ログインเรือนหลักของแม่ทัพน้อยซ่งเหวินจิ่นในยามเย็นยิ่งเงียบขรึมกว่าเคย แสงอาทิตย์สุดท้ายคล้ายกลืนหายไปกับผืนฟ้าเบื้องหลังแนวกำแพงเมือง เงาเรือนใหญ่ทอดยาวลงบนลานหินแกรนิตจนแลดูเย็นเยียบ
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นบนเฉลียงเรือน พร้อมกับกล่องไม้ใส่อาหารที่แผ่กลิ่นหอมอบอวลออกมา
เทียนอวิ๋นในคราบของเซี่ยเทียนหรงยกถาดอาหารมื้อเย็นขึ้นประคองในมือสองข้าง ก้มหน้าเรียบร้อยก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
“ท่านแม่ทัพน้อยขอรับ ข้าน้อยนำสำรับมื้อเย็นมาให้ขอรับ”
ซ่งเหวินจิ่นที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือเลื่อนสายตาขึ้นจากม้วนบัญชีรายงาน เสียงของบ่าวข้างกายเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่หูของเขาที่ผ่านการฝึกในสนามรบย่อมไม่อาจมองข้าม
เขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนหรี่ตาลง “เสียงของเจ้าเปลี่ยนไป เหตุใดจึงแหลมกว่าเดิมเล็กน้อย ดูเบากว่าทุกวัน”
หัวใจเทียนอวิ๋นเต้นโครมคราม นางก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม รีบตอบกลับด้วยเสียงที่พยายามปรับให้ทุ้มขึ้นอีก “คงเพราะเจ็บคอนิดหน่อยขอรับ”
ซ่งเหวินจิ่นไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ เพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยราวกับยังคงระแคะระคายอยู่ แต่ก็พยักหน้าเบา ๆ พร้อมโบกมือให้นางนำอาหารมาวาง
“เจ้าวางสำรับไว้ แล้วไปยืนประจำตำแหน่งเงียบ ๆ ก็พอ หากข้าต้องการสิ่งใดจะเรียกเอง”
“ขอรับ”
เสียงตอบรับของเทียนอวิ๋นแผ่วเบา นางก้าวถอยออกมาไปยืนเงียบที่มุมหนึ่งของห้อง พลางเบนสายตาไปมองเรือนร่างสูงสง่าใต้ชุดสีเข้มของแม่ทัพน้อย
ซ่งเหวินจิ่นขยับมือนิ่งเรียบ จับตะเกียบขึ้นคีบอาหารคำแรกด้วยความสงบ แต่ในดวงตาของหญิงสาวผู้ปลอมตัว กลับมีแววระยิบระยับของความรู้สึกที่เก็บงำไว้ลึกที่สุด
‘เมื่อข้าอายุสิบหนาว...
วันนั้นท่านแม่ทัพน้อยกำลังจะออกประตูจวน ข้าตัวเล็กนิดเดียว วิ่งสะดุดเสาไม้ล้มหน้าคะมำ เขาเห็นเข้ากลับไม่โกรธ ไม่ว่าอะไรแม้แต่น้อยยังหันมายิ้ม แล้วมอบม้ากลไม้ที่ตนเองถือไว้ให้ข้า...’
ดวงตาของนางไหววูบเล็กน้อย
‘ข้าไม่เล่นแล้ว เจ้าเอาไปเถิด’ ตอนนั้นหัวใจข้ารู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ทั้งที่เป็นเพียงของเล่นเก่า แต่กลับเป็นของชิ้นเดียวที่ข้าเคยมี’
นางสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ ก่อนระบายลมหายใจออกทางจมูก ดวงตากลมโตค่อย ๆ เหลือบมองด้านหลังของซ่งเหวินจิ่นอีกครั้ง
เรือนกายของบุรุษผู้นั้นสูงสง่า แผ่นหลังกว้างมั่นคง แม้ในอิริยาบถนั่งรับประทานอาหารยังดูเปี่ยมด้วยอำนาจและระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว เสียงตะเกียบที่เขาคีบลงในถ้วยน้ำแกงยังเบาดั่งไร้เสียง ราวกับฝึกผ่านศึกสงครามมายาวนานจนแม้การเคลื่อนไหวเล็กน้อยก็ไร้ช่องโหว่
เทียนอวิ๋นมองผ่านแสงตะเกียงแผ่วสลัว คล้ายจะจ้องไล่จากปลายเส้นผมสีเข้มที่ถูกรวบเรียบร้อย ลงไปจนถึงปลายมือข้างหนึ่งที่พักอยู่บนโต๊ะ มือของนักรบผู้ผ่านดินแดนโลหิต และในขณะเดียวกันมือที่ครั้งหนึ่งเคยมอบของเล่นให้เด็กน้อยเช่นนาง
มือบางที่ซ่อนอยู่ในชายเสื้อกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
‘ข้ามิได้เคยฝันอยากเป็นภรรยาของท่านเลย...’
หญิงสาวบอกตัวเองในใจ
‘ข้ารู้ดีว่า... ข้าเป็นเพียงบ่าว ข้าไม่คู่ควรแม้เพียงคิดฝัน ท่านควรมีภรรยาเป็นคุณหนูตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์หญิงงามผู้สง่างามที่คู่ควรกับท่านทั้งยศฐาและบารมี’
นางสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ ก่อนระบายลมหายใจออกทางจมูกอีกครั้ง
‘สองเดือนนี้... ข้าขอเพียงได้ตอบแทนบุญคุณท่านเงียบ ๆ ได้อยู่รับใช้ใกล้ ๆ เห็นแผ่นหลังของท่านในทุกวัน ได้ทำหน้าที่บ่าวอย่างเต็มกำลัง ก่อนจะกลับไปเป็นเทียนอวิ๋นที่เป็นเพียงเงาในความทรงจำท่านเท่านั้น’
ยามเช้าเมืองเฟิ่งซี แสงแดดบางเบาส่องลอดแนวระแนงไม้ของเรือนแม่ทัพใหญ่เข้ามาในเรือนหลัก
สำหรับบ่าวคนใหม่ข้างกายท่านแม่ทัพน้อยตัวปลอมแย่งนางแล้ว วันนี้นับเป็นวันเริ่มต้นของหน้าที่อย่างแท้จริง
เทียนอวิ๋นลุกขึ้นแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี จัดแจงเสื้อผ้าท่านเจ้านาย เตรียมน้ำล้างหน้า ปูเสื่อ ปัดฝุ่น ขนของจากเรือนข้างเคียง และจัดระเบียบสาวใช้ที่เข้ามาคอยดูแลเรื่องเรือนกายและอาหารของแม่ทัพน้อยด้วยท่าทีคล่องแคล่ว ถึงนางจะปลอมตัวเป็นบุรุษ แต่ท่วงท่าไม่เคอะเขิน ความคล่องแคล่วนั้นลื่นไหลอย่างน่าประหลาด
เนื่องจากนางเติบโตมาในเรือนบ่าว ได้รับการอบรมจากมารดาผู้เคยดูแลเรือนในจวนใหญ่มาตั้งแต่ยังเด็ก มือไม้จึงคล่องแคล่ว ตาไว รู้ว่าอะไรควรจัด อะไรควรถอย ทั้งยังกลบเกลื่อนความเป็นหญิงได้อย่างแนบเนียน
และแม้จะต้องคอยหลบสายตาเพื่อนบ่าวอื่น ๆ ที่มักแอบส่งสายตาชวนสงสัย นางก็ยังประคองกิริยาได้อย่างแนบเนียน
กระทั่งช่วงเย็นย่ำของวันนั้น ท่านแม่ทัพน้อยเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ระหว่างม้วนแขนเสื้อให้
“คืนนี้ ข้าจะไปหอเมฆหยก เจอกับพวกอวิ้นหลาง เจ้าตามไปด้วย”
“ขอรับ” นางตอบรับเสียงนิ่งเรียบ
เวลาไม่นานนัก รถม้าราชการของจวนแม่ทัพก็มาหยุดลงหน้าหอเมฆหยกที่ประดับด้วยโคมแดงรูปเมฆทองลอยไหวตามลมเย็น เสียงพิณอ่อนโยนลอยแว่วมาจากด้านใน กลิ่นสุราและกลิ่นดอกเหมยผสมปนกันในอากาศ
เทียนอวิ๋นเดินตามซ่งเหวินจิ่นอย่างไม่ให้ห่าง เว้นระยะห่างพอเหมาะ สายตากวาดไปรอบด้านอย่างระวัง
เมื่อเข้าไปถึงชั้นสองของหอ ภายในห้องรับรองหรูที่จองไว้ล่วงหน้า เสียงหัวเราะก็ลอยมาแต่ไกล
ห้องรับรองชั้นสองของหอเมฆหยกตกแต่งด้วยผ้าผืนโปร่งบางลวดลายเมฆเงินที่ปลิวไหวตามลม กลิ่นเครื่องหอมจาง ๆ ลอยฟุ้งอยู่ทั่วห้อง รอบโต๊ะกลมกลางห้องเต็มไปด้วยอาหารเลิศรส เหล้ารสดี และเสียงหัวเราะของเหล่าคุณชายที่กำลังสนุกสนานกันไม่ขาด
ทันทีที่ซ่งเหวินจิ่นก้าวเข้าไปในห้อง ทุกคนในกลุ่มก็ลุกขึ้นทักทายอย่างคึกคัก
“เหวินจิ่น คิดว่าคืนนี้เจ้าจะเบี้ยวนัดเสียแล้ว” คุณชายเว่ยอวิ้นหลางทักพร้อมตบบ่าเบา ๆ
“นานทีปีหนจะออกจากเรือน พวกข้าเกือบพนันสุราแล้วนะว่าเจ้าคงมัวตรวจรายงานจนลืมพวกข้า” หลินไห่เจินยิ้มกว้าง
ขณะที่เสียงพูดคุยดำเนินไป มีคุณชายจูหรงเหวินซึ่งมักนิ่งเงียบเป็นทุน เหลือบสายตามองเลยหลังของซ่งเหวินจิ่นไปเห็นร่างของบ่าวผู้ติดตามที่เดินตามหลังมาอย่างเงียบงัน
“หืม?” เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ “วันนี้เจ้าพาบ่าวคนใหม่มาหรือ ข้ารู้สึกไม่คุ้นเอาเสียเลย...หน้าตาหวานเชียว”
คำพูดนั้นทำเอาคุณชายไป๋จิ่นโหวซึ่งกำลังยกจอกสุราถึงกับสำลัก ก่อนหัวเราะพรืด
“จริงสิ ข้าก็นึกว่าเป็นบ่าวจากหอในของหอเมฆหยกเสียอีก ริมฝีปากแดงเชียว”
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน ทำให้เทียนอวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้านายสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าซึ่งถูกแสงโคมบังไว้บางส่วน พลันร้อนผ่าวอย่างไม่อาจห้าม
นางรีบก้มหน้า ถอยเท้าเล็กน้อยไปอยู่ข้างฝาในระยะที่ห่างกว่าเดิม สีหน้าเรียบเฉยถูกปั้นไว้อย่างเงียบงัน แต่มือสองข้างกลับกำแน่นอยู่ใต้ชายแขนเสื้อ
ซ่งเหวินจิ่นหันมามองบ่าวของตนเองตามสายตาเพื่อน ร่างสูงของเขาเบี่ยงเล็กน้อย พลันหรี่ตามองใบหน้าภายใต้เงาโคมอีกครั้ง
สายตาของเขาไล่ไปตั้งแต่เรือนผมที่ถูกรวบเรียบ เสื้อผ้าที่สวมอย่างเป็นระเบียบ ยันท่วงท่าการยืนที่แม้จะดูสงบเสงี่ยม แต่กลับมีบางสิ่งบางอย่าง...แปลกประหลาดจนยากอธิบาย
หากแต่ยังไม่ทันได้ถามหรือลงรายละเอียดให้มากกว่านี้ มือของเว่ยอวิ้นหลางก็แตะบ่าเขาแล้วลากไปยังเบาะนั่งที่ว่างอยู่
“ช่างเรื่องบ่าวเจ้าเถอะ ข้าแค่พูดเล่น ท่านแม่ทัพน้อยของพวกเรามาที่นี่ทั้งที คืนนี้ต้องเป็นเจ้าที่รินให้พวกข้าแล้ว!”
“หึ...” ซ่งเหวินจิ่นไม่ได้ขัด เพียงทอดสายตามองบ่าวตนอีกครั้งอย่างครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วจึงปล่อยให้เพื่อนผลักไปนั่งลง
ไม่นานหลังจากนั้น สตรีนางหนึ่งในชุดผ้าแพรโปร่งบางก็ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมคณิกาอีกสองสามนาง พวกนางส่งยิ้มพรายเข้ามาล้อมรอบโต๊ะ เหยาะยิ้ม พลิ้วมือรินสุรา ถวายถ้วย ยื่นจอก ชวนหัวเราะเบา ๆ พร้อมคำพูดล้อเลียนกันตามธรรมเนียมในงานสังสรรค์ของเหล่าคุณชาย
แสงโคมแดงสลัวที่ห้อยอยู่เหนือศีรษะสะท้อนภาพบุรุษหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่หัวเราะพูดคุยกับสตรีงาม และบ่าวผู้หนึ่งที่ยืนอยู่เงียบงันในเงามืดข้างฝาห้อง
เทียนอวิ๋นเพียงยืนนิ่ง คอยจับตาเงียบ ๆ ว่าผู้เป็นนายต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม แม้หัวใจจะเต้นไม่เป็นจังหวะจากคำล้อเลียนเมื่อครู่ ทว่าร่างกายยังคงยืนนิ่งดั่งเงา
บทส่งท้าย18+ทิ้งท้ายภายในรถสองเงาร่างนั่งอยู่เคียงกัน นิ้วเรียวของหญิงสาวยังถูกมือใหญ่ของบุรุษจับไว้แน่น อบอุ่นจนหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะทว่าเทียนอวิ๋นรู้สึกได้ ว่าดวงตาของคนรักหนุ่มเหลือบมองตนเองอยู่เนือง ๆ คล้ายมีบางสิ่งที่เขาคิดจะพูด แต่ก็กดเก็บไว้ใต้แววตาคู่นั้นอยู่หลายคราในที่สุดนางก็ตัดสินใจเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน“ท่านแม่ทัพ ท่านมีสิ่งใดอยากพูดกับข้าหรือไม่เจ้าคะ”ซ่งเหวินจิ่นชะงักเล็กน้อย หันกลับมาสบตานาง ก่อนจะกลืนน้ำลายเบา ๆ อย่างลังเลสายตาคมสบนางอย่างไม่หลบ แต่กลับแฝงความเก้อเขินที่หาได้ยากยิ่งในตัวเขา“พูดมาเถิดเจ้าค่ะ...” นางพูดอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มบาง “หากเป็นสิ่งที่ข้าให้ได้ ข้ายินดี”คำพูดของนาง ทำให้เขาหลุดหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าคม พร้อมดวงตาที่คล้ายจะซุกซนขึ้นมาอย่างมิอาจห้าม“สิ่งที่ข้าขอ เจ้าทำได้อยู่แล้วทุกอย่างจริงรึ” เขาเอนตัวเข้าใกล้ สายตาอบอุ่นจนหัวใจนางเต้นระรัว “มีสิ่งหนึ่งที่ข้าต้องการมานานแล้ว”“...”เขากระซิบเบา ๆ“เมื่อก่อน ข้าไม่เคยได้สัมผัสความอ่อนนุ่มจากซาลาเปาน้อยสองลูกนี้ของเจ้าเลย ข้าเพียงแค่อยากรู้ว่ามันจะนุ่มขนาดไหนและมีลักษ
