เข้าสู่ระบบเมื่อเดือนก่อน ม้วนกระดาษที่ถูกเก็บไว้ในกล่องไม้ ถูกหยิบออกมาคลี่อ่านอีกครั้ง ท่านฝู่กั๋วกงรู้สึกหนักใจเพราะเหตุการณ์ในบรรทัดแรกได้เกิดขึ้นแล้ว
“สตรีสูงศักดิ์เทเลือดล้างเมือง
บุรุษลือเลื่องยกดาบทาบบัลลังก์
สงครามหลังยุคกลางก่อเกิด
กำเนิดมหาเสนาบดีค้ำชะตาแคว้น
ฮองเฮาแห่งดินแดนปรากฏ”
เมื่อฮองเฮากับใต้เท้าเถียนร่วมมือกับกองทัพของนายพลเถียนหวังก่อการกบฏ หากแต่ได้ชินอ๋องกับอ๋องเก้าร่วมมือกันช่วยเหลือฮ่องเต้เอาไว้ได้ คราวนี้จากการคำนวณดวงดาวตามวิชาที่ท่านพ่อของท่านฝู่กั๋วกงสอนไว้ ใกล้จะเกิดเหตุการณ์ที่สอง ‘บุรุษลือเลืองยกดาบทางบัลลังก์’
ท่านฝู่กั๋วกงอยากจะหยุดยั้งมิให้เกิดสงครามกลางเมือง แต่เขาเป็นเพียงเชื้อพระวงศ์ปลายแถวที่มิได้มีอำนาจทางการทหารหรืออำนาจทางการเมืองในมือ ยากยิ่งที่จะเปลี่ยนผันสิ่งใด ความสามารถด้านการทำนายทายทักก็ถูกสั่งห้ามมิให้เปิดเผยหรือทำนายให้แก่ผู้ที่อยู่นอกตระกูล การตรวจชะตาเมืองเป็นหน้าที่โดยตรงของคนในตระกูลจีในอดีตแต่เมื่อขั้วอำนาจเปลี่ยน พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์ถวายคำทำนายต่อฮ่องเต้ได้อีก...เป็นเพราะคนผู้นั้น!
“พวกเจ้าคงจะยังไม่เคยเห็นม้วนกระดาษนี้ ครั้งก่อน พ่อยังไม่มั่นใจ แต่พอเกิดกบฏฮองเฮาพ่อจึงเอาออกมาดูอย่างจริงจัง และเริ่มคำนวณดวงดาวอีกครั้ง"
จีหลุนหยิบไปอ่าน แล้วส่งให้น้องสาวทั้งสองคน
“ห้าบรรทัดนี้เกี่ยวพันกับตระกูลจีอย่างไรหรือขอรับ?”
“ท่านปู่พวกเจ้าบอกพ่อว่า หากเกิดเรื่องตามบรรทัดแรกแล้ว วังจีจะเกิดเหตุร้ายอาจจะต้องโทษประหารทั้งตระกูล” ท่านฝู่กั๋วกงถอนหายใจอย่างยากลำบากจนฮูหยินหวังต้องเอามือลูบแขนสามี
“มีหนทางแก้ไขหรือไม่ขอรับ?”
“ต้องให้บุตรแต่งงานกับผู้มีชะตามงคล”
“เอ๋!?” บุตรทั้งสามอุทานพลางหันไปสบตากัน
“ท่านพี่น่ะหรือ?” จีลี่อิงหันไปมองพี่ชายที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะต้องใจสตรีนางใดด้วยความเห็นใจ นางรู้ว่าพี่ชายคนโตใฝ่ฝันอยากรบทัพจับศึกยิ่งนัก
ท่านฝู่กั๋วกงหันมามอง “ผู้มีชะตาเกิดมาเพื่อปกป้องตระกูลจีต่างหากเล่า?”ลูกๆ ทั้งสามต่างหันมองหน้ากันเลิกลั่ก ตามธรรมเนียมแล้วพี่ชายคนโตสมควรได้แต่งงานก่อน “เจ้านั่นล่ะ อิงอิง”
“ข้า” จีลี่อิงทำหน้าอึ้ง
เมื่อเห็นท่านพ่อพยักหน้าด้วยแววตาหนักแน่น ท่านหญิงใหญ่จีก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น “เราจะรู้ได้อย่างไรเล่าท่านพ่อว่าผู้ใดมีชะตามงคล?”
“ท่านปู่บอกเพียงว่า ผู้มีความเหมาะสมจะปรากฏตัวขึ้นมาเองเมื่อถึงเวลา” อายุของนางในปีนี้คือสิบแปดซึ่งสตรีในวัยเช่นนางส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่งงานออกเรือน มีบุตรกันไปหมดแล้ว แม้นางจะยังไม่เคยรู้สึกรักชอบผู้ใดมาก่อน หากแต่สักวันก็คงต้องแต่งงานไปกับบุรุษสักคน
“ในเมื่อเป็นภาระหน้าที่ของข้าในการปกป้องตระกูล ข้าจะทำให้ที่สุด” นางหันไปสบตาท่านพ่อและท่านแม่ “เช่นนั้นเราควรเริ่มต้นการค้นหาคนผู้นั้นเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
สามพี่น้องกอดคอกันเอาหัวชนกันแล้วเริ่มประชุมลับ เสียงซุบซิบๆ ดังขึ้นครู่หนึ่งแล้วพวกเขาก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกัน แล้วยื่นมือสองข้างออกมาทาบบนมือกันและกัน “พร้อมลุย!”
จีหลุนไปยังตรอกคนโฉดเพื่อหาซื้อหนังสือ ‘อันดับบุรุษโสดในเมืองหลวงปีล่าสุด’ ซึ่งจัดอันดับโดยผู้จัดงานเทศกาลชมดอกไม้ พวกเขาต่างแบ่งรายชื่อกันชายหนุ่มที่น่าสนใจเพื่อไปติดสินบนเอาวันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากเพื่อมาตรวจสอบดวงชะตา
“ว้าว! พี่อิงอิงท่านดูรูปคุณชายท่านนี้สิ หล่อเหลาคมเข้มยิ่งนัก” จีเซียงอี๋ตื่นเต้นกับรูปวาดหนุ่มหล่อในหนังสือเล่มนั้นนัก “เอ๊ะ! หน้านี้โดนฉีกไปนี่นา” นางพลิกแล้วพลิกอีก
“ไหนเอามาให้ข้าดูสิ รูปใครกันที่โดนแอบฉีกไป?” จีลี่อิงรับหนังสือจากมือน้องสาวมาพลิกหารายชื่อในบัญชีที่เขียนไว้ตอนต้น “อ้อ! นี่ไง รูปที่หายไปคือ คุณชายฟ่านหลี่เจี๋ย” ด้วยเหตุนี้นางจึงจำชื่อของเขาได้ขึ้นใจ
ท่านหญิงใหญ่จีลอบแต่งกายเป็นสาวใช้ไปนั่งที่ร้านน้ำชานกกระจิบ แหล่งซุบซิบนินทาของชาวบ้านหน้าตลาดอยู่ครึ่งชั่วยามจึงได้เห็นสาวใช้สวมชุดที่บ่งบอกว่ามาจากคฤหาสน์ตระกูลฟ่านมาตลาดในยามเช้า ใบหน้าของนางนั้นดูซื่อและไว้ใจได้
จีลี่อิงเข้าไปตีสนิทโดยอ้างว่าตนเองคือนางกำนัลจากวังจี จีลี่อิงหลอกสาวใช้ผู้นั้นว่าตนเองแซ่ไป๋มาจากหัวเมืองได้ไม่นานนัก วันนี้ติดตามท่านพ่อบ้านออกจากวังจีมาตลาดแต่กลับหลงทางจึงนั่งรอที่ร้านน้ำชา
“เจ้าอยู่ในเรือนไหนของคฤหาสน์ฟ่านหรือ?”
“ข้าอยู่เรือนฮูหยินใหญ่ เพิ่งทำสัญญาว่าจ้างทำงานได้ไม่นาน โชคดีจริงที่ได้ทำงานที่นี่ นายท่านใจดีมาก” สาวน้อยในชุดสาวใช้คฤหาสน์ฟ่านใบหน้าเกลี้ยงเกลา
“เจ้าช่างโชคดีเสียจริง เออ...แล้วเจ้าเคยเห็นคุณชายใหญ่บ้างหรือไม่? ข้าเคยได้ยินคนลือกันว่า เขาเป็นหนุ่มรูปงามนี่”
ใบหน้าของหญิงรับใช้แซ่กัวดูภาคภูมิใจ “ใช่ คุณชายใหญ่ของคฤหาสน์ข้ารูปงามยิ่งนัก ใบหน้าจะว่าไปงดงามยิ่งกว่าสตรีเสียอีก น่าเสียดายที่คุณชายมักจะเก็บตัวอยู่เรือนข้างกำแพง ซ้ำยังไม่ชอบให้มีสาวใช้ไปปรนนิบัติอีกด้วย”
จีลี่อิงดวงตาเบิกกว้าง “หรือว่า...คุณชายใหญ่ของเจ้าจะเป็นพวกตัดแขนเสื้อ”
แม่นางกัวอ้าปากเหวอ รีบเอามือปิดปากจีลี่อิง แล้วชะโงกหน้าเข้ามากระซิบ“เจ้าอย่าเอะอะเสียงดัง พวกข้าก็สงสัยเช่นนั้น แต่ใครเล่าจะกล้าเอ่ย? ประเดี๋ยวก็โดนไล่ออกจากจวนกันพอดี”
“เขาไม่มีสาวใช้ข้างเตียงใช่หรือไม่?”
“ไม่มีแม้สักคน”
“นั่นปะไร”
“นี่ กัวเหมยเจียง เจ้าอยากได้เงินใช้สักสิบตำลึงหรือไม่?”
“หือ! อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดจะใช้ข้าขโมยของ ข้าบอกไว้ก่อน ข้าเป็นสาวใช้ก็จริง แต่ไม่คิดจะเนรคุณนายท่านหรอกนะ” กัวเหมยเจียงทำหน้าแหย
“ไม่หรอก เอียงหูมานี่” จีลี่อิงกระซิบที่หูของนาง กัวเหมยเจียงได้ยินก็ทำตาโต
“อืม...ถ้าเช่นนั้นก็พอได้ เพราะข้าทำหน้าที่ทำความสะอาดห้องนายหญิง จะจดจำคัดลอกมาให้เจ้า” เคราะห์ดีที่กัวเหมยเจียงอ่านออกเขียนได้ ในเมื่อมิใช่เรื่องขโมยสิ่งของ ซ้ำยังได้เงินใช้อีกตั้งสิบตำลึง ใครเล่าจะปฏิเสธ?
เมื่อได้วันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากของเขามาแล้ว จีลี่อิงรีบเอาไปให้ท่านพ่อตรวจดวงชะตา ท่านฝู่กั๋วกงทำสีหน้าประหลาดใจ
“ชะตาพ่อหนุ่มผู้นี้ประหลาดนัก เป็นดวงที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน”
“เช่นใดหรือท่านพ่อ?”
“ดวงชะตาผันผวนรุนแรง มีการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน นับจากปีนี้ไป ชายผู้นี้มิอาจจะอยู่สงบสุขได้”
“จะเกิดเหตุอันใดกับเขาหรือเจ้าคะ?”
“คนผู้นี้จะต้องกระทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เขามีดวงปกป้องบ้านเมือง”
“ถือว่าชะตามงคลหรือไม่เจ้าคะ?”
