Share

ตอนที่ 14

last update Last Updated: 2026-02-15 13:56:47

ตอนที่ 14

แปดวันช่างผ่านไปเร็วนัก นับตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาถานเมิ่งจีและถานม่านอวี้ถูกเหล่าฮูหยินถานและถานไท่เว่ยพาเข้าไปยังหอบรรพชนโดยมี ‘ถานเหยียนซ่ง’ บุตรชายคนรองสายตรงที่จะรับตำแหน่งผู้นำสกุลถานคนต่อไป ซึ่งเพิ่งกลับมาจากชายแดนถึงสกุลถานเมื่อสองวันก่อนก็เข้าไปร่วมชมพิธี ‘อำลาบรรพชน’ เช่นสตรีทุกคนในดินแดนต้าเซิ่งแห่งนี้ล้วนต้องกระทำเมื่อยามออกเรือน และถานเหยียนซ่งในอนาคตแน่นอนว่าจะต้องทำหน้าที่บิดาส่งบุตรสาวออกเรือนต่อจากถานหมิงฮ่าว

คนเดียวที่ไม่อาจเข้าร่วมมีเพียงถานเถียนหย่ง ถึงภายนอกอีกฝ่ายไม่แสดงกิริยาไม่พึงใจออกไป แต่ภายในใจของคุณชายสามกลับเต็มไปด้วยความริษยาพร้อมจะสาดเพลิงโทสะสังหารพี่ชายต่างมารดาที่ได้ดีมีหน้ากว่าตนทุกสิ่ง โดยไม่สนใจว่ากว่าถานเหยียนซ่งเขาจะก้าวหน้าถึงเพียงนี้ลำบากยากเข็ญเพียงใด ต้องฝึกฝนวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่วัยเพียงห้าหนาว จนเก่งกาจรอบด้านทั้งบุ๋นและบู๊ต่างจากเด็กวัยเดียวกันมากเพียงใด

“เริ่มท่องคติธรรมครองเรือนแห่งต้าเซิ่งได้แล้ว เสี่ยวม่าน เสี่ยวเมิ่ง”

สองกายอรชรในอาภรณ์สีแดงลวดลายนกยวนยางคู่สีทองนั่งบนเบาะหน้าแท่นวางป้ายวิญญาณคนสกุลถานเคียงข้างกัน โดยมีเหล่าฮูหยินถานนั่งขนาบข้างด้านซ้าย มีถานไท่เว่ยนั่งขนาบข้างด้านขวามือของสองคุณหนูโฉมงาม ถัดไปจากถานไท่เว่ยคือแม่ทัพน้อยถานในวัยยี่สิบหนาว ซึ่งถานเหยียนซ่งเกิดหลังจากถานม่านอวี้เพียงสิบห้าวัน ส่วนคุณชายสามถานเถียนหย่งนั้นเกิดหลังจากคุณหนูใหญ่และคุณชายรองในอีกสองหนาวต่อมา ซึ่งในขณะนั้นถานไท่เว่ยยังเป็นเพียงแม่ทัพปกป้องทักษิณ และแน่นอนในยามนั้นเขาไม่ได้กลับเมืองหลวงเลย นั่นจึงเป็นที่มาให้อนุภรรยารองของเขาอับอายต่อคำติฉินนินทาไม่ไหวจึงแขวนคอตายด้วยผ้าแพรสามฉือหลังให้กำเนิดบุตรชายได้ไม่นาน

แต่หลังจากนั้นเพราะเหล่าฮูหยินเมตตามากจึงสั่งห้ามคนในจวนกล่าวถึงสาเหตุแท้จริงของการตายที่อนุรองเลือกจบชีวิต เนื่องจากนางไม่ต้องการให้ถานเถียนหย่งต้องเติบโตขึ้นมากับตราบาปที่ตนเองหาใช่สายเลือดแท้จริงของคนสกุลถาน ความลับนี้นอกจากคนเก่าคนแก่ก็ไม่มีผู้ใดทราบอีก เพราะความจริงแล้วอนุรองหาได้คิดคบชู้ แต่นางถูกทาสเลี้ยงม้าข่มขืน เหล่าฮูหยินจึงสงสารเห็นใจสะใภ้รองของตนเองยิ่งนัก แต่สุดท้ายก็มิอาจยื้อชีวิตอันน่าสงสารของอีกฝ่ายเอาไว้ได้ดังนั้นหญิงชราจึงชดเชยด้วยการเลี้ยงดูถานเถียนหย่งอย่างดีให้มีชีวิตไม่ต่างจากลูกหลานแท้ ๆ ของสกุลถาน เช่นเดียวกับถานม่านอวี้

