หน้าหลัก / แฟนตาซี / ธรรมจักรทมิฬ / ตอนที่ 8: มนตราจันทรา และปริศนาไสยขาว

แชร์

ตอนที่ 8: มนตราจันทรา และปริศนาไสยขาว

ผู้เขียน: Wanderer
last update วันที่เผยแพร่: 2026-01-21 20:35:22

ม้าศึกวารินพยศชะลอฝีเท้าลง เมื่อกีบเท้าที่ปกคลุมด้วยเกล็ดนาคาแตะลงบนพื้นดินที่ชุ่มไปด้วยน้ำขัง ผิวน้ำในเขตนี้ไม่ได้ใสกระจายเหมือนลำธารทั่วไป แต่กลับมีประกายสีรุ้งจางๆ ลอยล่องราวกับมีน้ำมันหอมระเหยเคลือบไว้ หมอกหนาสีน้ำเงินเข้มโอบล้อมรอบตัวคนทั้งสองจนมองเห็นได้เพียงระยะไม่กี่วา สิงขรสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่นิ่งสงบผิดปกติ แต่มันเป็นความสงบที่ทำให้เขารู้สึกเย็นเยือกไปถึงดวงจิต

วายุบังคับม้าให้หยุดนิ่งหน้า “ศาลเพียงตาโบราณ” ที่ตั้งอยู่ใต้ต้นจามจุรีขนาดยักษ์ซึ่งกิ่งก้านของมันประดับด้วยโคมไฟหินแกะสลักรูปพระจันทร์เสี้ยว แสงจากโคมไฟเหล่านั้นนวลตาและเยือกเย็น ต่างจากแสงสีทองที่ดุดันของมหาโพธิ์ทองที่สิงขรคุ้นเคย

“พักที่นี่ก่อนเถิด สิงขร...” วายุกระโดดลงจากหลังม้าอย่างแผ่วเบา ร่างกึ่งโปร่งแสงของเขาดูจะกลมกลืนไปกับบรรยากาศที่นี่อย่างประหลาด “ที่นี่คือเขตแดนของ ไสยขาว หรือที่พวกนักปราชญ์เรียกว่า มนตราดาราศาสตร์”

สิงขรลงมานั่งพักข้างศาลเพียงตา เขาพิงหลังกับต้นไม้ใหญ่พลางลูบคางอย่างใช้ความคิด “ไสยขาวงั้นหรือ? ข้าเคยได้ยินแต่ไสยดำที่ใช้ฆ่าคน หรือวิชาคงกระพันที่ข้าใช้อยู่ แต่มนตราที่นี่... มันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในความฝัน”

วายุขยับมานั่งฝั่งตรงข้าม พลางชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ดวงจันทร์สีเงินดวงยักษ์ดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ “คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าไสยศาสตร์มีไว้เพื่ออำนาจและการทำลายล้าง แต่ที่ อารามจันทรประภา แห่งนี้ พวกเขาศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ดวงดาว’ กับ ‘ชะตามนุษย์’ สิ่งที่เจ้าเห็นว่าสวยงามนี้คือวิชา ไสยขาวชั้นสูง ซึ่งเน้นการบิดเบือนความเป็นจริงผ่านจิตใต้สำนึก”

วายุหยุดนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มเล่าความลับที่ถูกซ่อนไว้ “ความลับของไสยขาวที่นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ดวงจิตประภัสสรที่ถูกกักขัง’ พระนางจันทราพิลาสไม่ได้ใช้กำลังในการปกครอง แต่ใช้วิชากลืนกินความจริง นางสร้างโลกที่ทุกคนจะได้เห็นในสิ่งที่ตนปรารถนาที่สุด ใครที่สูญเสียคนรัก จะได้พบคนรักที่นี่ ใครที่โหยหาอำนาจ จะได้เห็นตัวเองบนบัลลังก์... แต่มันคือกับดักที่กินวิญญาณเป็นอาหาร”

“หมายความว่า... ศัตรูที่ข้าจะเจอในอาราม ไม่ใช่ทหารที่ถือดาบ?” สิงขรถามพลางขมวดคิ้ว

“มีทั้งทหารและสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น” วายุกระซิบ “ทหารที่นี่คือ หุ่นพยนต์นพเคราะห์ พวกมันถูกสร้างจากศิลาจันทราและบรรจุด้วยดวงจิตของเหล่านักเรียนที่หลงทางในบทเรียนมนตรา พวกมันไม่มีความเจ็บปวดและสามารถใช้เวทมนตร์จากระยะไกลได้ แต่สิ่งที่เจ้าต้องระวังที่สุดคือ ‘เสียงเพลงแห่งพระจันทร์’ หากเจ้าได้ยินเสียงดนตรีไทยที่บรรเลงด้วยความเศร้าสร้อย จงอย่าฟัง... เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสูญเสียตัวตน”

สิงขรกระชับดาบเหล็กน้ำพี้ในมือ แสงสีทองจากตัวดาบดูจะหม่นลงเล็กน้อยเมื่ออยู่ในเขตแดนนี้ “แล้วข้าจะสู้กับความฝันได้อย่างไร? ดาบของข้าฟันสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ได้หรือ?”

วายุยิ้มบางๆ แววตาของวิญญาณผู้พิทักษ์ดูมีความหวัง “ดาบของเจ้ามีพุทธคุณที่ตัดขาดกิเลสได้ สิงขร... แต่มันยังไม่พอ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะ ‘ปิดตาแต่เปิดใจ’ ไสยขาวแพ้ทางความจริงที่แน่วแน่ หากจิตใจของเจ้าไม่หวั่นไหวไปกับภาพลวงตา มนตราเหล่านั้นก็เป็นเพียงหมอกควัน”

วายุหยิบกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ออกมา ภายในมีของเหลวสีน้ำเงินเรืองแสง “นี่คือน้ำค้างจากใบโพธิ์ที่อาบแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ... ใช้มันหยดลงบนดาบของเจ้าเมื่อต้องสู้กับพวกหุ่นพยนต์ มันจะช่วยให้คมดาบของเจ้าสามารถกรีดผ่านม่านมนตราได้”

สิงขรรับกระบอกไม้ไผ่มา เขาพิจารณาดูแสงสีน้ำเงินที่วนเวียนอยู่ในน้ำค้างนั้น “วายุ... ทำไมท่านถึงรู้เรื่องพวกนี้ดีนัก? ราวกับว่าท่านเคยเป็นส่วนหนึ่งของอารามแห่งนี้”

วายุเงียบไปนาน สายตามองลึกเข้าไปในดงหมอก “ข้าเคยเป็นศิษย์ที่ถูกลืม... และข้าเคยรักหญิงสาวที่กลายเป็นเพียงภาพวาดในหอสมุดนั้น ความแค้นของข้าไม่ใช่การฆ่า แต่คือการปลดปล่อยดวงจิตที่ถูกจองจำเหล่านั้นให้ไปสู่สุคติตามกฎแห่งกรรมที่แท้จริง”

บรรยากาศรอบศาลเพียงตาเริ่มเปลี่ยนไป เสียงแมลงที่เคยดังระงมกลับเงียบหาย มีเพียงเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ และกลิ่นดอกพิกุลที่หอมฉุนผิดปกติเริ่มลอยมาตามลม สิงขรลุกขึ้นยืนทันที สัญชาตญาณนักรบของเขาเตือนว่า “เจ้าของบ้าน” เริ่มจะรับรู้ถึงการมาเยือนของพวกเขาแล้ว

“พวกมันมาแล้ว...” วายุหยิบคันศรไม้แก่นจันทน์หอมขึ้นมา ร่างกึ่งโปร่งแสงของเขาเริ่มเรืองแสงสีน้ำเงินเข้ม “จงจำไว้ สิงขร... ในเขตจันทราพิลาส สิ่งที่ตาเห็นอาจไม่ใช่ความจริง และสิ่งที่ความจริงเป็น อาจจะไม่มีใครอยากเห็นมัน”

ที่ขอบบึงน้ำสีชาดเบื้องหน้า สิงขรเห็นเงาร่างสูงโปร่งหลายร่างกำลังลอยละลิ่วมาตามผิวน้ำ พวกมันไม่ได้เดิน แต่ลอยตัวอย่างมั่นคง สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์และถือไม้เท้าที่ยอดเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ใบหน้าของพวกมันแข็งทื่อราวกับหน้ากากโขนที่ไร้อารมณ์

นี่คือด่านแรกของไสยขาว... เหล่า “หุ่นพยนต์ผู้คุมมนตรา” ที่จะทดสอบว่าศรัทธาของผู้ไร้บุญนั้นแข็งแกร่งพอจะทลายกำแพงแห่งภาพลวงตาได้หรือไม่

สิงขรสูดลมหายใจลึก เขาหยดน้ำค้างแสงจันทร์ลงบนคมดาบเหล็กน้ำพี้ ทันใดนั้นเปลวไฟสีทองของดาบก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวอมฟ้าที่ดูเยือกเย็นและแหลมคมอย่างน่าอัศจรรย์ เขาไม่ได้หวาดกลัวต่อสิ่งที่จับต้องไม่ได้อีกต่อไป เพราะบัดนี้เขามีเพื่อนร่วมทางที่กุมความลับของศัตรูไว้ในมือ

“มาเถิด... ข้าอยากจะรู้นักว่าพระจันทร์ดวงนี้จะงดงามแค่ไหนเมื่อต้องคมดาบของข้า!”

สิงขรพุ่งทะยานออกไปกลางผิวน้ำที่สั่นไหว การเปิดศึกในดินแดนแห่งมนตราจันทราได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมกับปมปริศนาของวายุที่เริ่มขยับเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นทุกที

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 108: รุ่งอรุณแห่งราตรีกาล และพันธสัญญาแห่งดวงดาว

    ความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านเข้ามากระทบผิวเนื้อ ไม่ใช่ความเย็นเยือกที่บาดลึกถึงกระดูกประดุจเวทมนตร์เหมันต์ หรือความเยือกเย็นอันชวนขนลุกของแดนทมิฬใต้เงา ทว่ามันเป็นความเย็นที่สงบเงียบ บริสุทธิ์ และปราศจากพันธนาการใดๆ เหมือนอากาศบริสุทธิ์ในคืนเดือนแรมที่ไร้เมฆหมอกสิงขรค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เปลือกตาของเขาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ความเจ็บปวดจากการฝืนใช้พลังระดับกอสมิกในศึกตัดสินกับ อสูรแห่งเอลเดน ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นรอยระบมฝังลึกในกล้ามเนื้อ ทว่าบาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกายกลับสมานตัวจนเหลือเพียงรอยแผลเป็นสีจางๆเขาพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือผืนดินใต้ร่าง มันไม่ใช่เถ้าถ่านที่ร้อนระอุของนครหลวงเถ้าถ่าน และไม่ใช่ผิวน้ำสีดำของมิติกระจกเงา แต่มันเป็นพื้นศิลาที่ปูด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ และเมื่อเขากวาดสายตามองไปรอบๆ..."ที่นี่มัน..."สิงขรเบิกตากว้าง ทัศนียภาพรอบตัวเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้อยู่บนโลกมัชฌิมอีกต่อไป ทว่าเขากำลังนั่งอยู่บนแท่นบูชาหินอ่อนที่ตั้งอยู่ท่ามกลาง "ห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล" ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ใช่สีทองของมหาโพธิ์ทอง และไม่ใช่สีเทาหมอ

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 107: ดาบผ่าสัจธรรม และจุดจบแห่งมหันตภัยจักรวาล

    มิติกระจกเงาอันไร้ขอบเขตบัดนี้ถูกอาบย้อมไปด้วยแสงสีทองที่เข้มข้นจนกลายเป็นความมืดบอด วงแหวนสีทองขนาดยักษ์ทั้งสี่วงที่ซ้อนทับกันเป็นสัญลักษณ์แห่ง "มหาธรรมจักร“ กำลังหดตัวบีบรัดเข้าสู่จุดศูนย์กลางอย่างเชื่องช้าทว่าไม่อาจหยุดยั้งได้ มันไม่ใช่การโจมตีทางกายภาพ แต่มันคือการ "บีบอัดกฎเกณฑ์" ของมิติให้กลับคืนสู่จุดเริ่มต้น ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในรัศมีของวงแหวนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสสาร เวทมนตร์ หรือแม้แต่วิญญาณ จะถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสมบูรณ์!แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนผิวน้ำสีดำที่เคยราบเรียบเกิดการยุบตัวลงประดุจหลุมอุกกาบาต"สิงขร... ข้าหายใจไม่ออก..." มาลินทรุดตัวลงนอนราบกับผิวน้ำ โดมเวทมนตร์ของนางแตกสลายไปแล้ว เลือดไหลซึมออกจากจมูกและดวงตา ร่างกายของมนุษย์ธรรมดาไม่อาจทนรับแรงโน้มถ่วงระดับกอสมิกนี้ได้อีกต่อไปสิงขรยืนหยัดอยู่เบื้องหน้านาง สองขากางออกกว้างเพื่อรักษาสมดุล กล้ามเนื้อทุกมัดกำลังประท้วงถึงขีดจำกัดสูงสุด ทว่าสองมือของเขายังคงกำด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" ไว้แน่น นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเขาจ้องมองวงแหวนสีทองที่กำลังบีบตัวเข้ามาใกล้ทุกขณะ"กฎเกณฑ์ที่บังคับให้ทุกคนต้องศิโรราบ... ระเบีย

