LOGINเสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่
หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้น
หลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง
“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”
หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”
เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง
“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”
ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุก
หลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”
หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเขายอมให้เขาพูดออกมา ถ้าไม่...ก็ให้พังประตูเข้าไป” เสียงดาบที่ออกจากฝักดังขึ้นพร้อมกับลมหายใจที่หนักแน่นขององค์รัชทายาท
ประตูไม้ที่หนามากถูกพลังของทหารลุยพังทลายเข้าไป เสียงดังสนั่นจนคนในจวนรู้สึกถึงแรงกระทบ ทหารในจวนชินอ๋องพยายามยืนกราน แต่พวกเขากลับเจอการต้านทานที่ไร้ความหวัง เมื่อทัพใหญ่ขององค์รัชทายาทเข้ามาในเขตจวน
ชินอ๋องยืนอยู่ในห้องโถงกลาง สวมเสื้อคลุมผ้าไหมหลากสี ดวงตาเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ เมื่อเห็นการบุกรุกของทัพองค์รัชทายาท เขายืนนิ่งกลืนน้ำลายครั้งหนึ่งแล้วพูดขึ้น
“องค์รัชทายาท เจ้าอย่าคิดว่าจะเอาชนะข้าได้ง่าย ๆ”
เสียงของเขาดังแผ่ว ขณะที่กองทัพของแม่ทัพหยางเริ่มล้อมเข้ามาทุกทิศ
หวังจิ้งเสวียนมองชินอ๋องที่ยืนเด่นกลางห้อง ท่าทางท้าทายเหมือนจะไม่ยอมแพ้ “เรารู้...แต่ท่านลุงคงรู้ดีว่าเรามีทางเลือกมากกว่าท่านแล้ว” เขาก้าวเข้ามาใกล้ ๆ
ในขณะที่ทหารคนหนึ่งของชินอ๋องพยายามขัดขวาง ทหารจากแม่ทัพหยางก็จัดการอย่างรวดเร็ว
หลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นสั่งการให้หยุด ก่อนหันไปพูดกับชินอ๋อง “พวกท่านอย่าให้ต้องหลั่งเลือดไปเปล่า ๆ หากท่านยอมออกมา เราจะมิทำร้ายผู้ใดในจวนของท่าน”
ชินอ๋องปรายตามองพระชายา แต่ดวงตาของเขากลับแสดงความไม่พอใจ “พระชายา กระหม่อมเคยสั่งสอนพระองค์หรือไม่? กลับไปบอกแม่ทัพหยางว่า การที่เขามาอยู่ตรงนี้เป็นการทำลายราชวงศ์”
แต่ท่าทางที่ชินอ๋องแสดงออกกลับไม่มีเค้าโครงเหมือนในอดีต แม้จะพยายามสะบัดพลังแห่งอำนาจให้กลับมา แต่ในที่สุดเขาก็ต้องยอมแพ้
หวังจิ้งเสวียนเดินเข้ามาใกล้ท่าทางเย็นชา “มิว่าจะเป็นคำสั่งจากใคร เราก็ทำไปแล้วและจะมิยอมให้ผู้ใดขัดขวาง”
สิ้นคำ ทหารเข้ามาคุมตัวชินอ๋องโดยไม่รอคำพูดใด ๆ
หลี่หลิ่งฟางยืนนิ่งอยู่ใต้เงาไม้เรือนยอด ใบหน้าเย็นชาไม่แปรเปลี่ยนแม้เพียงเสี้ยวอึดใจ ขณะทอดสายตาเยียบเย็นดุจหิมะแรกยามเหมันต์ มองดูชินอ๋องถูกแม่ทัพหยางกุมตัวไว้แน่น
เสียงฝีเท้าเบาดุจสายลมดังขึ้น ขณะนางก้าวออกมาจากจุดยืน ท่ามกลางสายตาของผู้คน หลี่หลิ่งฟางสะบัดชายอาภรณ์เบา ๆ หมุนควงดาบพกในมือ ก่อนจะเดินตรงไปยังร่างของชายผู้เคยอยู่เหนือผู้อื่นด้วยอำนาจและกลอุบาย
กลิ่นอายอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างงามราวไข่มุก ลมหายใจของนางเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งพันปี จิตสังหารที่ฝึกปรือมาแฝงอยู่ในทุกย่างก้าว
“ชินอ๋อง…” เสียงของนางราบเรียบดุจน้ำที่ไหลผ่านผิวหินเรียบเย็น “เป็นท่านเองใช่หรือไม่ ที่อยู่เบื้องหลังเหล่านักฆ่าที่ลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาท?”