ท่านฝู่กั๋วกงพยักหน้า “นี่คือผู้ที่เหมาะสมที่สุด ที่จะปกป้องตระกูลจีของเราด้วยเช่นกัน”
หลังจากที่ท่านพ่อกล่าวยืนยัน ท่านหญิงจีลี่อิงจึงไปสะกดรอยแอบตามเขาอยู่หลายวัน เมื่อได้เห็นคุณชายใหญ่นางก็รู้สึกได้ว่า ที่กัวเหมยเจียงกล่าวนั้นไม่น่าสงสัยแต่อย่างใด รูปร่างเขาเพรียวสูง ซ้ำยังมีใบหน้างดงามเหนือกว่านางเสียอีก ‘มิน่า! สตรีส่วนใหญ่จึงกล่าวถึงแต่ไม่อาจเอื้อมถึง ผู้ใดเล่าจะอยากได้สามีรูปงามยิ่งกว่าตนเอง ซ้ำยังดูไม่สนใจสตรีอีก’
ระหว่างไปซุ่มตามเขาก็พบว่า หลายคราที่เขาพบสตรีรูปร่างหน้าตางดงามกลับมิมีทีท่าก้อร่อก้อติกหรือดวงตาเป็นประกายกระตือรือร้น เขามองสตรีเหล่านั้นด้วยสายตาหมางเมิน และพยายามยืนห่างพวกนางอยู่เสมอ เขามีองครักษ์ประจำตัวสองคนรูปร่างล่ำสันหน้าตาหล่อเหลา
‘อืม...ยามจะขึ้นรถม้า ยังต้องเกาะแขนองครักษ์หนุ่มร่างล่ำ หากไม่สงสัยท่านก็ไม่รู้ว่าจะสงสัยผู้ใดแล้ว’
หน้าท้องของนางนูนชัดขึ้น ล่วงเข้าเดือนที่ห้า ฟ่านหลี่เจี๋ยที่ได้กลายเป็นท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายคนสำคัญยังต้องเดินทางไปราชการแต่เช้า ทว่ากำชับมิให้ผู้ใดรบกวนฮูหยินน้อยที่นอนพักผ่อนอยู่บนเตียงจนตะวันแผดกล้า ฮูหยินผู้เฒ่าตื่นเต้นยิ่งกว่าทุกคน คอยกำชับเรื่องอาหารกับพ่อครัวเป็นพิเศษ แต่ละวันก็คอยไล่ให้ลูกสะใภ้ออกไปหาอาหารบำรุงหลานสะใภ้ ความหวังที่จะได้เป็นย่าทวดนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม ขณะเดียวกันก็ให้บ่าวออกไปส่งข่าวที่วังสามพยัคฆ์เรียกร้องให้แฝดสี่ที่วัยจวนจะสามขวบมาเยี่ยมท่านยายและท่านยายทวดที่จวน พระชายาฟ่านซิ่วอิงเห็นว่าพี่สะใภ้ครรภ์โตขึ้นจึงพยายามพาโอรสและธิดามาให้ท่านหญิงจีได้ซึมซับความสุขของการเลี้ยงเด็ก ต้าลู่โอรสองค์โตเป็นผู้มีความเป็นผู้นำอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่มาเยือนจวนตระกูลฟ่านก็มักจะเดินเอามือไพล่หลังสำรวจห้องต่างๆ ราวกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาตรวจตราความเรียบร้อย ท่าทีของเขาทำเอาฮูหยิน ผู้เฒ่าอดอมยิ้มมิได้ “เจ้าดูสิ ต้าลู่ยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนชินอ๋อง ทั้งท่าทางและการทำสีหน้า เดินไปที่ใดล้วนข่มให้บ่าวและสาวใช้เกรงกลัวกันได้ทั่วหน้า” ฮูหยิน
เจดีย์หยกสวรรค์สีขาวกระจ่างตาในคืนพระจันทร์เต็มดวง ทุกคนต้องเดินขึ้นบันไดสูงชันเพื่อไปยังฐานของเจดีย์ที่ตั้งตระหง่าน นับตั้งแต่พิธีสมโภชการตั้งเมืองหมิงเป็นเมืองหลวงของแคว้นก็ยังไม่เคยมีพิธีสำคัญที่จัดบนนี้มาก่อน หลังจากฮ่องเต้ทรงทราบข้อตกลงของสี่ตระกูลใหญ่จากท่านฝู่กั๋วกงแล้วทรงยินดียิ่งนัก ทรงระมัดระวัง มิยอมเอ่ยเรื่องนี้กับผู้ใด สั่งการเพียงให้องครักษ์ทั้งหมดในวังเตรียมตัวให้พร้อม และยังมอบหมายให้ฟ่านหลี่เจี๋ยไปจัดเตรียมมือปราบทั้งหมดที่มิได้เข้าเวรตรวจตราเมืองเตรียมกำลังเอาไว้ท่านผู้เฒ่าจากสี่ตระกูลเดินขึ้นบันไดสูงโดยมีบุตรและบุตรีจากแต่ละตระกูลคอยพยุงฮ่องเต้ทรงสั่งให้ท่านอ๋องเก้าโดยเสด็จ ด้านล่างรอบเจดีย์ถูกล้อมโดยผู้อารักขานับพันคน และมีพลธนูซุ่มอยู่โดยรอบอีกนับร้อย“งานนี้จะผิดพลาดมิได้เลย ฤกษ์ดีนี้ร้อยปีจึงมีครั้ง หากเลยคืนนี้ไปไม่รู้ว่าหยกหยินหยางจะทำให้เจดีย์หยกสวรรค์เปิดออกได้หรือไม่?”เมื่อบุคคลสำคัญที่จะร่วมพิธีเดินขึ้นไปด้านหน้าเจดีย์พร้อมกันแล้ว ท่านฝู่กั๋วกงจึงหันไปหาชายาเอกหวังที่ยืนอยู่ข้างตน “เจ้าอย่าให้คบไฟดับเด็ดขาด”ท่านผู้เฒ่าจากแต่ละตระกูลพร้อม
สาวใช้ที่ทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ อยู่เรือนคนใช้หลังเล็ก ค่อยๆ ย่องออกมาพร้อมห่อผ้าสีดำขนาดใหญ่ในมือ นางเดินวนไปข้างเรือนแล้วหยิบเอาพลั่วติดมือไปด้วย หลังจากแอบมองเวรยามในจวนเดินผ่านไปแล้วก็วิ่งรี่ไปอิงแอบกับต้นใม้ใหญ่ที่อยู่ห่างเรือนออกไปเล็กน้อย เงาตะคุ่มๆ ที่ออกมาจากต้นไม้ใหญ่ต้นถัดไปคือ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง “เจ้ามาแล้วหรือ? เอาของที่ว่ามาด้วยหรือไม่?” “เอามาแล้ว อยู่นี่” นางชูห่อผ้านั้นให้บุรุษดู “ดี!” ทั้งสองค่อยๆ ลัดเลาะไปยังสวนหลังเรือนที่ไม่ค่อยมีผู้คนเดินผ่าน ฝ่ายชายรับเอาพลั่วนั่นขุดลงตรงโคนต้น แล้วยื่นมารับห่อผ้าจากสตรี จากนั้นจึงหย่อนลงไปในหลุม พวกเขาทั้งสองช่วยกันกลบจนมิดชิด “เสร็จแล้ว เจ้าไม่น่าขโมยมันออกมาด้วยเลยจริงๆ หากมีคนจับได้ว่าของชิ้นนี้มาวังท่านอ๋องสี่มีหวังเจ้าถูกสั่งประหารเป็นแน่” “แค่ฝังไว้ก็จะช่วยข้าได้จริงหรือ?” “เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้หรอก แต่หากเจ้ายังขืนเก็บไว้กับตัวก็ไม่แน่” “เจ้าแน่ใจนะว่าจะไม่มีผู้ใดรู้ว่าข้าซ่อนของที่ขโมยมาไว้ที่นี่” “สวนนี้ไม่มีคนมาดูแลนานแล้ว
ท่านฝู่กั๋วกงนั่งดูดวงดาวอย่างเคร่งเครียด ในเมื่อชะตาเกิดของฟ่านหลี่เจี๋ยมีส่วนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชะตาของบุตรสาวคนรองแล้ว ก็ยังเหลือสิ่งสุดท้ายที่ต้องทำให้สำเร็จคือการผนึกตรามังกรคู่ หลังจากการรวมหยินหยางของสองสามีภรรยาทำให้หยกสวรรค์ปรากฎ นับว่าวาสนาชะตาเกิดของเจ้าก้อนแป้งน้อยในท้องจีลี่อิงย่อมเป็นมงคลอย่างยิ่ง “ท่านพ่อ เป็นอย่างไรบ้าง? ข้าเห็นท่านนั่งคร่ำเคร่งมาสองคืนแล้วนะเจ้าคะ” จีเซียงอี๋ยกถาดยาบำรุงมาส่งให้บิดา “ท่านดื่มเสียหน่อยเถิดนี่ก็ดึกดื่นแล้ว” “ยิ่งดึกดวงดาวยิ่งชัดเจน หากไม่รอยามนี้คงยากจะได้เห็นสิ่งที่หลบซ่อนอยู่” “สิ่งใดหรือเจ้าคะ?” “การโคจรที่ผิดปกติของดวงดาวน่ะสิ” ฝู่กั๋วกงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “การดูดวงดาวและทำนายทายทักที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษตระกูลจีนับว่าเป็นดาบสองคมอย่างแท้จริง หากใช้ได้เหมาะสมกับสถานการณ์และบุคคลก็ย่อมเกิดประโยชน์” “อย่างไรหรือท่านพ่อ?” “หากเจ้าใช้ทำนายในสิ่งที่จะมีผู้สูญเสียผลประโยชน์ก็อาจจะกลายเป็นภัยร้ายเหมือนที่ท่านปู่เจ้าได้ประสบอย่างไรเล่า?”
“ท่านพี่ ท่านไม่รีบเข้าเฝ้าเช้านี้ดอกหรือ?” “ข้าแจ้งขอลาไปแล้ว เรื่องของเจ้ายามนี้สำคัญยิ่ง ส่วนเรื่องในราชสำนักยามนี้ยังมีผู้คอยดูแลแทนข้าอยู่ เจ้าเองก็นอนอีกสักหน่อยเถิด ยามสายค่อยอาบน้ำกินข้าว” สามีบังคับให้ท่านหญิงจีนอนต่ออีกสักพัก ครั้นแดดสายสาดถึงห้องนอนเขาจึงปลุกให้นางตื่น “ท่านพี่ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ เจ้าค่ะ” นางเอ่ยด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ ท่านพี่มิยินยอมให้สาวใช้เข้าใกล้นาง เขาอุ้มนางลงอาบน้ำเช็ดถูเนื้อตัวนางอย่างเบามือ สระผมด้วยความเอาใจใส่ “เจ้าหอมแล้ว” เขายื่นจมูกโด่งเป็นสันมาคลอเคลียผิวแก้มที่เปื้อนไอน้ำของนาง ทั้งใช้นิ้วสางผมให้สักครู่ก็หันมาจูบแก้ม สักหน่อยก็จูบขมับ “ท่านพี่เจ้าคะ ทำเช่นนี้เมื่อใดข้าจะอาบน้ำเสร็จเสียที” “ข้าสระผมให้เจ้าแล้ว ลืมไปว่าข้าเองก็ควรจะอาบด้วย” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเปลื้องเสื้อผ้าพาดไว้ด้านข้างแล้วหย่อนร่างมาแนบชิด “ให้ข้าสระผมให้ท่านพี่ดีหรือไม่?” ท่านหญิงจีเงยหน้าขึ้นเอ่ยเอาใจ นางลืมไปว่าท่านพี่ผู้เป็นบัณฑิตหน้าตายผู้นี้ หากได้คืบก็มักจะเอาศอก ดีว่ายามนี้เขาเอาแต่พึมพำ
“เห็น เหมือนจะมีแสงออกจากฟูกนี้ด้วย” ปานเหมยกุ้ยมองหน้า ปานหวงหลาน “เจ้าว่าในนี้มีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่หรือไม่?” ปานเหมยกุ้ยมองซ้ายมองขวา ยามนี้คุณชายใหญ่อุ้มฮูหยินน้อยออกไปนั่งสูดอากาศที่ศาลาริมน้ำ มีเพียงนางสองพี่น้องอยู่ในห้อง “ค้นดูเร็ว!” ปานหวงหลานรีบบอกญาติผู้พี่ พวกนางทั้งสองเลาะตะเข็บฟูกด้านหนึ่งแล้วล้วงหา เพราะความที่เคยซุกซ่อนสิ่งสำคัญไว้ในหมอนทำให้สองพี่น้องอดระแวงมิได้ “ข้าเจอแล้ว!” ปานหวงหลานคลำไปดูกระดาษที่พับไว้แผ่นหนึ่ง เมื่อนางดึงออกมาดู สองพี่น้องถึงกับชะงัก ยันต์นั้นเรืองแสงขึ้นอีกแวบหนึ่ง “เก็บไว้ที่เดิมเถิด ยันต์นี้คงเป็นของศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่” ปานเหมยกุ้ยเห็นดังนั้นก็เกิดความเลื่อมใส นางหยิบเอาเข็มและด้ายมาส่งให้ญาติผู้น้อง “สิ่งนี้อาจจะทำให้ฮูหยินน้อยฟื้นก็ได้” สองพี่น้องเย็บช่วยกันครู่หนึ่งก็เรียบร้อย ทั้งสองสบตาเป็นเชิงเตือนอีกฝ่ายว่าห้ามบอกผู้ใด เมื่อเห็นแดดเริ่มแรง ฟ่านหลี่เจี๋ยจึงอุ้มร่างภรรยากลับมายังห้องนอน วางนางลงบนฟูกที่ปูใหม่ กลิ่นไอแดดให้ความสดชื่นและรู้สึกถึงความร้อนที่ยังแผ่กระจายอยู่ในเนื้อ