บทที่สิบเก้าบนรถม้าผ่านไปสองวัน...ท้องฟ้าเหนือจวนแม่ทัพแจ่มใสดุจไร้สิ่งใดเคยเกิดขึ้นมาก่อน แสงตะวันยามเช้าไล้ผ่านชายหลังคา ลูบไล้ยอดไม้ และทอดเงาเบา ๆ บนแผ่นหินหน้าครัวเรือนในจวนด้านในชีวิตประจำวันของเทียนอวิ๋นกลับมาเป็นดั่งเดิมนางตื่นแต่เช้า มาช่วยจัดเตรียมอาหารในโรงครัว สามารถแต่งกายด้วยอาภรณ์สตรีเรียบง่าย ได้ผูกผมขึ้นเป็นมวยเล็กตามแบบสาวใช้ทั่วไป ใบหน้าไม่ต้องหลบซ่อนตัวตน ไม่ต้องพันผ้ารัดอก ไม่ต้องฝึกย่ำเท้าแบบบุรุษอีกและที่น่าแปลกไปมากกว่านั้นคือหลังจากบิดาของนางไปแจ้งเรื่องขอพักงานเนื่องจากอาการป่วยของพี่ชายฝาแฝดกับท่านพ่อบ้านชราผู้ดูแลจวนกลับได้รับอนุมัติอย่างง่ายดายโดยที่ไม่โดนไล่ออก หรือแม้กระทั่งโดนลงโทษเลยสักนิดเดียวหากครอบครอบนางรู้เช่นนี้คงไม่สร้างเรื่องยุ่งยากอย่างการให้เทียนอวิ๋นปลอมตัวเป็นพี่ชายหรอก เฮ้อดี แล้ว นางมีคติประจำตัวว่าสิ่งที่ผ่านไปแล้วดีเสมอ เพราะคนเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้นี่นาขณะนี้เทียนอวิ๋นเดินออกมาจากเรือนบ่าวด้วยฝีเท้าเร่งร้อนอย่างเคยหลังจากคืนวันเปลี่ยนไปหลายวันทุกอย่างกำลังลงตัวกลับไปเหมือนอดีตอย่างที่ควรเป็น เช่นเดียวกับที่นางก
บทที่สิบแปดไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป🔥🔥ภายในห้องเงียบสงบมีเพียงเสียงลมหายใจที่กระชั้นถี่ และเสียงเนื้อผ้าเสียดสีกันแผ่วเบา แสงตะเกียงบนผนังสั่นไหวตามแรงลมอ่อน ๆ จากหน้าต่างสะท้อนเงาร่างสองร่างที่แนบแน่นกันอยู่บนขอบเตียงซ่งเหวินจิ่นค่อย ๆ ละริมฝีปากลงจากเรียวปากของนางไล้จูบลงข้างแก้ม ลำคอ ไล่ลงตามสาบเสื้อผ้าบางเบาราวกับเขาต้องการประทับรอยไว้เพื่อประกาศว่า ‘ผู้นี้ เป็นของเขาเท่านั้น’ทุกจุมพิตของเขามิได้เร่งเร้าแต่กลับปลุกปลอบ ปลุกเร้าให้ต้องการโดนสัมผัสมากกว่านี้จนนางที่ในใจยังลังเล...ก็เริ่มละลายลงในอ้อมแขนของเขาอย่างช้า ๆมือใหญ่ของเขาเลื่อนมาช่วยปลดสายผ้าตรงช่วงไหล่ อาภรณ์ที่เคยปกปิดมิดชิด ค่อย ๆ หลุดร่วงลงตามแรงโน้มของใจที่ไม่อาจห้ามและในจังหวะที่นางกำลังเคลิ้ม ลืมเลือนโลกทั้งใบปลายนิ้วของเขาก็เลื่อนเข้าหากึ่งกลางผ้ารัดอก เพราะคิดว่าเป็นเพียงผ้าชั้นในของบุรุษตามประสาบ่าวปกติเสียงพรืดของผ้าที่หลุดจากร่างและในวินาทีนั้นเอง เรือนร่างที่เขาคิดว่าเป็นของบุรุษกลับเผยส่วนเว้าโค้งที่ไม่ควรมีในชายผู้ใดยอดเขาขาวนวลอ่อนนุ่มสองลูกที่ควรมีเฉพาะในสตรีเพศกลับปรากฏอยู่ตรงหน้าเขารูปร่างน