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 106: มหันตภัยระดับจักรวาล และระบำดาบแห่งความว่างเปล่า

    เสียงร้องกังวานที่ไม่ได้เปล่งออกจากลำคอ ทว่าสะท้อนก้องมาจากความถี่ของห้วงอวกาศ ดังกึกก้องจนผิวน้ำสีดำที่ราบเรียบประดุจกระจกเงาเกิดระลอกคลื่นบ้าคลั่ง สิ่งมีชีวิตที่แท้จริงเบื้องหลังมหาธรรมจักร ลอยตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ ร่างกายอันโปร่งแสงของมันใหญ่โตมโหฬารจนสิงขรดูเป็นเพียงฝุ่นผงเมื่อเทียบเคียง ภายในร่างนั้นคือภาพจำลองของกาแล็กซี กลุ่มดาว และเนบิวลาที่หมุนวนอย่างเชื่องช้า บ่งบอกถึงตัวตนที่อยู่เหนือขอบเขตของกาลเวลาและสถานที่ในมือที่คล้ายคลึงกับกิ่งไม้สีทองของมัน กำด้าม "ดาบศิลา" ขนาดยักษ์ ดาบเล่มนั้นถูกหลอมขึ้นจากเศษซากเจตจำนงของ รณกร ที่เพิ่งแตกสลาย มันเป็นดาบที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยรอยร้าว ทว่ากลับแผ่รังสีแห่งการทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว แสงสีทองที่สาดส่องออกมาจากตัวอสูร ไม่ใช่แสงแห่งความอบอุ่น แต่เป็นแสงแห่ง "ความเป็นระเบียบ" ที่เย็นชาและพร้อมจะลบทุกสิ่งที่ผิดแผกไปจากสมการของมันมาลินทรุดตัวลงกับพื้น ผิวหนังของนางรู้สึกแสบร้อนเพียงแค่อยู่ในรัศมีแสงของมัน "นี่หรือคือพระเจ้า... มันไม่ได้ดูเหมือนผู้สร้างเลย แต่มันเหมือน... สัตว์ประหลาดจากต่างดาวที่ตกลงมากลืนกินโลกใบนี้""เพราะมันคือปรสิตอย

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 105: การตื่นรู้แห่งดวงดาว และเหมันต์นิรันดร์กลืนธรรมจักร

    มิติกระจกเงาอันไร้ขอบเขตที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กำลังสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งประดุจแก้วบางๆ ที่ถูกบีบอัดด้วยแรงดันมหาศาล ท้องฟ้าเบื้องบนมิใช่สีทองสลัวอีกต่อไป ทว่ามันสว่างจ้าแสบตาจนแทบหลอมละลาย รอยแหวนเวทมนตร์แห่ง "มหาธรรมจักร" รัศมีกว้างใหญ่ไพศาลซ้อนทับกันเป็นวงกลมนับสิบวง ก่อตัวขึ้นเบื้องหลังร่างของ รณกร ราชันย์แห่งมหาธรรมจักรชายผมแดงร่างยักษ์ผู้ไร้ซึ่งเจตจำนง ลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำ ค้อนศิลาในมือขวาของเขาดูดกลืนแสงสว่างจากแหวนเวทมนตร์เหล่านั้นจนแปรสภาพเป็นอาวุธทำลายล้างมิติที่สมบูรณ์แบบ แสงสีทองที่อัดแน่นอยู่ที่หัวค้อนนั้นหนักอึ้งเสียจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว ร้อนระอุประดุจใจกลางของดาวฤกษ์ที่กำลังจะระเบิด"สิงขร... พลังนั่นมันบ้าไปแล้ว! มันกำลังจะลบทุกสิ่งทุกอย่างในมิตินี้ทิ้ง!" มาลินตะโกนก้องผ่านม่านพายุลมที่พัดกระหน่ำ นางพยายามฝังนิ้วมือลงกับผิวน้ำตื้นๆ เพื่อไม่ให้ร่างถูกพัดปลิวไปตามแรงลมของเทพเจ้าสิงขรยืนตระหง่านอยู่เบื้องล่าง เงยหน้ามองหายนะที่กำลังก่อตัวด้วยสายตาที่สงบนิ่งอย่างประหลาดคาตานะโลหิตในมือซ้ายของเขาเริ่มสั่นระริกและปรากฏรอยร้าว เวทมนตร์เลือดของอัสมันต์ที่ฝังอยู่ในใบดาบก