ชินอ๋องช้อนสายตาขึ้นดวงตาหงส์ฉายแววเย้ยหยัน ก่อนจะหัวเราะกึกก้อง “ฮ่าๆๆ ใช่แล้ว! เป็นกระหม่อมเอง! ไอ้เด็กนั่นมันสมควรตายไปนานแล้ว หากมิใช่เพราะเจ้าหลี่หลิ่งฟาง!”
ฉัวะ!
คมดาบในมือนางวูบไหวเฉือนผ่านแก้มเขาอย่างแม่นยำ ทิ้งรอยแผลยาวเลือดซึม ชินอ๋องร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดพลางถลึงตาใส่นาง
“ชินอ๋องก็ดูจะโง่เง่าเกินคาด” นางเอ่ยเสียงเรียบ “ทั้งที่รับบทตัวร้ายแท้ ๆ กลับไร้มิติ น่าเบื่อเสียยิ่งกว่านิทานหลอกเด็ก”
“เจ้า...เจ้ากำลังพูดเรื่องอันใด?!” ชินอ๋องขบกรามแน่น ดวงตาแดงก่ำ
หลี่หลิ่งฟางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นหาได้มีความอ่อนโยนใด ๆ ซ่อนอยู่ “อ้อ ข้าหรือ? ข้าแค่เพ้อเรื่อยเปื่อย หาใช่เรื่องสำคัญ”
มือเรียวของนางยกขึ้นบีบคางเขาแน่น ดวงตาคมกร้าวจ้องลึกเข้าไปในดวงเนตรที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น
ตั้งแต่นางเป็นนักฆ่ามา ไม่มีเหยื่อคนใดกล้าสบตานาง ไม่มีใครดิ้นรนได้ถึงเพียงนี้
นางชอบมัน
อยากจับขังเล่น อยากทรมานเขาอย่างช้า ๆ ให้ตายด้วยน้ำมือของนางทั้งเป็น
ดาบพกในมือแตะเบา ๆ บนลำคอชินอ๋อง เส้นเลือดเต้นตุบอยู่ใต้ปลายคมมีด นางกรีดเส้นเลือดผิวเผินเส้นเล็กจนเลือดซึมออกเพียงหยดเดียว
แต่ไม่ทันที่นางจะลงมือซ้ำ เสียงทุ้มอ่อนโยนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“ฟางเอ๋อร์พอเถิด”
หลี่หลิ่งฟางชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ พลางถอยหลังกลับไปยืนเคียงข้างองค์รัชทายาท
หวังจิ้งเสวียนก้าวเข้ามา เขายกมือบีบแก้มนางเบา ๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดู “เจ้าทำแก้มซาลาเปาเปื้อนเลือดหมดแล้ว”
จากนั้นเขาหันไปทางแม่ทัพหยางด้วยสีหน้าจริงจัง “พาชินอ๋องกลับวังหลวง ทูลฝ่าบาทให้ลงพระราชอาญาด้วยพระองค์เอง”
ชินอ๋องกัดฟันแน่นถูกลากออกไปทั้งรอยแผลและความพ่ายแพ้ ขณะนั้นในแววตาของหลี่หลิ่งฟางยังเรืองแสงเยือกเย็นดั่งจันทราในคืนหิมะโปรย
เมื่อเงาร่างของชินอ๋องถูกลากหายลับไปจากลานกว้าง เหล่าทหารค่อย ๆ คลายอาวุธลง เหลือเพียงความเงียบงันที่ห่อหุ้มทั่วบริเวณ
หลี่หลิ่งฟางยืนอยู่ใต้เงาเสาแกะสลัก ดวงตายังคงเยือกเย็น ราวกับกลิ่นเลือดยังไม่จางจากลมหายใจ ทว่าเพียงครู่เดียว ความอบอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ก็แตะลงบนไหล่นางเบา ๆ
“ฟางเอ๋อร์...” เสียงของหวังจิ้งเสวียนนุ่มนวลราวลมวสันต์ยามพลิ้วผ่านดอกเหมย “เจ้ามิจำเป็นต้องลงมือเองถึงขนาดนั้น”
หลี่หลิ่งฟางหันกลับมา ดวงตาคมกร้าวเมื่อครู่อ่อนแสงลงคล้ายเงาจันทราในคืนแรม นางนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนหลุบตาลงเอ่ยเบา ๆ
“หม่อมฉันมิไว้ใจผู้ใดทั้งนั้น หากพระองค์ถูกลอบทำร้ายอีก หม่อมฉันคงมิอาจให้อภัยตนเองได้”
หวังจิ้งเสวียนมองนางดวงตาเขาเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน แววตาไม่ได้เปลี่ยนไปแม้เห็นด้านดุร้ายของนางมากเพียงใด เขายื่นมือไปแตะแก้มนางเบา ๆ พลางใช้นิ้วหัวแม่มือปาดคราบเลือดจางที่ข้างริมฝีปาก
“ซาลาเปาของเรามอมแมมเช่นนี้ ใครจะกล้ากินเล่า?”