“เอาละ ให้คนยกเครื่องเซ่นไหว้เข้ามาได้เลย”

ตลอดยามจื่อจนถึงบัดนี้เข้าสู่ต้นยามอิ๋น การท่องคติธรรมหลักครองเรือนของดินแดนต้าเซิ่งจึงสิ้นสุดลง เล่นเอาถานเมิ่งจีดีใจจนน้ำตาไหล เพราะได้หลุดพ้นเสียที เนื่องจากนั่งนานเกินไปต่อให้เป็นการนั่งขัดสมาธิก็ตาม

กว่าพิธีการอำลาบรรพชนสกุลเดิมจะเสร็จสิ้นก็เข้าสู้ต้นยามเหมาพอดิบพอดี ราวกับว่าเหล่าฮูหยินนั้นได้คาดเดาเวลาล่วงหน้าเอาไว้อย่างดีอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งถานเมิ่งจีก็ไม่แปลกใจอันใดที่ ‘ท่านย่า’ คาดเดาเวลาแม่นยำ ในเมื่ออีกฝ่ายอายุมาก ประสบการณ์ก็คงมีมากไปตามอายุเช่นกัน

“ออกเรือนไปแล้วทำสิ่งใดก็ต้องคิดให้ดีก่อนทำ รวมไปถึงในยามจะพูด จงคิดให้มากเข้าไว้ คิดเผื่อคนฟังด้วยว่าหากเรากล่าวออกไปคนฟังจะคิดอย่างไร” 

ระหว่างรอเกี้ยวเจ้าบ่าวมารับ เหล่าฮูหยินก็ได้โอกาสย้ำถึงคำสอนที่ภรรยาที่ดีพึงกระทำ เรียกได้ว่ามากล้นจนคนจากต่างยุคต่างสมัยตาจะปิด เพราะง่วงนอนอย่างยิ่ง กระทั่งถึงกลางยามเหมา เกี้ยวรับตัวเจ้าสาวสองคันแต่ต่างขนาดและลวดลาย เพราะเจ้าสาวผู้หนึ่งแต่งออกไปเป็นพระชายาเอก แต่อีกผู้แต่งออกไปเป็นพระชายารอง เรื่องเหล่านี้หากเป็นชาวบ้านธรรมดาก็อาจไม่เคร่งครัด แต่นี่คือการแต่งงานเข้าร่วมราชวงศ์จึงยกเว้นมิได้ ต่อให้ถานไท่เว่ยกับเหล่าฮูหยินถานจะอยากให้บุตรสาวและหลานสาวคนโตไม่รู้สึกด้อยกว่าบุตรและหลานสาวคนเล็กเพียงใดก็ตาม

และเพราะต่างฐานะ คุณหนูใหญ่มีเพียงขันทีมาเป็นตัวแทนขององค์ไท่จื่อ เพราะนางมิใช่แต่งเข้าในตำแหน่งไท่จื่อเฟย ผิดกับคุณหนูสี่ที่วันนี้นางแต่งเข้าตำหนักซ่างหยางในฐานะ ‘เปี้ยนเฉิงหวางเฟย’ หรือก็คือพระชายาเอกในท่านอ๋องแปดดังนั้นแล้ววันนี้แน่นอนว่าเปี้ยนเฉิงหวางต้องจัดเกี้ยวมารับเจ้าสาวของตนอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ ไม่พอตนเองยังมารับเจ้าสาวด้วยตนเอง ซึ่งน้อยครั้งที่ชนชั้นหวางจะมารับเจ้าสาวสามัญชนด้วยตนเอง

“เชิญท่านอ๋องแปดที่หอบรรพชนพ่ะย่ะค่ะ” 

หลังตรวจนับสินสอดตามที่ได้ตกลงกันไว้ ลำดับต่อไปจึงเป็นการพา ‘ท่านเขย’ ไปแนะนำทำความรู้จักกับป้ายบรรพชนภายในหอบรรพชนของสกุลถาน ซึ่งปกติด้วยฐานะของเปี้ยนเฉิงหวางนั้นสามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปย่อมไม่ถูกตำหนิ แต่หลี่ปิงเฉิงกลับเรียกร้องที่จะทำพิธีต่าง ๆ ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด ทำเอาถานม่านอวี้เดือดดาลในใจอย่างยิ่ง เพราะนอกจากคนรับตัวเจ้าสาวจะเป็นเพียงขันทีเฒ่าแล้ว พิธีการต่าง ๆ ของนางกลับถูกงดเว้นทั้งหมด ยิ่งท่านอ๋องมองมาด้วยสายตาเย้ยหยันนางก็ยิ่งโมโหเดือดเพิ่มพูน

“รอให้ข้ายิ่งใหญ่ก่อนเถิด พวกเจ้าไม่พ้นอุ้งเท้าของข้าแน่!” 