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 104: แกนกลางมหาโพธิ์ทอง และเทวรูปที่แตกสลาย

    รอยแยกสีทองเรืองรองที่ทอดตัวอยู่กลางลำต้นของ "ต้นมหาโพธิ์ทอง" บัดนี้เปิดกว้างออกประดุจประตูสู่สรวงสวรรค์ที่ถูกแผดเผา เปลวเพลิงยักษ์ที่เต้นเร่าอยู่รอบนอกไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตอันศักดิ์สิทธิ์เบื้องหลังแสงนั้นได้ สิงขรและมาลินหยุดยืนอยู่หน้าปากทางเข้า ความเงียบสงัดที่แผ่ออกมาจากภายในนั้น หนักอึ้งเสียจนทำให้เสียงของสายลมและกองไฟเบื้องหลังดูคล้ายกับความว่างเปล่าสิงขรกระชับด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" ไว้ในมือขวา ส่วนมือซ้ายกำ "คาตานะโลหิต" ของอัสมันต์ไว้หลวมๆ ร่องรอยของบาดแผลจากการต่อสู้กับราหูและกัมปนาทถูกเยียวยาด้วยเวทมนตร์และสมุนไพรจนทุเลาลง แต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมอยู่ในจิตวิญญาณนั้นมีเพียงปณิธานอันแรงกล้าเท่านั้นที่คอยค้ำจุนไว้"มาลิน..." สิงขรเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง "หลังประตูบานนี้... คือมิติที่กฎเกณฑ์ของโลกมนุษย์ไม่อาจเอื้อมถึง มันคือลานประหารของทวยเทพ ข้าไม่อาจรับประกันความปลอดภัยใดๆ ได้อีกต่อไป หากเจ้าก้าวตามข้าเข้ามา"มาลินกำหน้าไม้เพลิงในมือแน่น นางเม้มริมฝีปาก แววตาของจอมปรุงยาสาวเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ไม่แพ้กัน "ข้าตามเจ้ามาตั้งแต่ทุ่งสุสานที่เต็มไปด้วยพิษมรณะชาด ฝ่าวงล

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 103: นครหลวงเถ้าถ่าน และปฐมราชันย์ผู้หวนคืน

    มิติสีทองที่เคยบิดเบี้ยวอยู่เบื้องหน้าประตูแห่งความเป็นเทพ บัดนี้สงบนิ่งและแปรสภาพเป็นเพียงม่านหมอกแห่งความว่างเปล่า สิงขรและมาลินก้าวผ่านรอยแยกมิตินั้น ทิ้งแดนทมิฬใต้เงาและความวิปลาสของเทพเจ้าจอมปลอมไว้เบื้องหลัง พริบตาที่เท้าของพวกเขาสัมผัสกับผืนดินอีกครั้ง อากาศที่บริสุทธิ์และหนาวเหน็บก็ถูกแทนที่ด้วยความร้อนระอุและกลิ่นเหม็นไหม้ที่คุ้นเคยพวกเขาไม่ได้กลับมายังวังบาดาล หรือทุ่งหิมะอันเหน็บหนาว ทว่าพวกเขาถูกส่งกลับมายังใจกลางของมัชฌิมโลก... "นครหลวงเถ้าถ่าน"ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือจุดจบของอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองที่สุด ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจเลือดที่ถูกต้มจนเดือด ละอองเถ้าถ่านสีเทาหม่นโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายราวกับหิมะแห่งความตาย ต้นมหาโพธิ์ทอง ขนาดยักษ์ที่เคยส่องประกายศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้ถูกโอบล้อมด้วย "เพลิงยักษ์บรรลัยกัลป์" ที่แผดเผาเปลือกไม้และกิ่งก้านจนกลายเป็นถ่านสีดำแดง หนามแห่งการปฏิเสธที่เคยปิดกั้นทางเข้าสู่ภายในต้นไม้ บัดนี้ถูกเผาจนมอดไหม้ เปิดทางให้เห็นแสงสว่างจางๆ ที่ลอดออกมาจากแกนกลาง"ในที่สุด... ทางเข้าสู่บัลลังก์เอลเดนก็เปิดออกแล้ว" มาลินกระซิบ นางใช้ผ้าเช็ด

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status