เข้าสู่ระบบเซียงวั่งซูพาน้องชายออกเดินเตร็ดเตร่ในเมืองหลวงจินตั้งแต่ยามเหม่า มิหวั่นตนเองจะต้องเผชิญอากาศหนาวเย็น ความอยากรู้อยากเห็นของเขามีอยู่ในตัวมากกว่าผู้ใด เครื่องแต่งกายที่ออกไปซื้อหามาเพิ่มเพียงพอที่จะทำให้ร่างกายขึ้นอุ่น
ผู้คนที่นี่ล้วนเรือนร่างสูงใหญ่ผิวคล้ำ สุดปลายถนนกลางเมืองจะมีย่านของกลุ่มคนผิวขาว รูปร่างสันทัด คนพื้นเมืองทั้งสองเผ่านี้มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ สองพี่น้องทำทีไปดื่มน้ำชา และหาอาหารเช้ากินที่ร้านมวลมิตร
“เจ้าคงไม่ค่อยได้มาร้านแบบนี้ล่ะสินะ”
“ใครจะมีโอกาสเหมือนท่านเล่า อยู่เมืองหมิงก็ต้องระวังคนรู้จัก ข้าจะปลอมตัวไปก็ไม่ใคร่สะดวก แต่อยู่ที่นี่คงจะมาได้บ่อยๆ”
“เจ้าดูผู้คนสิ ล้วนแต่รูปร่างสูงใหญ่กันทั้งนั้น”
เซียงเฉินกงนึกถึงหญิงสาวที่ฆ่าเสือ ผิวของนางคล้ำจัดยิ่งกว่าคนพื้นเมืองที่นี่ แต่ดวงตาของนางเป็นสีฟ้า มันคล้ายกับดวงตาของเหยี่ยวที่เขาเลี้ยงไว้
“ดวงตาของนางเหมือนตาของหลันเซ่อ”
เซียงวั่งซูตบพับในมือดังป้าบ! “ใช่! หญิงที่ฆ่าเสือมีตาสีฟ้าเหมือนหลันเซ่อของเจ้า”
“พี่วั่งซูท่านคิดเหมือนข้าหรือไม่”
จอมยุแยงนึกถึงชื่อที่คนผู้ยืนอย่างองอาจบนภูผานั้นเรียกนาง “เฟิ่งเอ๋อร์” ลักษณะของนางช่างเหมือนกับข่าวที่พวกเขาได้มา องค์หญิงจินเฟิ่ง โหดเหี้ยม ดุดัน ป่าเถื่อน นางเคยฆ่าหมีป่า และเสือ ผิวคล้ำ รูปร่างบึกบึน
“นางอาจจะเป็นองค์หญิงจินเฟิ่งของเจ้า”
“ของข้าที่ใดกันเล่า ท่านอย่าพูดจาส่งเดช” เมื่อนึกถึงตอนที่นางขี่อยู่บนหลังเสือโคร่งตัวใหญ่ที่หมอบอยู่แทบเท้าเขา ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นมีรังสีสังหารรุนแรงนัก
“นางองอาจสามารถสมดังคำร่ำลือปานนั้น หากฮ่องเต้หวังจะให้เจ้าอภิเษกสมรสแล้วมาหาหนทางฮุบเหมืองทองคำของแคว้นจิน คงจะยากยิ่งนัก”
“อาจจะโดนนางแทงคอตายเหมือนเสือตัวนั้นก็ได้” แค่คิด บัณฑิตและนักประดิษฐ์อย่างจวิ้นอ๋องก็ขนอ่อนลุกเกรียว ดูก็รู้ว่า วิทยายุทธของนางล้ำเลิศปานใด นางกระโดดมาจากหน้าผาสูงราวสิบจิ้งได้อย่างง่ายดาย ซ้ำยังรวดเร็วจนทันเสียบดาบสั้นปักลงที่คอเสืออย่างพอดิบพอดี
“คนอย่างเจ้า แม้จะชอบอาวุธลับ และคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เหมือนข้า แต่หากเจอกับภรรยาที่โหดเหี้ยมอย่างนาง เห็นทีจะต้องเสียชีวิตก่อนมีบุตรเป็นแน่”
หลังจากนั่งแช่อยู่ร้านมวลมิตรเพื่อแอบฟังโต๊ะข้างๆ คุยกันอยู่สักครึ่งชั่วยาม เซียงเฉินกงก็ชวนพี่ชายกลับร้านขายข้าวสารของตน
จินฉิงอีและคนทั้งสามที่เดินทางตามหลังขบวนคาราวานใกล้จะมาถึงเมืองหลวงแคว้นจิน เย็นนั้นแม้แดดจะร้อนเปรี้ยง แต่จู่ๆ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก พวกเขาจึงเข้าไปหลบฝนในศาลเจ้าร้าง ฉีเจียตงซึ่งอยู่บนภูเขาตั้งแต่เล็ก หูตาว่องไว เขาได้ยินเสียงอู้อี้
“ไม่เห็นจะมีสักหน่อย เจ้าหูแว่วหรือไร” ซ่งฮุ่ยจูหันมาดุ
ฉีเจียตงไม่เชื่อจึงเดินอ้อมไปหลังพระพุทธรูป “ซ่งเหวินฉีเจ้ามาดูนี่!”
“คุณหนู มีคนโดนจับตัว” ซ่งเหวินฉีรีบนั่งลงใช้ดาบตัดเชือกที่มัดมือมัดเท้านางออก หญิงสาวหน้าตาสะสวย แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูพอมีราคา ร่ำไห้ออกมา
“เจ้าใจเย็นๆ พวกเราจะช่วยเจ้าเอง”
“พวกเจ้ารีบหนีกันไปเร็ว พวกมันย้อนกลับไปขนเอาสมบัติที่ปล้นมา อีกไม่นานอาจจะกลับมาที่นี่”
จินฉิงอีรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง แววตาของนางสั่นระริก “พวกมันมีกี่คน”
“สี่คน มันดักปล้นรถม้าของข้าที่ตำบลใกล้ๆ แต่เพราะมีคนไปแจ้งทางการจึงเอาข้ามาทิ้งไว้ที่นี่ แล้วพากันย้อนกลับไปเอารถม้าและขนของที่ซ่อนไว้ทีหลัง”
จินฉินอีรีบบอกให้ซ่งเหวินฉีไปซ่อนรถม้าไว้ข้างหลัง แล้วทั้งสี่คนก็ซ่อนตัวรอโจรเหล่านั้นกลับมา ถึงอย่างไรโจรถ่อยพวกนี้ย่อมนึกเสียดายหญิงงาม
โจรทั้งสี่เมื่อได้รถม้าพร้อมหีบสมบัติมาแล้ว คราแรกก็คิดจะทิ้งหญิงสาวไว้เพราะกลัวเหล่ามือปราบจะตามมาทัน แต่เพราะเจ้าหัวหน้าใคร่อยากจะเชยชมนางนัก หากเบื่อหน่ายค่อยเอาไปขายยังหอคณิกาต่างเมือง จึงย้อนกลับมาที่ศาลเจ้าร้าง
เมื่อฉีเจียตงนับจำนวนโจรครบถ้วน และเห็นว่า ไม่มีผู้ตามมาอีกจึงส่งสัญญาณให้ซ่งเหวินฉีรู้ ฝนฟ้ายังเทกระหน่ำ แต่ท้องฟ้าไม่ถึงกับมืดมิด ในศาลเจ้าร้างพอมีแสงมองเห็นได้
“เจ้าเป็นโจรถ่อย สวรรค์จะลงโทษเจ้า” เสียงของจินฉิงอีก้องทั่วศาลเจ้า
หัวหน้าโจรไม่เกรงสวรรค์กลัวนรก ร้องท้าทาย “แน่จริง เจ้าก็ออกมาสิ”
“ย่อมได้” จินฉิงอีปรากฏตัวพร้อมกับซ่งฮุ่ยจู ทั้งสองกระโจนลอยตัวเหนือกลุ่มโจร ขว้างถุงควันพิษใส่ พลันที่ควันกระจายเหล่าโจรก็หมดสติ
ซ่งเหวินฉีที่รอแสดงฝีมือถึงกับเก็บดาบด้วยความเซ็ง ที่เห็นหญิงสาวทั้งสองแสดงฝีมือกำจัดโจรก่อนตน
“ได้ผล สมกับที่ข้าขโมยมาจริงๆ” จินฉิงอียืนปรบมือชื่นชมตัวเอง หญิงสาวที่ตัวสั่นเทาอยู่หลังพระพุทธรูปค่อยก้าวเดินออกมาอย่างหวาดๆ
“พวกเจ้าเก่งจริงๆ แล้วพวกมันจะฟื้นยามใดเล่า”
“คงอีกหลายชั่วยาม เรารีบจับมันไปส่งมือปราบกันเถอะ”
ซ่งเหวินฉีกับฉีเจียตงรีบเอาเชือกมามัดโจรทั้งสี่อย่างแน่นหนาแล้วจับขึ้นรถม้าของแม่นางเถา ครั้นเอาโจรไปส่งยังสำนักว่าการของอำเภอใกล้ๆ แล้ว ก็ออกตามหาบ่าวและสาวใช้ของเถาหนิงลี่ที่หนีกระจัดกระจายกันในช่วงที่โดนปล้น พบบ่าวสามคนได้รับบาดเจ็บ ส่วนสาวใช้หนึ่งคนฟกช้ำเล็กน้อย หนีไปหลบซ่อนตัวในบ้านแม่เฒ่าผู้หนึ่ง
“ในเมื่อพวกท่านยังไม่มีที่พัก เช่นนั้นก็ไปพักที่บ้านข้าก็แล้วกัน” เถาหนิงลี่เอ่ยด้วยไมตรี นางรู้สึกถูกชะตากับจินฉิงอี
“ดีเหมือนกัน ข้าต้องตามหาพี่ชาย ไม่รู้ว่านานแค่ไหน หากได้พักบ้านเจ้าก็จะสะดวกสบายก็พักโรงเตี๊ยม” จอมเจ้าเล่ห์ดีใจที่ได้ประหยัดเงิน
ในคราวแรกจินฉิงอีคิดว่า เถาหนิงลี่น่าจะเป็นลูกพ่อค้าธรรมดา เพราะนางแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูไม่แพงนัก แต่เมื่อไปถึงกำแพงยาวเหยียดกลับพบว่า นางอยู่ในคฤหาสน์ขนาดใหญ่ชานเมือง บิดาของนางเป็นเจ้ากรมพิธีการ ส่วนมารดาเป็นพระญาติของเจ้าแคว้นจิน
“เดี๋ยวข้าพาเจ้าไปคารวะท่านพ่อกับท่านแม่”
เถาหนิงลี่คิดจะแอบไปบ้านท่านย่าโดยลำพัง คิดเพียงว่า เอาบ่าวกับสาวใช้ไปมากหน่อยก็น่าจะเพียงพอ นางจึงแต่งกายด้วยชุดที่ยืมสาวใช้ประจำตัวมาใส่ นางไม่คาดคิดว่าหนีไปไม่ถึงวันก็เกิดเหตุร้ายเจอโจรปล้น เมื่อนางเห็นหน้าท่านแม่จึงร่ำไห้สะอึกสะอื้นอยู่นานกว่าจะได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น
จินฉิงอีเหนื่อยหน่ายกับเถาหนิงลี่ แต่เป็นเพราะเห็นคฤหาสน์ตระกูลเถาใหญ่โตจึงฝืนใจนั่งดูนางร้องไห้จนพอใจ จากนั้นท่านพ่อกับท่านแม่ของเถาหนิงลี่จึงขอบคุณทั้งสี่คนที่ช่วยชีวิตลูกสาวตน
“พวกเจ้าพักอยู่ที่เรือนรับรองด้านหลังได้ตามสบาย คฤหาสน์สกุลเถายินดีต้อนรับ ผู้มีพระคุณอย่างเต็มที่”
จินฉิงอีได้ยินเช่นนั้นจึงตั้งใจจะเป็นจอมยุทธ์หญิงคอยผดุงคุณธรรมในยุทธภพ ซ่งเหวินฉีเห็นคุณหนูของตนลำพองใจเช่นนั้นก็นึกหวาดหวั่น ใช่ว่านางจะเคราะห์ดีเช่นสองครั้งที่ผ่านมาเสมอไป
‘ทั้งโจรภูเขาที่ดูเซ่อซ่า แล้วยังโจรที่ไร้วิชาพวกนั้น คงทำให้คุณหนูเข้าใจผิดไปอีกนาน เฮ้อ!’
จวิ้นอ๋องหัวเราะร่าเมื่อเห็นใต้เท้าเถามหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายกราบทูลจินอ๋องว่าตนกำลังจะจัดงานแต่งงานให้บุตรสาวคนโต เถาหนิงหลี่กับคุณชายฉินจางหย่งเจ้าของสำนักคุ้มภัยเทียนเทพที่มีชื่อเสียงลื่อเลืองทั้งในแคว้นหมิงและแคว้นจิน “เหตุใดเจ้าจึงอนุญาตให้บุตรีแต่งงานกับคุณชายฉินเล่า ” “เมื่อคืนวาน กระหม่อมถูกคนร้ายหลายสิบคนดักลอบสังหารระหว่างทางกลับจวน หากมิได้คุณชายฉินช่วยรับดาบแทน เห็นทีกระหม่อมคงไม่มีศีรษะมาเข้าเฝ้าพระองค์เช้านี้แล้ว พะย่ะค่ะ” “อืม! เคราะห์ดีที่เจ้ารอดชีวิต แม่ทัพจินให้ทหารออกตั้งด่านสกัดทั่วเมืองก็ยังหาพวกเขาไม่พบ นี่หากมิได้สำนักคุ้มภัยเทียนเทพ เห็นทีข้าต้องสูญเสียขุนนางที่จงรักภักดียิ่งแล้ว” จินอ๋องเห็นหน้าท่านมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายดูซีดเซียวจึงคิดจะปลอบใจ “เช่นนั้นข้าจักเป็นธุระจัดงานสมรสพระราชทานให้บุตรสาวเจ้าก็แล้วกัน” ใต้เท้าเถารีบคุกเข่า “เป็นพระกรุณายิ่งแล้วพะย่ะค่ะ กระหม่อมรอให้คุณชายฉินอาการบาดเจ็บทุเลาจึงจะมากราบทูลจินอ๋องอีกครั้ง” “ดี! บุตรเขยที่กล้าสละชีวิตเพื่อท่านพ่อตาเป็นผู้ที่กตัญญูอย่างยิ่ง” ใต้เท้าเถาไ
ในเมื่อไม่มีมารดาของจวิ้นอ๋องอยู่ร่วมวัง สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันจึงไม่จำเป็นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปคารวะท่านแม่ จวิ้นอ๋องใช้มือค้ำคางนอนดูภรรยาที่ห่มผ้าเพียงอกช่วงไหล่เปลือยเปล่า ชายหนุ่มคล้ายจะหุบยิ้มไม่ได้ เขานึกถึงคืนวสันต์แรกของทั้งสองที่ป่าในหุบเขา ผิวของนางยังดำคล้ำ ดวงตาสีฟ้าเจิดจรัส แม้คืนที่สองในถ้ำหุบเขาอาถรรพณ์เขาก็ยังจำได้มิรู้ลืม บัดนี้พระชายาของเขากลายเป็นหญิงงามผิวผ่องราวไข่มุกเลอค่า นางยิ่งทวีความสวยสดงดงามจนผู้อื่นล้วนไม่อาจละสายตา แม้เขาจะรู้สึกยินดีกับนางแต่ลึกๆ ยังอดหงุดหงิดไม่ได้ ต่อให้นางจะผิวดำคล้ำแล้วอย่างไร เพียงเขารู้สึกว่านางงดงามยิ่งเพียงผู้เดียวก็พอแล้ว บางทีแบบนั้นอาจจะดีก็ได้ เพราะไม่มีชายใดจ้องนางแล้วจ้องนางอีกเช่นนี้ แสงอาทิตย์ยามสายเริ่มสาดส่อง องค์หญิงจินเฟิ่งหยีตาขึ้น ครั้นเห็นพระสวามีจ้องนางทั้งยังยิ้มกว้างก็รู้สึกขวยเขิน “ท่านพี่ยังมองอะไรอยู่อีกหรือเพคะ แดดสายแล้ว เราน่าจะรีบอาบน้ำออกไปข้างนอกได้แล้ว” “เจ้าจะรีบไปไหน ที่นี่ไม่มีท่านผู้อาวุโสทั้งหลายให้เจ้าคารวะดอกนะ” จวิ้นอ๋องขยับนางมาก้มลงจูบไหล่เปลือยข
จวิ้นอ๋องทำการค้าข้าวได้กำไรในช่วงที่ผ่านมามิใช่น้อย เขาจึงนำออกมาซื้อที่ดินด้านข้างขยายพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้น เพื่อสร้างตำหนักใหญ่รอต้อนรับองค์หญิงจินเฟิ่ง ด้านหน้าถูกเปลี่ยนป้ายเป็น ‘วังเมฆา’ ชื่อเดียวกับวังของเขาที่แคว้นหมิง จินวั่งซูยกคฤหาสน์สกุลเซียงให้เป็นของจวิ๋นอ๋องเพื่อทดแทนหนี้ที่กู้ยืมเงินไปให้จินฉิงอีเป็นสินเดิมเจ้าสาวเมื่อครานางแต่งกับแม่ทัพจิน “ในเมื่อเจ้าจะอยู่เป็นเขยแคว้นจินแล้ว ข้าก็คิดว่าล้างหนี้กับเจ้าไปเสียดีกว่า ที่นี่ก็จะได้กลายเป็นวังเมฆาแห่งแคว้นจินอย่างสมบูรณ์” อาคารภายในล้วนถูกตบแต่งด้วยสีขาวและสีทองหรูหรา การก่อสร้างตำหนักและปรับปรุงสวนล้วนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ก่อนถึงเวลาอภิเษกเจ็ดวันทุกอย่างก็เรียบร้อย หมิงฮ่องเต้ทรงส่งของมีค่าจำนวนมากมาเป็นของขวัญให้กับจวิ้นอ๋อง “ข้าสงสัยมาตลอดว่า เจ้าได้เงินจากที่ใดมาปรับปรุงวังเสียใหญ่โตเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นเพราะฮ่องเต้นี่เอง” “ในเมื่อข้ามีผลประโยชน์ให้เสด็จพี่ ก็เป็นธรรมดาที่จอมเจ้าเล่ห์อย่างเขาจะยอมตอบแทนข้าบ้าง” จวิ้นอ๋องอมยิ้ม ลำพังเงินกำไรค้าข้าวและเงินเก็บของเขาอาจจะพอ
ครั้นฉินจางหย่งอาการดีขึ้น เขาจึงไปสารภาพกับจวิ้นอ๋องและคุณชายใหญ่จินว่าเขามีใจรักใคร่ในตัวคุณหนูใหญ่ตระกูลเถา “หา! เจ้านี่นะ” จินวั่งซูตะลึงไปครู่หนึ่ง มือที่ถือพัดงูดำค้างอยู่กลางอากาศ จวิ้นอ๋องตบหลังพี่ชายเบาๆ สองสามที พูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “จะว่าไป คุณหนูเถามารดาของนางก็เป็นญาติกับจินอ๋อง นับไปนับมานางกับเจ้าก็เป็นญาติห่างๆ กัน หากช่วยให้ญาติผู้น้องตบแต่งบุรุษดีๆ อย่างฉินจางหย่ง ก็ย่อมสมควรแล้ว” “เรื่องมันเริ่มจากที่ใด ” จินวั่งซูคิ้วขมวด ไม่คาดคิดว่าตนจะพลาดเรื่องน่าสนใจเช่นนี้ไปได้ ใต้เท้าเถานับว่าเป็นขุนนางคนสำคัญในเวลานี้ เพราะได้แสดงความจงรักภักดีอย่างยิ่งหลังจากเกิดการกบฏ ขุนนางเฒ่าผู้นั้นไม่ยอมลงชื่อเห็นชอบการสถาปนาอ๋องกบฏขึ้นครองราชย์ ดังนั้นเมื่อปราบกบฏเสร็จสิ้น จินอ๋องจึงทรงเลื่อนขั้นให้เป็นมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เพิ่งมีขึ้นในแคว้นจิน ฉินจางหย่งเล่าจุดเริ่มต้นที่คุณหนูเถาผ่านมาพบเขาที่ร้านข้าวสารเซียง จากนั้นนางก็ว่าจ้างฉีเจียตงไว้ส่งข่าว พร้อมกับการส่งสิ่งของต่างๆ นานามาให้เขาอยู่เรื่อยๆ ผ่านฉีเจียตง
จินฉิงอีเล่าวีรกรรมของสามีอย่างออกรส “สามีของข้าเก่งกาจมากจริงๆ ข้าเคยได้ยินผู้คนชื่นชมเขา เรียกขานนามพญาอินทรี นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเพิ่งเคยเห็นเขารบบนหลังม้า ตอนจะออกจากเมืองเขาไม่ยอมบอกอะไรข้าเลย แต่พอไปถึงค่ายทหารชานเมืองข้าบีบบังคับจนเขายอมพูด” เถาหนิงหลี่ทำหน้าฉงน “เจ้ามีปัญญาไปทารุณท่านแม่ทัพได้อย่างไร ” “อิอิ!” จินฉิงอีหัวเราะเสียงใส “หากข้าเล่าให้สตรีที่ยังไม่ออกเรือนอยากเจ้าฟังคงจะไม่สมควร” “อย่างไรหรือ ” จินฉิงอีป้องปากเข้าไปกระซิบข้างหูคุณหนูตระกูลเถา“หา! เป็นเรื่องจริงหรือ ” ฝ่ายฟังหน้าแดงจัดไปถึงใบหู“จากนั้น ข้าก็ได้รู้ว่านี่คือแผนของจินอ๋องที่จะหลอกพวกกบฏว่า ท่านพี่พาข้ากลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่แคว้นหมิง เพื่อให้พวกเขาขนพรรคพวกที่ซ่องสุมไว้ออกมาจากค่ายในป่า เคราะห์ดีที่จวิ้นอ๋องฉลาดนักขอยืมกองกำลังจากฮ่องเต้ หมิงมาได้ ท่านพี่จึงสามารถนำทัพกลับไปช่วยจินอ๋องได้ทันเวลา”“ท่านพ่อข้าบอกว่า จวิ้นอ๋องขออาสานำทัพจากค่ายอินทรีออกมาช่วย พี่วั่งซูเป็นผู้นำทหารสายลับแอบปีนเข้าไปหาวิธีเปิดประตูวัง เจ้าว่าพี่ชายของข้าทั้งสองคนเก่งหรือไม่ ”
องค์หญิงจินเฟิ่งทำหน้าเหวอเมื่อฟังสิงจิ้งถิงเล่าจบ จินวั่งซูไม่ยอมพลาดโอกาสเขานั่งจิบชาฟังสองหนุ่มสาวทวงคำสัญญาในวัยเด็กกันต่อหน้า “ข้าเคยรับหยกหมั้นเจ้าเมื่อใดกัน ” “เฟิ่งเอ๋อร์ นี่เจ้าไม่ยอมรับจริงๆ หรือ ” “นั่นเป็นหยกประจำตัวของท่านแม่ข้าเทียว ข้าอุตส่าห์มอบให้เจ้าไว้แทนใจ” สิงจิ้งถิงทำท่าคล้ายจะร้องไห้เมื่อองค์หญิงทำหน้างุนงง และยืนกระต่ายขาเดียวว่านางไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น “เช่นนั้นเป็นผู้ใดเล่าที่สวมรอยมาเป็นเจ้า แล้วรับหยกไปจากข้า” จินเฟิ่งนั่งระลึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก “ช่วงที่เจ้ากำลังจะเดินทางกลับเป็นช่วงที่ดอกกุ้ยฮวาออกดอกสีเหลืองสะพรั่งเต็มต้น” “ใช่! ต้นใหญ่ที่อยู่หน้าตำหนักของแม่เจ้าต้นนั้น” “ข้านึกออกแล้ว!” องค์หญิงผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนร่างที่ซ่อนอยู่ข้างผนังอีกห้องแอบสะดุ้ง “ครานั้นข้าป่วยเป็นไข้หวัด เพราะข้าแอบไปตัดดอกกุหลาบของท่านแม่มาหลายดอก เอามาโรยน้ำอาบอยากเลียนแบบท่านแม่ แต่เพราะแช่น้ำนานไปหน่อยจึงต้องนอนซม ข้าได้ยินนางกำนัลบอกว่า เจ้ากำลังจะเดินทางกลับแต่ก็ไม่มีแรงจะลุกไปส่งได้แต่กินยา







