Inicio / แฟนตาซี / ธรรมจักรทมิฬ / ตอนที่ 8: มนตราจันทรา และปริศนาไสยขาว

Compartir

ตอนที่ 8: มนตราจันทรา และปริศนาไสยขาว

Autor: Wanderer
last update Última actualización: 2026-01-21 20:35:22

ม้าศึกวารินพยศชะลอฝีเท้าลง เมื่อกีบเท้าที่ปกคลุมด้วยเกล็ดนาคาแตะลงบนพื้นดินที่ชุ่มไปด้วยน้ำขัง ผิวน้ำในเขตนี้ไม่ได้ใสกระจายเหมือนลำธารทั่วไป แต่กลับมีประกายสีรุ้งจางๆ ลอยล่องราวกับมีน้ำมันหอมระเหยเคลือบไว้ หมอกหนาสีน้ำเงินเข้มโอบล้อมรอบตัวคนทั้งสองจนมองเห็นได้เพียงระยะไม่กี่วา สิงขรสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่นิ่งสงบผิดปกติ แต่มันเป็นความสงบที่ทำให้เขารู้สึกเย็นเยือกไปถึงดวงจิต

วายุบังคับม้าให้หยุดนิ่งหน้า “ศาลเพียงตาโบราณ” ที่ตั้งอยู่ใต้ต้นจามจุรีขนาดยักษ์ซึ่งกิ่งก้านของมันประดับด้วยโคมไฟหินแกะสลักรูปพระจันทร์เสี้ยว แสงจากโคมไฟเหล่านั้นนวลตาและเยือกเย็น ต่างจากแสงสีทองที่ดุดันของมหาโพธิ์ทองที่สิงขรคุ้นเคย

“พักที่นี่ก่อนเถิด สิงขร...” วายุกระโดดลงจากหลังม้าอย่างแผ่วเบา ร่างกึ่งโปร่งแสงของเขาดูจะกลมกลืนไปกับบรรยากาศที่นี่อย่างประหลาด “ที่นี่คือเขตแดนของ ไสยขาว หรือที่พวกนักปราชญ์เรียกว่า มนตราดาราศาสตร์”

สิงขรลงมานั่งพักข้างศาลเพียงตา เขาพิงหลังกับต้นไม้ใหญ่พลางลูบคางอย่างใช้ความคิด “ไสยขาวงั้นหรือ? ข้าเคยได้ยินแต่ไสยดำที่ใช้ฆ่าคน หรือวิชาคงกระพันที่ข้าใช้อยู่ แต่มนตราที่นี่... มันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในความฝัน”

วายุขยับมานั่งฝั่งตรงข้าม พลางชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ดวงจันทร์สีเงินดวงยักษ์ดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ “คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าไสยศาสตร์มีไว้เพื่ออำนาจและการทำลายล้าง แต่ที่ อารามจันทรประภา แห่งนี้ พวกเขาศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ดวงดาว’ กับ ‘ชะตามนุษย์’ สิ่งที่เจ้าเห็นว่าสวยงามนี้คือวิชา ไสยขาวชั้นสูง ซึ่งเน้นการบิดเบือนความเป็นจริงผ่านจิตใต้สำนึก”

วายุหยุดนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มเล่าความลับที่ถูกซ่อนไว้ “ความลับของไสยขาวที่นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ดวงจิตประภัสสรที่ถูกกักขัง’ พระนางจันทราพิลาสไม่ได้ใช้กำลังในการปกครอง แต่ใช้วิชากลืนกินความจริง นางสร้างโลกที่ทุกคนจะได้เห็นในสิ่งที่ตนปรารถนาที่สุด ใครที่สูญเสียคนรัก จะได้พบคนรักที่นี่ ใครที่โหยหาอำนาจ จะได้เห็นตัวเองบนบัลลังก์... แต่มันคือกับดักที่กินวิญญาณเป็นอาหาร”

“หมายความว่า... ศัตรูที่ข้าจะเจอในอาราม ไม่ใช่ทหารที่ถือดาบ?” สิงขรถามพลางขมวดคิ้ว

“มีทั้งทหารและสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น” วายุกระซิบ “ทหารที่นี่คือ หุ่นพยนต์นพเคราะห์ พวกมันถูกสร้างจากศิลาจันทราและบรรจุด้วยดวงจิตของเหล่านักเรียนที่หลงทางในบทเรียนมนตรา พวกมันไม่มีความเจ็บปวดและสามารถใช้เวทมนตร์จากระยะไกลได้ แต่สิ่งที่เจ้าต้องระวังที่สุดคือ ‘เสียงเพลงแห่งพระจันทร์’ หากเจ้าได้ยินเสียงดนตรีไทยที่บรรเลงด้วยความเศร้าสร้อย จงอย่าฟัง... เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสูญเสียตัวตน”

สิงขรกระชับดาบเหล็กน้ำพี้ในมือ แสงสีทองจากตัวดาบดูจะหม่นลงเล็กน้อยเมื่ออยู่ในเขตแดนนี้ “แล้วข้าจะสู้กับความฝันได้อย่างไร? ดาบของข้าฟันสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ได้หรือ?”

วายุยิ้มบางๆ แววตาของวิญญาณผู้พิทักษ์ดูมีความหวัง “ดาบของเจ้ามีพุทธคุณที่ตัดขาดกิเลสได้ สิงขร... แต่มันยังไม่พอ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะ ‘ปิดตาแต่เปิดใจ’ ไสยขาวแพ้ทางความจริงที่แน่วแน่ หากจิตใจของเจ้าไม่หวั่นไหวไปกับภาพลวงตา มนตราเหล่านั้นก็เป็นเพียงหมอกควัน”

วายุหยิบกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ออกมา ภายในมีของเหลวสีน้ำเงินเรืองแสง “นี่คือน้ำค้างจากใบโพธิ์ที่อาบแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ... ใช้มันหยดลงบนดาบของเจ้าเมื่อต้องสู้กับพวกหุ่นพยนต์ มันจะช่วยให้คมดาบของเจ้าสามารถกรีดผ่านม่านมนตราได้”

สิงขรรับกระบอกไม้ไผ่มา เขาพิจารณาดูแสงสีน้ำเงินที่วนเวียนอยู่ในน้ำค้างนั้น “วายุ... ทำไมท่านถึงรู้เรื่องพวกนี้ดีนัก? ราวกับว่าท่านเคยเป็นส่วนหนึ่งของอารามแห่งนี้”

วายุเงียบไปนาน สายตามองลึกเข้าไปในดงหมอก “ข้าเคยเป็นศิษย์ที่ถูกลืม... และข้าเคยรักหญิงสาวที่กลายเป็นเพียงภาพวาดในหอสมุดนั้น ความแค้นของข้าไม่ใช่การฆ่า แต่คือการปลดปล่อยดวงจิตที่ถูกจองจำเหล่านั้นให้ไปสู่สุคติตามกฎแห่งกรรมที่แท้จริง”

บรรยากาศรอบศาลเพียงตาเริ่มเปลี่ยนไป เสียงแมลงที่เคยดังระงมกลับเงียบหาย มีเพียงเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ และกลิ่นดอกพิกุลที่หอมฉุนผิดปกติเริ่มลอยมาตามลม สิงขรลุกขึ้นยืนทันที สัญชาตญาณนักรบของเขาเตือนว่า “เจ้าของบ้าน” เริ่มจะรับรู้ถึงการมาเยือนของพวกเขาแล้ว

“พวกมันมาแล้ว...” วายุหยิบคันศรไม้แก่นจันทน์หอมขึ้นมา ร่างกึ่งโปร่งแสงของเขาเริ่มเรืองแสงสีน้ำเงินเข้ม “จงจำไว้ สิงขร... ในเขตจันทราพิลาส สิ่งที่ตาเห็นอาจไม่ใช่ความจริง และสิ่งที่ความจริงเป็น อาจจะไม่มีใครอยากเห็นมัน”

ที่ขอบบึงน้ำสีชาดเบื้องหน้า สิงขรเห็นเงาร่างสูงโปร่งหลายร่างกำลังลอยละลิ่วมาตามผิวน้ำ พวกมันไม่ได้เดิน แต่ลอยตัวอย่างมั่นคง สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์และถือไม้เท้าที่ยอดเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ใบหน้าของพวกมันแข็งทื่อราวกับหน้ากากโขนที่ไร้อารมณ์

นี่คือด่านแรกของไสยขาว... เหล่า “หุ่นพยนต์ผู้คุมมนตรา” ที่จะทดสอบว่าศรัทธาของผู้ไร้บุญนั้นแข็งแกร่งพอจะทลายกำแพงแห่งภาพลวงตาได้หรือไม่

สิงขรสูดลมหายใจลึก เขาหยดน้ำค้างแสงจันทร์ลงบนคมดาบเหล็กน้ำพี้ ทันใดนั้นเปลวไฟสีทองของดาบก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวอมฟ้าที่ดูเยือกเย็นและแหลมคมอย่างน่าอัศจรรย์ เขาไม่ได้หวาดกลัวต่อสิ่งที่จับต้องไม่ได้อีกต่อไป เพราะบัดนี้เขามีเพื่อนร่วมทางที่กุมความลับของศัตรูไว้ในมือ

“มาเถิด... ข้าอยากจะรู้นักว่าพระจันทร์ดวงนี้จะงดงามแค่ไหนเมื่อต้องคมดาบของข้า!”

สิงขรพุ่งทะยานออกไปกลางผิวน้ำที่สั่นไหว การเปิดศึกในดินแดนแห่งมนตราจันทราได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมกับปมปริศนาของวายุที่เริ่มขยับเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นทุกที

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 23: คำสัตย์กลางเพลิง และรัศมีธรรมแห่งวีรบุรุษ

    ภายใต้แผ่นฟ้าที่มืดมิดดุจผืนกำมะหยี่สีดำสนิทซึ่งถูกฉาบด้วยสีเลือดนก ดวงจันทร์สีแดงก่ำค่อยๆ ขยับเลื่อนมาสถิตอยู่เหนือยอดหอคอยแหลมคมของปราสาทชายแดนประหนึ่งดวงตาสีเลือดของอสุรกายยักษ์ที่กำลังจับจ้องลงมายังพื้นพิภพด้วยความกระหายบรรยากาศภายในลานประลองชายป่าพลันเงียบสงัดลงอย่างน่าใจหาย จนได้ยินเพียงเสียงฟืนในกองไฟพุ่งปะทุเป็นประกายไฟและเสียงหวีดหวิวของลมกรดที่หอบเอาเกสรสีชาดมาโปรยปรายประดุจฝนแห่งคำสาป เหล่านักรบเดนตายจากทั่วสารทิศกว่าร้อยชีวิตที่มีทั้งแผลเป็นท่วมกายและชุดเกราะที่ผ่านการกรำศึกหนัก ต่างพากันลุกขึ้นยืนและจัดแถวอย่างเป็นระเบียบราวกับถูกดึงดูดด้วยอำนาจลึกลับ แววตาของพวกเขาสะท้อนแสงไฟ มีทั้งความตื่นกลัวในอำนาจเทพเจ้าและความบ้าบิ่นที่พร้อมจะแลกชีวิตเพื่อชื่อเสียงในตอนจบสิงขรก้าวเดินอย่างมั่นคงขึ้นไปยืนบนแท่นศิลาสูงตระหง่านใจกลางลานประลอง ในมือของเขากุม จอกเหล้าสังหาร ที่บรรจุน้ำอมฤตสีแดงเข้มข้นไว้จนปริ่มขอบ ของเหลวภายในนั้นสั่นไหวและส่งไอสังหารมหาศาลออกมาจนทำให้นักรบที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกคลื่นเหียน ทว่าสิงขรกลับยืนนิ่งมั่นคงประดุจเสาหลักศิลา แสงสี

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 22: ลานประลองชายป่า และการกลับมาของสหายร่วมศึก

    พายุทรายสีแดงขุ่นม้วนตัวเป็นเกลียวพัดกรรโชกผ่านทุ่งหญ้าที่แห้งกรังและบิดเบี้ยวจนดูคล้ายเส้นผมของซากศพที่โผล่พ้นดิน ลมหายใจของแผ่นดินทิศใต้เต็มไปด้วยกลิ่นไอระเหยของสนิมเหล็กและเกสรของดอกไม้ปีศาจ สิงขรควบม้าศึกวารินพยศฝ่าม่านหมอกสีชาดที่หนาทึบจนแทบมองไม่เห็นทาง จนกระทั่งเขาเดินทางมาถึง “ลานประลองชายป่า” พื้นที่ราบกว้างใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาสูงชันซึ่งมองเห็นปราสาทชายแดนอันเป็นที่สถิตของพญามารราหูตั้งเด่นอยู่ไกลลิบๆ ประหนึ่งมงกุฎหนามบนยอดเขาที่อาบไปด้วยสีสันของวันสิ้นโลกที่นี่คือจุดนัดพบที่ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารสงครามว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงแห่งเดียวในทุ่งกัลปพฤกษ์เลือดที่ความแค้นส่วนตัวจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นเกียรติยศชั่วคราว เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการยุติลมหายใจที่วิปริตของเทพเจ้าผู้คุ้มคลั่งก่อนที่โลกนี้จะเน่าเฟะไปจนเสียสิ้นบรรยากาศภายในลานประลองเต็มไปด้วยความกดดันที่เข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ กลิ่นอายของน้ำมันลับดาบและคราบเขม่าจากเตาหลอมเหล็กโชยอบอวล ขุนศึกจากทั่วสารทิศ—ไม่ว่าจะเป็นนักรบเดนตายจากหัวเมืองเหนือ หรือขุนพลไร้สังกัดจากชายแดน