อดไม่ไหวถานม่านอวี้นางจึงหลุดพึมพำออกมา แต่ก็เบาหวิวเสียจนแม้แต่เหอกงกงที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดก็ยังไม่ได้ยิน ทว่าหลี่ปิงเฉิงกลับรู้แจ้ง เพราะตนเองสามารถอ่านจังหวะของการขยับริมฝีปากได้ จึงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหยียดหยามอย่างถึงแก่น

“ได้ฤกษ์ดีเคลื่อนเกี้ยวเจ้าสาวแล้ว…” 

เสียงขันทีผู้เป็นหัวหน้ากรมพิธีการที่มาเป็นตัวแทนขององค์ฮ่องเต้ที่ไม่สะดวกมาเป็น ‘เถ้าแก่’ ฝ่ายเจ้าบ่าวยังจวนถานไท่เว่ยได้ มีเพียงรออยู่ที่วังหลวงส่วนหน้าสำหรับเป็นประธานฝ่ายเจ้าบ่าวต้อนรับแขกต่างเมือง รวมไปถึงราชทูตจากต่างแดนกับเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางลำดับชั้นยศเสนาอมาตย์รับใช้ใกล้ชิด ร้องบอกถึงฤกษ์งามยามดีที่เจ้าบ่าวต้องอุ้มเจ้าสาวข้ามธรณีประตูจวนทั้งสามชั้นตรงไปขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว ซึ่งในกรณีของถานเมิ่งจีเกี้ยวมีเอาไว้ให้ผู้คนได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่กับวางตะเกียงมงคลคู่เท่านั้น ส่วนผู้เป็นเจ้าสาวหลี่ปิงเฉิงเลือกที่จะให้นางขึ้นบนหลังม้าตัวเดียวกับเขา

ซึ่งแน่นอนว่าถานม่านอวี้ไม่ได้รับโอกาสนั้นจึงทำให้นางแค้นใจจนแทบกระอักโลหิต แต่มิอาจเปลี่ยนแปลงอันใดได้มีเพียงต้องยอมขึ้นเกี้ยวหลังที่เล็กกว่า รวมถึงแสนจะธรรมดา ไม่มีส่วนใดโดดเด่นให้ชาวบ้านชาวเมืองได้ดูชม หรือหันมาสนใจไปอย่างสงบ

ยิ่งหลี่ปิงเฉิงบังคับบังเหียนม้าให้อาชาตัวโตเดินช้า ๆ จนชาวบ้านสองฝั่งถนนได้ยลโฉมเจ้าสาวที่มีเพียงพัดบอกฐานะยศว่าเจ้าสาวผู้นี้คือพระชายาชั้นเอกของราชวงศ์หลี่คอยบดบังเท่าครึ่งใบหน้าด้วยแล้ว เสียงชื่นชมจึงยิ่งดังแซ่ซ้อง ยิ่งเพิ่มความโกรธแค้นและริษยาภายในอกในใจของพระชายารองในองค์ไท่จื่อถาน จนนางถึงกับระบายความแค้นด้วยการหยิกและข่วนตนเองจนเลือดไหลซึมได้แผลไปหลายรอยกว่าขบวนเกี้ยวเจ้าสาวจะถึงจุดหมาย

“วันนี้ข้าทำดีถูกใจอ้ายเฟยหรือไม่” 

อาจนับเป็นประโยคแรกที่เจ้าบ่าวได้พูดคุยกับเจ้าสาวเป็นการส่วนตัว แต่แค่ประโยคแรกก็เรียกสายตาเท่าทันจากคนงามเข้าเสียแล้ว จากที่หลี่ปิงเฉิงเองก็จำไม่ได้แล้วว่าตนเองได้หัวเราะเต็มเสียงเช่นนี้ครั้งสุดท้ายมันนานเพียงใด แต่ขณะนี้พอรู้สึกตัวอีกครั้งเขาก็หัวเราะออกไปเต็มเสียงเสียแล้ว

“เกรงว่าที่ ‘ถูกใจ’ จะเป็นท่านอ๋องแปดมากกว่าน้องหญิงแล้ว” 

แต่โฉมงามก็ยังมีแก่ใจกล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน จนคนที่เห็นภายนอกต่างเข้าใจกันไปหมดแล้วว่าทั้งคู่รักใคร่หวานชื่น ที่เคยได้ยินข่าวลือว่าคุณหนูสี่และท่านอ๋องแปดล้วนไม่เต็มใจแต่งงาน แต่เพราะเกิดเรื่องงามหน้าขึ้นฮ่องเต้มิอาจละเลยดวงใจของแม่ทัพคู่พระทัยเช่นถานไท่เว่ยได้ จึงต้องบีบบังคับให้ท่านอ๋องแปดรับผิดชอบด้วยการแต่งคุณหนูสี่เข้าตำหนักไปเป็นเปี้ยนเฉิงหวางเฟย หากแต่ภาพตรงหน้ากลับลบข่าวลือร้าย ๆ ลงไปจนสิ้น โดยที่คนบนหลังอาชาพ่วงพีสีดำสนิทสมกับเป็นม้าเหงื่อโลหิตที่แพงระยับ หากไม่ใช่ทหารยศสูง หรือเป็นเชื้อพระวงศ์ก็อย่าได้หวังว่าจะมีวาสนาได้ควบขี่อาชาพันธุ์ดีนี้เลยนั้นไม่ทราบเลยว่าการที่พวกตนแสดงออกมาเช่นนั้นก็ไม่ต้องอ้าปากแก้ตัวเลยแม้แต่นิดเดียวเช่นนี้

“ที่ใดกัน วันนี้ข้าตั้งใจมา ‘เอาคืน’ พี่สาวของเจ้าจริง ๆ นะเมิ่งเมิ่ง เพราะเจ้าเองย่อมทราบดีว่าสันดานของม่านอวี้นั้นขี้อิจฉา ทนเห็นคนอื่นได้ดีว่าตนเองไม่ไหว แล้ววันนี้ข้าจัดเตรียมทุกสิ่งให้เจ้ายืนเหนือนางทุกสิ่ง นี่แหละราวกับเป็นมีดแหลมคมกรีดดวงใจของม่านอวี้ได้ลึกซึ้งกว่าใช้กระบี่จริงเฉือนเนื้อเลาะเส้นเอ็นเสียอีก” 

ถานเมิ่งจีคิดตามก็เริ่มเห็นจริง ป่านนี้ไม่ทราบได้ว่านางปีศาจอสรพิษม่านอวี้จะแค้นจุกอกจนแทบกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่เพียงใด เพราะวันนี้นางเหยียบศีรษะของอีกฝ่ายจนจมปฐพีโดยมิได้ออกแรงอันใดเลยสักน้อย

“ลำบากท่านอ๋องแปดแล้ว” 

เอาเถอะ ความแค้นอื่นนางจะยกยอดออกไปก่อน เพราะวันนี้อีกฝ่ายลงมือชำระแค้นแทนนางได้สาแก่ใจไม่น้อยขอบคุณเขาสักประโยคก็ถือว่าตนเองนั้นไม่ขาดทุนอันใด

“ข้าไม่รับคำขอบคุณ ข้ารับเพียง ‘การกระทำ’ ชดเชยเท่านั้น” 

กล่าวแล้วเขาก็เป่าลมลงกับลำคอระหง ส่วนฝ่ามือแกร่งข้างที่ว่างไม่ได้บังคับบังเหียนของอาชานั้นสอดลึกลูบคลำตรงเอวคอดกิ่ว แล้วจึงลูบไล้สูงขึ้น ๆ และสูงขึ้นจนเฉียดเต้าทรวงอวบอิ่มสมส่วนของนาง จนหญิงสาวผวาแทบพลัดตกจากหลังม้า ยังดีว่าคล้ายกับท่านอ๋องแปดจะทราบปฏิกิริยาตอบโต้ของเจ้าสาวในอ้อมแขนของตนอยู่ก่อนแล้ว ถานเมิ่งจีจึงไม่ได้ลงไปนอนวัดถนนเล่นซ้ำซากอีกครั้ง

“ตกใจอันใด นับจากวันนี้ตัวข้าคือสามี ส่วนตัวของเจ้าคือภรรยา เจ้าคงไม่คิดว่าแต่งงานแล้วข้าจะทำเพียงนอนจับมือแล้วมองสบตากันไปจนแก่เฒ่าหรอกนะ” 

‘ช่างถามได้ดี ข้าเห็นภาพลอยมาเลย’ ถานเมิ่งจีคิดในใจ เพราะตนเองดันคิดภาพตามแล้วอดจะขบขันเสียมิได้เพราะคาดหวังให้หลี่ปิงเฉิงทำเช่นนั้น คาดว่าบอกให้พระอาทิตย์ย้ายไปขึ้นทิศตะวันตกยังจะเป็นไปได้ง่ายกว่าจะให้ท่านอ๋องแปดนอนจับมือแล้วจ้องตากันจนแก่เฒ่า

“ได้ข่าวว่าท่านอ๋องแปดนั้นชิงชังตัวของหม่อมฉันยิ่งนัก เลยคิดว่าที่แต่งกันในวันนี้ก็เพราะผลประโยชน์จากสกุลถานล้วน ๆ หรือที่แท้หม่อมฉันจะเข้าใจผิดไปเอง” 

ฉึก!

เพียงได้ฟังประโยคนี้ของสตรีในอ้อมแขน ก็คล้ายหน้าอกข้างซ้ายของท่านอ๋องแปดถูกมีดสั้นแทงทะลุขั้วหัวใจ จนเขาถึงกับชะงักนิ่งอึ้งไปเลย เพราะที่ถานเมิ่งจีนั้นกล่าวมาไม่มีคำใดผิดไปสักเพียงคำเดียว

“ย่อมเป็นไปดังที่เจ้าเข้าใจ แต่จงรับรู้เอาไว้ว่าข้าหาใช่คนชอบทำการค้าขาดทุน ในเมื่อเจ้าก็นับเป็นสาวงาม หากข้าจะใช้เรือนร่างของเจ้าระบายความใคร่ย่อมไม่ผิด หรือเจ้ามีปัญหาติดขัดอันใด” 

“……” 

คราวนี้เป็นถานเมิ่งจีบ้างแล้วที่จุกจนพูดไม่ออก เพราะต่อให้นางมาจากต่างยุคต่างสมัยที่เปิดกว้าง หนุ่มสาวพึงใจกันก็อาจมีค่ำคืนเสน่หาด้วยกัน พอรุ่งอรุณมาเยือนก็ต่างคนต่างแยกย้ายก็จริง แต่ในกรณีของนางมันค่อนข้างอ่อนไหวและอธิบายยาก

พออีกฝ่ายพูดจาดิบ ๆ เถื่อน ๆ แน่นอนนางย่อมรู้สึกไม่ดี ก็จะมีสตรีใดบ้างที่อยากเป็นเพียงที่ระบายความใคร่ ดวงตาคู่งามเหลือบไปมองเกี้ยวเจ้าสาวหลังของพระชายารองถานแล้วก็ต้องย้อนมาถามตนเองว่าที่แท้วันนี้ตนเองมีสิ่งใดเหนือกว่าถานม่านอวี้บ้าง คำตอบไม่ต้องรอนานก็ดังขึ้นกลางใจจนนางขมขื่นในอกทันทีว่า ‘ไม่!’ หรือบางทีในวันนี้คนที่อยู่เหนือกว่านางอาจเป็นถานม่านอวี้ก็เป็นไปได้

หลังจากคิดตกเช่นนั้นถานเมิ่งจีก็สงบปากสงบคำ ไม่ถกเถียงกับเจ้าบ่าวของตนเองอีกเลย จวบจนไปถึงพระราชวังส่วนหน้าที่มีเอาไว้จัดพิธีมงคลต่าง ๆ ของคนในราชวงศ์ต้าเซิ่ง ซึ่งหลี่ปิงเฉิงเองก็นิ่งเงียบ สีหน้ากลับมาดุดันอีกครั้ง ไม่หลงเหลือกลิ่นอายหยอกเย้าเช่นยามที่ออกจากจวนถานไท่เว่ย ดังกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน…

