Se connecterรุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนา
หญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...
‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’
หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ
“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง
“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้ม
หวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”
หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่วันนี้ไปเราจะเดินเคียงข้างกัน มิว่าเส้นทางข้างหน้าจะราบเรียบหรือขรุขระ หม่อมฉันจะอยู่กับพระองค์เสมอเพคะ”
แสงแดดอุ่นไล้ปลายผมของหลี่หลิ่งฟางเป็นประกาย ราวสวรรค์เองก็เห็นด้วยกับพันธะรักที่ทั้งสองต่างสลักไว้ในใจ
-----
อีกด้านในวังหลัง ณ ห้องทรงงานพระตำหนักเฉียนชิง
ความเงียบงันครอบคลุมทั่วพระตำหนักเฉียนชิง มีเพียงแสงเทียนส่องสว่างบนโต๊ะทรงงาน แสงสลัวสะท้อนใบหน้าหล่อขรึมของฮ่องเต้ผู้ครองราชบัลลังก์แห่งแคว้นซิน
เบื้องหน้าพระพักตร์ของพระองค์ อัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงยืนค้อมกาย สายตาหนักแน่น ท่าทางเรียบสงบ ทว่าภายในกลับเต็มไปด้วยพายุความคิด
“สมุดเล่มนี้เพิ่งส่งตรงจากผู้ตรวจการลับของกระหม่อมเมื่อยามโหย่วที่ผ่านมาพ่ะย่ะค่ะ” เขากล่าวขณะวางสมุดปกดำสนิทลงบนโต๊ะหยกแกะสลัก “เป็นรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวพันกับแผนการของชินอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ละสายพระเนตรจากลายมือบนฎีกาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปรับสมุดบันทึกมาเปิดอ่าน
แผ่นกระดาษเรียงรายด้วยชื่อบุคคลผู้มีตำแหน่งในราชสำนัก บางคนเป็นแม่ทัพ บางคนเป็นขุนนางชั้นสูงที่เคยถวายฎีกาสรรเสริญพระองค์
เสียงพลิกหน้ากระดาษเบาราวสายลม แต่ภายในห้องทรงงานกลับเคร่งขรึมดั่งพายุก่อตัว
“ศิษย์น้อง...” หลี่ซีเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาราวพี่ชายที่ปรารถนาจะเตือน “ในใต้หล้านี้ แม้เจ้าจะอยู่บนบัลลังก์ ทว่าเบื้องล่างยังมีเงาร้ายซ่อนเร้นอยู่เสมอ”
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรขึ้นจากสมุด ดวงเนตรคมกริบพลันอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อมองอีกฝ่าย “ศิษย์พี่ เหตุใดชางเหรินจึงรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกินยามต้องวางใจผู้คน”
หลี่ซีเฉิงหัวเราะเบา ๆ พลางน้อมกาย “หากเหนื่อยนักก็จงวางใจศิษย์พี่ผู้นี้แทน ข้าจะกวาดล้างหนามในราชสำนักให้เจ้าเอง”
ฮ่องเต้วางสมุดลงอย่างแผ่วเบา ทรงถอนพระทัยยาว “ชินอ๋อง...” พระสุรเสียงแผ่วแต่หนักแน่น “เรายังมิได้แตะต้องเขา มิใช่เพราะมองมิเห็น แต่เพราะยังมิถึงเวลา”
หลี่ซีเฉิงค้อมศีรษะ “เช่นนั้นวันนี้ถือเป็นการนับถอยหลังการเริ่มต้นเสียเลย”
“ให้กรมอาญาและกองทหารองครักษ์วังชั้นในเตรียมพร้อม รอเราออกคำสั่งเมื่อถึงยามเหมาะสม” ฮ่องเต้ทอดพระเนตรออกไปยังท้องฟ้าด้านนอก พลางตรัสด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “ในใต้หล้านี้ ไม่มีแผ่นดินที่สองสำหรับผู้คิดกบฏ”
หลี่ซีเฉิงสบสายตาฮ่องเต้ก่อนจะก้าวเข้าใกล้อีกครึ่งก้าว ลดเสียงลงต่ำ “หากข้าเสนอวิธีล่อเสือออกจากถ้ำ เจ้าจะกล้าปล่อยให้เสือตนนั้นตะปบกระทั่งพระราชวังเองหรือไม่?”
ฮ่องเต้ยิ้มเย็นน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “หากมัวหวงถ้ำจนปล่อยให้เสือกลืนแผ่นดิน วันหนึ่งเราก็จะไร้ถ้ำให้หวงอยู่ดี”
หลี่ซีเฉิงพยักหน้ายื่นแผ่นพับเล็ก ๆ ที่เก็บซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อให้ฮ่องเต้ทอดพระเนตร
“ทัพหน้าของชินอ๋องซ่องสุมอยู่ที่ชายแดนใต้ นามว่า ‘กองเงา’ ชื่อในบันทึกราชสำนักถูกลบล้างหมดสิ้น แต่มันกลับมีอยู่จริง ซึ่งแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงก็อยู่ในรายชื่อผู้เกี่ยวข้องโดยตรง”
“จ้าวจิ้งหรง...” คิ้วของฮ่องเต้ขมวดช้า ๆ “เขาเป็นขุนพลเก่าที่ถวายสัตย์ตั้งแต่ยุครัชกาลปีก่อนมิใช่หรือ?”
“ใช่ แต่เขาสาบานให้ใครอาจจะต้องทบทวนใหม่” เสียงหลี่ซีเฉิงราบเรียบ “ข้าเสนอให้ส่งคนของพวกเราเองปลอมตัวเข้าไปเป็นนายทหารใหม่ แทรกตัวเข้ากองเงาสืบความเคลื่อนไหว แล้วจงใจส่งข่าวปลอมกลับไปถึงชินอ๋องให้หลงกล”
“ข่าวปลอมใด?”
“ข่าวว่าราชสำนักเริ่มหวั่นไหวต่ออำนาจของเขา และฝ่าบาทอาจมีราชโองการปลดเขาออกจากฐานันดร นำโดยเสียงคัดค้านของขุนนางฝ่ายกลาง”
ฮ่องเต้ทรงนั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนทอดพระเนตรยาวไกลเหมือนทอดพระเนตรเห็นหมากล้อมทั้งกระดาน
“ชินอ๋องจะต้องเคลื่อนไหว เพราะคนอย่างเขามิยอมเป็นหมากให้ใครชักจูงอีกต่อไป”
หลี่ซีเฉิงยิ้มบาง ๆ “และยามเขาเงื้อดาบขึ้น คือ ยามที่เราจะมองเห็นทุกองครักษ์เงาที่แฝงอยู่รอบตัวเขา”
ฮ่องเต้ตรัสเพียงคำสั่น ๆ ว่า “งดงาม” ก่อนจะหยิบดวงตราราชสำนักเล็ก ๆ บนโต๊ะ พลิกกลับอย่างแผ่วเบาก่อนจะส่งให้ศิษย์พี่ของตน “ทำให้เนียน จัดการให้จบก่อนฤดูใบไม้ร่วง”
หลี่ซีเฉิงค้อมกาย “รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
เปลวเทียนที่ลู่ไหวเบา ๆ ยังคงดังอยู่ในความเงียบ ท่ามกลางเงาหมากล้อมที่เริ่มเคลื่อนหมากตัวแรกแล้ว
สายลมยามบ่ายพัดแผ่วผ่านวังหลวง หลี่ซีเฉิงเดินเนิบช้าใต้แสงตะวัน กลิ่นเทียนหอมยังติดอยู่ที่ปลายแขนเสื้อ ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางแต่ไร้แววเบิกบาน
ในดวงตาฉายประกายราวกับกำลังคำนวณเส้นทางการลอบเดินทัพบนหมากล้อมจริง
“ก่อนฤดูใบไม้ร่วง...” เขากระซิบกับตนเอง แผ่นพับเล็กในอกเสื้อข้างซ้ายแนบชิดหัวใจ
ไม่ไกลจากนั้นเงาร่างสูงในชุดคลุมทหารยืนพิงต้นสนเก่า พลางทอดสายตามองเขาราวเฝ้ารอมาเนิ่นนาน
“ข้าคิดว่าท่านคงมิกล้าเสนอมันต่อเบื้องพระพักตร์” บุรุษผู้นั้นเอ่ย น้ำเสียงทุ้มต่ำ
หลี่ซีเฉิงไม่ได้หยุดฝีเท้า “หากกลัว ไม่ควรก้าวเข้าวังหลวงตั้งแต่แรก”
บุรุษในเงาสบตาเขานิ่งก่อนจะเดินออกมาสู่แสงตะวัน เผยให้เห็นชุดทหารปลายแขนปักลายคลื่นอัสนี อันเป็นเครื่องหมายของหน่วยลับใต้บัญชาทหารใหญ่
“แล้วข้าจะเริ่มต้นตรงไหน?” เขาถาม
“ตะวันตกเฉียงใต้ของอวิ๋นหลิง” หลี่ซีเฉิงตอบโดยไม่ลังเล “หมู่บ้านหลินเหอชายแดนติดภูเขาหมอก ที่นั่นเป็นจุดสับเปลี่ยนเสบียงของกองเงา เส้นทางมิปรากฏในแผนที่ทางการ แต่คนของข้าตรวจพบร่องรอยม้า และป้ายห้อยคอจากค่ายใต้พิรุณเมื่อเจ็ดวันก่อน”
“ชื่อปลอมล่ะ?”
“เซียวหนิงเจ๋อ นายทหารจากเมืองซูอัน ผู้ไร้ครอบครัว ไร้ประวัติ จับดาบเป็น เล่นหมากได้ และฆ่าคนตาไม่กะพริบ”
บุรุษผู้นั้นถอนหายใจเบา ๆ “ก็เป็นตัวข้าจริง ๆ สินะ”
หลี่ซีเฉิงหยุดมองอีกฝ่าย ดวงตาคู่นั้นนิ่งราวบ่อน้ำลึก “ข้าต้องการคนที่สามารถยืนตรงกลางระหว่างเงาและแสง แล้วไม่ลืมว่าแสงใดคือของจริง”
อีกฝ่ายพยักหน้าช้า ๆ แล้วหมุนตัวหายลับไปโดยไม่กล่าวลา
หลี่ซีเฉิงยืนอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหันกลับเข้าสู่วังหลวง เสียงรองเท้าหนังแตะพื้นหินลานวังดังก้อง เหมือนเสียงหมากอีกตัวที่ถูกเดินลงบนกระดานอันมืดมน
สองวันต่อมาท่ามกลางสายฝนปะปรายในยามเช้าตรู่ รถขนเสบียงสามคันค่อย ๆ เคลื่อนล้อขึ้นเขาผ่านเส้นทางเปียกลื่นของหุบเขาหมอก ชายหนุ่มในชุดทหารธรรมดา นัยน์ตาคมลึกและแผ่นหลังเหยียดตรง นั่งอยู่ด้านท้ายรถคันกลาง พรางตัวอยู่ท่ามกลางถุงข้าวสารและลังเกลือ
“ถึงทางตัดข้างหน้าจะมียาม กองเงามิเคยปล่อยผ่านแม้แต่คนส่งข่าว” คนขับกระซิบเตือน
เขาไม่ตอบเพียงกระชับมีดสั้นใต้แขนเสื้อ
เมื่อถึงจุดตรวจกั้นเสียงผิวปากดังขึ้น หน่วยลาดตระเวนของกองเงาโผล่ออกมาจากพงไม้ราวผุดจากเงา ทหารในชุดสีเทาหม่นเดินตรงมา หน้ากากครึ่งซีกบดบังใบหน้า ครึ่งหนึ่งเผยเพียงดวงตาสีเข้มอันยากจะหยั่งถึง
“ชื่อ มาจากไหน?” ทหารผู้ตรวจถาม
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากท้ายรถยื่นป้ายไม้จารึกนาม ‘เซียวหนิงเจ๋อ’ ไปตรง ๆ ดวงตาไม่หลบสายตาผู้ตรวจ
ทหารผู้นั้นรับป้ายไปพิจารณาแวบหนึ่ง ก่อนปรายตามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“เจ้าผ่านด่านแรกแล้ว ถ้าผ่านด่านที่สองมิได้ก็เตรียมตัวตายเงียบ ๆ ใต้ต้นไผ่ทางเหนือเถอะ”
ชายหนุ่มเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ก้าวลงจากรถและเดินตามกลุ่มทหารเข้าไปในม่านหมอกหนาทึบ
เสียงฝนซัดยอดไผ่ดังกรอบแกรบ ขณะที่เงาร่างของเขาค่อย ๆ จางหายไปในความมืด และหนทางแห่งกลลวงที่ไม่มีวันหวนกลับ
*****
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน
บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน







