LOGINและตลอดทั้งบ่ายไปจนถึงตลอดคืน ไข้ของถานเมิ่งจีก็ยังสูงอย่างน่าเป็นห่วง จนหลี่ปิงเฉิงต้องเรียกให้ท่านหมอหลวงจางมาพักค้างแรมภายในตำหนักซ่างหยางของตนเสีย เนื่องจากเกรงว่าหากคุณหนูสี่อาการทรุดหนักก็จะได้มีหมอรักษาได้ทันเวลาไม่ประมาทอีกต่อไป
“บาดแผลของคุณหนูสี่นั้นไม่ธรรมดา เป็นไข้หนักถึงเพียงนี้ยังนับว่าน้อยหรือ หากให้กระหม่อมกล่าวความจริงจากใจก็คือนางไม่ตายก็นับว่าแกร่งเกินบุรุษบางคนอยู่มากแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด”
ท่านอ๋องแปดรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะออกคำสั่งให้ซ่งจินนั้นไปรับตัวสาวใช้คนสนิทของคุณหนูสี่แซ่ถานมาดูแลในช่วงสายของอีกวัน เพราะเขามีข้อราชกิจต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในช่วงค่ำของวันนี้ ไม่ไปไม่ได้ และคนในตำหนักข้างกายที่ตนวางใจได้มีแต่บุรุษทั้งสิ้น คงมีแต่วิธีเท่านั้นจึงพอคลายความกังวลว่านางอาจถูกอีกฝ่ายส่งคนมา ‘ซ้ำรอย’ จนนางถึงแก่ความตายไป เช่นนั้นแผนของเขาเห็นทีจะเสียหายไปไม่มากก็น้อยเป็นแน่
“ข้าได้ข่าวว่าถานเมิ่งจีถูกลอบสังหาร เรื่องนี้จริงเท็จเป็นประการใดกันแน่ปิงเอ๋อร์”
หลังจากประชุมขุนนางเสร็จเมื่อช่วงบ่าย บัดนี้จึงเป็นมื้อค่ำพร้อมหน้าทั้งไท่จื่อ กู้ฮองเฮา รวมไปถึงท่านอ๋องแปดที่ต้องมากินข้าวซึ่งในเจ็ดวันต้องมาร่วมโต๊ะเสวยกับฮ่องเต้ผู้เป็นพระบิดาให้ได้สามวันหากเขายังรั้งอยู่เมืองหลวง ไม่ได้กลับหนานโจว
“เกรงว่า ‘ข่าว’ ของฝ่าบาทจะผิดแล้ว ราตรีก่อนกระหม่อมได้ไปชวนเมิ่งเมิ่งมาดื่มน้ำชาชมจันทราด้วยกันที่ศาลาคลายกังวล มิคาดขณะที่เดินทางกลับไปส่งนางยังจวนถานไท่เว่ยกลับมีนักฆ่ากลุ่มหนึ่งคิดร้ายกับกระหม่อม จึงซุ่มโจมตี แต่ดาบคมล้วนไร้ดวงตาจึงพลาดไปถูกเมิ่งเมิ่งจนได้รับบาดเจ็บ นี่จึงเป็นเรื่องจริงพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่ปิงเฉิงเอ่ยโกหกไหลลื่นไม่มีสะดุด คล้ายกับที่เขาเล่าไปนั้นเป็นเรื่องจริงแท้ ซึ่งการที่ท่านอ๋องแปดต้อง ‘โกหก’ ก็เพราะทราบดีว่ามีคนนั้นกำลังกางหูรอฟังผลลัพธ์ว่าแผนที่นางวางเอาไว้สำเร็จหรือไม่ และแน่นอนว่าตนเองย่อมทำลายความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของอีกฝ่ายลงเสีย หรืออย่างน้อยทำให้อีกฝ่ายยังไม่คิดลงมือทำอันใดที่ ‘เสี่ยง’ ให้ความลับของตนเองแตก ก่อนแผนการร้ายของนางจะสำเร็จก็เป็นความสุขสิ่งหนึ่งสำหรับเขายิ่งนัก แล้วมีเหตุผลอันใดให้เขาไปกระทำกันเล่า?
“เรื่องบัดสีเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเอามากล่าวต่อหน้าฝ่าบาทก็ได้กระมังท่านอ๋อง เพราะมันไม่บังควรไม่ทราบหรือไร’
กู้ฮองเฮากล่าวตำหนิไม่ไว้หน้า แต่หลี่ปิงเฉิงมีหรือจะใส่ใจ เขากลับยิ้มร้ายยั่วอารมณ์อีกฝ่ายราวกับนางหาใช่สตรีมากอำนาจที่สุดในวังหลัง เพราะสำหรับเขาแล้วในอดีตนางอาจยิ่งใหญ่จนแม้แต่บิดาของเขาที่เป็นฮ่องเต้และอดีตไทเฮายังเกรงใจนั้น วันนี้กลับไม่ได้น่าหวาดกลัวสำหรับเขาอีกต่อไปแล้วนั่นเอง
“หากเรื่องที่สามีภรรยาออกมาร่วมชมจันทราด้วยกันนับว่าเป็นเรื่องบัดสี เช่นนั้นที่มีบางคนล่อลวงคู่หมั้นคู่หมายของผู้อื่นในยามที่เขาต้องไปรบไกลถึงชายแดนจะเรียกว่า’ หน้าตัวเมีย’ แสนจะไร้ยางอายได้แล้วกระมัง”
“เจ้า!”
หลี่ไท่หยางตัวสั่นระริก แต่บุรุษผู้ถูกหมายหัวกลับยิ้มเย้ยหยันไม่สนใจสายตาทิ่มแทงของทั้งสองแม่ลูกเลยสักน้อย ก็นับจากจำความได้ เขาไม่เคยที่จะหยุดชิงชังสองคนนี้ได้เลยสักวัน!
“ไท่หยาง ปิงเฉิง พวกเจ้ายังเห็นศีรษะของบิดาผู้นี้อยู่หรือไม่”
ฮ่องเต้เอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย เพราะเหตุการณ์และภาพเหล่านี้เขาพบพานมาทุกวันนับจากที่ยกย่องให้บุตรชายลำดับที่แปดได้ร่วมโต๊ะเสวยมาตลอดยี่สิบหนาวผันผ่าน
“ฝ่าบาท! / เสด็จพ่อ!”
กู้ฮองเฮาแทบอยากลุกขึ้นอาละวาดมันเสียกลางโต๊ะอาหาร แต่บัดนี้นางย่อมทราบดีว่าตนเองยังมีอำนาจในกำมือไม่พอ ในอดีตนางยอมรับจากใจว่าตนเองคลั่งรักบุรุษนามหลี่อี้ฝานยิ่งกว่าชีวิตตนเอง จะทำเช่นไรหรือสังหารผู้ใดไปบ้างเพื่อให้ได้ครอบครองเขานางล้วนทำไม่ละเว้น แต่ผ่านไปสามสิบหนาวความรักมันกลับเลือนหาย จำไม่ได้เสียแล้วว่าในอดีตนางเคยรักเขาเท่าใด และรักมากล้นจนสูญเสียทั้งคนและอำนาจเดิมจากสกุลกู้ไปไม่น้อย จนทุกวันนี้สกุลกู้ตกต่ำลงมาก็เพราะนางรักมังกรไร้ดวงใจมากเกินไป
ซึ่งกว่านางจะคิดได้ว่าตนเองมีเพียงชีวิตตนเองกับบุตรชายเช่นหลี่ไท่หยางเท่านั้น ส่วนบุรุษมากรักจิตใจไม่มั่นคงเช่นหลี่อี้ฝาน ต่อให้นางตายลงต่อหน้า เขาคงมีแต่ดีใจ นางพร้อมที่จะปล่อยให้เขาตายลงไปโดยไม่เสียใจอีกแล้วเช่นกัน ในเมื่อเขาใจดำกับนางก่อน แล้วเหตุใดนางจะคอใจอำมหิตตอบโต้คืนกลับไปบ้างมิได้กันเล่า?
“กินข้าว หากอิ่มแล้ว ไม่อยากกินอีกแล้วก็ลุกจากไปเสีย อย่าให้ข้าเบื่อหน่ายพวกเจ้าไปมากกว่านี้เลยชิงหนี่ว์ ไท่หยาง”
หลี่อี้ฝานเอ่ยเสียงเรียบ กู้ชิงหนี่ว์มองบุรุษที่ตนทั้งรักทั้งชังด้วยดวงใจปวดร้าว นางรักเขาหมดใจมากถึงเพียงนี้ แต่เขากลับไม่เคยมีใจรักตอบนางแม้เพียงสักนิด นางเจ็บปวดมานาน นานเกินไปจนหัวใจตนเองกลายเป็นก้อนเนื้อเน่าหนึ่งก้อนเท่านั้น ไม่พอยิ่งนับวันอีกฝ่ายก็ยิ่งแสดงออกชัดเจนว่ารักใคร่บุตรของนางตัวดีแซ่เหลิ่งมากกว่าบุตรชายของนางมากขึ้น และมากขึ้นจนนางจะทนไม่ไหวแล้ว
“ไสหัวออกไป!”
ทุกชีวิตภายในห้องแทบหยุดหายใจ แม้แต่หลี่ไท่หยางเองก็มิได้ละเว้น นอกจากฮ่องเต้ก็คงมีเพียงท่านอ๋องแปดที่ยังกินข้าวได้เป็นปกติดีอยู่ ส่วนกู้ฮองเฮานั้นทำเพียงกัดฟันแล้วเชิดหน้ากลืนกินน้ำตาในอกลงท้องไป รักมากแค้นมากนางเพิ่งกระจ่างก็ในวันนี้อีกสิ่งว่านางใจเย็นมานานเกินไปแล้ว
“ไท่จื่อกลับ!”
เรือนกายอรชรงามสง่าสะบัดอาภรณ์เดินจากไปราวกับนางพญาหงส์ หลี่ไท่หยางที่แต่ใดไหนมามีเพียงมารดาที่รักและปกป้องหันมองบิดาแล้วจึงสะบัดอาภรณ์จากไปอีกคน ไม่สนใจเอ่ยคำลากับผู้เป็นบิดาสักเพียงครึ่งคำ เพราะคิดว่าทำดีไปนับหมื่นก็คงยากจะเทียบเท่าหลี่ปิงเฉิงสะบัดกระบี่เพียงหนึ่งครั้งนั่นเอง
“ฝ่าบาทไม่ต้องการมีชีวิตอีกต่อไปแล้วหรือ จึงทำให้นางไม่พึงใจเช่นนั้น”
หลี่ปิงเฉิงเอ่ยเตือนสติพระบิดาเสียงนิ่ง จนบุรุษผู้เป็นใหญ่กลืนข้าวไม่ลง ตะเกียบทองคำถูกวางลงช้า ๆ มุมปากแกร่งของมังกรเฒ่ายกยิ้มดูเย้ยหยัน แต่เกรงว่าจะมีเพียงเขาผู้เดียวที่ทราบว่าตนเองเย้ยหยันผู้ใด
“หากอิ่มแล้วก็ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าเสียหลี่ปิงเฉิง!”
หลี่ปิงเฉิงทำเพียงยกยิ้มมุมปากแล้ววางตะเกียบในมือของตนลง ไม่พูดไม่ถามอันใดอีก นอกจากลุกจากเก้าอี้ตัวประจำของตนแล้วหันหลังจากไป ไม่มีคำลาใดหลุดออกจากปากมาแม้เพียงครึ่งคำเช่นบุตรรักใคร่บิดาบ้านอื่น เพราะสำหรับเขาแล้วนับจากมารดาตายลงต่อหน้าก็ยากจะมองหน้าบุรุษที่ยิ่งใหญ่เหนือคนทั้งใต้หล้า แต่กลับยากจะปกป้องชีวิตสตรีอันเป็นที่รักของตนเองไปได้สนิทใจอีกต่อไป
หลี่อี้ฝานมองตามแผ่นหลังกว้างและองอาจของบุตรซึ่งเขารักใคร่ห่วงใยเกินกว่าผู้ใดจนลับหายไปจากสายตาจึงถอนหายใจเสียงหนักออกมาเฮือกใหญ่ ส่วนในใจของมังกรสูงวัยกลับไม่มีผู้ใดคาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดการใดอยู่กันแน่นอกจากเขาผู้เดียว
ท่านอ๋องแปดออกจากวังตรงกลับตำหนักซ่างหยาง แต่หาได้แวะเวียนไปดูอาการของว่าที่พระชายา หากแต่กลับเรียกหาสตรีบำเรอไป ‘ปรนนิบัติ’ ซึ่งพอถานม่านอวี้ได้ทราบก็หัวเราะออกมาอย่างสาแก่ใจที่คนซึ่งนางชิงชังสุดท้ายก็เจ็บเจียนตายอยู่เดียวดายตั้งแต่ยังไม่ได้แต่งงานเลยด้วยซ้ำ!
“นี่มิใช่ว่าสาแก่ใจกว่านางตายหรอกหรือเสี่ยวม่าน”
นิ้วแกร่งลูบไล้ไปบนใบหน้างาม ถึงจะด้อยกว่าคนน้องอยู่หลายส่วน แต่นางอำมหิต แถมยังหลอกใช้ง่ายดาย หาไม่เขาคงไม่คิดรับสตรีต่ำต้อยนางนี้เข้าตำหนักบูรพาเป็นแน่
“ขอบพระทัยไท่จื่อที่สนับสนุนเสี่ยวม่านเสมอมานะเพคะ”
แสงจันทรากระจ่างยังอุทยานท้ายตำหนักบูรพาคือสถานที่นัดแนะเสพสุข และนี่หาใช่ครั้งแรกที่ถานม่านอวี้มาพลอดรักกับบุรุษที่นางหมายปอง โดยมีกู้ฮองเฮาสนับสนุนเช่นวันนี้ที่ก็เป็นกู้ฮองเฮาอีกมิใช่หรือ ที่ออกหน้าเรียกคุณหนูใหญ่ถานมารับใช้ใกล้ชิด หากแต่ความจริงแล้วพระนางเพียงเอาใจบุตรชาย กับต้องการให้ถานม่านอวี้นำบางสิ่งมามอบให้เท่านั้น
“คราวนี้เจ้าคงไม่หึงหวงไร้สาระอีกแล้วนะ”
ถูกต้องว่าแผนการในวันงานเลี้ยงใหญ่ของต้าเซิ่งนั้นหากไม่มีกู้ฮองเฮาและเขาผู้เป็นองค์รัชทายาทส่งเสริม มีหรือคนต่ำต้อยเช่นถานม่านอวี้จะกล้าลงมือ แต่ที่ผิดแผนทำลายชื่อเสียงสาดมลทินให้กับคุณหนูสี่เพื่อตักเตือนถานไท่เว่ยและนิ่งเหรินโหว ผู้เป็น ‘ท่านลุง’ ของนางว่าอย่าได้กำแหง คิดแข็งข้อกับคนสกุลกู้ รวมถึงแผนสังหารในครั้งนี้ ที่ทั้งถานไท่เว่ยและนิ่งเหรินโหวยังคงนิ่งเฉย ไม่ยอมก้มศีรษะให้คนสกุลกู้อยู่อีก หากแต่สองครั้งแผนของเขาและพระมารดากลับถูกเจ้าคนชั่วปิงเฉิงขัดขวางจนล่มไม่สำเร็จผลเสียสิ้น เขาจึงแค้นใจเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน แต่ก็ยังไม่ถึงขนาดคิดจะให้ถานเมิ่งจีต้องถึงกับตายลงเร็วนัก
“เสี่ยวม่านขออภัยเพคะที่สงสัยไท่จื่อ”
ดวงตาเรียวชม้อยชม้ายชายตาขึ้นมองประสานสายตากับบุรุษรูปงาม อาจนับได้ว่าหลี่ไท่หยางนี้เป็นบุรุษรูปงามที่สุดในต้าเซิ่ง ยั่วยวนจนไม่หลงเหลือกิริยาเรียบร้อยเช่นปกติที่ผู้อื่นพบเห็นภายนอกเลยสักน้อย แต่เพราะนางเป็นเช่นนี้จึงมัดใจของไท่จื่อหนุ่มได้มาหลายหนาวมิใช่หรอกหรือ?
“ทำให้ข้ารู้แจ้งสิว่าเจ้า ‘จริงใจ’ มิใช่เอ่ยเพียงเอาตัวรอดจากเปิ่นไท่จื่อเพียงเท่านั้น”
หลี่ไท่หยางเอนกายลงนอนหงาย เปิดเปลือยเรือนกายกำยำท้าทายสายลมและแสงจันทราในยามราตรีจนถานม่านอวี้กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เพราะสำหรับนางแล้วจะกี่ครั้งกี่หนเรือนกายของบุรุษนามหลี่ไท่หยางก็จุดเพลิงราคะในกายของนางให้ลุกโชนขึ้นเสมอมิแปรผัน
นิ้วเรียวของนางเป็นฝ่ายกรีดลูบไล้ล้อเล่นไปทั่วกายแกร่งบ้างแล้ว ก่อนจะเป็นฝ่าย ‘ปรนเปรอ’ อีกฝ่ายด้วยกิริยาท่าทางราวกับสตรีบำเรอที่ช่ำชองในเชิงกามารมณ์ หาใช่คุณหนูสกุลใหญ่แสนจะอ่อนหวานและใสซื่อ ทั้งที่โดยรอบสถานที่แห่งนี้มีแต่องครักษ์หนุ่มมากมาย นางร่ายรำบทเพลงเสน่หาราวกับตนเองคือนักดนตรีผู้เชี่ยวชาญชำนาญในเชิงพิณ ไม่อับอายฟ้าดิน หรือสายตาของผู้ใด ช่างถึงอกถึงใจของหลี่ไท่หยางอย่างยิ่ง เพราะเขานั้นมีความชอบส่วนตัวเมื่อยามเสพสมหากมีสายตาบุรุษด้วยกันมองมาด้วยสายตาริษยา เขายิ่งสุขล้นไปถึงจุดหมายรุนแรงสาสมใจนั่นเอง
“ส่งแผนที่นี้ไปให้ ‘หย่งเล่อโหว’ ตรวจสอบว่ามันคือของจริงหรือไม่”
กู้ชิงหนี่ว์ปล่อยให้บุตรชายเสพสุขโดยไม่ขัดขวาง เพราะนางตั้งใจมาตลอดว่าหากสิ่งใดคือความสุขของหลี่ไท่หยาง ต่อให้ต้องแลกมาด้วยชีวิตนางก็ยินดี แล้วมาใส่ใจกับแผนที่ทางการทหารล่าสุดที่ถานม่านอวี้แอบคัดลอกมาจากของจริงในจวนของถานไท่เว่ย และนี่คือเหตุผลว่าทำไมนางจึงเลือกถานม่านอวี้แทนถานเมิ่งจี เพราะคุณหนูสี่เย่อหยิ่งเกินไป นางควบคุมหรืออาศัยอันใดมิได้ ต่างจากคุณหนูใหญ่ถานม่านอวี้ที่ยินดีจะทำทุกสิ่งตามแต่นางและบุตรชายจะสั่งการ
ในเมื่อนางดึงเอาถานไท่เว่ยมาร่วมมือ ‘ทำการใหญ่’ มิได้ ก็ต้องอาศัยคนเช่นถานม่านอวี้และถานเถียนหย่ง ซึ่งแน่นอนว่ายามใดสองคนนี้หมดประโยชน์ นางกับบุตรชายก็พร้อมจะ ‘กำจัดทิ้ง’ ไปได้โดยง่าย ดีเสียอีกพึ่งพาสองพี่น้องที่มักใหญ่ใฝ่สูง นางไม่ต้องเปลืองแรงและทรัพย์สินเช่นเจรจากับเจ้าสุนัขรับใช้แสนซื่อสัตย์เช่น ‘ถานหมิงฮ่าว’ ยิ่งมันไม่ระแวงบุตรสาวคนโตมากเท่าใด ผลประโยชน์มีแต่จะบังเกิดต่อนางและบุตรชายไม่สิ้นไป
“เสิ่นเย่ มารับใช้ข้า”
ขันทีหนุ่มหน้าตาดี รูปร่างตึงแน่นถูกเรียกมารองรับอารมณ์ใคร่ที่นางต้องเก็บกดมาตลอดยี่สิบหกหนาว เพราะหากไร้ยาปลุกกำหนัด ฮ่องเต้ก็ไม่เคยแตะต้องนางมานานมากแล้ว อาจนับจากนางคลอดหลี่ไท่หยางออกมา เช่นนั้นนางจึงคิดว่าตนเองไม่ผิดที่จะเก็บ ‘บุรุษบำเรอ’ ในฐานะขันทีรับใช้เอาไว้ระบายอารมณ์ใคร่ เช่นที่ฮ่องเต้ยังมีพระสนมนางในมากมายเกินห้าร้อยชีวิต
เพราะนางคิดตกมาหลายหนาวแล้วว่ารักและทุ่มเทให้คนไร้หัวใจเช่นหลี่อี้ฝานก็เปรียบเสมือนนางเทน้ำลงบนพื้นทราย ไม่เคยได้คืนกลับมาไม่พอ นางเทลงไปมากมายกลับไร้ผลใดปรากฏให้เห็นมานานเหลือเกิน ในเมื่อรักเขาแล้วเขาไม่เห็นคุณค่า นางก็จะรักเพียงตนเองกับบุตรเท่านั้น
‘อีกไม่นานหรอกอี้ฝาน ข้าจะช่วยส่งเสริมให้ท่านได้ไปอยู่กับนางปีศาจเยว่เหยาสมดังใจปรารถนา!’
‘หลิ่วเยว่เหยา’ คือพระสนมที่ฮ่องเต้หลี่อี้ฝานรัก แต่ด้วยในอดีตสกุลหลิ่วนั้นยังไร้อำนาจ ต้อยต่ำกว่าสกุลกู้อยู่หลายขุม นางจึงช่วงชิงตำแหน่งฮองเฮามาครอบครองได้โดยง่าย น่าเสียดายที่ต่อให้นางกำจัดนางปีศาจร้ายหลิ่วเยว่เหยาได้สำเร็จแต่กลับมิอาจกำจัดบุตรชายของมัน จนบัดนี้กลายเป็นเสี้ยนหนามตำตาตำใจไม่พอ หลี่ปิงเฉิงยังคิดการใหญ่หวังช่วงชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทอยู่ทุกวัน
อดีตมันยังเป็น ‘ต้นกล้าอ่อน’ นางยัง ‘กำจัด’ มันมิได้ พอมาถึงทุกวันนี้มันเติบใหญ่หยั่งรากฝังลึกเพิ่มขึ้นทุกวันกลับ ‘กำจัด’ ยากไม่พอ นางยังต้องคอยระแวงระวังไม่ให้ถูกมัน ‘กำจัด’ อีกด้วย ดังนั้นแผนการที่นางคิดจึงจำเป็นต้องยิ่งใหญ่ คิดอยาก ‘กำจัด’ ก็ต้องเริ่มจาก ‘ต้นตอ’ มิอาจทำเพียงตัดเพียงส่วนที่นางชิงชังได้เพียงสิ่งเดียวอีกแล้ว
ต่อให้ ‘ต้นตอก่อตั้งรากฐาน’ จะเป็นบุรุษที่นางเคยรัก กู้ชิงหนี่ว์ก็ไม่คิดลังเลอีกต่อไป ร่วมสามสิบกว่าหนาวมันนานเกินไป นานเกินไปที่นางทุ่มเทใจ แต่ผลที่ได้มีเพียงแค่ความเจ็บปวด ดังนั้นต้นตอของแผลร้ายคือหลี่อี้ฝาน นางจึงพร้อมแล้วที่จะ ‘ตัด’ มันทิ้งไป!
ตลอดงานพิธีการในช่วงเช้าเริ่มตั้งแต่ลงจากหลังม้าจนยกน้ำชาให้กับฮ่องเต้และฮองเฮา ถานเมิ่งจีทำทุกสิ่งถูกต้องเพราะนางทำใจได้แล้ว คิดว่านับจากนี้นางคือลูกจ้าง ส่วนท่านอ๋องแปดคือนายจ้าง เรื่องทางกายนางคิดหลบหลีกคงยาก ซึ่งคิดให้ดีหลี่ปิงเฉิงเปิดเผยพูดจาจริงใจยังดีกว่าหลอกลวงให้นางคิดเข้าข้างตนเอง‘เป็นเช่นนี้ย่อมดีแล้ว’ นางคิดในใจอย่างไม่ถือโทษโกรธท่านอ๋องแปดอีกต่อไป เพราะเขาชัดเจน นางเองก็จะได้ชัดเจนเช่นกัน ระหว่างนางกับเขามีเพียงความใคร่ หากร่วมหมอนจะไม่มีสิ่งใดเกินไปจากนั้น“เจ้าเหนื่อยเกินไปจนสติวิปลาสไปแล้วหรือ?”หลี่ปิงเฉิงที่สังเกตมาพักใหญ่แล้วเห็นว่าถานเมิ่งจีนั้นดูยิ้มแย้มใบหน้าผ่องใส ผิดกับเมื่อครั้งลงจากหลังม้ามาพร้อมกัน ก็ให้สงสัยว่าที่ตนพูดออกไปอาจทำร้ายจิตใจนางจนสติวิปลาสไปแล้วหรือไม่ จึงดูกลับมาร่าเริงได้ไวถึงเพียงนี้ หรือผู้ใดแอบเอาน้ำชาต้าหมา (กัญชา) ให้นางกินเข้าไป จึงดูอารมณ์ดีเกินไปเช่นนี้“เหนื่อยนั้นมาก แต่รู้สึกว่าการแต่งงานนี้ที่จริงก็หาได้เลวร้าย จึงทำให้หม่อมฉันอารมณ์ดีเพคะ” หญิงสาวหันไปคุยกับเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาจากใจจริงแท้ ดูอย่างไรนางก็ไม่ได้เสแสร้งจนเ
ตอนที่ 14แปดวันช่างผ่านไปเร็วนัก นับตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาถานเมิ่งจีและถานม่านอวี้ถูกเหล่าฮูหยินถานและถานไท่เว่ยพาเข้าไปยังหอบรรพชนโดยมี ‘ถานเหยียนซ่ง’ บุตรชายคนรองสายตรงที่จะรับตำแหน่งผู้นำสกุลถานคนต่อไป ซึ่งเพิ่งกลับมาจากชายแดนถึงสกุลถานเมื่อสองวันก่อนก็เข้าไปร่วมชมพิธี ‘อำลาบรรพชน’ เช่นสตรีทุกคนในดินแดนต้าเซิ่งแห่งนี้ล้วนต้องกระทำเมื่อยามออกเรือน และถานเหยียนซ่งในอนาคตแน่นอนว่าจะต้องทำหน้าที่บิดาส่งบุตรสาวออกเรือนต่อจากถานหมิงฮ่าวคนเดียวที่ไม่อาจเข้าร่วมมีเพียงถานเถียนหย่ง ถึงภายนอกอีกฝ่ายไม่แสดงกิริยาไม่พึงใจออกไป แต่ภายในใจของคุณชายสามกลับเต็มไปด้วยความริษยาพร้อมจะสาดเพลิงโทสะสังหารพี่ชายต่างมารดาที่ได้ดีมีหน้ากว่าตนทุกสิ่ง โดยไม่สนใจว่ากว่าถานเหยียนซ่งเขาจะก้าวหน้าถึงเพียงนี้ลำบากยากเข็ญเพียงใด ต้องฝึกฝนวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่วัยเพียงห้าหนาว จนเก่งกาจรอบด้านทั้งบุ๋นและบู๊ต่างจากเด็กวัยเดียวกันมากเพียงใด“เริ่มท่องคติธรรมครองเรือนแห่งต้าเซิ่งได้แล้ว เสี่ยวม่าน เสี่ยวเมิ่ง”สองกายอรชรในอาภรณ์สีแดงลวดลายนกยวนยางคู่สีทองนั่งบนเบาะหน้าแท่นวางป้ายวิญญาณคนสกุลถานเคียงข้างกัน โดยมีเห
ตอนที่ 13หน้าจวนสกุลถานไท่เว่ยวันนี้พอได้ฟังว่าหลานสาวตัวน้อยกำลังจะกลับจวน เหล่าฮูหยินถานก็ไม่กลัวแดดกลัวลมสั่งให้บ่าวไพร่ชายหญิงยกเก้าอี้มาให้นั่งรอตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันสาดแสงเลยด้วยซ้ำ เห็นแล้วสองพี่น้องถานเถียนหย่งและถานม่านอวี้ต่างก็ริษยาจนขนตาแทบไหม้“ท่านย่ากลับไปรอในโถงกลางดีหรือไม่เจ้าคะ แดดเริ่มแรงแล้ว ประเดี๋ยวจะป่วยเอาได้นะเจ้าคะ” ถานม่านอวี้ที่ไม่ยอมพลาดทุกการเคลื่อนไหวของศัตรูตัวร้ายของตนเร่งรุดตรงไปเอาหน้ากับผู้เป็น ‘ท่านย่า’ เพื่อประจบสอพลอ แต่ดูไม่ประจบสอพลอ ทว่ากิริยานั้นดูห่วงใยจากใจจริง แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดเหล่าฮูหยินมีหรือจะมองไม่ออก ถึงนางมองออกและเท่าทันอย่างไร เหล่าฮูหยินถานกลับไม่แสดงออกมา นางเลือกที่จะเก็บจดทดเอาไว้ในใจเพียงเท่านั้น เพราะหนึ่งในอดีตนางเคยใจร้ายกับมารดาของถานม่านอวี้ จนสุดท้ายพอคลอดถานเถียนหย่งออกมาได้เพียงเจ็ดวัน สตรีผู้นั้นก็แขวนคอตายจากไปกับสองเพราะนางผ่านโลกมานานจึงทราบว่ายิ่งตนเองตำหนิถานม่านอวี้ก็คล้ายดังนางโยนถ่านร้อน ๆ ไปใส่ถานเมิ่งจี เช่นนี้ที่ผ่านมานางจึงทำราวกับเป็นคนแก่สายตาไม่ดีหูก็ตึง ถานม่านอวี้รังแกถานเมิ่งจีบ
ผ่านไปถึงเจ็ดวันกว่าที่ถานเมิ่งจีจะลุกขึ้นจากเตียงไหว แต่ยังดีว่านับจากค่ำคืนนั้นหลี่ปิงเฉิงก็ไม่โผล่หน้ามาให้นางได้ลำบากใจอีกเลย ช่างดีต่อใจของนางอย่างยิ่งจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาถึงสิบเอ็ดวัน นางจึงได้โอกาสกลับจวนสกุลถาน เพราะเหลือเวลาสำหรับเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอีกเพียงแปดวันเท่านั้น ซึ่งตลอดเวลาถานเมิ่งจีก็มีความสุขไม่น้อย เพราะที่ตำหนักซ่างหยางนี้ไม่มีถานม่านอวี้คอยทำให้นางปวดสมองกับความร้ายกาจที่มาในคราบของผู้ถูกกระทำ แล้วผลักภาระบทนางร้ายให้นางแสดงอยู่ทุกวัน ยิ่งท่านอ๋องแปดทำตัวดังกับว่าได้ตายจากไปแล้วนางยิ่งสุขล้น!“รถม้ามารอที่หน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะพระชายาถาน” คนที่กำลังเตรียมตัวจะลุกขึ้นเดินถึงกับสะดุดแทบล้ม ยังดีมีลู่เจียวช่วยประคอง เพราะอยู่ดี ๆ กลับถูกท่านกงกงอาวุโสเรียกนางว่า ‘พระชายาถาน’ ทั้งที่อีกตั้งแปดวันงานแต่งงานพระราชทานจะมาถึง“ทะ ท่านหลิ่วกงกง ข้ายังเป็นเพียงคุณหนูสี่เท่านั้น” นางเอ่ยแก้ความเข้าใจของท่านกงกงซึ่งดูจากหลายวันที่ผ่านมาแล้ว นางคิดว่ากงกงผู้นี้คงดูแลตำหนักซ่างหยางแห่งนี้ทั้งหมดเป็นแน่ อนาคตนางจะมาอาศัยที่ตำหนักแห่งนี้ก็สมควรพูดจาให้ดีกับกงกงผู้นี้เอาไ
ตอนที่ 11กึก! กึก!เสียงฝีเท้าหนักดังปลุกให้ลู่เจียวที่หลับอยู่หน้าเตียงของคุณหนูสี่สะดุ้งก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยใบหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะซีดจนขาวเมื่อเห็นจนกระจ่างว่าผู้มาเยือนในยามดึกดื่นนั้นคือ ‘ท่านอ๋องแปด’ หาใช่คนร้ายที่ใด แต่สำหรับนางแล้วให้เป็นคนร้ายยังน่ากลัวน้อยกว่าท่านอ๋องแปดหลายส่วนนัก!“ท่านอ๋องแปด!” “หุบปาก แล้วตามคนของเปิ่นหวางไปพักข้างนอก” ลู่เจียวนั้นยังคงนิ่ง เพราะไม่คิดทิ้งคุณหนูสี่ไว้กับบุรุษร้ายกาจนาม ‘หลี่ปิงเฉิง’ ต่อให้อีกฝ่ายมีใจคออำมหิตเพียงใดสาวใช้ผู้จงรักภักดีต่อนายสาวก็ไม่กลัวตาย“อยากตายสินะ!” กระบี่ในมือตวัดไปพาดบนลำคอเล็กของสาวใช้ไม่กลัวตายตรงหน้าเตียง แต่ถึงลู่เจียวจะหวาดกลัวจนตัวสั่นหน้าซีดเผือด แต่นางกลับไม่ยอมขยับเปิดทางให้แก่ท่านอ๋องแปดแม้เพียงเสี้ยวธุลี หลี่ปิงเฉิงจับจ้องสาวใช้ของคุณหนูสี่ราวกับจะฉีกเนื้อเลาะกระดูก นางเองก็กัดฟันจ้องตอบเช่นกัน กลัวตายนั้นนางก็มีไม่ต่างจากคนอื่น ๆ แต่นางมีหน้าที่ ‘ปกป้อง’ คุณหนูสี่ ต่อให้ต้องตายลงเดี๋ยวนี้นางก็ไม่เสียใจ“!!!” ลู่เจียวเร่งหลับตาลงทันทีที่เห็นว่าท่านอ๋องแปดเงื้อมือที่กำด้ามกระบี่ขึ้นสูงสุดปลายแขน ทำใจเ
ตอนที่ 10และตลอดทั้งบ่ายไปจนถึงตลอดคืน ไข้ของถานเมิ่งจีก็ยังสูงอย่างน่าเป็นห่วง จนหลี่ปิงเฉิงต้องเรียกให้ท่านหมอหลวงจางมาพักค้างแรมภายในตำหนักซ่างหยางของตนเสีย เนื่องจากเกรงว่าหากคุณหนูสี่อาการทรุดหนักก็จะได้มีหมอรักษาได้ทันเวลาไม่ประมาทอีกต่อไป“บาดแผลของคุณหนูสี่นั้นไม่ธรรมดา เป็นไข้หนักถึงเพียงนี้ยังนับว่าน้อยหรือ หากให้กระหม่อมกล่าวความจริงจากใจก็คือนางไม่ตายก็นับว่าแกร่งเกินบุรุษบางคนอยู่มากแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด” ท่านอ๋องแปดรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะออกคำสั่งให้ซ่งจินนั้นไปรับตัวสาวใช้คนสนิทของคุณหนูสี่แซ่ถานมาดูแลในช่วงสายของอีกวัน เพราะเขามีข้อราชกิจต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในช่วงค่ำของวันนี้ ไม่ไปไม่ได้ และคนในตำหนักข้างกายที่ตนวางใจได้มีแต่บุรุษทั้งสิ้น คงมีแต่วิธีเท่านั้นจึงพอคลายความกังวลว่านางอาจถูกอีกฝ่ายส่งคนมา ‘ซ้ำรอย’ จนนางถึงแก่ความตายไป เช่นนั้นแผนของเขาเห็นทีจะเสียหายไปไม่มากก็น้อยเป็นแน่“ข้าได้ข่าวว่าถานเมิ่งจีถูกลอบสังหาร เรื่องนี้จริงเท็จเป็นประการใดกันแน่ปิงเอ๋อร์” หลังจากประชุมขุนนางเสร็จเมื่อช่วงบ่าย บัดนี้จึงเป็นมื้อค่ำพร้อมหน้าทั้งไท่จื่อ กู้ฮองเฮา ร







