกาคิดปีนเตียงเสียงหัวเราะเริงร่าดังลั่นอยู่ภายในห้องรับรองชั้นบนของหอเมฆหยก เมื่อสุราไหที่สี่เริ่มพร่องลง ถ้อยคำที่เคยกล่าวอย่างขรึมขลังของเหล่าคุณชายก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเรื่องราวรื่นรมย์ ปนหยอกล้อเร่าร้อนที่ต่างผลัดกันนำมาคุย“ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าเมื่อคืนก่อนเรือนใต้ของหอเมฆหยกเพิ่งได้สาวใหม่เข้ามา ทั้งผิวเนียนทั้งเสียงนุ่ม” คุณชายไป๋จิ่นโหวเอ่ยพลางยักคิ้วให้เพื่อน สร้างเสียงโห่ฮาขึ้นอีกระลอก“โธ่ ไอ้ไป๋ เรื่องพรรค์นี้ เจ้าจำแม่นเสียยิ่งกว่าเลขบันทึกภาษีเสียอีก” คุณชายเว่ยอวิ้นหลางแกล้งทักพร้อมเทสุราลงจอกให้เพื่อนข้าง ๆจากนั้นเขาก็หันไปยิ้มอย่างภูมิใจ เอ่ยเสียงดัง “คืนนี้พวกเจ้าทุกคนอย่าได้กังวลเรื่องกลับจวนให้เมื่อยล้า ข้าจองห้องพักให้แต่ละคนเรียบร้อยแล้ว มีฉลากชัดเจนบนประตู ใครเมาก็คลานเข้าไปนอนได้เลย!”“โห ไม่เมาไม่หยุดใช่หรือไม่”“ใช่สิ ไม่ได้รวมตัวเช่นนี้นานแล้ว!” เสียงโห่ร้องดังสนั่นจนม่านห้องสะบัดไหวเทียนอวิ๋นที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องยังเงียบงัน นางจับจ้องเพียงผู้เป็นนายอย่างเงียบ ๆ ไม่ก้าวออกนอกเส้นเงาของตนเองแม้ครึ่งก้าวเบื้องหน้านางคณิกาสวมชุดแพรโปร่งบางนั่
บทที่หนึ่งเกือบโดนจับได้เรือนหลักของแม่ทัพน้อยซ่งเหวินจิ่นในยามเย็นยิ่งเงียบขรึมกว่าเคย แสงอาทิตย์สุดท้ายคล้ายกลืนหายไปกับผืนฟ้าเบื้องหลังแนวกำแพงเมือง เงาเรือนใหญ่ทอดยาวลงบนลานหินแกรนิตจนแลดูเย็นเยียบเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นบนเฉลียงเรือน พร้อมกับกล่องไม้ใส่อาหารที่แผ่กลิ่นหอมอบอวลออกมาเทียนอวิ๋นในคราบของเซี่ยเทียนหรงยกถาดอาหารมื้อเย็นขึ้นประคองในมือสองข้าง ก้มหน้าเรียบร้อยก่อนเอ่ยเสียงต่ำ“ท่านแม่ทัพน้อยขอรับ ข้าน้อยนำสำรับมื้อเย็นมาให้ขอรับ”ซ่งเหวินจิ่นที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือเลื่อนสายตาขึ้นจากม้วนบัญชีรายงาน เสียงของบ่าวข้างกายเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่หูของเขาที่ผ่านการฝึกในสนามรบย่อมไม่อาจมองข้ามเขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนหรี่ตาลง “เสียงของเจ้าเปลี่ยนไป เหตุใดจึงแหลมกว่าเดิมเล็กน้อย ดูเบากว่าทุกวัน”หัวใจเทียนอวิ๋นเต้นโครมคราม นางก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม รีบตอบกลับด้วยเสียงที่พยายามปรับให้ทุ้มขึ้นอีก “คงเพราะเจ็บคอนิดหน่อยขอรับ”ซ่งเหวินจิ่นไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ เพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยราวกับยังคงระแคะระคายอยู่ แต่ก็พยักหน้าเบา ๆ พร้อมโบกมือให้นางนำอาหารมาวาง“เจ้าวางสำรับไว้ แล
บทนำเรือนเก้าท้ายในจวนแม่ทัพเมืองเฟิ่งซีเงียบสงัดยามอรุณ ปลายไผ่โยกไหวแผ่วเบาเพราะสายลมเหนือพัดผ่าน ผ่านเอาปัญหามายังบ้านเล็กหลังหนึ่งของเรือนรับใช้ในจวนในเรือนนั้นครอบครัวเซี่ยนั่งล้อมวงอยู่บนเสื่อผ้าฝ้ายเรียบง่าย ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความกังวล“ข้า... ข้าขอโทษจริง ๆ ขอรับท่านพ่อ ท่านแม่...”เสียงแหบแห้งของบุรุษหนุ่มดังแผ่วในห้อง เขานอนอยู่บนฟูกบาง ผ้าห่มห่มถึงอก ดวงหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งแตกระแหงเซี่ยเทียนหรง พี่ชายฝาแฝดของเทียนอวิ๋นร่างเล็กที่นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ มือบางของนางกุมชายผ้าไว้แน่น ดวงตากลมโตหม่นเศร้าเซี่ยป้อเฉียงบิดาของทั้งสองขมวดคิ้วแน่น “เหตุใดเจ้าถึงได้ดื้อด้านถึงเพียงนี้ เจ้าออกไปนอกจวนตอนกลางคืน ทั้งที่รู้ว่าเป็นบ่าวประจำตัวท่านแม่ทัพ”“ข้าไม่ได้จะเที่ยวขอรับ...” เทียนหรงเบา ๆ ก่อนกล่าวต่อ “ข้าแค่... เห็นสาวชาวบ้านถูกพวกนักเลงลากตัวไปตรงตรอกเปลี่ยว ข้าเลย ข้าเลยเข้าไปช่วย ไม่คิดเลยว่าจะโดนพวกมันรุมแทน”“เฮ้อ...บาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้ แค่เพราะเห็นใจคนอื่น” เสียงของอวี้ซื่อเบาหวิว ข้างตานางมีหยาดน้ำใสคลออยู่ “หากพวกนายท่านรู้เข้า ลูกข้าอาจถูกลงโทษจนไม่เหลือแม้สิ







