LOGIN" เจ้าไม่ต้องป้อนพุทราเชื่อมให้ข้าแล้ว " น้ำเสียงทุ้มเอ่ยบอกกับคนข้างกาย
นับตั้งแต่เขาสัญญากับนางว่าจะรื้อคดีขึ้นมาใหม่ นางก็คอยตามติดเขายิ่งกว่าเงา จนกลายเป็นภาพชินตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ในความรู้สึกของคนพวกนั้น อาจมองว่าเขากับนางรักใคร่กลมเกลียวดี ทว่าแท้จริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยว่าฟู่หยางกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันระงับอารมณ์อยู่ต่างหาก คนร่างเล็กยืดกายนั่งตรง นัยน์ตากลมโตหรี่มองคนที่กำลังทำสีหน้าเบื่อหน่ายใส่นาง " ทนอีกสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เห็นหรือไม่ว่าไท่ฮูหยินกำลังดีใจมากแค่ไหนที่เห็นเราสองคนเข้ากันได้ดี " นางยกไท่ฮูหยินขึ้นมาอ้าง เพื่อทำให้อีกฝ่ายยอมคล้อยตาม ดวงตาคมกริบปรายตามองคนร่างเล็ก ริมฝีปากสีระเรื่อเผยยิ้มจางๆ นัยน์ตาสีหวานกำลังจ้องมองมาที่เขา ซึ่งเขารู้ดีว่าสิ่งที่นางทำลงไปทั้งหมดไม่ใช่เพราะมีใจให้เขา แต่เป็นเพราะต้องการจะใช้ประโยชน์จากเขาต่างหาก ในแววตาของนางแฝงไปด้วยความมืดมนไม่หลงเหลือความจริงใจอยู่ในนั้นสักนิด ทั้งยังมีนิสัยเยือกเย็นเจ้าแผนการ คำพูดคำจาเหมือนคิดคำนวณมาอย่างถี่ถ้วน ซึ่งพอลองพิจารณาดูดีๆ นางไม่มีส่วนคล้ายคลึงกับจวงอวี้ถงที่เขาเคยรู้จักเลยสักนิด นอกจากหน้าตาและรูปร่างเท่านั้นที่เหมือน " จวงอวี้ถง ข้ารู้ดีว่าเจ้าไม่ได้จริงจังกับข้าตั้งแต่แรก แล้วก็ไม่ได้ชอบพอในตัวข้าดังเช่นสตรีชื่นชอบบุรุษ เรื่องคดีของพ่อแม่เจ้า ข้ารับปากไปแล้วว่าจะจัดการให้ ฉะนั้นหยุดทำพฤติกรรมเช่นนี้เสียที เพราะมันทำให้ข้ารำคาญ " ฟู่หยางกล่าวความในใจออกมาอย่างขุ่นเคือง เขาพยายามตีตัวออกห่างจากนาง แต่นางก็ใช้วิธีการสารพัดเพื่อให้ได้อยู่ใกล้เขา บางครั้งบางคราวก็ทำตัวเกินงามจับเนื้อต้องตัวเขาตามอำเภอใจ อย่างเช่นครั้งนี้ก็ด้วย มือเรียวยกขึ้นมาลูบไล้ต้นแขนกำยำของชายหนุ่ม ดวงตาอ่อนหวานจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหล่อเหลา เรียวคิ้วคมเข้มดั่งคมกระบี่กำลังขมวดยุ่ง สายตาของอีกฝ่ายมองนางอย่างยากจะเข้าใจ ราวกับหวั่นไหวในการกระทำของนาง แต่กลับไม่ใช่เช่นนั้นเสียทีเดียว เพราะอีกนัยหนึ่งก็คล้ายอยากจะฉีกร่างของนางออกเป็นชิ้นๆ " จะโกรธทำไมเจ้าคะ พวกเรายังต้องร่วมมือกันทำงานใหญ่อยู่อีกนะเจ้าคะ" นางลูบแขนอีกฝ่ายให้ใจเย็น แต่เหมือนว่าเขาจะฟังภาษาคนไม่เข้าใจ ร่างกำยำสะบัดตัวออกห่างจากสตรีร่างบาง " อย่ามาจับข้า! " เขาพูดเสียงดังลั่นคล้ายกับตะคอก จวงอวี้ถงเผยยิ้มน้อยๆ ตรงมุมปาก นึกหมั่นไส้ในความหวงเนื้อหวงตัวของอีกฝ่าย จนอยากจะแกล้งให้เขาช้ำใจตาย สตรีร่างเล็กขยับเข้าใกล้คนร่างสูง ยิ่งเขาถอยห่าง นางก็ยิ่งรุกล้ำเข้าไป กระทั่งแผ่นหลังกำยำแนบติดไปกับผนังเก้าอี้ที่นั่งทำงาน ใบหน้างามโน้มเข้าใกล้คนที่ทำหน้าตื่น เขากำลังจ้องนางตาเขียวตาขวางราวกับข่มขู่ไม่ให้ขยับเขยื้อนกาย " ท่านอา ท่านกลัวข้ามากเลยรึเจ้าคะ? " หลังมือนุ่มลูบไล้สันกรามคมชัด ลากลงมาเรื่อยๆ จนถึงปลายคางมน ราวกับกำลังยั่วยุโทสะของอีกฝ่าย ฟู่หยางรีบเบือนหน้าหลบ พลางพูดลอดไรฟันด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมว่า " สตรีไร้ยางอายเช่นเจ้า มีอะไรให้ต้องกลัวมิทราบ!? " มือหนาเอื้อมไปจับต้นแขนของหญิงสาวทั้งสองข้าง ก่อนจะออกแรงผลักจนร่างเล็กซวนเซถอยห่างออกไป จวงอวี้ถงรีบจับขอบโต๊ะเพื่อค้ำยันร่างกาย ครั้นทรงตัวได้แล้ว นางก็รีบเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังทำสีหน้าถมึงทึงใส่กัน " รุนแรงไปแล้วนะเจ้าคะ " นางพูดพลางแสยะยิ้มยียวน " ออกไป! " ฟู่หยางชี้นิ้วไล่สตรีหน้าหวานออกไปจากห้องทำงาน น้ำเสียงของเขาฟังดูเดือดดาลจนยากจะควบคุมตนเองได้จวงอวี้ถงเห็นเช่นนั้นก็ไม่อยากอยู่กวนใจอีกฝ่ายต่อ เมื่อครู่ขนาดเขาไม่ได้ลงแรงกับนางมากนัก นางยังรู้สึกเจ็บร้าวตรงต้นแขนถึงเพียงนี้ หากรั้งอยู่ต่อเกรงว่าเรื่องจะไม่จบลงง่ายๆ ซึ่งตัวนางก็พอจะรู้ว่าเมื่อไรควรไล่ต้อนเขา และเมื่อไรควรจะหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้ด้วยเหตุนี้นางจึงขอตัวกลับไปที่เรือนพักของตนก่อน เอาไว้วันพรุ่งนี้ค่อยมาหาเบาะแสเรื่องคดีช่วยอีกฝ่ายใหม่" ก็ได้เจ้าค่ะ วันนี้ข้าจะกลับไปก่อน เอาไว้พรุ่งนี้ข้าจะมาหาท่านใหม่ "จวงอวี้ถงย่อกายทำความเคารพเจ้าของจวน ก่อนจะหันหลังเตรียมออกจากห้องทำงานของฟู่หยาง ทว่าพอเปิดประตูออกไปกลับเห็นร่างน้อยๆ ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง อีกฝ่ายกำลังยืนจ้องหน้านางพร้อมกับฉีกยิ้มแฉ่ง" เสี่ยวฉี เจ้ามายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้?" จวงอวี้ถงย่อตัวให้เสมอกับคนตัวน้อย พลางยื่นมือออกไปจับแผ่นไหล่เล็กอย่างทะนุถนอม" เสี่ยวฉีได้ยินพี่สาวกับท่านพ่อทะเลาะกันก็เลยไม่กล้าเข้าไปขอรับ " เด็กชายวัยสี่ขวบพูดด้วยความใสซื่อ เมื่อครู่เขาตั้งใจจะมาเล่นกับท่านพ่อและพี่สาวตามที่ท่านย่าบอก ทว่าพอเดินมาถึงหน้าประตูห้อง กลับได้ยินเสียงของทั้งสองคนกำลังทะเลาะกันเสียงดัง ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าส่
" เจ้าไม่ต้องป้อนพุทราเชื่อมให้ข้าแล้ว " น้ำเสียงทุ้มเอ่ยบอกกับคนข้างกายนับตั้งแต่เขาสัญญากับนางว่าจะรื้อคดีขึ้นมาใหม่ นางก็คอยตามติดเขายิ่งกว่าเงา จนกลายเป็นภาพชินตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ในความรู้สึกของคนพวกนั้น อาจมองว่าเขากับนางรักใคร่กลมเกลียวดี ทว่าแท้จริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยว่าฟู่หยางกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันระงับอารมณ์อยู่ต่างหากคนร่างเล็กยืดกายนั่งตรง นัยน์ตากลมโตหรี่มองคนที่กำลังทำสีหน้าเบื่อหน่ายใส่นาง " ทนอีกสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เห็นหรือไม่ว่าไท่ฮูหยินกำลังดีใจมากแค่ไหนที่เห็นเราสองคนเข้ากันได้ดี " นางยกไท่ฮูหยินขึ้นมาอ้าง เพื่อทำให้อีกฝ่ายยอมคล้อยตามดวงตาคมกริบปรายตามองคนร่างเล็ก ริมฝีปากสีระเรื่อเผยยิ้มจางๆ นัยน์ตาสีหวานกำลังจ้องมองมาที่เขา ซึ่งเขารู้ดีว่าสิ่งที่นางทำลงไปทั้งหมดไม่ใช่เพราะมีใจให้เขา แต่เป็นเพราะต้องการจะใช้ประโยชน์จากเขาต่างหาก ในแววตาของนางแฝงไปด้วยความมืดมนไม่หลงเหลือความจริงใจอยู่ในนั้นสักนิด ทั้งยังมีนิสัยเยือกเย็นเจ้าแผนการ คำพูดคำจาเหมือนคิดคำนวณมาอย่างถี่ถ้วนซึ่งพอลองพิจารณาดูดีๆ นางไม่มีส่วนคล้ายคลึงกับจวงอวี้ถงที่เขาเคยรู้จักเลยสักนิด น
ฟู่หยางหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ครานั้นเป็นช่วงเวลาที่ท่านแม่ของเขาพาจวงอวี้ถงมาที่จวน สภาพนางในตอนนั้นดูแทบไม่ได้คล้ายถูกใครทำร้ายมา ตัวเขาที่คุ้นชินกับเรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี จึงเข้าไปดูบาดแผลที่นางได้รับ แต่พอได้เห็นฝ่ามือที่มีรอยแดงเป็นทางยาวคล้ายเสียดสีกับบางอย่าง เขาก็พลันเอะใจว่านี่อาจเป็นการสร้างเหตุการณ์ให้ดูเหมือนนางถูกทำร้ายตัวเขาในตอนนั้นเก็บความเคลือบแคลงใจเอาไว้ ทั้งยังสั่งให้ลูกน้องไปตามสืบความเป็นมาเป็นไปภายในตระกูลจวงว่ามีความเป็นมาอย่างไร จนในที่สุดเขาก็ได้ล่วงรู้ถึงความลับบางอย่างของนางเข้านับตั้งแต่บิดามารดาของนางตายจากไป จวงอวี้ถงก็ถูกท่านลุงของนางนำไปเลี้ยงดู ซึ่งการเลี้ยงดูของคนบ้านนั้นค่อนข้างเอาเปรียบจวงอวี้ถงอยู่พอสมควร พวกเขาพากันกดขี่นางราวกับคนใช้คนหนึ่ง ด้วยความคับแคบใจจึงทำให้นางคิดหาวิธีเอาคืน ซึ่งวิธีนั้นก็คือการหลอกใช้มารดาเขา เพื่อให้ตนเองได้เข้ามาอยู่ในจวนสกุลฟู่แผนการของนางเขาดูออกตั้งแต่แรก เพียงแต่ไม่กล้ากระทำการบุ่มบ่าม ด้วยเกรงว่ามารดาจะไม่พอใจ" เหตุใดเจ้าจึงอยากให้ข้าร่วมมือกับเจ้า เจ้าต้องการใช้ข้าเป็นเครื่องมือล้างแค้น
จวงอวี้ถงที่เขารู้จักต้องเป็นสตรีที่เย่อหยิ่ง และยึดถือในความคิดของตนเองเป็นหลัก ทั้งยังไม่ยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น อย่าว่าแต่รินน้ำชาให้เลย ขนาดเดินผ่านหน้ากัน นางยังไม่เคยหยุดฝีเท้ารอให้ใครเดินนำหน้าสักครั้ง เพราะถือคติที่ว่าตนเองต้องเป็นหนึ่งเหนือผู้อื่นเสมอซึ่งต่างจากตอนนี้เป็นอย่างมาก นางทำตัวไร้ยางอาย จนเขารู้สึกเอือมระอาแทน" เช่นนั้น...."" เจ้าควรหยุดได้แล้ว!" เขาขบกรามพูดลอดไรฟัน น้ำเสียงแม้ไม่ดังมาก แต่ก็พอทำให้อีกฝ่ายได้ยินชัดเจนรอยยิ้มหวานพลันหายไป ใช่ว่านางอยากทำเช่นนี้เสียเมื่อไร หากเขาให้ความร่วมมือกับนางตั้งแต่แรก เรื่องก็คงไม่ยืดยาวถึงเพียงนี้" ท่านแม่ของท่านต้องการให้ท่านแต่งงานกับข้า ไยท่านต้องปฏิเสธด้วยเล่า การที่ท่านทำตัวแบบนี้ ไม่เรียกว่าตั้งตนเป็นปรปักษ์กับมารดาหรอกหรือ? " จวงอวี้ถงเลิกคิ้วถามอย่างยียวนจริงอยู่ที่นางซาบซึ้งใจในความเมตตาของไท่ฮูหยิน แต่ความคับแค้นใจก็ยังมีอยู่ นางอยากเอาคืนคนที่เคยทำร้ายนางกับครอบครัวให้สาสม ซึ่งคนที่จะช่วยนางได้มีเพียงฟู่หยางรองเจ้ากรมอาญาคนเดียวเท่านั้น แต่เขากลับล่วงรู้ถึงแผนการของนางเข้า จึงทำให้เรื่องยุ่งยากมาจนถึ
หลังจากสิ้นบิดามารดาไปเมื่อหนึ่งปีก่อน จวงอวี้ถงก็ได้รับการช่วยเหลือจากไท่ฮูหยินตระกูลฟู่ อีกฝ่ายเป็นสหายเก่าของท่านย่าของนาง อีกทั้งบุตรชายของไท่ฮูหยินก็ยังเป็นสหายร่วมชั้นเรียนกับบิดาของนางอีกด้วย นางถูกวางตัวให้มาเป็นฮูหยินคนถัดไปต่อจากภรรยาคนเก่าของเขาแต่ทว่า...เขากลับไม่เคยชายตามองนาง แม้ว่านางจะพยายามเข้าหาหรือพูดคุยกับเขาก่อน ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมามีเพียงคำตอบรับสั้นๆ เท่านั้นฟู่หยางมีตำแหน่งเป็นถึงรองเจ้ากรมอาญา ลักษณะนิสัยของเขาค่อนข้างเคร่งขรึมและเยือกเย็น คำพูดหนึ่งคำสามารถเชือดเฉือนใจคนให้กระอักเลือดได้ ถึงเขาจะเป็นคนเย็นชาแต่ก็ไม่เคยเมินเฉยต่อความทุกข์เนื้อร้อนใจของราษฎรเลยสักครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาเป็นที่นับหน้าถือตาของผู้คน ชาวเมืองต่างพากันสรรเสริญและยกย่องฟู่หยางเปรียบเสมือนทวยเทพที่ลงมาปราบมารอย่างไรอย่างนั้นเมื่อหนึ่งปีก่อนภรรยาของเขาเกิดล้มป่วยด้วยโรคระบาด จึงทำให้เขากลายเป็นพ่อหม้ายตั้งแต่อายุสามสิบ ทั้งยังมีบุตรชายอายุสี่ขวบที่เกิดจากภรรยาเก่า ถึงใครจะบอกว่าเด็กๆ ทุกคนต้องการมารดามาคอยอบรมสั่งสอน แต่กระนั้นฟู่หยางก็ไม่เคยคิดจะหามารดาให้ลูก ด้วยเหตุผลที่ว่า







