ホーム / แฟนตาซี / ธรรมจักรทมิฬ / ตอนที่ 8: มนตราจันทรา และปริศนาไสยขาว

共有

ตอนที่ 8: มนตราจันทรา และปริศนาไสยขาว

作者: Wanderer
last update 最終更新日: 2026-01-21 20:35:22

ม้าศึกวารินพยศชะลอฝีเท้าลง เมื่อกีบเท้าที่ปกคลุมด้วยเกล็ดนาคาแตะลงบนพื้นดินที่ชุ่มไปด้วยน้ำขัง ผิวน้ำในเขตนี้ไม่ได้ใสกระจายเหมือนลำธารทั่วไป แต่กลับมีประกายสีรุ้งจางๆ ลอยล่องราวกับมีน้ำมันหอมระเหยเคลือบไว้ หมอกหนาสีน้ำเงินเข้มโอบล้อมรอบตัวคนทั้งสองจนมองเห็นได้เพียงระยะไม่กี่วา สิงขรสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่นิ่งสงบผิดปกติ แต่มันเป็นความสงบที่ทำให้เขารู้สึกเย็นเยือกไปถึงดวงจิต

วายุบังคับม้าให้หยุดนิ่งหน้า “ศาลเพียงตาโบราณ” ที่ตั้งอยู่ใต้ต้นจามจุรีขนาดยักษ์ซึ่งกิ่งก้านของมันประดับด้วยโคมไฟหินแกะสลักรูปพระจันทร์เสี้ยว แสงจากโคมไฟเหล่านั้นนวลตาและเยือกเย็น ต่างจากแสงสีทองที่ดุดันของมหาโพธิ์ทองที่สิงขรคุ้นเคย

“พักที่นี่ก่อนเถิด สิงขร...” วายุกระโดดลงจากหลังม้าอย่างแผ่วเบา ร่างกึ่งโปร่งแสงของเขาดูจะกลมกลืนไปกับบรรยากาศที่นี่อย่างประหลาด “ที่นี่คือเขตแดนของ ไสยขาว หรือที่พวกนักปราชญ์เรียกว่า มนตราดาราศาสตร์”

สิงขรลงมานั่งพักข้างศาลเพียงตา เขาพิงหลังกับต้นไม้ใหญ่พลางลูบคางอย่างใช้ความคิด “ไสยขาวงั้นหรือ? ข้าเคยได้ยินแต่ไสยดำที่ใช้ฆ่าคน หรือวิชาคงกระพันที่ข้าใช้อยู่ แต่มนตราที่นี่... มันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในความฝัน”

วายุขยับมานั่งฝั่งตรงข้าม พลางชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ดวงจันทร์สีเงินดวงยักษ์ดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ “คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าไสยศาสตร์มีไว้เพื่ออำนาจและการทำลายล้าง แต่ที่ อารามจันทรประภา แห่งนี้ พวกเขาศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ดวงดาว’ กับ ‘ชะตามนุษย์’ สิ่งที่เจ้าเห็นว่าสวยงามนี้คือวิชา ไสยขาวชั้นสูง ซึ่งเน้นการบิดเบือนความเป็นจริงผ่านจิตใต้สำนึก”

วายุหยุดนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มเล่าความลับที่ถูกซ่อนไว้ “ความลับของไสยขาวที่นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ดวงจิตประภัสสรที่ถูกกักขัง’ พระนางจันทราพิลาสไม่ได้ใช้กำลังในการปกครอง แต่ใช้วิชากลืนกินความจริง นางสร้างโลกที่ทุกคนจะได้เห็นในสิ่งที่ตนปรารถนาที่สุด ใครที่สูญเสียคนรัก จะได้พบคนรักที่นี่ ใครที่โหยหาอำนาจ จะได้เห็นตัวเองบนบัลลังก์... แต่มันคือกับดักที่กินวิญญาณเป็นอาหาร”

“หมายความว่า... ศัตรูที่ข้าจะเจอในอาราม ไม่ใช่ทหารที่ถือดาบ?” สิงขรถามพลางขมวดคิ้ว

“มีทั้งทหารและสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น” วายุกระซิบ “ทหารที่นี่คือ หุ่นพยนต์นพเคราะห์ พวกมันถูกสร้างจากศิลาจันทราและบรรจุด้วยดวงจิตของเหล่านักเรียนที่หลงทางในบทเรียนมนตรา พวกมันไม่มีความเจ็บปวดและสามารถใช้เวทมนตร์จากระยะไกลได้ แต่สิ่งที่เจ้าต้องระวังที่สุดคือ ‘เสียงเพลงแห่งพระจันทร์’ หากเจ้าได้ยินเสียงดนตรีไทยที่บรรเลงด้วยความเศร้าสร้อย จงอย่าฟัง... เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสูญเสียตัวตน”

สิงขรกระชับดาบเหล็กน้ำพี้ในมือ แสงสีทองจากตัวดาบดูจะหม่นลงเล็กน้อยเมื่ออยู่ในเขตแดนนี้ “แล้วข้าจะสู้กับความฝันได้อย่างไร? ดาบของข้าฟันสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ได้หรือ?”

วายุยิ้มบางๆ แววตาของวิญญาณผู้พิทักษ์ดูมีความหวัง “ดาบของเจ้ามีพุทธคุณที่ตัดขาดกิเลสได้ สิงขร... แต่มันยังไม่พอ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะ ‘ปิดตาแต่เปิดใจ’ ไสยขาวแพ้ทางความจริงที่แน่วแน่ หากจิตใจของเจ้าไม่หวั่นไหวไปกับภาพลวงตา มนตราเหล่านั้นก็เป็นเพียงหมอกควัน”

วายุหยิบกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ออกมา ภายในมีของเหลวสีน้ำเงินเรืองแสง “นี่คือน้ำค้างจากใบโพธิ์ที่อาบแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ... ใช้มันหยดลงบนดาบของเจ้าเมื่อต้องสู้กับพวกหุ่นพยนต์ มันจะช่วยให้คมดาบของเจ้าสามารถกรีดผ่านม่านมนตราได้”

สิงขรรับกระบอกไม้ไผ่มา เขาพิจารณาดูแสงสีน้ำเงินที่วนเวียนอยู่ในน้ำค้างนั้น “วายุ... ทำไมท่านถึงรู้เรื่องพวกนี้ดีนัก? ราวกับว่าท่านเคยเป็นส่วนหนึ่งของอารามแห่งนี้”

วายุเงียบไปนาน สายตามองลึกเข้าไปในดงหมอก “ข้าเคยเป็นศิษย์ที่ถูกลืม... และข้าเคยรักหญิงสาวที่กลายเป็นเพียงภาพวาดในหอสมุดนั้น ความแค้นของข้าไม่ใช่การฆ่า แต่คือการปลดปล่อยดวงจิตที่ถูกจองจำเหล่านั้นให้ไปสู่สุคติตามกฎแห่งกรรมที่แท้จริง”

บรรยากาศรอบศาลเพียงตาเริ่มเปลี่ยนไป เสียงแมลงที่เคยดังระงมกลับเงียบหาย มีเพียงเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ และกลิ่นดอกพิกุลที่หอมฉุนผิดปกติเริ่มลอยมาตามลม สิงขรลุกขึ้นยืนทันที สัญชาตญาณนักรบของเขาเตือนว่า “เจ้าของบ้าน” เริ่มจะรับรู้ถึงการมาเยือนของพวกเขาแล้ว

“พวกมันมาแล้ว...” วายุหยิบคันศรไม้แก่นจันทน์หอมขึ้นมา ร่างกึ่งโปร่งแสงของเขาเริ่มเรืองแสงสีน้ำเงินเข้ม “จงจำไว้ สิงขร... ในเขตจันทราพิลาส สิ่งที่ตาเห็นอาจไม่ใช่ความจริง และสิ่งที่ความจริงเป็น อาจจะไม่มีใครอยากเห็นมัน”

ที่ขอบบึงน้ำสีชาดเบื้องหน้า สิงขรเห็นเงาร่างสูงโปร่งหลายร่างกำลังลอยละลิ่วมาตามผิวน้ำ พวกมันไม่ได้เดิน แต่ลอยตัวอย่างมั่นคง สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์และถือไม้เท้าที่ยอดเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ใบหน้าของพวกมันแข็งทื่อราวกับหน้ากากโขนที่ไร้อารมณ์

นี่คือด่านแรกของไสยขาว... เหล่า “หุ่นพยนต์ผู้คุมมนตรา” ที่จะทดสอบว่าศรัทธาของผู้ไร้บุญนั้นแข็งแกร่งพอจะทลายกำแพงแห่งภาพลวงตาได้หรือไม่

สิงขรสูดลมหายใจลึก เขาหยดน้ำค้างแสงจันทร์ลงบนคมดาบเหล็กน้ำพี้ ทันใดนั้นเปลวไฟสีทองของดาบก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวอมฟ้าที่ดูเยือกเย็นและแหลมคมอย่างน่าอัศจรรย์ เขาไม่ได้หวาดกลัวต่อสิ่งที่จับต้องไม่ได้อีกต่อไป เพราะบัดนี้เขามีเพื่อนร่วมทางที่กุมความลับของศัตรูไว้ในมือ

“มาเถิด... ข้าอยากจะรู้นักว่าพระจันทร์ดวงนี้จะงดงามแค่ไหนเมื่อต้องคมดาบของข้า!”