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่ 15

    ตลอดงานพิธีการในช่วงเช้าเริ่มตั้งแต่ลงจากหลังม้าจนยกน้ำชาให้กับฮ่องเต้และฮองเฮา ถานเมิ่งจีทำทุกสิ่งถูกต้องเพราะนางทำใจได้แล้ว คิดว่านับจากนี้นางคือลูกจ้าง ส่วนท่านอ๋องแปดคือนายจ้าง เรื่องทางกายนางคิดหลบหลีกคงยาก ซึ่งคิดให้ดีหลี่ปิงเฉิงเปิดเผยพูดจาจริงใจยังดีกว่าหลอกลวงให้นางคิดเข้าข้างตนเอง‘เป็นเช่นนี้ย่อมดีแล้ว’ นางคิดในใจอย่างไม่ถือโทษโกรธท่านอ๋องแปดอีกต่อไป เพราะเขาชัดเจน นางเองก็จะได้ชัดเจนเช่นกัน ระหว่างนางกับเขามีเพียงความใคร่ หากร่วมหมอนจะไม่มีสิ่งใดเกินไปจากนั้น“เจ้าเหนื่อยเกินไปจนสติวิปลาสไปแล้วหรือ?”หลี่ปิงเฉิงที่สังเกตมาพักใหญ่แล้วเห็นว่าถานเมิ่งจีนั้นดูยิ้มแย้มใบหน้าผ่องใส ผิดกับเมื่อครั้งลงจากหลังม้ามาพร้อมกัน ก็ให้สงสัยว่าที่ตนพูดออกไปอาจทำร้ายจิตใจนางจนสติวิปลาสไปแล้วหรือไม่ จึงดูกลับมาร่าเริงได้ไวถึงเพียงนี้ หรือผู้ใดแอบเอาน้ำชาต้าหมา (กัญชา) ให้นางกินเข้าไป จึงดูอารมณ์ดีเกินไปเช่นนี้“เหนื่อยนั้นมาก แต่รู้สึกว่าการแต่งงานนี้ที่จริงก็หาได้เลวร้าย จึงทำให้หม่อมฉันอารมณ์ดีเพคะ” หญิงสาวหันไปคุยกับเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาจากใจจริงแท้ ดูอย่างไรนางก็ไม่ได้เสแสร้งจนเ

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่ 14

    ตอนที่ 14แปดวันช่างผ่านไปเร็วนัก นับตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาถานเมิ่งจีและถานม่านอวี้ถูกเหล่าฮูหยินถานและถานไท่เว่ยพาเข้าไปยังหอบรรพชนโดยมี ‘ถานเหยียนซ่ง’ บุตรชายคนรองสายตรงที่จะรับตำแหน่งผู้นำสกุลถานคนต่อไป ซึ่งเพิ่งกลับมาจากชายแดนถึงสกุลถานเมื่อสองวันก่อนก็เข้าไปร่วมชมพิธี ‘อำลาบรรพชน’ เช่นสตรีทุกคนในดินแดนต้าเซิ่งแห่งนี้ล้วนต้องกระทำเมื่อยามออกเรือน และถานเหยียนซ่งในอนาคตแน่นอนว่าจะต้องทำหน้าที่บิดาส่งบุตรสาวออกเรือนต่อจากถานหมิงฮ่าวคนเดียวที่ไม่อาจเข้าร่วมมีเพียงถานเถียนหย่ง ถึงภายนอกอีกฝ่ายไม่แสดงกิริยาไม่พึงใจออกไป แต่ภายในใจของคุณชายสามกลับเต็มไปด้วยความริษยาพร้อมจะสาดเพลิงโทสะสังหารพี่ชายต่างมารดาที่ได้ดีมีหน้ากว่าตนทุกสิ่ง โดยไม่สนใจว่ากว่าถานเหยียนซ่งเขาจะก้าวหน้าถึงเพียงนี้ลำบากยากเข็ญเพียงใด ต้องฝึกฝนวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่วัยเพียงห้าหนาว จนเก่งกาจรอบด้านทั้งบุ๋นและบู๊ต่างจากเด็กวัยเดียวกันมากเพียงใด“เริ่มท่องคติธรรมครองเรือนแห่งต้าเซิ่งได้แล้ว เสี่ยวม่าน เสี่ยวเมิ่ง”สองกายอรชรในอาภรณ์สีแดงลวดลายนกยวนยางคู่สีทองนั่งบนเบาะหน้าแท่นวางป้ายวิญญาณคนสกุลถานเคียงข้างกัน โดยมีเห