บทที่สิบเจ็ดเจ้าเป็นของข้าโดยชอบธรรม🔥บานประตูปิดลงอย่างเงียบงัน เสียงตะเกียงไส้ฝ้ายแตกดังแจะ กลายเป็นเพียงสิ่งเดียวที่กล้าขัดจังหวะความเงียบในห้อง แผ่นหลังของเทียนอวิ๋นแนบประตูไม้ ขณะที่มือยังถูกชายตรงหน้ากุมไว้แน่นซ่งเหวินจิ่นยืนอยู่ใกล้...ใกล้เสียจนเงาร่างของเขาซ้อนทับกับนาง ใบหน้าคมเข้มยังคงมืดครึ่งหนึ่งภายใต้แสงไฟ หากแต่ดวงตาของเขากลับทอประกายวาบน่ากลัวที่นางอ่านไม่ออก“เจ้าทำอะไรลงไป” เสียงของเขาดังขึ้นช้า ๆ แต่ชัดเจน หนักแน่นดุจค้อนกระทบหิน“...”“เหตุใดจึงส่งนางผู้นั้นเข้ามาแทนตนเอง” เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกครึ่งก้าว มือยังคงไม่ปล่อยและดวงตายังจับจ้องเพียงใบหน้านางคนเดียวเทียนอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ และเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม“เพราะข้าน้อยรู้ตัวว่าไม่สามารถให้ในสิ่งที่คุณชายต้องการได้ทุกอย่างขอรับ”นางพยายามประคองเสียงให้เรียบ แต่ความสั่นเครือในแววตากลับทรยศใจที่ฝืนไว้“บ่าวเป็นผู้ชาย” เสียงนางเบาลงราวมลายละลายไปกับลม “ท่านแม่ทัพคงรังเกียจบ่าวที่เป็นผู้ชาย ไม่มีส่วนนุ่มนิ่มและน่ามองเหมือนเหล่าสตรี ข้าเพียงไม่อยากให้คุณชายต้องฝืนตนเอง และลำบากใจอีกต่อไปขอรับ”ป
บทที่สิบหกตัวแทนอุ่นเตียงจ๊อกเสียงของเหลวสีขาวขุ่นผสมกับน้ำสะอาดที่เทียนอวิ๋นใช้ล้างและล้วงออกมาจากช่องทางสวาทของตนเองดังลั่นสถานที่เอาไว้อาบน้ำของสาวใช้ที่นางแอบเข้ามาข้างในเพื่อใช้บริการชั่วคราวในตอนที่ไม่มีใครมาใช้เพราะต่างแยกย้ายไปทำงานของตนเองในช่วงเวลาใกล้เย็นต้องรีบจัดการงานตนเองให้เสร็จไม่เช่นนั้นคงไม่ได้นอนมือบางไล้น้ำผ่านซอกคออย่างแผ่วเบา ทุกหยดน้ำที่ไหลผ่านลำตัว คล้ายสายฝนที่พยายามลบล้างร่องรอยกลีบบุปผาที่เบ่งบานโดยไม่อาจควบคุม“คืนนี้ ข้าจะต้องไม่ไปปรนนิบัติท่านแม่ทัพ”ขอเพียงคืนนี้ นางต้องการพักหัวใจและร่างกายของตนเพียงแค่คืนเดียวเพื่อหาเวลาคิดใคร่ครวญหาวิธีที่สามารถทั้งช่วยเจ้านายที่ตนเองภักดีและช่วยหัวใจตนเองไม่ให้ตกลงไปในหลุมที่ลึกล้ำยากปีนขึ้นมาในอนาคตอันใกล้ที่จะมาถึงนี้ในที่สุดยามค่ำคืนก็มาถึง จวนแม่ทัพแสงตะวันลับเหลือเพียงแสงตะเกียงที่ไหวริกไปตามลมเย็นปลายวสันต์รอบเรือนเงียบสงบตามธรรมเนียมของจวนทหาร หากแต่หัวใจของหญิงสาวผู้หนึ่งกลับไม่อาจสงบลงได้แม้แต่น้อยเทียนอวิ๋นยืนเงียบอยู่เสาต้นหนึ่งไม่ไกลจากห้องนอนของท่านแม่ทัพ มือของนางกำชายเสื้อแน่น สายตาแน่วแน่มองไป
บทที่สิบห้าบนม้า 18+🔥🥵นางคิดว่าทุกอย่าง…คงจบลงเพียงค่ำคืนนั้นค่ำคืนที่นางยอมมอบกายเพื่อพิสูจน์สิ่งที่ตนเองพูดไปและยืนยันความบริสุทธิ์ใจคว่าตนเองนั้นไม่ได้เป็นพวกของฝ่ายหอคณิกาแต่อย่างไรทว่า...แต่นนางหาได้เคยคิดมาก่อนว่าว่านับจากคืนนั้นจะยังมี ‘อีกหลายคืน’ ถัดจากนั้นท่านแม่ทัพเรียกหานางที่เป็นบ่าวชายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในยามราตรีท่ามกลางเงาจันทร์ภายใต้ข้ออ้างว่าพิษในกายเขายังมิได้สร่าง และทุกครั้งที่เขาเอ่ยนางที่ตกหลุมรักเขามานานนมก็ยินยอมโดยไม่เอ่ยปฏิเสธเลยแม้แต่ครั้งเดียวแต่แน่นอนว่านางต้องช่วยเขาไปด้วยและพยายามปิดความเป็นสตรีของตนเองไปด้วยโชคดีที่เจ้านายคนนี้เป็นคนยอมรับเงื่อนไขง่ายดายไม่ว่านางจะขอให้ปิดตา มัดมือ หรือไม่ให้จับตรงไหน เขาก้ยอมทุกอย่าง ขอเพียงนางซึ่งเขาเข้าใจว่าเป็นชายไม่อาจท้องได้ยอมช่วยเขาถอนพิษนั้นให้สิ้นซากนางเคยถามเขา ด้วยความสงสัยว่าพิษชนิดนี้นั้นจะอยู่นานอีกเท่าใดกันท่านแม่ทัพหลุบตาต่ำแล้วกล่าวอย่างจริงจัง ว่าหมอชราผู้เชี่ยวชาญบอกว่าพิษนี้ถอนด้วยยาไม่ได้ต้องให้คนโดนพิษปลดปล่อยออกจนพิษออกจากตัวหมดจึงจะสงบลงนางฟังแล้วเงียบงันตีความด้วยสมองอันน้อยนิดของตน
บทที่เก้าจำไม่ได้ (?)รุ่งเช้าวันถัดมาแสงแดดอุ่นสาดลอดบานหน้าต่างไม้เข้ามายังห้องนอนในเรือนรับรองในหอหยกเมฆ เสียงนกบนกิ่งหลี่ยังไม่ทันแว่วชัดนัก ร่างสูงบนเตียงก็ค่อย ๆ พลิกกาย ลืมตาขึ้นซ่งเหวินจิ่นกระพริบตาเบา ๆ ดวงตาสีเข้มทอดมองเพดานไม้เหนือศีรษะ ศีรษะของเขาหนักเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับเวียน เพียงรู
บทที่หกตอบรับทุกสัมผัส🔥🥵18+ซ่งเหวินจิ่นโน้มกายลงอีกครั้ง ใบหน้าคมคร้ามซุกเข้าหาเนินเนื้อที่กลมกลึงดุจลูกพีชคู่สุกงอม ฝังปลายจมูกไว้ตรงจุดอ่อนโยนซึ่งกลิ่นหอมละมุนคล้ายกลีบบุปผาแรกแย้มยามย่ำค่ำเคราหนานุ่มตรงปลายคางของเขาสัมผัสผิวเนียนละเอียดของนาง ทำเอาร่างใต้ร่างสะดุ้งเล็กน้อย กลั้นหัวเราะไว้ไม
บทที่ห้าสายรัดอก🔥🥵18+แม้เปลวพิษในร่างจะมอดลงแล้ว แต่เปลวไฟที่ซ่อนอยู่ในใจชายหนุ่มกลับยังลุกไหม้อย่างไม่มีทีท่าว่าจะดับเขานั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ร่างสูงที่ยังเปลือยเปล่าภายใต้แสงตะเกียงสลัว โน้มกายก้มเข้าหาเบื้องหน้าช้า ๆ เพื่อเข้าใกล้ตรงที่หญิงสาวยังคุกเข่าหอบหายใจแรงอยู่หยาดขาวอุ่นที่เขาหลั่งออ
บทที่สี่ช่วยข้าด้วย 🔥🥵18+มือใหญ่ข้างหนึ่งเลื่อนลงไปคว้าแท่งหยกที่ร้อนจัด ร้อนราวกับเพิ่งหล่อออกจากเตาเปลวไฟ ร่างสูงกระตุกเล็กน้อยยามที่ฝ่ามือหยาบของตนเคลื่อยขยับขึ้นลงช้า ๆ โดยไร้ซึ่งแบบแผนเนื่องจากหวังเพียงเพื่อระบายความร้อนในร่างที่กำลังแผดเผาตอนนี้เสียงหอบดังสม่ำเสมอ หยาบกระด้างและติดขัด สะ