สิงขรพุ่งทะยานออกไปกลางผิวน้ำที่สั่นไหว การเปิดศึกในดินแดนแห่งมนตราจันทราได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมกับปมปริศนาของวายุที่เริ่มขยับเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นทุกที

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 90 : ชุมชนหอคอย และกลไกมรณะแห่งชนเผ่าเขี้ยวเขา

    กำแพงศิลาสีซีดเผือดของ "ชุมชนหอคอย" ตั้งตระหง่านทะลุม่านหมอกสีเทาหมองของแดนทมิฬใต้เงา มันไม่ใช่เพียงปราสาทหรือเมืองธรรมดา ทว่ามันคืออนุสาวรีย์แห่งความโศกเศร้าและความเคียดแค้นที่ถูกสลักเสลาขึ้นจากเศษซากของอารยธรรมที่ถูกทอดทิ้ง สถาปัตยกรรมของมันเต็มไปด้วยลวดลายก้นหอยและประติมากรรมรูป "เขี้ยวเขา" อันเป็นสัญลักษณ์ของชนพื้นเมืองที่เชื่อว่าการงอกของเขี้ยวบนร่างกายคือพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทว่าในสายตาของมหาโพธิ์ทอง สิ่งเหล่านั้นคือความวิปริตที่ต้องถูกชำระล้างด้วยเปลวเพลิงสิงขรและมาลินหมอบซ่อนตัวอยู่หลังซากรูปปั้นสิงโตหินที่ถูกทุบทำลายจนเหลือเพียงครึ่งซีก สายตาของสิงขรทอดมองผ่านช่องแคบๆ ไปยังลานกว้างหน้าประตูใหญ่ของเมือง ที่นั่นเนืองแน่นไปด้วย "นักรบเผ่าเขี้ยวเขา" พวกมันสวมหน้ากากไม้ที่สลักลวดลายบิดเบี้ยว ร่างกายสูงใหญ่และเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยความเกลียดชังชั่วกัปชั่วกัลป์ ในมือของพวกมันถือดาบโค้งคู่และง้าวศิลาที่อาบเวทมนตร์สีทองหม่น เสียงสวดมนต์ที่ฟังดูคล้ายเสียงครวญครางและสาปแช่งดังประสานกันเป็นจังหวะที่ชวนให้ขนลุก"ทางเข้าหลักถูกปิดตายด้วยกองกำลังที่พร้อมจะสับเราเป็นชิ้นๆ" สิ

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 89: รอยเท้าแห่งผู้สละทิ้ง และสมาคมผู้แสวงบุญแห่งเงามืด

    ความร้อนระอุจากคลื่นเพลิงของ "โกเลมเตาหลอมวิญญาณ" เพิ่งจะจางหายไปจากผืนหญ้าสีเทาหมอง ทว่าความหวาดหวั่นยังคงเกาะกุมอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ สิงขรและมาลินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากหลังป้ายสุสานศิลาขนาดยักษ์ที่ใช้เป็นที่กำบัง ชายหนุ่มปัดเศษเถ้าถ่านที่ปลิวมาเกาะตามเสื้อคลุมหนังที่ขาดวิ่นของตน สายตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวทอดมองผ่านม่านหมอกสีหม่นไปยังทิศตะวันออก ที่ซึ่งมีแสงสีทองอันคุ้นเคยสว่างไสวทะลุความมืดมิดของ "แดนทมิฬใต้เงา"ทัศนียภาพรอบกายของพวกเขาในยามนี้ ช่างแตกต่างจากมัชฌิมโลกที่พวกเขาเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ได้เปิดกว้างรับแสงตะวันหรือแสงจันทร์ ทว่ามันถูกบดบังด้วย "เงามืดขนาดยักษ์" ที่บิดเบี้ยวและหนักอึ้ง มันคือเงาสะท้อนของมหาโพธิ์ทอง ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่บัดนี้กลายเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ ยางไม้สีคล้ำประดุจเลือดเสียหยดทะลักลงมาจากรอยแตกของกิ่งก้านที่ไร้ใบเบื้องบน ร่วงหล่นลงมาสู่ผืนดินแห่งนี้ราวกับหยาดน้ำตาแห่งความทุกข์ทรมานที่ไม่มีวันเหือดแห้งพื้นดินที่พวกเขาย่ำเดินนั้นอ่อนนุ่มและชื้นแฉะ ไม่ใช่เพราะหยาดฝน แต่เป็นเพราะมันซึมซับเอาความโศกเศร้าและเศษซากของดวงวิญญาณน