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 21: หมู่บ้านรวงข้าวสีชาด และวิญญาณที่ถูกจองจำ

    หลังจากกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าที่ด่านพระกาฬจางหายไปภายใต้แสงอัสดงสีเลือด ขุนอัคคีได้มอบ “จอกเหล้าสังหาร” ให้แก่สิงขร มันเป็นเครื่องทองเหลืองเก่าแก่หนักอึ้ง สลักลายราหูอมจันทร์ที่ดูดุดันและทรงอำนาจ ทว่าจอกนั้นกลับแห้งขอดและไร้ซึ่งชีวิต นายกองหน้าบากกำชับด้วยเสียงอันหนักแน่นว่า หากสิงขรปรารถนาจะเข้าร่วม "เทศกาลสงคราม" เพื่อท้าทายพญามารราหู เขาต้องนำจอกนี้ไปบรรจุน้ำอมฤตสีแดงจากใจกลางหมู่บ้านที่ล่มสลายเสียก่อน เพราะนั่นคือเครื่องดื่มชนิดเดียวที่คนคลั่งจะยอมเปิดประตูต้อนรับสิงขรและวายุมุ่งหน้าเข้าสู่เขต “หมู่บ้านรวงข้าวสีชาด” ซึ่งในอดีตเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่มั่งคั่งที่สุดของดินแดนทิศใต้ แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาเบื้องหน้าในยามนี้กลับกลายเป็นทุ่งนาที่รวงข้าวไม่ได้เป็นสีทองอร่ามอีกต่อไป แต่มันบิดเบี้ยว กลายเป็นสีแดงคล้ำเข้มดุจเลือดนก และมีหนามแหลมคมงอกออกมาคล้ายเข็มพิษที่รอจังหวะทิ่มแทงผู้ที่ย่างกรายเข้าไป บ้านเรือนไม้ใต้ถุนสูงหลายหลังพังทลายลงมาครึ่งซีก ถูกปกคลุมด้วยเยื่อใยสีชมพูหนาเตอะที่ขยับไหวตามจังหวะลมคล้ายปอดของสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจรวยรินกลิ่นอายความตายที่นี่รุนแรงและฉุนกึกจนวาริน

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 20: เสียงเพรียกจากเงามืด และบททดสอบแห่งด่านพระกาฬ

    ท่ามกลางเสียงคำรามแหลมสูงดุจเสียงกรีดร้องของมนุษย์ที่ปนเปไปกับเสียงเห่าหอนกระโชกโฮกฮากของฝูงสุนัขยักษ์หัวคนซึ่งกำลังตะเกียกตะกายพยายามจะปีนข้ามแนวกั้นเพลิงหน้าด่านพระกาฬ สิงขรรู้สึกได้ถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง ลมกรรโชกพัดเอาละอองสีชาดปลิวว่อนไปทั่วสมรภูมิ เปลวไฟจากคบเพลิงของทหารเพลิงสะท้อนกับคมดาบเหล็กน้ำพี้จนเกิดเงาเต้นระบำบนพื้นดินสีแดงเดือด ดูราวกับวิญญาณร่ายรำอยู่บนกองฟอน ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ความโกลาหลกำลังจะเริ่มขึ้น บรรยากาศรอบกายของสิงขรกลับพลันหยุดนิ่งลงอย่างประหลาดจนน่าขนลุกเสียงการปะทะและเสียงโห่ร้องของเหล่านักรบเพลิงค่อยๆ เบาบางลงคล้ายถูกกลืนหายไปในหมอกควันหนาทึบ แสงไฟสีส้มที่เคยร้อนระอุกลับกลายเป็นสีฟ้าสลัวที่เยือกเย็นประดุจแสงจันทร์วันดับ และที่ข้างกองไฟที่เพิ่งจะมอดดับลงเบื้องหลังสิงขร ร่างของสตรีในชุดสไบสีนิลผู้คุ้นตาปรากฏกายขึ้นอีกครั้งอย่างไร้ที่มามาลี นั่งอยู่ในท่าพับเพียบอย่างสง่างามท่ามกลางซากปรักหักพังของสงคราม ใบหน้าซีกที่งดงามของนางอาบด้วยแสงไฟสีนวล ขณะที่ซีกที่ถูกบดบังด้วยผ้าคลุมนั้นดูลึกลับจนยากจะหยั่งถึง ดวงตาข้างที่เปิดอยู่ของนางจ้องมองมาที

