เข้าสู่ระบบชินอ๋องมองพระอนุชาที่อุ้มลูกแฝดคนโตของตนอย่างพินิจพิเคราะห์
“เจ้าเข้าหอกับนางด้วยหรือ ”
“เปิ่นหวางแค่นอนร่วมเตียง” น้ำเสียงราบเรียบนั้น ไม่บ่งบอกอารมณ์ภายใน อ๋องเก้าเป็นผู้ที่ยากจะคะเนอารมณ์แต่ไหนแต่ไรมา เขาดูสุขุมและมีความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง
แม้จะกล่าวได้ว่า อ๋องเก้านั้นสนิทกับจวิ้นอ๋องและชินอ๋องมากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ แต่ชินอ๋องกับจวิ้นอ๋องก็ยอมรับว่า ยากจะคาดเดาว่า เขาคิดสิ่งใดอยู่ จนกว่าอ๋องเก้าจะพูดออกมาเอง
“เจ้ารังเกียจนางหรือไม่ ” พี่สะใภ้อุ้มแฝดหญิงคนเล็กสุดเดินเข้ามาใกล้
“ข้ารู้สึกเหมือนนางเป็นสัตว์เลี้ยงน่ารัก”
“หือ!”
“ตัวนางใหญ่ ขาว และนุ่มนิ่ม น่าจับไปทุกส่วน เวลาเคลื่อนตัวก็ดูน่ามอง”
ชินอ๋องและพระชายาสบตากัน แล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“นี่เจ้าพูดถึงพระชายาหรอกหรือ” ฟ่านซิ่วอิงขำน้องสามี ที่ทำหน้าตาคล้ายกำลังเอ็นดูสัตว์เลี้ยงยามพูดถึงพระชายาเอก “แล้วบรรดาชายาน้อยๆ ของเจ้าเล่า ไม่ออกฤทธิ์หรือไร ”
“พวกนั้นน่ะหรือ พยายามไปหาเรื่องนางแล้ว แต่นางตัวใหญ่น่ากลัวถึงเพียงนั้น จึงได้แต่ถอยกลับมาตำหนัก”
ชินอ๋องอมยิ้ม “สถานการณ์วังอ๋องของเจ้า แปลกยิ่งนัก”
“ท่านอยากเป็นเช่นนั้นหรือเพคะ ชินอ๋อง” น้ำเสียงเข้มงวดของภรรยาทำเอาชินอ๋องหน้าเผือดสีเล็กน้อย
“มิได้ วังอ๋องของข้าวุ่นวายมากพออยู่แล้ว แค่เจ้าตัวยุ่งทั้งสี่ก็ยังไม่ค่อยจะได้นอน” สายตาที่ปรายไปทางภรรยานั้น คล้ายจะประท้วงว่า เวลาที่ได้ใช้บนเตียงสองต่อนั้นน้อยยิ่งนัก
ฟ่านซิ่วอิงกระพริบตาปริบๆ เป็นเชิงปรามพระสวามี เมื่อวานก็ยังกินนางเสียจนค่อนรุ่ง ที่นางยินยอมเพราะเห็นว่า ชินอ๋องอดทนช่วยเลี้ยงลูกแฝดทั้งสี่อย่างแข็งขัน มิคาดว่าพออนุญาตเท่านั้น เขาก็โหมแรงจนนางเหนื่อยอ่อน รอยามเข้ากลับค่ายพยัคฆ์เหิน งานของนางค่อยเบาลงหน่อย
“อ๋องเก้า ท่านระแวงนางหรือไม่ ”
ท่านอ๋องมองหน้าพี่สะใภ้ นางช่างถามตรงใจเขา
“ตั้งแต่การลอบสังหารฮ่องเต้คราวนั้น ข้าก็สงสัยว่า อาจจะเป็นฝีมือของแคว้นเว่ย หรือไม่ก็ท่านอ๋องสี่ ฮองเฮาไม่น่าจะกล้าลงมือ”
“จวิ้นอ๋องส่งข่าวมาว่า อาวุธลับสี่แฉกนั่นเป็นของสำนักมืออสูร” ชินอ๋องวางโอรสให้กับแม่นมก่อนจะหันมาเอ่ยกับน้องชาย
“สำนักที่มีตัวตนแต่ไร้ร่องรอย”
“ใช่”
“ชินอ๋อง ท่านคิดว่าจะเกี่ยวกับแคว้นเว่ยหรือไม่ ”
“ยากจะบอก ที่แน่ๆ เจ้าต้องจับตามองชายาหมีขาวของเจ้าให้ดี จะอย่างไรนางก็เป็นองค์หญิงของแคว้นเว่ย คนที่มาจากแคว้นที่แพ้สงครามย่อมรู้สึกเจ็บปวด และอยากจะแก้แค้น”
ชินอ๋อง หมิงจิ้นเหอ แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหมิงเอ่ยอย่างเคร่งขรึม เขายังไม่ไว้วางใจในตัวองค์หญิงหานซู่ลี่นัก เขาส่งสายลับไปคอยจับตามองความเคลื่อนไหวของผู้นำแคว้นเว่ยอยู่
“ท่านคิดว่า นางจะทำสิ่งใดได้บ้าง ”
“เรายังไม่รู้จักนางด้วยซ้ำ ข้าเคยได้ยินคนแคว้นเว่ยพูดว่า ในวังหลวงเลี้ยงดูคนประหลาดจำพวกหนึ่งที่มาจากเกาะไกลโพ้นทางตะวันออก มีวิชาแปลกประหลาดพรางตัวได้แนบเนียน วิ่งว่องไว ตัวเบาล้ำเลิศ ใช้ดาบสั้นคล่อง เก่งการรบประชิดตัว ที่สำคัญใช้อาวุธลับห้าแฉก”
อ๋องเก้าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน เขาหันไปมองพี่ชาย
“คนพวกนั้น ท่านหาตัวเจอหรือไม่ ”
“พวกเขาจะอยู่เฉพาะในวังหลวงแคว้นเว่ยเท่านั้น มีจำนวนไม่กี่คน คอยปกป้องเฉพาะองค์หญิงหานซู่ลี่ ทว่าไม่ยอมออกจากเขตวังหลวง ไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใด ”
“มิน่า! ท่านจึงไม่เตือนให้ข้าระวัง ท่านตรวจสอบกลุ่มคนที่ติดตามนางมาจากแคว้นเว่ยแล้ว ใช่หรือไม่ ”
“ใช่ ไม่พบใครที่ดูผิดปกติ”
ฟ่านซิ่วอิงนึกสงสัยว่า คนที่ส่งยาของผีไร้หลุมจากแคว้นเว่ยมาให้นางนั้นก็เดินทางมาพร้อมขบวนเสด็จขององค์หญิงหานซู่ลี่ หรือว่า คนผู้นี้อาจจะเป็นคนที่ชินอ๋องพูดถึง
“คนกลุ่มนี้มีชื่อเรียกหรือไม่ ”
“คนที่เคยพบเจอเรียกพวกเขาว่า นินจา”
คิ้วของอ๋องเก้าขมวดเข้า ช่างเป็นชื่อที่แปลกเสียนี่กระไร ฟ่านซิ่วอิงตกตะลึง นางเคยได้ยินหลางจิวหลิง เจ้าผีไร้หลุมสหายรักที่แคว้นเว่ยเล่าให้ฟัง นินจาเหล่านี้ปีนป่ายได้เก่งกาจ มีความสามารถในการปัดป่ายอาวุธคู่ต่อสู้ อาวุธลับหลายชนิด มีคาถาเฉพาะตัว แต่พวกเขามักจะหลบซ่อนและขโมยของมากกว่า
“หือ ข้าไม่เคยยินมาก่อน”
“ข้าก็เช่นกัน ใคร่อยากจะประฝีมือกับพวกเขาสักครั้ง” ชินอ๋องพยักหน้า เขาเพิ่งเคยได้ยินชื่อเสียงก็สำนักนี้เป็นครั้งแรก “เล่ากันว่า พวกเขาหนีมาจากเกาะทางตะวันออก และข้ามหุบเขาแห่งความตายมาถึงแคว้นเว่ย องค์หญิงหานซู่ลี่ไปพบพวกเขาซ่อนอยู่ในวัดร้างจึงพาตัวมาอยู่ในวังหลวง”
ฟ่านซิ่วอิงรู้สึกตื่นเต้น นางอยากจะไปคุยเรื่องนี้กับองค์หญิงหานซู่ลี่นัก
“ข้ารู้ว่า มีบางคนอยากจะไปพบพระชายาของเจ้าแล้ว” ชินอ๋องปรายตามองดวงตาที่สั่นระริกของภรรยา เรื่องเช่นนี้อย่าให้อิงเอ๋อร์รู้จะดีกว่า ภรรยาของเขาเป็นคนชอบการผจญภัย หลายเรื่องที่ยุ่งเหยิง เขาเองก็รู้สึกว่า นางอาจจะมีส่วนพัวพันอยู่เบื้องหลัง ที่แน่ๆ นางเองเป็นคนร้ายกาจที่วางแผนหลอกล่อเขาจนติดกับดักต้องมาเป็นสวามีของนาง
“ชินอ๋อง ท่านให้หม่อมฉันไปเถิด ช่างน่าตื่นเต้นนัก!” พระชายาที่เว้นว่างจากการดูแลเจ้าสี่ตัวป่วนแล้ว ตรงเข้าไปกอดแขนพระสวามี นางยิ้มประจบหยาดเยิ้ม ใบหน้างดงามผุดผาดนั้นทำเอาชินอ๋องแทบใจละลาย “นะ เพคะ”
“เจ้าไปแล้ว ใช่ว่า องค์หญิงจะยอมเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง นี่เป็นความลับขั้นสุดยอดของแคว้นเว่ย กว่าจะสืบรู้ สายลับต้องใช้เวลานานนับปี” ชินอ๋องรวบตัวพระชายาไว้ในอ้อมกอด เกลี้ยกล่อมให้นางเปลี่ยนใจด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม
อ๋องเก้าเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง สบตาพี่ชาย “เปิ่นหวางต้องทำอย่างไร นางจะถึงยอมเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเล่า ”
ฟ่านซิ่วอิงหันมาทำหน้าเจ้าเล่ห์ “หากเจ้าทำให้นางไว้วางใจได้ ย่อมจะได้รู้ความลับของนาง”
“ทางที่ดี ตอนนี้เจ้าคอยจับตามองคนของนางสิว่า มีผู้ใดพอที่จะเป็นนินจาได้บ้าง ”
อ๋องเก้าผุดลุกขึ้น เบาะแสนี้น่าสนใจ
“ข้าจะไปตามสืบนางอย่างใกล้ชิด”
ฮ่องเต้ทรงพระราชทานข้าวของมากมายสำหรับทารกแฝดและพระชายาของอ๋องเก้า“กงกง เจ้าดูทีว่าพอหรือไม่”“ฝ่าบาท ทรงพระราชทานไปมากพอๆ กับที่เคยพระราชทานให้โอรสธิดาของชินอ๋องแล้ว พ่ะย่ะค่ะ”“อืม ให้เกินเข้าไว้ อย่าขาดก็พอ” หมิงฮ่องเต้พยักหน้าหงึกหงักขณะนั้นก็มีข่าวการปรากฏของตรากระเรียนทองคำในพระราชวังในแคว้นผิง ฮ่องเต้หมิงถึงกับกระสับกระส่าย“เจ้า! เจ้าไปเรียกอ๋องเก้ามาหาเจิ้นที”กงกงได้ยินก็ตะลึง “ฝ่าบาท พระองค์ตรัสเองว่าช่วงนี้ต้องไม่รบกวนท่านอ๋องเก้าเด็ดขาดนี่ พ่ะย่ะค่ะ”“จริงด้วย! ข้าลืมไป”หมิงฮ่องเต้เคยได้ข่าวว่าตรานั่นอยู่ในเมืองหลวงแคว้นตนแท้ๆ เหตุใดจึงไปปรากฏที่นั่นได้“อือ เจิ้นไม่ควรใจร้อน ถ้าอย่างนั้นก็ปรึกษาชินอ๋องก่อนก็แล้วกัน”ชินอ๋องถูกเรียกตัวเข้าวังอย่างเร่งด่วน หลังจากสองพี่น้องปรึกษาหารือกันเสร็จก็เห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องนี้ต้องเป็นอ๋องเก้าเท่านั้นจึงจะจัดการได้สำเร็จ เจ็ดวันให้หลังอ๋องเก้าถูกตามตัวให้เข้าเฝ้า “ข้ามีเรื่องสำคัญอยากให้เจ้าช่วย” “เรื่องอันใดหรือ พ่ะย่ะค่ะ” “ข้าอยากขอยืมตรากระเรียนทองคำจากแคว้นเว่ย” อ๋องเก
ชินอ๋องมองน้องชายที่เดินวนไปวนมาด้วยความขบขัน “เจ้านั่งก่อนได้ไหม ข้ารู้ว่าเจ้าตื่นเต้น ในคราที่อิงเอ๋อร์จะคลอดข้าก็แทบบ้าเช่นกัน” “พี่ห้า ข้าห่วงนางกับลูก” “มาๆ นั่งจิบชาเลิศรสนี่ก่อน พี่สะใภ้เจ้าเตรียมมาให้ เดี๋ยวนางก็คงพาหลานๆ ตามมาให้กำลังใจ” ชินอ๋องพยายามหาทางหลอกล่อด้วยของโปรดของน้องชาย “เอาไว้ก่อนเถิด ยามนี้ไม่รู้ว่าน้องหญิงของข้าเป็นอย่างไร” ชินอ๋องรู้สึกหนักใจที่น้องชายทำราวกับอยากกระโจนเข้าไปในห้องทำคลอด ภรรยาเขาเตือนนักเตือนหนาว่า อย่าเข้าไปรบกวนการทำคลอดของหมอตำแย ให้ห้ามอ๋องเก้าเอาไว้ให้ได้ เขาเดินเข้าไปคอยรั้งแขนน้องชายที่พยายามจะบุกเข้าห้องคลอดอยู่หลายครั้งยามที่พระชายาร้องเสียงดัง “ท่านพี่ ข้าเจ็บ! ข้าเจ็บมาก!” นางร้องเสียงดังราวกับตวาด ได้ยินแค่ภรรยาร้องเรียก อ๋องเก้าก็แทบจะทนไม่ไหวกำลังจะเปิดประตูเข้าไป “เจ้าเข้าไปไม่ได้” ชินอ๋องรีบเข้าไปรั้งเอวน้องชายเอาไว้ “แต่ลี่เอ๋อร์กำลังปวดมาก นางร้องเรียกข้าให้เข้าไปช่วย” น้ำเสียงร้อนรนของอ๋องเก้าทำเอาพี่ชายส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
งานเลี้ยงที่ฮ่องเต้ทรงจัดพระราชทานมาถึงอย่างรวดเร็ว เหล่าชนชั้นสูงทั่วเมืองหลวงต่างโหมประโคมแต่งกายและหาเครื่องประดับมาโอ้อวดกันอย่างเต็มที่ อ๋องเก้าขนเอาเครื่องประดับเก่าแก่ของตระกูลมาให้พระชายาของตนได้ใส่อวดผู้อื่น ฮ่องเต้ทรงออกงานคู่กับฮองไทเฮาพระมารดาเลี้ยง โดยมีกุ้ยเฟยรูปโฉมงดงามนั่งอยู่เบื้องล่างเยื้องไป ครั้นชินอ๋องเสด็จพร้อมพระชายาฟ่านซิ่วอิงเสียงวิจารณ์ก็ดังระงม ความงามของนางนั้นนับว่าเหนือกว่ากุ้ยเฟยเสียอีก ทำให้ดึงความสนใจของคนทั้งงานไปได้ แต่คู่ที่ทุกคนรอคอยกลับเป็นท่านอ๋องเก้าและพระชายาหมีขาวที่ร่ำลือกันว่า ท่านอ๋องทรงรักพระชายาร่างอ้วนใหญ่ผู้นี้ยิ่งนัก ผู้ใดได้ยินได้ฟังก็หวังจะได้เห็นนางสักคราจึงตั้งตารอด้วยใจจดจ่อ “มาแล้ว! ท่านอ๋องเก้าเสด็จแล้ว” ทุกคนต่างหันพรึ่บไปยังทางเข้า อ๋องเก้าเดินนำหน้ามือกุมสตรีที่คล้องแขนไว้มั่น เมื่อทุกคนได้เห็นนางเต็มตาถึงกับตาค้าง ชั่วครู่ก็ปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขรม “ท่านอ๋องเก้ามีพระชายารองใหม่ตั้งแต่เมื่อใด” “พระชายารองอ๋องเก้างดงามจริง งามยิ่งกว่าทุกคนในงานด้วยซ้ำ”
โจวจิงฝู่กั๋วกงแทบไม่เชื่อสายตาตนเองเมื่อได้เห็นหลานสะใภ้ประคองกล่องใส่ตรากระเรียนทองคำมาส่งถึงมือ อ๋องเก้ายืนยันเพียงว่าเพื่อนของนางเข้าไปเอาของมาให้ ท่านตากล่าวขอบใจหลานสะใภ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยความซาบซึ้งจึงมอบหยกประจำตัวให้นางเป็นสิ่งตอบแทน หลังจากส่งท่านตากลับแคว้นแล้ว อ๋องเก้าจึงเข้าวังไปสืบข่าวจากฮ่องเต้ แต่พระองค์กลับไม่แสดงพิรุธใด ตรัสว่าที่สั่งทหารล้อมตำหนักฮองเฮาไว้ก็เพราะต้องการหาหลักฐานเพิ่มเติมที่อาจจะซ่อนอยู่ในนั้น “ท่านพี่ หม่อมฉันหวังว่าท่านตาคงจะราบรื่นนะเพคะ” องค์หญิงนอนซบอกพระสวามี “ข้าส่งคนตามไปช่วยท่านตาแล้ว เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง” อ๋องเก้าลูบใบหน้าเล็กของนางอย่างเบามือ “น้องหญิง คราวหน้าห้ามเจ้าเป็นนินจาอีกจนกว่าจะคลอดเข้าใจไหม เมื่อวานข้าตกใจแทบตายที่หาเจ้าไม่เจอ จะเข้าไปตามในวังก็กลัวฮ่องเต้สงสัย” “หม่อมฉันอยากให้ท่านพี่กับท่านตาได้ของนั่นนี่นา” “แต่มันอันตราย เจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าโมโหเพียงใด” ท่านอ๋องคำรามฮึ่มฮั่มพลางกอดจูบภรรยาด้วยความโมโห “ท่านพี่ เบาหน่อยเพคะ” “คราวหลังเจ้าอย่าทำแบบนี้อีก
แม้อ๋องเก้าจะได้แผนที่ซ่อนตรากระเรียนทองคำ แต่กลับทำการเอิกเกริกมิได้เพราะหากฮ่องเต้รู้ย่อมจะถูกแย่งชิงไป การจะบุกเข้าไปในตำหนักฮองเฮาที่ยามนี้แม้จะไม่มีผู้อยู่อาศัยแต่กลับโดนอารักขาอย่างเข้มงวดอ๋องเก้าเกรงว่าฮ่องเต้อาจจะระแคะระคายเรื่องที่ฮองเฮาครอบครองตรากระเรียนทองคำอยู่ พี่ชายจอมเจ้าเล่ห์อันดับหนึ่งแห่งแคว้นหมิงมักจะรู้ในสิ่งที่คนทั่วไปคาดไม่ถึงเสมอท่านตาฝู่กั๋วกงแห่งแคว้นผิงของเขาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเมื่อได้ประมวลสถานการณ์จากหลานชาย“ตาได้ประเมินแล้ว ถ้าภายในหนึ่งเดือนนี้เรายังหาตรากระเรียนทองคำไม่เจอ เห็นทีศึกชิงอำนาจในแคว้นผิงก็คงจะเริ่มขึ้น” “แย่เช่นนั้นเชียวหรือท่านตา” “อืม...คงสิ้นหนทางเยียวยา” ท่านตาพยักหน้า คนของเขารายงานเหตุในเดือนนี้มาแล้ว “พวกเขาเพิ่มความรุนแรงในการทำลายฝ่ายตรงข้าม นอกจากจะวางเพลิงแล้วยังเริ่มฆ่าคนขุนนางไปสองคนแล้ว” พระชายาที่แอบฟังอยู่ด้านนอกรู้สึกสงสารท่านตาโจวจิงจับใจ นางนึกถึงตอนที่แคว้นเว่ยของตนแพ้สงคราม สภาพเมืองที่ต้องกลายเป็นเชลยศึกของผู้อื่นก็คงไม่ต่างจากการเกิดสงครามกลางเมืองเท่าใดนัก‘ขึ้นชื่อว่าสงคราม ไม่ว
ท่านอ๋องประคองพระชายาหมีขาวขึ้นมาห้องใต้ดินท่ามกลางความตะลึงงันขององครักษ์ทั้งหลาย โดยเฉพาะตงชางและหนานเฉิง เมื่อทั้งสองกลับลงไปห้องใต้ดินนินจาหงลี่ก็หายตัวไปแล้ว “น้องหญิง ห้องนี้เจ้าเคยมานอนเพียงคืนเดียว จากนี้ไปข้าจะพาเจ้ามาทุกครั้งที่เจ้าต้องการ” ท่านอ๋องคลี่ผ้าห่มคลุมร่างให้นาง “ได้เวลาที่เจ้าจะต้องเล่าให้ข้าฟังได้แล้วว่า มันเกิดเรื่องใดขึ้น” หานซูลี่พยักหน้าเอนตัวไปพิงอกพระสวามี “เพคะ หม่อมฉันจะเล่าให้ท่านพี่ฟัง” เมื่อฟังแต่ต้นจนจบ อ๋องเก้าร้องออกมาอย่างหงุดหงิด “นี่เจ้าทำงานเก็บเงินก็เพราะหวังจะหนีข้าไปเช่นนั้นหรือ ” ใบหน้าของเขาถมึงทึง “ก็ตอนนั้น หม่อมฉันไม่คิดนี่นาว่า ท่านพี่จะรักหม่อมฉัน” นางทำเสียงอ่อยๆ อยู่กับอก ทำเอาท่านอ๋องใจอ่อน “ก็ได้ ข้าจะยกโทษให้เจ้าเรื่องนี้ แต่เรื่องคืนนั้นของข้ากับหงลี่ ทำให้ข้าไม่สบายใจอยู่นานเทียว” อ๋องเก้าคิดถึงความเครียดที่เขาต้องแบกรับหลังจากที่คิดว่าตนเองมีสัมพันธ์สวาทกับนินจาที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนาง "ยิ่งตอนนางมาบอกว่าตั้งครรภ์ ข้ายิ่งปวดศีรษะมากขึ้นไปอีก” องค์หญิงแอบยิ้มกับอก