หลี่หลิ่งฟางหน้าขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย พลันเบือนหน้าหนี “พระองค์...ตรัสอันใดไร้สาระอีกแล้ว”
หวังจิ้งเสวียนหัวเราะเสียงต่ำดึงมือนางมากุมไว้แน่น ทว่าอ่อนโยนราวกับกลัวทำให้นางเจ็บ “เจ้าคือมีดคมในเงามืดที่คอยคุ้มครองเรา แต่บางครั้งเราก็หวังให้เจ้าวางดาบลง แล้วหันมาพิงเราแทน”
หลี่หลิ่งฟางนิ่งไป อารมณ์อันสับสนวูบผ่านดวงหน้าเรียบสงบ “...หม่อมฉันยังวางดาบมิได้ มิใช่ตอนนี้”
หวังจิ้งเสวียนเพียงยิ้มรับฟังคำปฏิเสธด้วยแววตาเข้าใจ “เช่นนั้นเราจะรอวันที่เจ้าวางดาบลงด้วยใจสมัคร แล้วหันกลับมาพร้อมก้าวเคียงเราอย่างแท้จริง”
สายลมวสันต์พัดผ่านรอบกาย กลีบดอกเหมยปลิวผ่านระหว่างพวกเขาทั้งสอง เงาสองเงาทอดทับกันใต้แสงแดดยามสาย สง่างาม อ่อนโยน และเงียบงัน
เมื่อกลีบดอกเหมยร่วงพรูผ่านไหล่เสื้อ หวังจิ้งเสวียนยกมือปัดกลีบบุปผาที่เกาะเส้นผมนางเบา ๆ นิ้วเรียวยาวแตะเส้นผมสีน้ำหมึกราวกับสัมผัสสิ่งล้ำค่า
“กลีบดอกเหมยยังรู้จักเลือกที่ร่วง เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันอยากเกาะเจ้ามากกว่าดินเสียอีก”
หลี่หลิ่งฟางปรายตามองเขานิ่ง ๆ มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย “พอเถิดเพคะ พระองค์น่ะกลายเป็นคนเจ้าเล่ห์ขึ้นทุกวัน”
หวังจิ้งเสวียนแสร้งถอนใจ “เราถูกกล่าวหาเช่นนี้ ใจเจ็บยิ่งนัก”
แล้วเขาก็เดินนำออกไปเล็กน้อยพลางเอี้ยวหน้ากลับมาหา ดวงตาระยับระริกเจือรอยยิ้ม “มิตามมาอีกหรือ ซาลาเปาน้อย”
หลี่หลิ่งฟางหน้าร้อนผ่าวทันที “พระองค์เลิกเรียกหม่อมฉันเช่นนั้นได้แล้ว!”