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 19: ด่านพระกาฬ และกองทหารเพลิงกั้นนรก

    หลังจากการอำลามาลินที่หุบเขาไร้ชื่อ สิงขรและวายุก็ออกเดินทางลงสู่ทิศใต้อย่างต่อเนื่อง ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ทัศนียภาพรอบกายเริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าใจหาย ดินที่เคยเป็นสีน้ำตาลอ่อนเริ่มกลายเป็นสีแดงเข้มดุจโลหิตที่แห้งกรัง ต้นไม้ที่มีสีเขียวขจีหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงซากไม้ยืนต้นที่กิ่งก้านบิดเบี้ยวดูคล้ายมือของคนบาปที่กำลังชูขึ้นฟ้าเพื่อขอความเมตตา ลมที่พัดผ่านกายสิงขรเริ่มหอบเอาละอองเกสรแดงฉานที่แฝงไปด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กและความร้อนระอุที่กัดกินผิวหนัง"ข้างหน้านั่นคือ 'ด่านพระกาฬ'..." วายุชี้ไปยังป้อมปราการหินทรายสีแสดขนาดมหึมาที่ตั้งขวางหุบเขาลึกดุจกำแพงยักษ์ที่แยกโลกคนเป็นออกจากนรกคนตาย ประตูไม้มะค่าขนาดยักษ์ถูกปิดตายและเสริมด้วยแผ่นเหล็กหนาเตอะที่จารึกอาคมกันไฟไว้จนทั่ว "มันเป็นปราการด่านสุดท้ายที่กั้นระหว่างความปกติของมณฑลจันทรา และความวิปลาสของทุ่งกัลปพฤกษ์เลือด"เมื่อสิงขรควบม้าวารินพยศเข้าไปใกล้ด่าน เขาไม่ได้พบกับความเงียบเหงาที่ควรจะเป็นในดินแดนล่มสลาย แต่เขากลับได้ยินเสียงกึกก้องของกลองรบที่ตีจังหวะหนักแน่น ผสานไปกับการสวดชัยมงคลคาถาในสำเนียงที่ดุดันและกระแทกกระทั้น บนกำแพง

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 18: ครรภ์อสุรกาย และปราการเถาวัลย์โลหิต

    สิงขรก้าวย่างเข้าสู่ปากถ้ำที่ดูราวกับปากของอสุรกายขนาดยักษ์ที่อ้าค้างไว้ ความมืดมิดภายในมิได้ให้ความรู้สึกสงบเหมือนถ้ำทั่วไป แต่มันกลับเต็มไปด้วยไอความร้อนที่ระอุออกมาพร้อมกับกลิ่นฉุนกึกของสปอร์กัลปพฤกษ์เลือดที่ลอยฟุ้งดุจละอองหิมะสีแดงผนังถ้ำที่ควรจะเป็นหินศิลาแลงกลับถูกปกคลุมด้วยชั้นเนื้อเยื่อเหนียวหนืดสีชมพูเข้มที่เต้นตุบๆ ตามจังหวะราวกับชีพจรของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พิภพ“ระวังฝีเท้าด้วย สิงขร...” วายุกระซิบผ่านจิตจางๆ ร่างกึ่งโปร่งแสงของเขามัวหมองลงเมื่อต้องสัมผัสกับไอพิษเข้มข้น “พื้นถ้ำนี้ไม่ใช่ดินธรรมดา แต่มันคือ ‘ซากบุญ’ ที่ถูกย่อยสลายจนกลายเป็นอาหารของโรคร้าย อย่าให้ผิวหนังของเจ้าสัมผัสกับน้ำหนองสีม่วงที่ไหลอยู่ตามร่องหินเด็ดขาด”สิงขรนำผ้าขึ้นมามัดปิดจมูกและปากไว้แน่น เขาหยดน้ำค้างแสงจันทร์ลงบนใบดาบเหล็กน้ำพี้ แสงสีเขียวมรกตที่แผ่ออกมาช่วยขับไล่หมอกสีแดงรอบตัวให้จางลงพอที่จะมองเห็นทางเดินสลัวๆ ยิ่งเขาเดินลึกเข้าไป เสียงหัวใจของเขาดูเหมือนจะเต้นสอดประสานไปกับเสียงชีพจรของถ้ำอย่างน่าประหลาดทันใดนั้น เพดานถ้ำเบื้องบนก็ขยับไหว!“เถาวัลย์กินคน” เส้นสายสีแดงสดขนาดเท

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status