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่13

    ตอนที่ 13หน้าจวนสกุลถานไท่เว่ยวันนี้พอได้ฟังว่าหลานสาวตัวน้อยกำลังจะกลับจวน เหล่าฮูหยินถานก็ไม่กลัวแดดกลัวลมสั่งให้บ่าวไพร่ชายหญิงยกเก้าอี้มาให้นั่งรอตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันสาดแสงเลยด้วยซ้ำ เห็นแล้วสองพี่น้องถานเถียนหย่งและถานม่านอวี้ต่างก็ริษยาจนขนตาแทบไหม้“ท่านย่ากลับไปรอในโถงกลางดีหรือไม่เจ้าคะ แดดเริ่มแรงแล้ว ประเดี๋ยวจะป่วยเอาได้นะเจ้าคะ” ถานม่านอวี้ที่ไม่ยอมพลาดทุกการเคลื่อนไหวของศัตรูตัวร้ายของตนเร่งรุดตรงไปเอาหน้ากับผู้เป็น ‘ท่านย่า’ เพื่อประจบสอพลอ แต่ดูไม่ประจบสอพลอ ทว่ากิริยานั้นดูห่วงใยจากใจจริง แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดเหล่าฮูหยินมีหรือจะมองไม่ออก ถึงนางมองออกและเท่าทันอย่างไร เหล่าฮูหยินถานกลับไม่แสดงออกมา นางเลือกที่จะเก็บจดทดเอาไว้ในใจเพียงเท่านั้น เพราะหนึ่งในอดีตนางเคยใจร้ายกับมารดาของถานม่านอวี้ จนสุดท้ายพอคลอดถานเถียนหย่งออกมาได้เพียงเจ็ดวัน สตรีผู้นั้นก็แขวนคอตายจากไปกับสองเพราะนางผ่านโลกมานานจึงทราบว่ายิ่งตนเองตำหนิถานม่านอวี้ก็คล้ายดังนางโยนถ่านร้อน ๆ ไปใส่ถานเมิ่งจี เช่นนี้ที่ผ่านมานางจึงทำราวกับเป็นคนแก่สายตาไม่ดีหูก็ตึง ถานม่านอวี้รังแกถานเมิ่งจีบ

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่12

    ผ่านไปถึงเจ็ดวันกว่าที่ถานเมิ่งจีจะลุกขึ้นจากเตียงไหว แต่ยังดีว่านับจากค่ำคืนนั้นหลี่ปิงเฉิงก็ไม่โผล่หน้ามาให้นางได้ลำบากใจอีกเลย ช่างดีต่อใจของนางอย่างยิ่งจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาถึงสิบเอ็ดวัน นางจึงได้โอกาสกลับจวนสกุลถาน เพราะเหลือเวลาสำหรับเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอีกเพียงแปดวันเท่านั้น ซึ่งตลอดเวลาถานเมิ่งจีก็มีความสุขไม่น้อย เพราะที่ตำหนักซ่างหยางนี้ไม่มีถานม่านอวี้คอยทำให้นางปวดสมองกับความร้ายกาจที่มาในคราบของผู้ถูกกระทำ แล้วผลักภาระบทนางร้ายให้นางแสดงอยู่ทุกวัน ยิ่งท่านอ๋องแปดทำตัวดังกับว่าได้ตายจากไปแล้วนางยิ่งสุขล้น!“รถม้ามารอที่หน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะพระชายาถาน” คนที่กำลังเตรียมตัวจะลุกขึ้นเดินถึงกับสะดุดแทบล้ม ยังดีมีลู่เจียวช่วยประคอง เพราะอยู่ดี ๆ กลับถูกท่านกงกงอาวุโสเรียกนางว่า ‘พระชายาถาน’ ทั้งที่อีกตั้งแปดวันงานแต่งงานพระราชทานจะมาถึง“ทะ ท่านหลิ่วกงกง ข้ายังเป็นเพียงคุณหนูสี่เท่านั้น” นางเอ่ยแก้ความเข้าใจของท่านกงกงซึ่งดูจากหลายวันที่ผ่านมาแล้ว นางคิดว่ากงกงผู้นี้คงดูแลตำหนักซ่างหยางแห่งนี้ทั้งหมดเป็นแน่ อนาคตนางจะมาอาศัยที่ตำหนักแห่งนี้ก็สมควรพูดจาให้ดีกับกงกงผู้นี้เอาไ

