Masukยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้ง
ภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด
“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว
“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”
จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”
นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”
“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดานเสียงแผ่ว “ให้ตามดูเขาเงียบ ๆ อย่ารุกไล่ อย่าต้อน เข้ามาเองก็ให้เขาเดินหมากเองด้วย”
นายกองนิ่งเงียบก่อนได้รับคำสั่งกลับออกไป
จ้าวจิ้งหรงยังคงยืนอยู่ตรงกระดานหมาก ดวงตาเรียบสงบยิ่งกว่าอากาศฝนที่กำลังซัดลงเหนือยอดผา
“หากเจ้าเป็นหมากของราชสำนัก ก็จงแสดงให้ข้าเห็นว่าเดินได้ไกลแค่ไหน”
หลายวันผ่านไปในค่ายท่ามกลางป่าเขาแห่งนั้น สายลมหนาวปลายวสันต์ฤดูร่วงพัดโบกยอดไม้ไผ่ลู่ไหว ทั้งค่ายกองเงากลับคึกคักด้วยการฝึกพลและส่งข่าวอย่างเงียบงันเช่นทุกวัน
เซียวหนิงเจ๋อเดินผ่านลานฝึกด้วยฝีเท้ามั่นคง ดวงตาสงบนิ่งไม่ต่างจากวันแรกที่ย่างเท้าเข้าสู่เงาหมอก เขาไม่พูดมาก ไม่ออกหน้า แต่กลับชำนาญในศาสตร์อาวุธทุกชนิด ทั้งยังกลืนเข้ากับวินัยของกองเงาราวเป็นหนึ่งในนั้นมาเนิ่นนาน
“เขาเคลื่อนไหวเหมือนคนที่ฝึกยุทธจากแดนเหนือ แต่จิตนิ่งคล้ายทหารวังหลวง” นายกองคนสนิทเอ่ยขึ้นระหว่างยืนมองจากหน้ากระโจม
จ้าวจิ้งหรงวางจอกน้ำชาลงก่อนพยักหน้าเบา ๆ ดวงตาจับจ้องไปยังเงาร่างหนึ่ง ซึ่งกำลังฝึกกระบวนท่าดาบในลานฝึกโดยไม่รู้ตัวว่าถูกสังเกตอยู่
“ข้าทดสอบเขาสามครั้ง มิเคยพลาด มิเคยหวั่น”
แม่ทัพหยิบซองหนังออกจากกล่องไม้เบื้องหน้า ข้างในบรรจุรายชื่อบุคคลที่ต้องจับตา หนึ่งในนั้นคือชื่อเซียวหนิงเจ๋อ แต่เวลานี้กลับถูกขีดเส้นขวางเบา ๆ ด้วยหมึกสีซีด
“ฝีมือเขาเพียงพอจะนำหน่วยเฉพาะกิจออกลาดตระเวนชายแดนตะวันตก ข้าจะมอบหน้าที่นั้นให้เขา”
“ใต้เท้ามิระแวงแล้วหรือ?”
“ระแวงเสมอ” จ้าวจิ้งหรงกล่าวเสียงเรียบ “แต่แม่ทัพที่ดีมิเคยปฏิเสธมีดคมเพียงเพราะกลัวว่ามันจะหันคมใส่ตน” เขาลุกขึ้นหยิบแผนที่พับบางจากมุมโต๊ะส่งให้ “ส่งเขาไปยังช่องผาเจินอู่ เส้นทางลับระหว่างชายแดนเราและดินแดนของชินอ๋อง ถ้าศัตรูเคลื่อนไหว เขาจะต้องเจอเงาของมันก่อนใคร”
-----
เสียงใบไม้แห้งกรอบใต้ฝ่าเท้าดังแผ่วในหุบเขาเจินอู่ ขุนเขาสูงชันโอบล้อมทั้งสี่ทิศ ลมพัดแรงจัดจนหอบกลิ่นมอสเปียก และกลิ่นโลหิตเก่าที่เคยหลั่งลง ณ ที่แห่งนี้เมื่อหลายปีก่อน
เซียวหนิงเจ๋อสวมเกราะหนังเบา ก้มตัวแนบชิดโขดหินสูงริมหน้าผา ดวงตาจับจ้องเบื้องล่าง กลุ่มชายฉกรรจ์ชุดดำไม่ติดตราใด ๆ กำลังขนลังไม้ขนาดใหญ่เข้าไปในอุโมงค์หิน ซึ่งถูกปิดบังด้วยม่านไม้เลื้อย
เขาขยับนิ้วมือเบา ๆ ส่งสัญญาณให้หน่วยร่วมลาดตระเวนหยุดการเคลื่อนไหว ทั้งหมดหลบอยู่ในเงาไม้โดยไร้เสียง
“มิได้อยู่ในแผนที่ของกองเงา” หนึ่งในทหารข้างกายกระซิบ
เซียวหนิงเจ๋อไม่ตอบ เขาเพียงพยักหน้าสายตานิ่งดุจน้ำในบ่อบาดาล ค่อย ๆ ขยับกล้องส่องเลนส์เงินขึ้นดูใกล้ ดวงตาของเขาหยุดลงเมื่อเห็นตราสลักจาง ๆ บนลังไม้
“นั่นคือ...ตราราชสำนักเก่ารัชศกหลงเหวิน?”
