แชร์

ทำนุบำรุงวังหลวง

last update วันที่เผยแพร่: 2026-04-28 12:00:01

วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่

ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน

ผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไป

เหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไป

ที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกครา

บนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวัติศาสตร์ของราชวงศ์กำลังถูกขานซ้ำในหมู่ขุนนางอาวุโส บ้างกล่าวว่านี่คือจุดเริ่มแห่งความรุ่งเรืองครั้งใหม่

วังหลวงที่เคยทรุดโทรมในเงาอำนาจและความอิจฉาริษยา บัดนี้เริ่มกลับมาเป็นวังแห่งราชธรรมอีกครั้ง

-----

ภายในห้องทรงงานชั้นในของพระราชวังเฉียนชิง แสงแดดยามสายส่องลอดม่านโปร่งบางลงกระทบโต๊ะทรงอักษรไม้จันทน์แดง กลิ่นน้ำหมึกและกระดาษหอมจาง ๆ ลอยแตะจมูก

ด้านหลังฉากผ้าแพรปักมังกรทอง ฮ่องเต้ผู้ทรงอำนาจแห่งแคว้นยังคงนั่งหลังตรง ใบหน้าเงียบขรึม ถือพู่กันจุ่มน้ำหมึกพลางเขียนราชโองการด้วยอักษรเรียวแน่นดังความตั้งพระทัย

ขุนนางชั้นสูงสองสามนายยืนสงบเบื้องล่างรายงานเรื่องงานซ่อมแซมวังหลวง การจัดสรรเบี้ยราชการ ตลอดจนคำสั่งเกี่ยวกับการสอบสวนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชินอ๋อง

“เรื่องชินอ๋อง...” ฮ่องเต้เงยพระพักตร์ขึ้น เสียงนิ่งเรียบแต่แฝงแรงกดดัน “ให้นำเรื่องนี้ไปบอกสำนักอาญาเตรียมสอบสวนตามกฎหมาย แต่ห้ามมีการซ้อมทรมาน”

เสียงรับคำดังขึ้นพร้อมกัน “พ่ะย่ะค่ะ!”

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่าง แลเห็นซุ้มไม้ที่ปลูกใหม่กำลังผลิใบอ่อน ราวกับพระเนตรที่ทรงทอดไปยังบ้านเมืองทั้งแคว้นที่ยังไม่ฟื้นดี

“องค์รัชทายาทเป็นผู้มีความสามารถ มีใจต่อแผ่นดิน หากมิถูกถ่วงไว้เสียก่อน อนาคตของแคว้นย่อมเป็นสิ่งน่าฝากฝัง” รับสั่งเรียบ ๆ พลางเก็บพู่กันใส่กระบอก

องครักษ์หลวงเข้ามาถวายหนังสือกราบทูล ซึ่งเพิ่งส่งมาจากสภาขุนนาง ฮ่องเต้พลิกดูอย่างใจเย็นก่อนจะถอนพระทัยเบา ๆ

“แม้ข้าเป็นฮ่องเต้ ก็ยังมิอาจตัดรากพิษในราชสำนักให้สิ้นได้ในคราเดียว โลกนี้ย่อมมีทั้งกลางวันและเงามืดอยู่คู่กันเสมอ”

เมื่อทุกคนในห้องต่างก้มหน้าเงียบงัน ฮ่องเต้ก็ยกจอกชาแตะริมฝีปาก ก่อนตรัสเสียงต่ำกับเสนาบดีผู้เฝ้าใกล้ชิด

“หากองค์รัชทายาทก้าวสู่บัลลังก์เมื่อใด จงแน่ใจว่าเขามีขุนเขาอยู่เบื้องหลัง มิใช่เพียงยอดฝีมือที่โดดเดี่ยว”

สิ้นคำ ฮ่องเต้ก็ไล่ให้ขุนนางทั้งสามกลับไปทำหน้าที่ของตน

เสียงหนิงกงกงดังขึ้นเบา ๆ หน้าห้องทรงงาน “ทูลฝ่าบาท อัครมหาเสนาบดีหลี่ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ที่กำลังจิบชาเงียบ ๆ ชะงักเล็กน้อยก่อนวางจอกลงบนจานรอง ทรงผงกศีรษะให้แล้วตรัสเสียงเรียบ “ให้เขาเข้ามา”

ประตูไม้แกะสลักเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างในอาภรณ์ขุนนางชั้นเอกเดินเข้ามาอย่างสง่างาม ทุกย่างก้าวมั่นคง ทว่าเปี่ยมด้วยความเคารพ

หลี่ซีเฉิงอัครมหาเสนาบดีแห่งราชสำนัก ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดรองจากฮ่องเต้ นอกจากจะเป็นเสาหลักทางการเมืองแล้ว ยังเป็นศิษย์พี่ในสำนักเก่าของฮ่องเต้เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ทั้งสองผ่านความเป็นความตายร่วมกันมาเนิ่นนาน

“เสี่ยวชาง เจ้าดูอิดโรยนัก” หลี่ซีเฉิงเอ่ยพลางทอดสายตาอบอุ่น

ฮ่องเต้ทรงหัวเราะเบา ๆ เสียงคล้ายย้อนสู่วัยเยาว์ “ศิษย์พี่ ท่านยังเรียกข้าเช่นนั้นอยู่หรือ?”

“ต่อให้เป็นฮ่องเต้ ข้าก็ยังเป็นศิษย์พี่ของเจ้า” เขาวางมือลงเบา ๆ บนโต๊ะ ดวงตาลุ่มลึกมองสบพระเนตรโดยไม่เกรงกลัว “ยิ่งขึ้นสูง ยิ่งต้องมีคนที่กล้าพูดความจริงกับเจ้า”

ฮ่องเต้ทอดถอนพระทัย ก่อนจะหันพระวรกายออกนอกหน้าต่างอีกครา “ชางเหรินยอมให้ชินอ๋องมีอำนาจเกินควร เพราะชางเหรินรู้ว่าเขาต้องการอำนาจ และขาดคนไว้ใจที่ดีคอยชี้นำ เช่นเดียวกับที่ชางเหรินเคยพลาด...”

“แต่ครั้งนี้เจ้ามิได้พลาด” หลี่ซีเฉิงกล่าวนิ่ง ๆ “กลับกัน เจ้าเลือกปล่อยให้ลูกชายจัดการด้วยมือของเขาเอง เป็นบทเรียนหนึ่งเดียวที่มอบได้ในฐานะฮ่องเต้”

ฮ่องเต้หันกลับมาสบสายตาศิษย์พี่ที่ตนเคารพ “ศิษย์พี่รู้ทุกอย่างอีกแล้วหรือ?”

หลี่ซีเฉิงยิ้มบางแทนการตอบกลับ แต่เขาหยิบพัดกระดาษจากแขนเสื้อออกมากางช้า ๆ “ข้ามิใช่ขงเบ้ง แต่ก็มิใช่คนโง่เขลาเช่นกัน”

ทั้งสองหัวเราะเบา ๆ บรรยากาศเคร่งขรึมผ่อนคลายลง ก่อนที่ฮ่องเต้จะวางมือทับจดหมายราชการแล้วกล่าวจริงจัง

“ชางเหรินอยากให้ศิษย์พี่อยู่ข้างจิ้งเสวียน แม้วันหน้าชางเหรินจะมิอยู่ ศิษย์พี่จะยังช่วยลูกชายของชางเหรินหรือไม่?”

หลี่ซีเฉิงไม่ได้ตอบในทันที เขาหุบพัดลงก่อนประสานมือคำนับต่ำ “ตราบใดที่ยังมีฟ้าอยู่เหนือศีรษะ ข้าย่อมอยู่ข้างลูกเขยข้าเสมอ”

หลังจากวังหลวงได้รับการทำนุบำรุงซ่อมแซมจนเสร็จ องค์รัชทายาทและพระชายาก็ได้เสด็จกลับมาวังหลวงหลังความสงบมาเยือน

ณ พระตำหนักตงกง

ภายหลังเหตุการณ์วุ่นวายสงบลง องค์รัชทายาททรงประทับนั่งอ่านรายงานจากแม่ทัพหยาง แสงอาทิตย์ยามบ่ายเอื่อยเฉื่อยสาดลอดม่านบางลงมา เสียงใบไม้พลิ้วไหวอ้อยอิ่งนอกหน้าต่าง

เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นเบื้องหน้าประตู ก่อนร่างบอบบางในอาภรณ์ชมพูจะปรากฏ

“ยังมิทรงเสร็จจากงานหรือเพคะ?” เสียงอ่อนโยนเอ่ยพลางก้าวเข้ามา หลี่หลิ่งฟางถือถาดชาร้อนพร้อมของว่างด้วยท่วงท่าสงบ

“เสร็จแล้ว” หวังจิ้งเสวียนปิดสมุดบันทึกวางพับรายงานอย่างเรียบร้อย

หลี่หลิ่งฟางยกชาสาลี่ขึ้นเทลงจอกอย่างชำนาญ กลิ่นหอมอ่อนลอยอบอวลคล้ายกลิ่นผลไม้ต้องแดดยามต้นฤดูใบไม้ร่วง

หวังจิ้งเสวียนลุกจากโต๊ะเดินมายังโต๊ะรับรอง พลันโอบกอดพระชายาจากด้านหลังด้วยอ้อมแขนแผ่วเบา

“หากหม่อมฉันมิรู้ว่าเป็นพระองค์ ป่านนี้กาน้ำร้อนคงสาดใส่ไปแล้วเพคะ”

หวังจิ้งเสวียนหัวเราะออกมา “ฟางเอ๋อร์ของเราช่างโหดร้ายนัก”

“หม่อมฉันโหดเฉพาะกับผู้ที่สมควรเท่านั้นเพคะ ส่วนมากแล้วหม่อมฉันก็ยังเป็นคนดีอยู่”

“ข้อนั้น...เรามิขอแย้งเลย”

“มาเถิดเพคะ จิบชาเสียหน่อย หลังผ่านเรื่องราวใหญ่หลวงมาจะได้ผ่อนคลาย”

หวังจิ้งเสวียนนั่งลงตรงข้าม ยกจอกชาขึ้นจิบ “หอม รสชาติดียิ่ง”

“หม่อมฉันถึงตั้งใจชงมาถวายพระองค์ไงเพคะ”

“เจ้ารู้ใจเราเสมอ”

“เป็นพระชายาของพระองค์ทั้งที เรื่องเพียงเท่านี้มิอาจลืมเลือนเพคะ”

หวังจิ้งเสวียนนิ่งไปสักพักก่อนตรัสเสียงนุ่ม “จริงสิ เรายังมิได้ให้รางวัลที่เคยสัญญาไว้เลยนี่นา”

“รางวัลหรือเพคะ?”

หวังจิ้งเสวียนลุกขึ้นเดินมายืนเบื้องหน้าหลี่หลิ่งฟาง แววพระเนตรล้ำลึกทอประกายอ่อนโยน ดุจผืนน้ำต้องแสงจันทรายามค่ำคืน

ฝ่ามือหนายกขึ้นสัมผัสปลายปอยผมหญิงสาวที่หล่นแนบแก้ม แล้วนำไปทัดไว้หลังใบหู เสียงของเขานุ่มละมุนลึกเร้นด้วยถ้อยคำจากห้วงใจ

“เราอยากให้เจ้าจดจำเอาไว้ว่าหวังจิ้งเสวียนผู้นี้รักเจ้ามากกว่าชีวิตของตน”

สิ้นคำ เวลารอบตัวคล้ายหยุดนิ่ง หวังจิ้งเสวียนโน้มพระพักตร์ลงอย่างเนิบช้า จุมพิตสัมผัสริมฝีปากนุ่มละมุนของหลี่หลิ่งฟางแผ่วเบา

จูบนั้นไม่เร่งร้อน ไม่ลึกซึ้งด้วยเพลิงปรารถนา แต่แนบแน่นด้วยความอาลัยอาวรณ์ ความซาบซึ้งในทุกข์สุขที่ร่วมผ่าน ความรักที่มั่นคงไม่เปลี่ยนผัน

หลี่หลิ่งฟางเบิกตากว้างเล็กน้อยก่อนหลับตาลงอย่างช้า ๆ สัมผัสความอุ่นร้อนจากริมฝีปากของเขาที่แตะริมฝีปากตนด้วยความอ่อนโยน

ฝ่ามืออีกข้างประคองแก้มนางแผ่วเบา ดั่งกลัวว่าหากกดหนักเกินไป ร่างบอบบางตรงหน้าจะจางหายไปกับสายลม

นอกหน้าต่างใบไม้พลิ้วร่วงลงสู่ผืนหญ้า แสงอาทิตย์ยามบ่ายลูบไล้แผ่นฟ้าเป็นสีทองอ่อน กระซิบคล้ายคำอวยพรของฤดูกาล

หวังจิ้งเสวียนละพระพักตร์ออกมาเล็กน้อย เห็นดวงหน้างามแดงระเรื่อของหลี่หลิ่งฟาง เขาก็แย้มยิ้มแผ่วเบา

“จุมพิตนี้เจ้าอย่าได้ลืมเลือนเป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่ ฟางเอ๋อร์ของเรา”

หลี่หลิ่งฟางปรายตามองต่ำ ก่อนตอบเสียงเบาราวกระซิบ “หม่อมฉันจะไม่มีวันลืมเลยเพคะ”

*****

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   บทส่งท้าย : ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ทำนุบำรุงวังหลวง

    วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หลั่งโลหิตล้างแผ่นดิน

    เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เพลิงกบฏชิงอำนาจ

    แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   แฝงตัวซ่อนเร้น

    ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ถวายสมุดรายชื่อแด่ฮ่องเต้

    รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คืนเทศกาลหอมรัญจวน (nc)

    บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คำสัญญาในคืนหยวนเซียว (nc)

    พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เทศกาลหยวนเซียว

    หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   พ่อตาพูดคุยกับลูกเขย

    บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status