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 88: ทุ่งสุสานศิลา และมหึมาเตาหลอมวิญญาณ

    เมื่อปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของสิงขรและมาลินแตะลงบนท่อนแขนที่เหี่ยวแห้งของ มิคศิรา ประสาทสัมผัสทั้งมวลก็พลันดับวูบลง ไม่ใช่การเดินทางผ่านมิติด้วยแสงสว่าง หรือสายลมที่พัดพา ทว่ามันคือการถูกดูดกลืนให้จมดิ่งลงสู่ "ห้วงลึก" ที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนถึงแก่นวิญญาณ ราวกับถูกกระชากลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไร้ซึ่งแสงตะวันความรู้สึกแรกที่ปลุกสิงขรให้ฟื้นคืนสติ คือกลิ่นของดินปืน ขี้เถ้า และความโศกเศร้าที่ลอยอวลอยู่ในอากาศหนาทึบ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ความมืดสนิท ทว่ากลับเป็นทัศนียภาพที่งดงามทว่าน่าขนลุกจนแทบหยุดหายใจสิงขรและมาลินไม่ได้ยืนอยู่ใต้ดินอีกต่อไป พวกเขากำลังยืนอยู่บนเนินเขาหญ้าแห้งแล้งที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา แต่สิ่งที่ปกคลุมทุ่งกว้างแห่งนี้ไม่ใช่ต้นไม้หรือดอกไม้ ทว่ามันคือ "ป้ายหลุมศพศิลา" นับแสนตั้งเรียงรายระเกะระกะไปทั่วทุกสารทิศ ป้ายวิญญาณเหล่านั้นโปร่งแสงและเรืองแสงสีฟ้าอมเขียวอ่อนๆ ประดุจแสงหิ่งห้อยที่กำลังไว้อาลัยแด่คนตาย"ทุ่งสุสานศิลา"เหนือทุ่งสุสานแห่งนี้ ท้องฟ้าไม่ได้เป็นสีเทาหรือสีเลือดเหมือนในมัชฌิมโลก แต่มันถูกปกคลุมด้วย "ม่านเงาขนาดยักษ์" ที่

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 87: นครหลวงเถ้าถ่านที่หลับใหล และความลับแห่งแดนทมิฬใต้เงา

    กลิ่นคาวเลือดที่เคยคละคลุ้งในวังบาดาลเริ่มเจือจางลงเมื่อร่างของ มฆวาน ราชันย์โลหิต แตกสลายกลายเป็นเพียงเศษน้ำแข็งสีชาด ทว่าแรงดึงดูดอันมืดมิดที่แผ่ออกมาจาก "แขนที่เหี่ยวเฉา" ของมิคศิราซึ่งห้อยอยู่บนแท่นบูชานั้น กลับรุนแรงยิ่งกว่ามนตราใดๆ ที่สิงขรเคยพานพบ มันไม่ใช่แรงดึงดูดทางกายภาพ แต่มันคือเสียงกระซิบไร้สัพสำเนียงที่ดึงรั้งจิตวิญญาณ ราวกับกำลังเพรียกหาให้เขาก้าวข้ามขอบเหวแห่งความว่างเปล่าสิงขรยื่นมือซ้ายที่สั่นสะท้านออกไป ปลายนิ้วห่างจากแขนของครึ่งเทพเพียงคืบ ไอเย็นจากเวทมนตร์ดวงดาวในกายของเขาปะทะกับม่านพลังงานสีดำสนิทที่ห่อหุ้มแขนนั้น บังเกิดเสียงซ่าเบาๆ ประดุจน้ำหยดลงบนเหล็กวิูดร้อนจัด"สิงขร..."เสียงเรียกอันแผ่วเบาของมาลินดึงสติของเขากลับมา หญิงสาวเดินกะเผลกเข้ามาจับไหล่เขาไว้แน่น แววตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นเมื่อมองลึกเข้าไปในความมืดที่แผ่ออกมาจากรังไหม "อย่าแตะมันนะ... ข้าสัมผัสได้ถึงความตายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าพิษมรณะชาด มันเป็นดินแดนที่ไม่มีแม้แต่แสงสว่างจอมปลอมของทวยเทพ หากเจ้ายื่นมือเข้าไปในสภาพที่ร่างกายแหลกเหลวเช่นนี้... วิญญาณของเจ้าจะถูกฉีกกระชากจนไม่ได้กลับมาเกิดอ

