LOGINตลอดงานพิธีการในช่วงเช้าเริ่มตั้งแต่ลงจากหลังม้าจนยกน้ำชาให้กับฮ่องเต้และฮองเฮา ถานเมิ่งจีทำทุกสิ่งถูกต้องเพราะนางทำใจได้แล้ว คิดว่านับจากนี้นางคือลูกจ้าง ส่วนท่านอ๋องแปดคือนายจ้าง เรื่องทางกายนางคิดหลบหลีกคงยาก ซึ่งคิดให้ดีหลี่ปิงเฉิงเปิดเผยพูดจาจริงใจยังดีกว่าหลอกลวงให้นางคิดเข้าข้างตนเอง
‘เป็นเช่นนี้ย่อมดีแล้ว’ นางคิดในใจอย่างไม่ถือโทษโกรธท่านอ๋องแปดอีกต่อไป เพราะเขาชัดเจน นางเองก็จะได้ชัดเจนเช่นกัน ระหว่างนางกับเขามีเพียงความใคร่ หากร่วมหมอนจะไม่มีสิ่งใดเกินไปจากนั้น
“เจ้าเหนื่อยเกินไปจนสติวิปลาสไปแล้วหรือ?”
หลี่ปิงเฉิงที่สังเกตมาพักใหญ่แล้วเห็นว่าถานเมิ่งจีนั้นดูยิ้มแย้มใบหน้าผ่องใส ผิดกับเมื่อครั้งลงจากหลังม้ามาพร้อมกัน ก็ให้สงสัยว่าที่ตนพูดออกไปอาจทำร้ายจิตใจนางจนสติวิปลาสไปแล้วหรือไม่ จึงดูกลับมาร่าเริงได้ไวถึงเพียงนี้ หรือผู้ใดแอบเอาน้ำชาต้าหมา (กัญชา) ให้นางกินเข้าไป จึงดูอารมณ์ดีเกินไปเช่นนี้
“เหนื่อยนั้นมาก แต่รู้สึกว่าการแต่งงานนี้ที่จริงก็หาได้เลวร้าย จึงทำให้หม่อมฉันอารมณ์ดีเพคะ”
หญิงสาวหันไปคุยกับเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาจากใจจริงแท้ ดูอย่างไรนางก็ไม่ได้เสแสร้งจนเขางงงันไปเลยว่าถานเมิ่งจีนี้ไปกินสิ่งใดมา จึงมองผิดเป็นชอบ ทั้งยังกล่าวว่า ‘งานแต่งครั้งนี้หาได้เลวร้าย’ นั้นมันหมายความว่าอย่างไรกันแน่
“……”
ซึ่งสีหน้าของท่านอ๋องแปดในยามนี้ถานเมิ่งจีมองเห็นกลับยิ่งยิ้มกว้าง แต่ตรงนี้คนมากนัก จะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจคงไม่สมควร จึงทำเพียงยิ้มกว้างให้อีกฝ่ายเท่านั้น จวบจนถึงงานเลี้ยงในช่วงค่ำก็ทำเอาคุณหนูสี่ถึงกับเริ่มท้อ เพราะหลายคนที่นางจำเป็นต้องยอมรับสุรามงคลที่อีกฝ่ายดื่มอวยพรแขกยิ่งมาก สุราก็มามากไม่ต่างกัน
“เททิ้งตรงนี้”
ถานเมิ่งจีเหลือบสายตาไปมองกระถางดอกมู่ตานที่ ‘ตรงนี้’ ซึ่งท่านอ๋องแปดชี้นำก็ให้สงสารต้นไม้ชะตาอาภัพดังกล่าวเหลือเกิน เพราะมองจากจำนวนของแขกที่ยังมารอต่อแถวอวยพรด้วยสุรามงคลนั้นยาวจนนางมองไปไม่สุดปลายแถวหาก ต้นมู่ตานไม่ถึงฆาตวันนี้แล้วยังจะไปถึงฆาตวันใดได้อีก แต่ให้เลือกระหว่างต้นมู่ตานตายกับนางสุราท่วมปอด และเผาตับของนางจนตาย แน่นอนว่าถานเมิ่งจีผู้นี้นั้นต้องเลือกเก็บชีวิตอันแสนรันทดอยู่แล้ว
จอกแล้วจอกเล่าถูกเทลงกระถางต้นดอกมู่ตาน กว่าจะผ่านพ้นไปได้ตรงพื้นที่วางกระถางดอกไม้งามจึงเนืองนองท่วมท้นไปด้วยสุราที่ระเหยไม่ทัน แลเห็นก็สยดสยองยิ่งนัก แต่พอหันไปมองด้านของท่านอ๋องแปด สภาพกระถางดอกไม้กลับไม่ต่างกัน จึงแอบหัวเราะในใจเงียบ ๆ เพราะได้ทราบแล้วว่าคนร้ายกาจใจดำอำมหิตเช่นหลี่ปิงเฉิงก็มีสิ่งที่รับไม่ไหวเช่นกัน
กว่าสามชั่วยามงานเลี้ยงจึงสิ้นสุดลง และเพราะท่านอ๋องแปดเช่นไรก็เลือกจะใช้ตำหนักซ่างหยางเป็นห้องหอ ไม่ยอมค้างภายในวัง พองานเลี้ยงจบนางและเขาจึงต้องเสียเวลานั่งรถม้ากลับตำหนักอีกหนึ่งชั่วยามเต็ม ๆ ซึ่งพอนั่งได้ไม่นานถานเมิ่งจีที่ยังไม่ได้นอนมากว่าแปดชั่วยามจึงนั่งหลับสัปหงก พอรถม้าตกหลุม ศีรษะเล็กที่แบกเครื่องประดับหนักจนคอระหงแทบหักก็พุ่งพรวดไปข้างหน้า ดีว่าหลี่ปิงเฉิงนั้นว่องไวจึงคว้าเอวอรชรเอาไว้ได้อย่างฉิวเฉียด
หมับ!
“อุ๊ย!”
“ระวังหน่อย!”
ถานเมิ่งจีอับอายจนหน้าตาร้อนผ่าวแทบมอดไหม้ เพราะสัมผัสได้ถึงคราบน้ำลายที่มุมปากของตนเอง ยังดีว่าในรถม้ามันมืด นางจึงพอจะเบาใจได้ว่าท่านอ๋องแปดจะไม่เห็นภาพชวนขายหน้าของตนเมื่อครู่แน่นอน
“นอนตักข้าก็แล้วกัน ประเดี๋ยวเจ้าหลับอีกคราวนี้ข้าอาจคว้าเอาไว้ไม่ทันศีรษะชนผนังรถม้าแล้วถูกปิ่นปักผมมากมายทิ่มจนถึงแก่ความตาย ข้าคงถูกหัวเราะขบขันไปตลอดชีวิตแน่ที่เจ้าสาวไม่ทันเข้าหอก็ตายสภาพอนาถเช่นนั้นเสียแล้ว”
“ปากหรือนั่น เป็นคนพูดตรงกับเป็นคนปากสุนัขนี่มันมีแต่เส้นบาง ๆ กั้นจริง ๆ”
“อยากตายหรือจึงมาด่าเปิ่นหวาง (ข้าท่านอ๋องผู้หนึ่ง) ว่าปากสุนัข”
“มีตรงใดที่หม่อมฉันกล่าวว่าท่านอ๋องแปดปากสุนัขหรือเพคะ เท่าที่จำได้ล้วนไม่มี”
“นี่เจ้า!…”
พอท่านอ๋องแปดโมโหจนนางรับรู้ได้ คิ้วเรียวจึงขยับยักย้ายให้อีกฝ่าย ถึงไม่ทราบว่าเขาจะมองเห็นหรือไม่ แต่ก็รู้สึกสาแก่ใจที่ยกนี้นางเอาชนะคน ‘ปากสุนัข’ ได้แล้ว
“เช่นนั้นเจ้าก็ลองชิม ‘ปากสุนัข’ ดูบ้างเป็นอย่างไร”
ในยามแรกนางไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกล่าวเช่นนั้นมันหมายความว่าอย่างไร กระทั่งอีกฝ่ายกระชากข้อมือจนนางตกอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง แล้วเขาจับล็อกท้ายทอยของตนจนมิอาจขยับหนี แล้วกระแทกเรียวปากแกร่งของเขาลงมายังริมฝีปากจิ้มลิ้มของตนนั่นแล้วถานเมิ่งจีจึงกระจ่างใจในความหมายของคำว่า ‘ลองชิมปากสุนัขดูบ้างเป็นอย่างไร’ แจ่มชัด!
“อื้อ!”
ตุ๊บ! ตุ๊บ! ตุ๊บ!
กำปั้นเล็กทั้งทุบตีและชกต่อยอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังไปพลางดิ้นรนขัดขืนไปพลาง แต่ท่านอ๋องแปดกลับกลายเป็นก้อนศิลาขนาดยักษ์ นางทุบตีลงไปเท่าใดมีแต่ตนเองที่เจ็บเอง นางจึงคิดจะให้อีกฝ่ายสอดลิ้นเข้ามาแล้วกัด ทว่าลูกไม้เช่นนี้หลี่ปิงเฉิงนั้นได้กระจ่างอยู่ก่อนแล้ว จึงใช้มือข้างที่กระชับลำคอระหงเลื่อนมาบีบแก้มจนนางยากจะขยับไปกัดลิ้นร้ายของอีกฝ่ายได้ ยิ่งสู้ไม่ได้ถานเมิ่งจีก็ยิ่งโมโห สุดท้ายก็ร้อนที่เบ้าตาทั้งสอง แต่นางได้สติเร็วจึงกลืนน้ำตานั้นลงท้อง กับคนเช่นท่านอ๋องแปดยิ่งอ่อนแอเขาก็ยิ่งได้ใจรังแกนางไม่เลิก คิดตกเช่นนั้นนางจึงหยุดดิ้น แล้วยกแขนสองข้างขึ้นไปคล้องคอแกร่งของอีกฝ่าย จากนั้นจึงเริ่มจุมพิตโต้ตอบอีกฝ่ายไปอย่างเก้กัง แต่มันกลับทำให้ในอกในใจของหลี่ปิงเฉิงแทบมอดไหม้ด้วยเพลิงเสน่หาที่ลุกโชติช่วงขึ้นรวดเร็วทันใจ เพียงแค่คนตัวเล็กนาง ‘สู้กลับ’ ในแบบของนางเท่านั้น
“อ้าว ไม่ต่อแล้วหรือเพคะ”
ถึงจะทำเก่งกาจก๋ากั่นจุมพิตเขากลับคืนแล้วปีนขึ้นไปนั่งบนตักแกร่ง พร้อมบดเบียดเรือนกายอรชรของตนเองกับเรือนกายแกร่งของอีกฝ่าย หากแต่นางกลับไม่อาจควบคุมน้ำเสียงของตนไม่ให้สั่นไหวได้ จนหลี่ปิงเฉิงนั้นขบขันหัวเราะออกมาจนหัวไหล่สะเทือน
“เกรงว่าหาก ‘ต่อ’ จริง รถม้าคงรับไม่ไหว เอาไว้ถึงตำหนัก เราค่อย ‘ต่อ’ ให้เสร็จสิ้นจนท้องฟ้ากระจ่างก็นับว่ายังไม่สายนะน้องหญิง”
ถานเมิ่งจีต้องกัดฟันและเก็บไม้เก็บมือ เพราะกลัวตนเองจะต้านทานความกวนเท้าของท่านอ๋องแปดไม่ไหว แล้วกางเล็บข่วนอีกฝ่ายให้ใบหน้าลายกว่าเสือดาวเอาได้ คงไม่งามเท่าใดหากพรุ่งนี้เช้าออกจากห้องหอแล้วท่านอ๋องแปดนั้นใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยอารยธรรมของ ‘พระชายาถาน’ ทั้งที่ภายในใจของนางมันร้องบอกให้ ‘ลงมือ ๆ’ ไม่ขาดในขณะนี้ก็ตาม!
“หรือหากเจ้าไม่คิดมาก เรามาเริ่มกันเลยก็ได้นะน้องหญิง ข้าไม่ติดขัดเรื่องนี้ บนรถม้าก็ดีเปลี่ยนบรรยากาศ”
‘เปลี่ยนกับผีน่ะสิ!’
ถานเมิ่งจีบัดนี้ทำได้เพียงคิดถกเถียงกับอีกฝ่ายภายในใจเท่านั้น เพราะยกนี้นางพ่ายแพ้ตั้งแต่แรกเริ่มแล้วดึงดันมีเพียงตนเองนี่แหละที่อับอายขายขี้หน้า หาใช่คนหน้าหนาเช่นท่านอ๋องแปดไม่
“ท่านอ๋องแปดล้อเล่นแล้ว”
กล่าวแล้วนางก็เร่งพิงศีรษะของตนเองกับหน้าอกแกร่งแล้วแขนทั้งสองข้างก็ส่งไปกอดเอวหนา ทำกิริยาออดอ้อนเช่นสตรีมากมารยาชอบทำกัน เพราะบุรุษให้ใจแกร่งเพียงใดถูกมารยาสตรีล่อลวงก็ต้องมีหวั่นไหวกันบ้าง
“โอ๊ะ!”
มิคาดว่าอีกฝ่ายจะผลักนางตกจากตักแกร่งลงมานั่งลงบนพื้นจนจุกไปเลย ดังกับว่าอยู่ดี ๆ นางก็ดันกลายเป็นก้อนถ่านแดง ๆ ที่ต้องเร่งผลักดันทิ้งให้ไกลตนเองอย่างไรอย่างนั้น แต่ผลเป็นนี้ถานเมิ่งจีพอหายจุกเสียดจึงแอบยิ้มคนเดียวในความมืด เพราะที่แสดงมารยาออกไปเมื่อครู่นางก็ต้องการให้ผลลัพธ์มันออกมาเช่นนี้อยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าท่านอ๋องจะ ‘อ่อน’ จนเสียกิริยา เพียงเจอจริตมารยาสตรีระดับชั้น ‘อนุบาล’ ของเจ้าจันทร์คนจริงไปเท่านั้น
‘หึ! อย่าให้ข้าได้ดึงจริตมารยาระดับปริญญาเอกมาใช้เชียว ท่านรับข้าไม่ไหวหรอกหลี่ปิงเฉิง!’
จากนั้นนางจึงปล่อยให้เขานั่งอย่างสงบในมุมหนึ่ง ส่วนนางก็เลือกมุมหนึ่งนั่งซุกตัวเอาศีรษะที่หนักอึ้งพิงกับผนังรถม้าด้วยความอ่อนล้า เพราะไหนจะอดหลับอดนอนมาหลายวัน ไหนจะวันนี้ที่ต้องเดิน หากนับระยะทางอาจเกินยี่สิบถึงสี่สิบลี้ ทั้งที่ต้องสามอาภรณ์หนักอึ้งพร้อมกับต้องแบกเครื่องหัวมากล้นบนหัวไปอีก บอกเลยว่านางรอดชีวิตมาได้จนจบงานนับว่าบุญโขแล้ว
“ถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด”
เสียงของซ่งจินที่วันนี้รับหน้าที่บังคับรถม้า โดยมีไป๋ลู่คุ้มกันท้ายขบวนดังขึ้นหลังรถม้ามาจอดเทียบที่หน้าประตูใหญ่ของตำหนักซ่างหยางที่อยู่ไกลจากจวนถานไท่เว่ยเสียคนละมุมเมืองนานแล้ว แต่คนภายในรถม้ากลับยังเงียบอยู่ไร้การเคลื่อนไหว เขาเลยคาดเอาว่าทั้งสองบ่าวสาวคงเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าจนหลับไปแล้ว ซึ่งที่ซ่งจินคาดเดาล้วนถูกต้อง
ด้วยหาใช่เพียงถานเมิ่งจีที่ยุ่งจนแทบไม่ได้พักผ่อน เพราะท่านอ๋องแปดเองก็มีราชกิจสำคัญที่ต้องเร่งจัดการให้เสร็จสิ้นก่อนงานแต่งตั้งเปี้ยนเฉิงหวางเฟยจนแทบไม่ได้หลับได้นอนตลอดแปดวัน นับจากคุณหนูสี่หรือบัดนี้คือพระชายาถานกลับจวนถานไท่เว่ยนั่นเลยทีเดีย วพอได้มีช่วงเวลาอันสงบเงียบภายในรถม้าเลยต่างคนต่างหลับไปด้วยกันทั้งสอง
“อืม…”
หลี่ปิงเฉิงที่รู้สึกตัวเร็วตอบคนสนิทออกไป ส่วนสายตาก็ก้มลงมองคนที่เขารอให้นางหลับแล้วจึงอุ้มมานอนหนุนตักแกร่งอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจไม่ปลุกนาง แต่เลือกที่จะอุ้มนางก้าวลงจากรถม้าแล้วก้าวข้ามธรณีประตูทั้งสามชั้นด้วยฝีเท้ามั่นคง
“……”
ถานเมิ่งจีรู้สึกตัวตื่นตั้งแต่ถูกอุ้มลงมาจากรถม้า แต่ต้องทำเป็นหลับจนถึงห้องหอ ก็เพราะต่อให้เลยยามจื่อไปแล้วหลิ่วกงกงก็ยังเป็นผู้นำคนภายในตำหนักซ่างหยางแห่งนี้มายืนตั้งแถวยาวสองข้างถนนเพื่อรอต้อนรับเปี้ยนเฉิงหวางเฟยจนเกือบถึงหน้าห้องหอ อีกทั้งนางยังถูกอุ้มลงมาจากรถม้าเช่นนี้เสียได้ ไม่อับอายขายหน้าคนหลายร้อยชีวิตวันนี้ยังจะอับอายขายหน้าวันใดได้อีก
“พวกนางจะเป็นนางกำนัลส่วนตัวที่จะดูแลเจ้านอกจากลู่เจียวที่ติดมาจากจวนถานไท่เว่ย”
นางกำนัลสาวทั้งสามคนนั้นดูแล้วอายุคงไม่ต่างจากนางกับลู่เจียว หรือลู่เจียวคงอายุมากที่สุดยืนสงบเสงี่ยมอยู่มุมข้างประตูห้องหอที่ตกแต่งด้วยสีแดงแม้แต่เทียนมงคล เห็นแล้วถานเมิ่งจีที่เพิ่งถูกท่านอ๋องแปดวางลงตรงกลางห้องก็มองสำรวจไปรอบ ๆ ก็รู้สึกพึงใจพอสมควรที่พวกนางดูสะอาดสะอ้าน ต่อให้สวมอาภรณ์ของนางกำนัลวัยเยาว์เท่านั้น
“เจ้าคงรู้สึกเหนียวตัวเต็มทนแล้วกระมัง เช่นนั้นเจ้าอาบน้ำในห้องใหญ่ ข้าจะไปอาบด้านนอกเอง”
พอท่านอ๋องแปดหายออกไปจากประตู ถานเมิ่งจีก็ถูกจับจองพาไปยังห้องแต่งตัวที่อยู่ด้านใน โดยกั้นกลางระหว่างห้องนอนใหญ่กับห้องอาบน้ำที่ดูราวกับเป็นสระน้ำขนาดย่อมอยู่ ตกลงแล้วราตรีเข้าหอนี้กว่าทุกสิ่งจะเรียบร้อยนางปลดทั้งอาภรณ์และเครื่องประดับเสร็จก็นานเป็นชั่วยาม เรียกว่านางถึงกับนั่งหลับระหว่างปลดทุกสิ่งออกจากเรือนผมไปเสียหลายยก
กว่าจะอาบน้ำเสร็จสิ้นตัวสะอาดสะอ้านโล่งสบายกลับมายังภายในห้องนอนก็พบว่าท่านอ๋องแปดนั้นหลับไปเสียแล้ว แต่ถานเมิ่งจีที่ขนาดก้าวเดินยังพร้อมจะหลับไม่สนสี่สนแปดอันใดอีกแล้ว เห็นเตียงกับหมอนก็ปีนขึ้นไปทิ้งกายลงนอนแล้วหลับลึกไปทันที ปล่อยนางกำนัลทั้งสามดูแลเก็บทุกสิ่งออกไป พร้อมกับพาลู่เจียวไปยังที่พักซึ่งถูกจัดเอาไว้โดยเฉพาะสำหรับนางกำนัลประจำตัวของเปี้ยนเฉิงหวางเฟยที่อยู่ไม่ไกลกันจากหอนอนแห่งนี้ เพื่อให้ง่ายต่อการถูกเรียกใช้
ราตรีเข้าหอในนวนิยายหรือในซีรีส์ที่เจ้าจันทร์เคยดูช่างห่างไกลจากราตรีเข้าหอของนางและท่านอ๋องแปดอยู่หลายพันลี้ยิ่งนัก แต่จะอย่างไรนางก็ไม่สนแล้วในยามนี้ นางขอหลับเติมพลังยาว ๆ สักสิบสองชั่วยามคงกำลังดี...
ตลอดงานพิธีการในช่วงเช้าเริ่มตั้งแต่ลงจากหลังม้าจนยกน้ำชาให้กับฮ่องเต้และฮองเฮา ถานเมิ่งจีทำทุกสิ่งถูกต้องเพราะนางทำใจได้แล้ว คิดว่านับจากนี้นางคือลูกจ้าง ส่วนท่านอ๋องแปดคือนายจ้าง เรื่องทางกายนางคิดหลบหลีกคงยาก ซึ่งคิดให้ดีหลี่ปิงเฉิงเปิดเผยพูดจาจริงใจยังดีกว่าหลอกลวงให้นางคิดเข้าข้างตนเอง‘เป็นเช่นนี้ย่อมดีแล้ว’ นางคิดในใจอย่างไม่ถือโทษโกรธท่านอ๋องแปดอีกต่อไป เพราะเขาชัดเจน นางเองก็จะได้ชัดเจนเช่นกัน ระหว่างนางกับเขามีเพียงความใคร่ หากร่วมหมอนจะไม่มีสิ่งใดเกินไปจากนั้น“เจ้าเหนื่อยเกินไปจนสติวิปลาสไปแล้วหรือ?”หลี่ปิงเฉิงที่สังเกตมาพักใหญ่แล้วเห็นว่าถานเมิ่งจีนั้นดูยิ้มแย้มใบหน้าผ่องใส ผิดกับเมื่อครั้งลงจากหลังม้ามาพร้อมกัน ก็ให้สงสัยว่าที่ตนพูดออกไปอาจทำร้ายจิตใจนางจนสติวิปลาสไปแล้วหรือไม่ จึงดูกลับมาร่าเริงได้ไวถึงเพียงนี้ หรือผู้ใดแอบเอาน้ำชาต้าหมา (กัญชา) ให้นางกินเข้าไป จึงดูอารมณ์ดีเกินไปเช่นนี้“เหนื่อยนั้นมาก แต่รู้สึกว่าการแต่งงานนี้ที่จริงก็หาได้เลวร้าย จึงทำให้หม่อมฉันอารมณ์ดีเพคะ” หญิงสาวหันไปคุยกับเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาจากใจจริงแท้ ดูอย่างไรนางก็ไม่ได้เสแสร้งจนเ
ตอนที่ 14แปดวันช่างผ่านไปเร็วนัก นับตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาถานเมิ่งจีและถานม่านอวี้ถูกเหล่าฮูหยินถานและถานไท่เว่ยพาเข้าไปยังหอบรรพชนโดยมี ‘ถานเหยียนซ่ง’ บุตรชายคนรองสายตรงที่จะรับตำแหน่งผู้นำสกุลถานคนต่อไป ซึ่งเพิ่งกลับมาจากชายแดนถึงสกุลถานเมื่อสองวันก่อนก็เข้าไปร่วมชมพิธี ‘อำลาบรรพชน’ เช่นสตรีทุกคนในดินแดนต้าเซิ่งแห่งนี้ล้วนต้องกระทำเมื่อยามออกเรือน และถานเหยียนซ่งในอนาคตแน่นอนว่าจะต้องทำหน้าที่บิดาส่งบุตรสาวออกเรือนต่อจากถานหมิงฮ่าวคนเดียวที่ไม่อาจเข้าร่วมมีเพียงถานเถียนหย่ง ถึงภายนอกอีกฝ่ายไม่แสดงกิริยาไม่พึงใจออกไป แต่ภายในใจของคุณชายสามกลับเต็มไปด้วยความริษยาพร้อมจะสาดเพลิงโทสะสังหารพี่ชายต่างมารดาที่ได้ดีมีหน้ากว่าตนทุกสิ่ง โดยไม่สนใจว่ากว่าถานเหยียนซ่งเขาจะก้าวหน้าถึงเพียงนี้ลำบากยากเข็ญเพียงใด ต้องฝึกฝนวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่วัยเพียงห้าหนาว จนเก่งกาจรอบด้านทั้งบุ๋นและบู๊ต่างจากเด็กวัยเดียวกันมากเพียงใด“เริ่มท่องคติธรรมครองเรือนแห่งต้าเซิ่งได้แล้ว เสี่ยวม่าน เสี่ยวเมิ่ง”สองกายอรชรในอาภรณ์สีแดงลวดลายนกยวนยางคู่สีทองนั่งบนเบาะหน้าแท่นวางป้ายวิญญาณคนสกุลถานเคียงข้างกัน โดยมีเห
ตอนที่ 13หน้าจวนสกุลถานไท่เว่ยวันนี้พอได้ฟังว่าหลานสาวตัวน้อยกำลังจะกลับจวน เหล่าฮูหยินถานก็ไม่กลัวแดดกลัวลมสั่งให้บ่าวไพร่ชายหญิงยกเก้าอี้มาให้นั่งรอตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันสาดแสงเลยด้วยซ้ำ เห็นแล้วสองพี่น้องถานเถียนหย่งและถานม่านอวี้ต่างก็ริษยาจนขนตาแทบไหม้“ท่านย่ากลับไปรอในโถงกลางดีหรือไม่เจ้าคะ แดดเริ่มแรงแล้ว ประเดี๋ยวจะป่วยเอาได้นะเจ้าคะ” ถานม่านอวี้ที่ไม่ยอมพลาดทุกการเคลื่อนไหวของศัตรูตัวร้ายของตนเร่งรุดตรงไปเอาหน้ากับผู้เป็น ‘ท่านย่า’ เพื่อประจบสอพลอ แต่ดูไม่ประจบสอพลอ ทว่ากิริยานั้นดูห่วงใยจากใจจริง แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดเหล่าฮูหยินมีหรือจะมองไม่ออก ถึงนางมองออกและเท่าทันอย่างไร เหล่าฮูหยินถานกลับไม่แสดงออกมา นางเลือกที่จะเก็บจดทดเอาไว้ในใจเพียงเท่านั้น เพราะหนึ่งในอดีตนางเคยใจร้ายกับมารดาของถานม่านอวี้ จนสุดท้ายพอคลอดถานเถียนหย่งออกมาได้เพียงเจ็ดวัน สตรีผู้นั้นก็แขวนคอตายจากไปกับสองเพราะนางผ่านโลกมานานจึงทราบว่ายิ่งตนเองตำหนิถานม่านอวี้ก็คล้ายดังนางโยนถ่านร้อน ๆ ไปใส่ถานเมิ่งจี เช่นนี้ที่ผ่านมานางจึงทำราวกับเป็นคนแก่สายตาไม่ดีหูก็ตึง ถานม่านอวี้รังแกถานเมิ่งจีบ
ผ่านไปถึงเจ็ดวันกว่าที่ถานเมิ่งจีจะลุกขึ้นจากเตียงไหว แต่ยังดีว่านับจากค่ำคืนนั้นหลี่ปิงเฉิงก็ไม่โผล่หน้ามาให้นางได้ลำบากใจอีกเลย ช่างดีต่อใจของนางอย่างยิ่งจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาถึงสิบเอ็ดวัน นางจึงได้โอกาสกลับจวนสกุลถาน เพราะเหลือเวลาสำหรับเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอีกเพียงแปดวันเท่านั้น ซึ่งตลอดเวลาถานเมิ่งจีก็มีความสุขไม่น้อย เพราะที่ตำหนักซ่างหยางนี้ไม่มีถานม่านอวี้คอยทำให้นางปวดสมองกับความร้ายกาจที่มาในคราบของผู้ถูกกระทำ แล้วผลักภาระบทนางร้ายให้นางแสดงอยู่ทุกวัน ยิ่งท่านอ๋องแปดทำตัวดังกับว่าได้ตายจากไปแล้วนางยิ่งสุขล้น!“รถม้ามารอที่หน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะพระชายาถาน” คนที่กำลังเตรียมตัวจะลุกขึ้นเดินถึงกับสะดุดแทบล้ม ยังดีมีลู่เจียวช่วยประคอง เพราะอยู่ดี ๆ กลับถูกท่านกงกงอาวุโสเรียกนางว่า ‘พระชายาถาน’ ทั้งที่อีกตั้งแปดวันงานแต่งงานพระราชทานจะมาถึง“ทะ ท่านหลิ่วกงกง ข้ายังเป็นเพียงคุณหนูสี่เท่านั้น” นางเอ่ยแก้ความเข้าใจของท่านกงกงซึ่งดูจากหลายวันที่ผ่านมาแล้ว นางคิดว่ากงกงผู้นี้คงดูแลตำหนักซ่างหยางแห่งนี้ทั้งหมดเป็นแน่ อนาคตนางจะมาอาศัยที่ตำหนักแห่งนี้ก็สมควรพูดจาให้ดีกับกงกงผู้นี้เอาไ
ตอนที่ 11กึก! กึก!เสียงฝีเท้าหนักดังปลุกให้ลู่เจียวที่หลับอยู่หน้าเตียงของคุณหนูสี่สะดุ้งก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยใบหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะซีดจนขาวเมื่อเห็นจนกระจ่างว่าผู้มาเยือนในยามดึกดื่นนั้นคือ ‘ท่านอ๋องแปด’ หาใช่คนร้ายที่ใด แต่สำหรับนางแล้วให้เป็นคนร้ายยังน่ากลัวน้อยกว่าท่านอ๋องแปดหลายส่วนนัก!“ท่านอ๋องแปด!” “หุบปาก แล้วตามคนของเปิ่นหวางไปพักข้างนอก” ลู่เจียวนั้นยังคงนิ่ง เพราะไม่คิดทิ้งคุณหนูสี่ไว้กับบุรุษร้ายกาจนาม ‘หลี่ปิงเฉิง’ ต่อให้อีกฝ่ายมีใจคออำมหิตเพียงใดสาวใช้ผู้จงรักภักดีต่อนายสาวก็ไม่กลัวตาย“อยากตายสินะ!” กระบี่ในมือตวัดไปพาดบนลำคอเล็กของสาวใช้ไม่กลัวตายตรงหน้าเตียง แต่ถึงลู่เจียวจะหวาดกลัวจนตัวสั่นหน้าซีดเผือด แต่นางกลับไม่ยอมขยับเปิดทางให้แก่ท่านอ๋องแปดแม้เพียงเสี้ยวธุลี หลี่ปิงเฉิงจับจ้องสาวใช้ของคุณหนูสี่ราวกับจะฉีกเนื้อเลาะกระดูก นางเองก็กัดฟันจ้องตอบเช่นกัน กลัวตายนั้นนางก็มีไม่ต่างจากคนอื่น ๆ แต่นางมีหน้าที่ ‘ปกป้อง’ คุณหนูสี่ ต่อให้ต้องตายลงเดี๋ยวนี้นางก็ไม่เสียใจ“!!!” ลู่เจียวเร่งหลับตาลงทันทีที่เห็นว่าท่านอ๋องแปดเงื้อมือที่กำด้ามกระบี่ขึ้นสูงสุดปลายแขน ทำใจเ
ตอนที่ 10และตลอดทั้งบ่ายไปจนถึงตลอดคืน ไข้ของถานเมิ่งจีก็ยังสูงอย่างน่าเป็นห่วง จนหลี่ปิงเฉิงต้องเรียกให้ท่านหมอหลวงจางมาพักค้างแรมภายในตำหนักซ่างหยางของตนเสีย เนื่องจากเกรงว่าหากคุณหนูสี่อาการทรุดหนักก็จะได้มีหมอรักษาได้ทันเวลาไม่ประมาทอีกต่อไป“บาดแผลของคุณหนูสี่นั้นไม่ธรรมดา เป็นไข้หนักถึงเพียงนี้ยังนับว่าน้อยหรือ หากให้กระหม่อมกล่าวความจริงจากใจก็คือนางไม่ตายก็นับว่าแกร่งเกินบุรุษบางคนอยู่มากแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด” ท่านอ๋องแปดรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะออกคำสั่งให้ซ่งจินนั้นไปรับตัวสาวใช้คนสนิทของคุณหนูสี่แซ่ถานมาดูแลในช่วงสายของอีกวัน เพราะเขามีข้อราชกิจต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในช่วงค่ำของวันนี้ ไม่ไปไม่ได้ และคนในตำหนักข้างกายที่ตนวางใจได้มีแต่บุรุษทั้งสิ้น คงมีแต่วิธีเท่านั้นจึงพอคลายความกังวลว่านางอาจถูกอีกฝ่ายส่งคนมา ‘ซ้ำรอย’ จนนางถึงแก่ความตายไป เช่นนั้นแผนของเขาเห็นทีจะเสียหายไปไม่มากก็น้อยเป็นแน่“ข้าได้ข่าวว่าถานเมิ่งจีถูกลอบสังหาร เรื่องนี้จริงเท็จเป็นประการใดกันแน่ปิงเอ๋อร์” หลังจากประชุมขุนนางเสร็จเมื่อช่วงบ่าย บัดนี้จึงเป็นมื้อค่ำพร้อมหน้าทั้งไท่จื่อ กู้ฮองเฮา ร