“เหตุใดเล่า? ซาลาเปาก็กลมและนุ่มน่าฟัดดีนี่” เขายิ้มยียวนขณะรอให้นางก้าวมายืนเคียงข้าง
หลี่หลิ่งฟางขบริมฝีปากน้อย ๆ อย่างอดกลั้น แต่สุดท้ายก็เดินเข้ามาเงียบ ๆ ก่อนเอื้อมมือไปหยิกแขนชายหนุ่มเบา ๆ หนึ่งที
“อย่างนี้ต่างหากที่เรียกว่านุ่มน่าฟัดเพคะ”
หวังจิ้งเสวียนสะดุ้งเล็กน้อยก่อนหัวเราะร่าเสียงใส หลี่หลิ่งฟางเองก็หลุดหัวเราะตามอย่างห้ามไม่อยู่
ยามนั้นแสงตะวันเริ่มเคลื่อนลงจากขอบฟ้า เงาของทั้งสองทอดยาวไปบนทางเดินหินกรวด เสียงหัวเราะของพวกเขาแว่วกังวานอยู่ในกลางจวนที่เริ่มสงบ กลีบดอกเหมยยังคงปลิวร่วงดุจเงื่อนงำในใจที่กำลังคลี่คลาย และความรู้สึกที่ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นทีละน้อย
บนศาลาริมสระบัวยามพลบค่ำแผ่แสงสีส้มอ่อนเหนือยอดไม้ ลมเย็นโชยพัดกลีบบัวปลิวตามแรงลมหยอกเย้าอยู่เหนือผิวน้ำ
หลิวอ๋องนั่งสงบอยู่เบื้องหน้าชุดน้ำชา อาภรณ์สีขาวของเขาเปื้อนแสงแดดสุดท้ายของวัน ดวงหน้านิ่งขรึมทว่าอ่อนโยนยามเห็นพระอนุชาก้าวเข้ามา
“อาเสวียน เจ้ามาเร็วกว่าที่คิด”
หวังจิ้งเสวียนผงกศีรษะพลางนั่งลงเบื้องหน้าพระเชษฐา “เรื่องของชินอ๋อง...”
เมื่อกล่าวถึงนามนั้นสีหน้าหลิวอ๋องแปรเปลี่ยนเล็กน้อย เขาวางจอกชาลงบนโต๊ะด้วยความระวัง
หวังจิ้งเสวียนเล่ารายงานทุกถ้อยคำ สีหน้านิ่งเรียบแต่นัยน์ตาแฝงความกังวล “เขายอมรับว่าคือผู้บงการลอบปลงพระชนม์เปิ่นกง เปิ่นกงให้จับตัวไว้และจะส่งไปให้เสด็จพ่อทรงตัดสินโทษ”
หลิวอ๋องเงียบไปครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอื้อมมือมาลูบไหล่พระอนุชาอย่างเอ็นดู “เจ้าเติบโตขึ้นมากแล้วอาเสวียน ข้าภูมิใจในเจ้านัก”
หวังจิ้งเสวียนหลุบตาต่ำ ความอบอุ่นจากฝ่ามือพระเชษฐาเหมือนลมจากแดนใต้ ละมุนและซึมลึกในดวงใจ
“แต่เรื่องนี้ข้าก็อดห่วงเจ้ามิได้”
“เสด็จพี่...”
“ชินอ๋องถึงจะผิดจริง แต่เขาก็มีอำนาจและผู้หนุนหลังมากมาย เจ้ารู้ดีว่าทุกย่างก้าวของเจ้าในวังนี้มิใช่พื้นหญ้าอ่อน แต่มันคือแดนดาบซ่อนในม่านหมอก” หลิวอ๋องยื่นจอกชาที่เพิ่งรินให้พระอนุชา น้ำเสียงอ่อนโยนแต่จริงจัง “เจ้ามีข้า ข้าจะอยู่เคียงเจ้า มิว่าข้างหน้าจะมีพายุเช่นไร ข้าก็จะฝ่ามันไปพร้อมกับเจ้าเอง”
หวังจิ้งเสวียนเงยพระพักตร์ขึ้น ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย “เปิ่นกงรู้ว่าเสด็จพี่เชื่อใจเปิ่นกงเสมอ ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
หลิวอ๋องหัวเราะเบา ๆ “มิต้องขอบคุณ ข้าเป็นเสด็จพี่ของเจ้า ย่อมต้องปกป้องน้องชายของข้า”
*****
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน
บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน