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 86: ปีกโลหิตที่ร่วงหล่น และพายุเหมันต์ผสานวิญญาณ

    ละอองเลือดที่สาดกระเซ็นจากการปะทะ ถูกความร้อนของเพลิงโลหิตแผดเผาจนกลายเป็นหมอกควันสีแดงคลุ้งไปทั่ววิหารบาดาล มฆวาน ราชันย์โลหิต ผู้สยายปีกสีดำขลับที่หยาดเยิ้มไปด้วยเลือดลอยตระหง่านอยู่เหนือพื้นศิลา ท่าทีหยิ่งผยองของมันทวีความบ้าคลั่งขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อรับรู้ว่าพิธีกรรม ถูกขัดขวาง"เมื่อเจ้าปฏิเสธที่จะมอบเลือดให้แก่ข้าแต่โดยดี... ข้าก็จะบดขยี้เจ้าและคั้นมันออกมาจากซากศพของเจ้าเอง!"มฆวานคำรามลั่น มันตวัด ตรีศูลศิลาโลหิต กลางอากาศ สร้างรอยแยกมิติสีแดงฉานก่อนจะสาดคลื่นเพลิงโลหิตลงมาประดุจห่าฝนอุกกาบาต!ซูม! ซูม! ซูม!สิงขรกัดฟันกลิ้งหลบอย่างทุลักทุเล เปลวเพลิงที่ตกลงกระทบพื้นวิหารไม่ได้ดับมอดลง แต่มันลุกลามและแผดเผาอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ในการยืนหยัดของสิงขรลดน้อยลงทุกขณะ ร่างกายที่บอบช้ำและพละกำลังที่เหือดหายทำให้ความเร็วของเขาตกลงอย่างเห็นได้ชัด ดาบจันทราทมิฬในมือหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาทั้งลูก"ถ้าปล่อยให้มันบินอยู่แบบนี้ ข้าโดนย่างสดแน่!" สิงขรหอบหายใจอย่างหนักมาลินที่แอบอยู่หลังซากเสาหินพยายามจะใช้หน้าไม้เพลิงยิงสกัด แต่มฆวานเพียงแค่สะบัดปีก คลื่นลมผสมเลือดก็กระแทกลูกศรของนางจนหักสะบ

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 85: พิธีกรรมนับถอยหลัง และหยาดน้ำตาผลึกบริสุทธิ์

    ลานกว้างหน้าแท่นบูชาแห่ง "วิหารโลหิต" สั่นสะเทือนด้วยแรงกดดันที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างอันใหญ่โตมโหฬารของ "มฆวาน ราชันย์โลหิต" กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อนหยดลงมา ท้องฟ้าใต้บาดาลถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจบาดแผลที่เปิดกว้างของจักรวาลสิงขรยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าอสุรกายร้าย ร่างกายของเขาโอนเอนประดุจต้นไม้ที่ถูกพายุโหมกระหน่ำ บาดแผลจากการสู้รบกับเทพธิดามาลินียังคงส่งเสียงกรีดร้องผ่านความเจ็บปวด ทว่ามือที่กำด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" กลับมั่นคงและเยือกเย็น ไอสังหารสีน้ำเงินสว่างวาบตัดกับความมืดมิดและสีเลือดของวิหาร"เลือดของเจ้า... ช่างมีกลิ่นหอมหวนของความตาย" มฆวานแสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวแหลมคม มันกระแทก "ตรีศูลศิลาโลหิต" ลงบนพื้นศิลา!ตึง!!!เปลวไฟสีแดงเลือด—เพลิงโลหิต—ลุกพรึบขึ้นล้อมรอบตัวมัน ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานเข้าหาสิงขรด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัวที่เทอะทะ ตรีศูลขนาดยักษ์ถูกง้างขึ้นและฟาดกวาดเป็นแนวนอน หมายจะตัดร่างของ ผู้ไร้บุญให้ขาดเป็นสองท่อนสิงขรเบิกตากว้าง เขายกดาบจันทราทมิฬขึ้นต้านรับอย่างทุลักทุเลเคร้ง!แรงปะทะนั้นมหาศาลเกินบรรยาย! สิงขรถูกกระแ

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status