อีกเสียงหนึ่งข้างกายเอ่ยด้วยความตกใจ
“ของพวกนั้นมิควรหลงเหลือ ยกเว้นแต่ว่า...”
“เว้นแต่ว่ามีใครเก็บมันไว้เพื่อรอวันฟื้นคืน”
เซียวหนิงเจ๋อเก็บกล้องปลายนิ้วกำแน่นแนบด้ามดาบ น้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยช้า ๆ “มิใช่เพียงเสือในเงา แต่คงเป็นเงาที่เลี้ยงเสือไว้ในถ้ำ”
เขาหันไปสั่งการเบา ๆ “ส่งสัญญาณนกฟ้า ส่งกลับไปยังแม่ทัพจ้าว”
สายตาเขามองไกลออกไปยังม่านหมอกหนา ท่ามกลางเสียงกระพือปีกของนกสารฟ้า ซึ่งทะยานขึ้นฟ้าอย่างเงียบงัน
.
.
กระดาษบางเบาผืนหนึ่งถูกคลี่ออกใต้แสงตะเกียงในกระโจมกลางค่าย เสียงฝนพรำอ้อยอิ่งบนหลังคาผ้าใบดังแผ่ว แต่บรรยากาศภายในกลับแน่นตึงประหนึ่งพายุจะถล่มในอีกลมหายใจ
จ้าวจิ้งหรงอ่านรายงานซ้ำเป็นครั้งที่สาม ปลายนิ้วเคาะเบา ๆ บนโต๊ะไม้ เส้นหมึกดำเขียนไว้ชัดเจน
“พบอุโมงค์ลับที่เจินอู่ขนส่งลังไม้บรรจุอาวุธ ตราสลักราชสำนักเก่ารัชศกหลงเหวิน ผู้ขนไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีเอกสารผ่านทาง แหล่งข่าวระบุไม่ขึ้นทะเบียนในคลังทัพ”
แม่ทัพวัยกลางคนหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนเอ่ยเรียกคนสนิทด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไปตามนายกองเหยียน และรองแม่ทัพซ่งเข้าพบข้าในครึ่งก้านธูป”
“ขอรับ!”
เมื่อทั้งสองมาถึงแม่ทัพวางแผนที่ตรงหน้า เอ่ยเสียงเรียบแต่มีกระแสแฝงเร่งร้อน “เส้นทางที่เซียวหนิงเจ๋อพบมิเคยมีอยู่ในแผนเงาทางการแปลว่าอย่างไร?”
เหยียนอวี้ หนุ่มใหญ่สายข่าวเก่าแก่ขมวดคิ้ว “หมายความว่ามีคนลบเส้นทางนั้นออกและอาจเป็นคนในระดับสูงมาก”
“หรือไม่ก็...คนที่สร้างมันขึ้นมามิได้รายงานตั้งแต่ต้น” รองแม่ทัพซ่งเสริมเบา ๆ “และถ้าขนลังอาวุธตรารัชสำนักเก่าผ่านทางนั้นได้คนผู้นั้นคงมิใช่ขุนนางธรรมดา”
แม่ทัพจ้าวผงกศีรษะสายตาแน่นิ่ง “ข้าเคยสงสัยว่าคำเตือนจากคนของราชสำนักอาจเกินจริง แต่ตอนนี้ข้าจะมิลังเลอีก” เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำราวกับกล่าวกับเงาของตนเอง “ถ้ามีมือที่มองมิเห็นอยู่เบื้องหลังชินอ๋องจริง ยามเขาเงื้อดาบขึ้นมิใช่แค่แดนใต้จะสั่นสะเทือน แต่อาจถึงแผ่นดินหลวง”
เขาหยิบแผ่นหยกตราส่งสัญญาณจากลิ้นชัก “ส่งคำสั่งลับถึงเซียวหนิงเจ๋อให้ขยายวงสืบสวน ห้ามเผชิญหน้า ห้ามต่อสู้ เว้นแต่ถูกล้อมให้ถอยลึกเข้าสายรอง แล้วแจ้งกลับทุกการเคลื่อนไหว”
แววตาแม่ทัพจ้าวมืดลึกไม่ใช่เพราะเงาทะมึนของค่ำคืน แต่เพราะเขารู้แล้วว่าเกมนี้ไม่มีหมากที่ปลอดภัยอีกต่อไป
ราตรีในค่ายทัพเงาเงียบสงัด เปลวไฟจากกระถางเหล็กแกว่งไกวตามแรงลม เซียวหนิงเจ๋อถือจอกสุราขาวเดินเคียงกับแม่ทัพจ้าวบนทางเดินไม้หน้ากระโจมใหญ่ ดวงตาเรียบนิ่งไร้ความกลัว ดั่งนักรบผู้ผ่านศึกนับครั้งไม่ถ้วน
“เหตุใดเจ้าถึงมิหวั่น แม้จะรู้ว่าทางที่เดินนั้นคือแดนคนตาย?” จ้าวจิ้งหรงเอ่ยถามเสียงเบา
เซียวหนิงเจ๋อหยุดเท้า ยกจอกกระดกดื่มรวดเดียวก่อนตอบเรียบ ๆ “เพราะข้าเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง”
แม่ทัพเลิกคิ้วใบหน้าฉายความสงสัย
“ตอนสิ้นราชวงศ์ก่อน พ่อของข้าถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ทั้งที่เพียงปกป้องชายแดน ข้ารอดมาได้เพราะคนของเขาส่งหนี แต่พวกเราถูกลบชื่อจากทุกบันทึก ข้าจึงไร้สิ่งให้ยึด เว้นแต่ดาบในมือ”
จ้าวจิ้งหรงเงียบไปนานก่อนผงกศีรษะ “เช่นนั้นเจ้าจึงมิกลัวจะถูกตราหน้าว่า ‘ทรยศ’ อีกครั้ง”
เซียวหนิงเจ๋อยิ้มบางดวงตาเยียบเย็น “เพราะข้าเลือกฝั่งเอง และข้าเลือกฝั่งที่มิยอมให้พวกในเมืองหลวงกุมบังเหียนทั้งแผ่นดิน”
แม่ทัพจ้าวถอนหายใจยาว หยิบแผนที่ออกมาคลี่บนโต๊ะในกระโจม ไฟตะเกียงสะท้อนเงาริ้วรอยในแววตา
“ข้ารบมาครึ่งชีวิต ปกป้องแผ่นดินที่ข้ามิอาจแตะต้องเลยสักวัน แต่หากราชสำนักเริ่มมองเราว่าเป็นภัย วันหนึ่งพวกเราทั้งค่ายก็มิต่างจากหมากที่ต้องถูกสังเวย”
เซียวหนิงเจ๋อวางนิ้วลงตรงเส้นเขตแดน “หากข้ามเส้นนี้ไป เราจะมีฐานทัพที่เข้มแข็งที่สุด หุบเขาทั้งห้าปิดล้อมได้ทุกทาง น้ำ อาหาร อาวุธ ล้วนพร้อม ขาดก็เพียง ‘ราชโองการ’ อีกฉบับเท่านั้น”
แม่ทัพจ้าวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้า ๆ “เจ้าอยากให้ข้าเป็นผู้ชูธง?”
“ข้าจะเป็นมือดาบ ส่วนท่านคือคนที่ทหารทั้งค่ายศรัทธา” เซียวหนิงเจ๋อเอ่ยช้า ๆ “และวันหนึ่ง เมื่อโลหิตเริ่มไหลหลั่งสู่เมืองหลวง ทุกคนจะถามหาเหตุผล”
จ้าวจิ้งหรงหัวเราะเบา ๆ “หากจะหันดาบใส่วังหลวง ข้าขอเพียงอย่างเดียว”
“สิ่งใดหรือขอรับ?”
“ข้ามิทำเพื่อชินอ๋องและเจ้าก็เช่นกัน”
เซียวหนิงเจ๋อผงกศีรษะ “ข้าทำเพื่อพรุ่งนี้ที่มิต้องอยู่ใต้เงาเสืออีกต่อไป”
*****
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน
บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน







