LOGINผ่านไปถึงเจ็ดวันกว่าที่ถานเมิ่งจีจะลุกขึ้นจากเตียงไหว แต่ยังดีว่านับจากค่ำคืนนั้นหลี่ปิงเฉิงก็ไม่โผล่หน้ามาให้นางได้ลำบากใจอีกเลย ช่างดีต่อใจของนางอย่างยิ่ง
จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาถึงสิบเอ็ดวัน นางจึงได้โอกาสกลับจวนสกุลถาน เพราะเหลือเวลาสำหรับเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอีกเพียงแปดวันเท่านั้น ซึ่งตลอดเวลาถานเมิ่งจีก็มีความสุขไม่น้อย เพราะที่ตำหนักซ่างหยางนี้ไม่มีถานม่านอวี้คอยทำให้นางปวดสมองกับความร้ายกาจที่มาในคราบของผู้ถูกกระทำ แล้วผลักภาระบทนางร้ายให้นางแสดงอยู่ทุกวัน ยิ่งท่านอ๋องแปดทำตัวดังกับว่าได้ตายจากไปแล้วนางยิ่งสุขล้น!
“รถม้ามารอที่หน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะพระชายาถาน”
คนที่กำลังเตรียมตัวจะลุกขึ้นเดินถึงกับสะดุดแทบล้ม ยังดีมีลู่เจียวช่วยประคอง เพราะอยู่ดี ๆ กลับถูกท่านกงกงอาวุโสเรียกนางว่า ‘พระชายาถาน’ ทั้งที่อีกตั้งแปดวันงานแต่งงานพระราชทานจะมาถึง
“ทะ ท่านหลิ่วกงกง ข้ายังเป็นเพียงคุณหนูสี่เท่านั้น”
นางเอ่ยแก้ความเข้าใจของท่านกงกงซึ่งดูจากหลายวันที่ผ่านมาแล้ว นางคิดว่ากงกงผู้นี้คงดูแลตำหนักซ่างหยางแห่งนี้ทั้งหมดเป็นแน่ อนาคตนางจะมาอาศัยที่ตำหนักแห่งนี้ก็สมควรพูดจาให้ดีกับกงกงผู้นี้เอาไว้ให้มาก หากไม่อยากลำบากในภายหลัง
“ข้าน้อยเพียงซ้อมปากขอรับ เพราะพบกันวันหน้าคุณหนูสี่ก็คือ ‘พระชายาถาน’ แน่นอน”
หลิ่วเหวินจิ้งรู้สึกเอ็นดูคุณหนูสี่ผู้นี้จากใจ ทั้งที่เขาเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าจะต้องวุ่นวายแน่ เมื่อทราบข่าวว่าคุณหนูสี่สกุลถานจะแต่งเข้าตำหนักซ่างหยางแห่งนี้ จวบจนตลอดเก้าวันที่ผ่านมาเขาจึงได้พบว่าคุณหนูสี่ในอดีตกับคุณหนูสี่ที่ยืนตรงหน้าเขานี้ หากบอกเขาว่าพวกนางเป็นเพียงพี่น้องที่หน้าตาคล้ายกันเท่านั้นเขาย่อมจะเชื่อสนิทใจ
“ท่านกงกงล้อเล่นแล้ว”
ถึงจะหัวเราะแต่ถานเมิ่งจีกลับหัวเราะแห้ง เพราะไม่ทราบแล้วว่านางจะต้องไปต่อเช่นไรดีกับคำตอบของท่านกงกงโฉมงามตรงหน้า
“หลายวันที่ผ่านมาลำบากกงกงให้ต้องดูแล เมิ่งจีขอบคุณจากใจนะเจ้าคะ”
ก่อนขึ้นรถม้าคุณหนูสี่ถานกลับทำเอาหลิ่วกงกงตกใจแทบสิ้นสติเมื่อนางหันกลับมาแล้วย่อกายทำความเคารพด้วยกิริยาอ่อนน้อมเต็มพิธีการ หากเป็นอดีตร้อยเขาก็ไม่เชื่อหมื่นยิ่งไม่เชื่อ แต่วันนี้เขาไม่กล้าพูดอันใดออกมาเลยจวบจนรถม้าของจวนสกุลถานจากไปไกลจนลับหายไปจากสายตา
“เจ้าเห็นเช่นที่ข้าเห็นหรือไม่ฉงหลิน?”
หลังจากนั้นจึงหันไปถามฉงหลิน ผู้รอบรู้ทุกสิ่งภายในตำหนักซ่างหยางแห่งนี้และทุกที่ซึ่งขันทีหนุ่มน้อยผู้นี้ผ่านไป ฉงหลินจึงเป็นตัวแทนของคนทั้งตำหนักเลยก็ว่าได้
“เห็นเช่นกันขอรับเหล่าหลิ่ว”
‘เหล่าหลิ่ว’ นี้คนแรกที่ริเริ่มเรียกผู้ใดจะเชื่อว่าเป็นท่านอ๋องแปด บุรุษซึ่งปกติมักดุดันยากจะยิ้มหรือหัวเราะ นับตั้งแต่พระสนมหลิ่วจากไป ในขณะที่ ‘องค์ชายแปด’ นั้นเพิ่งมีวัยได้เพียงแปดหนาวเท่านั้น และคนที่ช่วยไม่ให้องค์ชายแปดหรือบัดนี้คือ ‘เปี้ยนเฉิงหวาง’ ผู้ปกครองแคว้นหนานโจวไม่ให้ตายไปในกองเพลิงยังตำหนักหงส์เงินพร้อมสนมหลิ่ว ดังนั้นแล้วถึงท่านอ๋องแปดไม่สนผู้ใดแม้แต่ฮ่องเต้ แต่คนที่มีความหมายภายในใจหนึ่งเดียวกลับเป็น ‘เหล่าหลิ่ว’ ผู้นี้นี่เอง
“หรือ ‘ข่าว’ ที่บอกว่าหนาวนั้นที่คุณหนูสี่เวรกรรมตามสนองจนรถม้าตกลงไปในแม่น้ำศีรษะของนางกระแทกเสียจนสติกลับจากร้ายกลายเป็นดีจริง ๆ”
หลิ่วเหวินจิ้งยังค้างคาใจไม่จาง แต่สุดท้ายเขากลับไม่อาจกระจ่างต่อสิ่งที่ตนเองสงสัยไปได้ เลยคิดว่าคนเรามันต้องพิจารณากันให้ยาวไปข้างหน้า จะใช้เวลาเพียงเก้าวันมาตัดสินว่าผู้ใดดีหรือเลวไปได้ มีเพียงรอให้คุณหนูสี่แต่งเข้ามาเป็นพระชายาถานอย่างถาวรนั่นแหละ เขาจึงจะทราบว่าอีกฝ่ายนั้นจริงใจ หรือเพียงเสแสร้งสวมหนังแกะมาล่อลวงสุนัขจิ้งจอกเช่นเขากันแน่
รถม้าสกุลถานจากไปนานแล้ว รถม้าของท่านอ๋องแปดจึงมาจอดเทียบแทนที่รถม้าจากจวนถานไท่เว่ย จากนั้นร่างสูงใหญ่ของท่านอ๋องแปดก็ก้าวลงมายืนมั่นคงบนพื้นด้านหน้าตำหนักนิ่งเป็นขรึม คล้ายกำลังรอคอยบางสิ่ง หรือรอคนบางคนอยู่กระนั้น
“เอ่อ…มิทราบว่าท่านอ๋องแปดรออันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เป็นซ่งจินที่ไม่กลัวตายเสนอหน้าไปยืนสอบถามบุรุษที่อารมณ์ดีก็เพียงปิดปากนิ่ง แต่หากโมโหแล้วนั้นไม่มือก็เท้ามักลอยไปกระแทกกายขององครักษ์เช่นซ่งจินบ่อยครั้งก็ตาม แต่ความ ‘อยากรู้อยากเห็น’ ของคนเรามันก็มีมาก จนองครักษ์หนุ่มยากที่จะสงบปากสงบคำไม่ถามไถ่ออกไปได้จริง ๆ
“ไปตามฉงหลินมาพบข้าที่ศาลาอิงจันทรา”
กล่าวจบเท้าแกร่งก็ก้าวจากไปทันที ทำเอาซ่งจินแทบลงไปนอนแดดิ้น เพราะค้างคาใจเหลือแสนที่ท่านอ๋องแปดมาทำให้ซ่งจินนั้นอยากรู้อยากเห็น สุดท้ายกลับมาทอดทิ้งไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้
“ช่างอำมหิตเกินไปแล้วนะท่านอ๋องแปด!”
คนอยากรู้แล้วไม่ได้รู้มันบาปหนาจะตาย ท่านอ๋องแปดกลับไม่กลัวบาปกรรมรังแกองครักษ์ตัวเล็กตัวน้อยเช่นเขาได้จำเอาไว้เลย วันหน้าหากเป็นคราวของซ่งจินบ้างท่านอ๋องแปดจะต้องหลั่งน้ำตา!
ฉงหลินมองดูผู้เป็นนายของตนที่หายเงียบไปหลายวันด้วยสายตากึ่งระแวงอยู่สามส่วน อีกเจ็ดส่วนมีแต่ความเคารพและสำนึกบุญคุณ เพราะในอดีตหากไม่ได้ท่านอ๋องแปดออกหน้ารับเขามาอยู่กับหลิ่วกงกง เขากับน้องสาวเช่น ‘ฉงหลันฮวา’ ก็คงตายไปด้วยน้ำมือคนของกู้ฮองเฮาตั้งแต่เก้าหนาวก่อนไปแล้ว
“ฉงหลินมาแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด”
ไป๋ลู่ผู้ไม่ชอบพูดมาก อีกทั้งนอกจากรับคำสั่งของท่านอ๋องแปดแล้ว องครักษ์หนุ่มวัยยี่สิบหกหนาวผู้นี้เขาก็ไม่เคยสนใจสิ่งใดอีกเลย รายงานให้กับคนซึ่งกำลังยืนมองบานหน้าต่างห้องนอนของตนเองราวกับจิตวิญญาณหลุดลอยไปไกลทันที เพราะเห็นว่าฉงหลินขันทีหนุ่มน้อยหน้าแฉล้มรกหูรกตาเขามากว่าสองเค่อแล้วนั่นเอง
“คุณหนูสี่นางกลับไปแล้วหรือ?”
คราแรกเขาคิดว่าตนเองคงกลับมาทัน จึงคิดจะยืนรอจนรถม้าของจวนสกุลถานมารับ แต่พอตัดใจเดินมายืนมองจากตรงนี้จึงเห็นว่าหอนอนของตนเองหน้าต่างปิดสนิทไปแล้ว ต่างจากทุกวันที่นางจะต้องเปิดหน้าต่างบานนี้มิได้ขาดนับจากอาการป่วยดีขึ้น ทำให้ทราบว่าบัดนี้นางคงกลับจวนไปแล้วเป็นแน่
“พ่ะย่ะค่ะ คุณหนูสี่กลับไปได้ราวครึ่งชั่วยามแล้ว”
ฉงหลินตอบไปตามความจริง ถึงภายในใจจะสงสัย แต่เขามีหน้าที่เพียงตอบคำถาม หากยังรักชีวิตตนเองก็จงอย่าไปล้ำเส้นเขตแดนของท่านอ๋องแปดเด็ดขาด
“พวกเจ้าไปพักเถอะ ข้าจะอยู่ตรงนี้เพียงลำพัง”
ฉงหลินและไป๋ลู่ต่างรับคำแล้วเร่งแยกย้ายจากไปทันที เพราะทราบดีว่าหากท่านอ๋องแปดกล่าวว่าต้องการอยู่ลำพังก็ย่อมต้องเป็นไปเช่นนั้น อย่าได้ไปขัดขืน ฝ่ายของคนซึ่งเอ่ยปากว่าตนอยากอยู่ผู้เดียวนั้นต้องพยายามหักห้ามใจตนเองไม่ให้ตรงไปที่คอกม้าจากนั้นก็ควบขี่อาชาฝีเท้าดีมุ่งตรงติดตามไปส่งคุณหนูสี่จนถึงจวน
หลี่ปิงเฉิงไม่อาจทราบว่าตนเองเป็นบ้าเป็นหลังอันใดไปกันแน่ จึงทุรนทุรายเพราะสตรีร้ายกาจที่ทำให้คนที่เขารักใคร่เอ็นดู พร้อมทั้งสัญญาจะปกป้องนางไม่ต่างจากพี่ชายปกป้องน้องสาวถึงแก่ความตาย ท่านอ๋องแปดอธิบายความทรมานนี้ไม่ถูก รู้เพียงอึดอัดอยากพบหน้าของถานเมิ่งจีจนเสียการเสียงาน เขาคงถึงขึ้นวิปลาสไปแล้วจริง ๆ
เรือนกายสูงใหญ่ทอดสายตาจับจ้องอยู่เพียงหน้าต่างบานนั้น บานที่ทุกเช้าค่ำตนเองมายืนตรงจุดนี้ก็จะเห็นนางได้เสมอ หากแต่ในวันนี้กลับไม่ใช่ ความคับข้องใจนี้ทรมานคล้ายคนใกล้จมน้ำเต็มทน ท่านอ๋องแปดสลัดศีรษะไล่ภาพต่าง ๆ ออกไปจากความทรงจำ แล้วจึงหลับตาลงนึกย้อนไปในวันที่เขาไปพบศพของเหลิ่งหลิวหรานที่ตายด้วยสภาพอนาถใจพร้อมกับเด็กบริสุทธิ์ในครรภ์อีกด้วย
นึกย้อนวนเวียนซ้ำซากจนขึ้นใจ จึงคอยย้ำเตือนตนเองว่านอกจากคิดใช้ถานเมิ่งจีเป็นหมากไม่แตกต่างกับเมื่อสามหนาวก่อนที่หลี่ไท่หยางกระทำกับเหลิ่งหลิวหรานเช่นกันนั่นคือจุดประสงค์ ต้องไม่ใจอ่อน ต้องไม่เห็นใจหมาก และต้องไม่รู้สึกอันใดกับนาง ยิ่งความผูกพันต่อกันเขายิ่งมีให้นางมิได้เด็ดขาด!
พอดึงสติกลับมามั่นคงดวงใจแกร่งก็คล้ายจะสงบลง ท้ายที่สุดหลี่ปิงเฉิงก็สลัด ‘คุณหนูสี่’ สตรีสมควรตายออกไปได้สำเร็จ เท้าแกร่งหันหน้ามุ่งไปยังหอตำราที่เขาเก็บหลายสิ่งเอาไว้ภายในทันที จึงไม่ค่อยอนุญาตให้คนนอกที่เขาไม่วางใจมาใกล้
“ท่านอ๋องแปด”
ฉงหลันฮวา ผู้เป็นนางกำนัลน้องสาวฝาแฝดของฉงหลินที่วนเวียนรอคอยท่านอ๋องแปดมายังหอตำราแห่งนี้ เพราะเมื่อหนึ่งหนาวก่อนที่ติดตามท่านอ๋องแปดไปอยู่ไกลถึงสนามรบ โดยอาศัยข้ออ้างที่ว่าตนเองไม่ต้องแยกจากผู้เป็นพี่ชาย จนมีโอกาสรับคมดาบแทนจนแทบเอาชีวิตไม่รอด เลยได้รับความไว้วางใจให้สามารถมาดูแลทำความสะอาดหอตำราได้ นางเร่งตรงมาคารวะบุรุษที่นางเพียรพยายามยั่วยวนเขามานาน แต่อีกฝ่ายกลับเมินเฉยทันที จนหัวคิ้วเข้มของหลี่ปิงเฉิงกระตุก
“มีอันใด?!”
ถึงจะให้ความไว้วางใจจนสามารถเข้ามาทำความสะอาดหอตำราที่เขาหวงแหนก็ใช่ว่าหลันฮวาว่าจะมาเกะกะสายตาในยามที่เขาอารมณ์ไม่ดีได้ เสียงแหบห้าวจึงเข้มข้นค่อนไปทางขมปี๋ แต่เพราะหลันฮวาถือคติหน้าด้านมันได้มากยางอายมีแต่ผิดหวัง จึงไม่สนใจกิริยาดุเดือดของท่านอ๋องแปด ตรงกันข้ามยิ่งเขาดุดันมากเท่าใด นางก็มีแต่นึกภาพในยามที่ตนเองตกอยู่ภายในเรือนกายแกร่งแจ่มชัดขึ้นทุกที
“ท่านอ๋องแปดเพิ่งกลับมาคงเหนื่อยมาก ให้เสี่ยวหลันปรนนิบัติดีหรือไม่เพ…”
“ไสหัวไป!”
ยังเอ่ยไม่จบประด้วยซ้ำหลี่ปิงเฉิงก็ตะคอกเสียงกราดเกรี้ยวสวนออกมา จนคนหน้าทนเช่นฉงหลันฮวายังถึงกับสะดุ้ง แต่ก็แค่เพียงสะดุ้ง เพราะหลังจากนั้นนางก็ตรงเข้าไปเกาะขาอีกฝ่ายแน่นเสียยิ่งกว่าลูกลิง จนท่านอ๋องแปดถึงกับกำหมัดกัดฟัน แต่เพราะในหนึ่งหนาวก่อนสตรีผู้นี้ยอมรับดาบแทนเขาอย่างไม่กลัวตาย จะสังหารนางจึงไม่อยากกระทำ
พลั่ก!
แต่การถีบนี้คงไม่นับ เพราะเขานั้นหาใช่คนดี หากไม่พึงใจ ต่อให้มีบุญคุณเขาเว้นชีวิตได้ แต่ละเว้นโทษอื่นไม่ได้จริง ๆ ยิ่งกำลังอารมณ์ไม่ดีเช่นนี้ เท้าของเขามันมันก็ลั่นไปก่อนสมองสั่งการดีนักแล…
“ทะ…ท่านอ๋อง…แปด”
“ซ่งจิน มาเก็บนางไปให้พ้นหน้าพ้นสายตาของข้าเดี๋ยวนี้!”
นอกจากไม่สนใจสตรีที่ถูกถีบกระเด็นไปนอนจุกแน่นจนหน้าเขียวบนพื้นดินหน้าหอตำราแล้ว หลี่ปิงเฉิงยังตะโกนเรียกหาคนสนิทมานำสิ่งไม่จรรโลงตาจรรโลงใจออกไปโดยเร็วอีกด้วย ฉงหลันฮวามองตามเรือนกายสูงใหญ่ที่นางรักมั่นคงมานานถึงสามหนาวหายลับไปจากสายตาด้วยความรู้สึกอ่อนล้า แต่แค่เพียงวูบเดียวคนที่มีความสามารถด้านความอดทนสูงที่จะตามติดบุรุษก็ปลุกใจตนเองว่าวันนี้ท่านอ๋องแปดอารมณ์คงไม่ดีจึงบอก ‘รัก’ ตนเองด้วยเท้า เอาไว้วันหน้าเขาอารมณ์ดีก็คงมอบค่ำคืนวสันต์ให้นางเป็นแน่
“ยามใดเจ้าจะจำฝังสมองสักครานะเสี่ยวหลันว่าท่านอ๋องแปดนั้นสูงส่งไม่คู่ควรให้เจ้าคิดการใหญ่”
ฉงหลินช่วยทายาให้น้องสาวไปก็ด่าก็บ่นอีกฝ่ายไป แต่มีหรือฉงหลันฮวานั้นจะสนใจ เพราะอีกฝ่ายด่านางมาสามหนาวยังไม่เข้าสมอง วันนี้จะบังเกิดผลเห็นทีจะผิดไปแล้ว
“สูงส่งเพียงใด พอนอนอยู่บนเตียงก็เสมอกันอยู่ดีมิใช่หรือไรเล่าฉงหลิน”
ฉงหลินถึงกับจุกจนพูดอันใดไม่ออกไปครู่หนึ่งเลยทีเดียวเมื่อได้ฟังคำกล่าวของน้องสาวฝาแฝด
“เช่นนั้นแผลที่หลังเจ้าก็ทายาเองก็แล้วกัน ชิ! กล่าวมาได้ว่าเพียง ‘นอนอยู่บนเตียงก็เสมอกันอยู่’ เจ้าคิดหาวิธีเข้าใกล้ท่านอ๋องมากกว่าสามฉือโดยมิให้ตนเองถูกถีบก่อนดีหรือไม่?!”
กล่าวจบฉงหลินก็กระแทกตลับยาแทบจนแทบโดนใบหน้าที่คล้ายตนอยู่แปดส่วนแล้วลุกยืนจากไปทันที ทำเอาฉงหลันฮวามองตามไปด้วยสีหน้าไม่พึงใจอยู่เก้าส่วน แต่ด่าตามไปอีกฝ่ายก็ไม่ได้ยิน นางเลยต้องกัดฟันกลืนคำด่าลงท้องไปด้วยกิริยาแค้นเคืองไม่น้อย…
ตลอดงานพิธีการในช่วงเช้าเริ่มตั้งแต่ลงจากหลังม้าจนยกน้ำชาให้กับฮ่องเต้และฮองเฮา ถานเมิ่งจีทำทุกสิ่งถูกต้องเพราะนางทำใจได้แล้ว คิดว่านับจากนี้นางคือลูกจ้าง ส่วนท่านอ๋องแปดคือนายจ้าง เรื่องทางกายนางคิดหลบหลีกคงยาก ซึ่งคิดให้ดีหลี่ปิงเฉิงเปิดเผยพูดจาจริงใจยังดีกว่าหลอกลวงให้นางคิดเข้าข้างตนเอง‘เป็นเช่นนี้ย่อมดีแล้ว’ นางคิดในใจอย่างไม่ถือโทษโกรธท่านอ๋องแปดอีกต่อไป เพราะเขาชัดเจน นางเองก็จะได้ชัดเจนเช่นกัน ระหว่างนางกับเขามีเพียงความใคร่ หากร่วมหมอนจะไม่มีสิ่งใดเกินไปจากนั้น“เจ้าเหนื่อยเกินไปจนสติวิปลาสไปแล้วหรือ?”หลี่ปิงเฉิงที่สังเกตมาพักใหญ่แล้วเห็นว่าถานเมิ่งจีนั้นดูยิ้มแย้มใบหน้าผ่องใส ผิดกับเมื่อครั้งลงจากหลังม้ามาพร้อมกัน ก็ให้สงสัยว่าที่ตนพูดออกไปอาจทำร้ายจิตใจนางจนสติวิปลาสไปแล้วหรือไม่ จึงดูกลับมาร่าเริงได้ไวถึงเพียงนี้ หรือผู้ใดแอบเอาน้ำชาต้าหมา (กัญชา) ให้นางกินเข้าไป จึงดูอารมณ์ดีเกินไปเช่นนี้“เหนื่อยนั้นมาก แต่รู้สึกว่าการแต่งงานนี้ที่จริงก็หาได้เลวร้าย จึงทำให้หม่อมฉันอารมณ์ดีเพคะ” หญิงสาวหันไปคุยกับเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาจากใจจริงแท้ ดูอย่างไรนางก็ไม่ได้เสแสร้งจนเ
ตอนที่ 14แปดวันช่างผ่านไปเร็วนัก นับตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาถานเมิ่งจีและถานม่านอวี้ถูกเหล่าฮูหยินถานและถานไท่เว่ยพาเข้าไปยังหอบรรพชนโดยมี ‘ถานเหยียนซ่ง’ บุตรชายคนรองสายตรงที่จะรับตำแหน่งผู้นำสกุลถานคนต่อไป ซึ่งเพิ่งกลับมาจากชายแดนถึงสกุลถานเมื่อสองวันก่อนก็เข้าไปร่วมชมพิธี ‘อำลาบรรพชน’ เช่นสตรีทุกคนในดินแดนต้าเซิ่งแห่งนี้ล้วนต้องกระทำเมื่อยามออกเรือน และถานเหยียนซ่งในอนาคตแน่นอนว่าจะต้องทำหน้าที่บิดาส่งบุตรสาวออกเรือนต่อจากถานหมิงฮ่าวคนเดียวที่ไม่อาจเข้าร่วมมีเพียงถานเถียนหย่ง ถึงภายนอกอีกฝ่ายไม่แสดงกิริยาไม่พึงใจออกไป แต่ภายในใจของคุณชายสามกลับเต็มไปด้วยความริษยาพร้อมจะสาดเพลิงโทสะสังหารพี่ชายต่างมารดาที่ได้ดีมีหน้ากว่าตนทุกสิ่ง โดยไม่สนใจว่ากว่าถานเหยียนซ่งเขาจะก้าวหน้าถึงเพียงนี้ลำบากยากเข็ญเพียงใด ต้องฝึกฝนวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่วัยเพียงห้าหนาว จนเก่งกาจรอบด้านทั้งบุ๋นและบู๊ต่างจากเด็กวัยเดียวกันมากเพียงใด“เริ่มท่องคติธรรมครองเรือนแห่งต้าเซิ่งได้แล้ว เสี่ยวม่าน เสี่ยวเมิ่ง”สองกายอรชรในอาภรณ์สีแดงลวดลายนกยวนยางคู่สีทองนั่งบนเบาะหน้าแท่นวางป้ายวิญญาณคนสกุลถานเคียงข้างกัน โดยมีเห
ตอนที่ 13หน้าจวนสกุลถานไท่เว่ยวันนี้พอได้ฟังว่าหลานสาวตัวน้อยกำลังจะกลับจวน เหล่าฮูหยินถานก็ไม่กลัวแดดกลัวลมสั่งให้บ่าวไพร่ชายหญิงยกเก้าอี้มาให้นั่งรอตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันสาดแสงเลยด้วยซ้ำ เห็นแล้วสองพี่น้องถานเถียนหย่งและถานม่านอวี้ต่างก็ริษยาจนขนตาแทบไหม้“ท่านย่ากลับไปรอในโถงกลางดีหรือไม่เจ้าคะ แดดเริ่มแรงแล้ว ประเดี๋ยวจะป่วยเอาได้นะเจ้าคะ” ถานม่านอวี้ที่ไม่ยอมพลาดทุกการเคลื่อนไหวของศัตรูตัวร้ายของตนเร่งรุดตรงไปเอาหน้ากับผู้เป็น ‘ท่านย่า’ เพื่อประจบสอพลอ แต่ดูไม่ประจบสอพลอ ทว่ากิริยานั้นดูห่วงใยจากใจจริง แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดเหล่าฮูหยินมีหรือจะมองไม่ออก ถึงนางมองออกและเท่าทันอย่างไร เหล่าฮูหยินถานกลับไม่แสดงออกมา นางเลือกที่จะเก็บจดทดเอาไว้ในใจเพียงเท่านั้น เพราะหนึ่งในอดีตนางเคยใจร้ายกับมารดาของถานม่านอวี้ จนสุดท้ายพอคลอดถานเถียนหย่งออกมาได้เพียงเจ็ดวัน สตรีผู้นั้นก็แขวนคอตายจากไปกับสองเพราะนางผ่านโลกมานานจึงทราบว่ายิ่งตนเองตำหนิถานม่านอวี้ก็คล้ายดังนางโยนถ่านร้อน ๆ ไปใส่ถานเมิ่งจี เช่นนี้ที่ผ่านมานางจึงทำราวกับเป็นคนแก่สายตาไม่ดีหูก็ตึง ถานม่านอวี้รังแกถานเมิ่งจีบ
ผ่านไปถึงเจ็ดวันกว่าที่ถานเมิ่งจีจะลุกขึ้นจากเตียงไหว แต่ยังดีว่านับจากค่ำคืนนั้นหลี่ปิงเฉิงก็ไม่โผล่หน้ามาให้นางได้ลำบากใจอีกเลย ช่างดีต่อใจของนางอย่างยิ่งจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาถึงสิบเอ็ดวัน นางจึงได้โอกาสกลับจวนสกุลถาน เพราะเหลือเวลาสำหรับเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอีกเพียงแปดวันเท่านั้น ซึ่งตลอดเวลาถานเมิ่งจีก็มีความสุขไม่น้อย เพราะที่ตำหนักซ่างหยางนี้ไม่มีถานม่านอวี้คอยทำให้นางปวดสมองกับความร้ายกาจที่มาในคราบของผู้ถูกกระทำ แล้วผลักภาระบทนางร้ายให้นางแสดงอยู่ทุกวัน ยิ่งท่านอ๋องแปดทำตัวดังกับว่าได้ตายจากไปแล้วนางยิ่งสุขล้น!“รถม้ามารอที่หน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะพระชายาถาน” คนที่กำลังเตรียมตัวจะลุกขึ้นเดินถึงกับสะดุดแทบล้ม ยังดีมีลู่เจียวช่วยประคอง เพราะอยู่ดี ๆ กลับถูกท่านกงกงอาวุโสเรียกนางว่า ‘พระชายาถาน’ ทั้งที่อีกตั้งแปดวันงานแต่งงานพระราชทานจะมาถึง“ทะ ท่านหลิ่วกงกง ข้ายังเป็นเพียงคุณหนูสี่เท่านั้น” นางเอ่ยแก้ความเข้าใจของท่านกงกงซึ่งดูจากหลายวันที่ผ่านมาแล้ว นางคิดว่ากงกงผู้นี้คงดูแลตำหนักซ่างหยางแห่งนี้ทั้งหมดเป็นแน่ อนาคตนางจะมาอาศัยที่ตำหนักแห่งนี้ก็สมควรพูดจาให้ดีกับกงกงผู้นี้เอาไ
ตอนที่ 11กึก! กึก!เสียงฝีเท้าหนักดังปลุกให้ลู่เจียวที่หลับอยู่หน้าเตียงของคุณหนูสี่สะดุ้งก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยใบหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะซีดจนขาวเมื่อเห็นจนกระจ่างว่าผู้มาเยือนในยามดึกดื่นนั้นคือ ‘ท่านอ๋องแปด’ หาใช่คนร้ายที่ใด แต่สำหรับนางแล้วให้เป็นคนร้ายยังน่ากลัวน้อยกว่าท่านอ๋องแปดหลายส่วนนัก!“ท่านอ๋องแปด!” “หุบปาก แล้วตามคนของเปิ่นหวางไปพักข้างนอก” ลู่เจียวนั้นยังคงนิ่ง เพราะไม่คิดทิ้งคุณหนูสี่ไว้กับบุรุษร้ายกาจนาม ‘หลี่ปิงเฉิง’ ต่อให้อีกฝ่ายมีใจคออำมหิตเพียงใดสาวใช้ผู้จงรักภักดีต่อนายสาวก็ไม่กลัวตาย“อยากตายสินะ!” กระบี่ในมือตวัดไปพาดบนลำคอเล็กของสาวใช้ไม่กลัวตายตรงหน้าเตียง แต่ถึงลู่เจียวจะหวาดกลัวจนตัวสั่นหน้าซีดเผือด แต่นางกลับไม่ยอมขยับเปิดทางให้แก่ท่านอ๋องแปดแม้เพียงเสี้ยวธุลี หลี่ปิงเฉิงจับจ้องสาวใช้ของคุณหนูสี่ราวกับจะฉีกเนื้อเลาะกระดูก นางเองก็กัดฟันจ้องตอบเช่นกัน กลัวตายนั้นนางก็มีไม่ต่างจากคนอื่น ๆ แต่นางมีหน้าที่ ‘ปกป้อง’ คุณหนูสี่ ต่อให้ต้องตายลงเดี๋ยวนี้นางก็ไม่เสียใจ“!!!” ลู่เจียวเร่งหลับตาลงทันทีที่เห็นว่าท่านอ๋องแปดเงื้อมือที่กำด้ามกระบี่ขึ้นสูงสุดปลายแขน ทำใจเ
ตอนที่ 10และตลอดทั้งบ่ายไปจนถึงตลอดคืน ไข้ของถานเมิ่งจีก็ยังสูงอย่างน่าเป็นห่วง จนหลี่ปิงเฉิงต้องเรียกให้ท่านหมอหลวงจางมาพักค้างแรมภายในตำหนักซ่างหยางของตนเสีย เนื่องจากเกรงว่าหากคุณหนูสี่อาการทรุดหนักก็จะได้มีหมอรักษาได้ทันเวลาไม่ประมาทอีกต่อไป“บาดแผลของคุณหนูสี่นั้นไม่ธรรมดา เป็นไข้หนักถึงเพียงนี้ยังนับว่าน้อยหรือ หากให้กระหม่อมกล่าวความจริงจากใจก็คือนางไม่ตายก็นับว่าแกร่งเกินบุรุษบางคนอยู่มากแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด” ท่านอ๋องแปดรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะออกคำสั่งให้ซ่งจินนั้นไปรับตัวสาวใช้คนสนิทของคุณหนูสี่แซ่ถานมาดูแลในช่วงสายของอีกวัน เพราะเขามีข้อราชกิจต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในช่วงค่ำของวันนี้ ไม่ไปไม่ได้ และคนในตำหนักข้างกายที่ตนวางใจได้มีแต่บุรุษทั้งสิ้น คงมีแต่วิธีเท่านั้นจึงพอคลายความกังวลว่านางอาจถูกอีกฝ่ายส่งคนมา ‘ซ้ำรอย’ จนนางถึงแก่ความตายไป เช่นนั้นแผนของเขาเห็นทีจะเสียหายไปไม่มากก็น้อยเป็นแน่“ข้าได้ข่าวว่าถานเมิ่งจีถูกลอบสังหาร เรื่องนี้จริงเท็จเป็นประการใดกันแน่ปิงเอ๋อร์” หลังจากประชุมขุนนางเสร็จเมื่อช่วงบ่าย บัดนี้จึงเป็นมื้อค่ำพร้อมหน้าทั้งไท่จื่อ กู้ฮองเฮา ร