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่11

    ตอนที่ 11กึก! กึก!เสียงฝีเท้าหนักดังปลุกให้ลู่เจียวที่หลับอยู่หน้าเตียงของคุณหนูสี่สะดุ้งก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยใบหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะซีดจนขาวเมื่อเห็นจนกระจ่างว่าผู้มาเยือนในยามดึกดื่นนั้นคือ ‘ท่านอ๋องแปด’ หาใช่คนร้ายที่ใด แต่สำหรับนางแล้วให้เป็นคนร้ายยังน่ากลัวน้อยกว่าท่านอ๋องแปดหลายส่วนนัก!“ท่านอ๋องแปด!” “หุบปาก แล้วตามคนของเปิ่นหวางไปพักข้างนอก” ลู่เจียวนั้นยังคงนิ่ง เพราะไม่คิดทิ้งคุณหนูสี่ไว้กับบุรุษร้ายกาจนาม ‘หลี่ปิงเฉิง’ ต่อให้อีกฝ่ายมีใจคออำมหิตเพียงใดสาวใช้ผู้จงรักภักดีต่อนายสาวก็ไม่กลัวตาย“อยากตายสินะ!” กระบี่ในมือตวัดไปพาดบนลำคอเล็กของสาวใช้ไม่กลัวตายตรงหน้าเตียง แต่ถึงลู่เจียวจะหวาดกลัวจนตัวสั่นหน้าซีดเผือด แต่นางกลับไม่ยอมขยับเปิดทางให้แก่ท่านอ๋องแปดแม้เพียงเสี้ยวธุลี หลี่ปิงเฉิงจับจ้องสาวใช้ของคุณหนูสี่ราวกับจะฉีกเนื้อเลาะกระดูก นางเองก็กัดฟันจ้องตอบเช่นกัน กลัวตายนั้นนางก็มีไม่ต่างจากคนอื่น ๆ แต่นางมีหน้าที่ ‘ปกป้อง’ คุณหนูสี่ ต่อให้ต้องตายลงเดี๋ยวนี้นางก็ไม่เสียใจ“!!!” ลู่เจียวเร่งหลับตาลงทันทีที่เห็นว่าท่านอ๋องแปดเงื้อมือที่กำด้ามกระบี่ขึ้นสูงสุดปลายแขน ทำใจเ

  • ท่านอ๋อง มิใช่ท่านชิงชังข้าหรอกหรือ?   ตอนที่ 10

    ตอนที่ 10และตลอดทั้งบ่ายไปจนถึงตลอดคืน ไข้ของถานเมิ่งจีก็ยังสูงอย่างน่าเป็นห่วง จนหลี่ปิงเฉิงต้องเรียกให้ท่านหมอหลวงจางมาพักค้างแรมภายในตำหนักซ่างหยางของตนเสีย เนื่องจากเกรงว่าหากคุณหนูสี่อาการทรุดหนักก็จะได้มีหมอรักษาได้ทันเวลาไม่ประมาทอีกต่อไป“บาดแผลของคุณหนูสี่นั้นไม่ธรรมดา เป็นไข้หนักถึงเพียงนี้ยังนับว่าน้อยหรือ หากให้กระหม่อมกล่าวความจริงจากใจก็คือนางไม่ตายก็นับว่าแกร่งเกินบุรุษบางคนอยู่มากแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด” ท่านอ๋องแปดรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะออกคำสั่งให้ซ่งจินนั้นไปรับตัวสาวใช้คนสนิทของคุณหนูสี่แซ่ถานมาดูแลในช่วงสายของอีกวัน เพราะเขามีข้อราชกิจต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในช่วงค่ำของวันนี้ ไม่ไปไม่ได้ และคนในตำหนักข้างกายที่ตนวางใจได้มีแต่บุรุษทั้งสิ้น คงมีแต่วิธีเท่านั้นจึงพอคลายความกังวลว่านางอาจถูกอีกฝ่ายส่งคนมา ‘ซ้ำรอย’ จนนางถึงแก่ความตายไป เช่นนั้นแผนของเขาเห็นทีจะเสียหายไปไม่มากก็น้อยเป็นแน่“ข้าได้ข่าวว่าถานเมิ่งจีถูกลอบสังหาร เรื่องนี้จริงเท็จเป็นประการใดกันแน่ปิงเอ๋อร์” หลังจากประชุมขุนนางเสร็จเมื่อช่วงบ่าย บัดนี้จึงเป็นมื้อค่ำพร้อมหน้าทั้งไท่จื่อ กู้ฮองเฮา ร

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status