Home / รักโบราณ / นักฆ่าตำหนักเย็น / เพลิงกบฏชิงอำนาจ

Share

เพลิงกบฏชิงอำนาจ

last update publish date: 2026-04-23 12:00:30

แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐาน

แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนัก

ทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดัก

เงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น

“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”

ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ หัวหน้าหน่วยลับใต้บัญชาทหารใหญ่

“ข้าทำตามหน้าที่เพื่อล้างโคลนที่เจ้าสาดใส่ชื่อของอาจารย์ และคืนความสงบให้บ้านเมือง” อันเฉิงกล่าว

แม่ทัพใหญ่หันไปมองศิษย์น้อง เขายกคิ้วเล็กน้อยก่อนกล่าวเสียงต่ำ “ถึงคราวจบตำนานเสือคลั่งใต้เท้าเงาเสียที”

-----

ณ เรือนศึกษาฝั่งตะวันของจวนเสนาบดี

กลางฤดูใบไม้ร่วงสิบปีก่อนใบหลิวร่วงเกลื่อนกลาดในลานฝึกดาบ เด็กหนุ่มสามคนเหงื่อโชกในชุดฝึกสีหม่น ยืนหยัดทวนกระบวนยุทธ์ภายใต้สายตาเข้มงวดของ ‘หลี่ซีเฉิง’ อัครมหาเสนาบดีผู้ได้รับฉายาว่า ‘ขงเบ้งแห่งใต้หล้า’

“จ้าวจิ้งหรง เจ้ายังใจร้อนเกินไป ท่าที่สิบสามต้องรั้งแล้วค่อยแท่ง!”

“เข้าใจแล้วขอรับ!” เด็กหนุ่มผู้ห้าวหาญตอบเสียงดัง แม้มือจะเต็มไปด้วยรอยเลือดจากด้ามดาบ

“อันเฉิง เจ้าอย่าเอาแต่ลอกแบบศิษย์พี่ เจ้ามีจังหวะของตัวเองจงเชื่อมัน!”

“ขอรับอาจารย์” เด็กผู้นั้นตอบเบา ๆ สายตาเต็มไปด้วยความตั้งใจ

แม่ทัพใหญ่ในวัยเยาว์เพียงยิ้มบาง เขามักนิ่งเงียบ แต่เวลาพูดเพียงหนึ่งประโยคก็แสนจะเฉียบคม

“พวกเราจะเติบโตเป็นดาบที่อาจารย์ภาคภูมิใจ”

หลี่ซีเฉิงเพียงผงกศีรษะ มองทั้งสามราวบุตรในอุทร

.

.

ท้องพระโรง ณ ปัจจุบัน

เมื่อจ้าวจิ้งหรงเห็นทั้งแม่ทัพใหญ่และอันเฉิงร่วมมือกัน หลายปีแห่งมิตรภาพและความเชื่อใจพลันถล่มทลาย เขาตะโกนเสียงกร้าว “พวกเจ้าเคยเป็นน้องข้า! เคยกินนอนใต้ชายคาเดียวกับข้า! ทำไมถึง...”

อันเฉิงจ้องเขานิ่ง เสียงตอบกลับเยือกเย็น “เพราะข้าจำได้ว่าทุกสนามรบที่ข้ารบ เจ้ามิเคยส่งกำลังหนุน จนพวกเราเสียทหารนับพัน”

แม่ทัพใหญ่กล่าวเสริม ไม่ยกดาบขึ้น แต่คำพูดหนักราวคมดาบ

“ข้าก็จำได้ว่าศิษย์พี่ข้าเคยบอกว่า ‘ศักดิ์ศรีของนักรบ คือ ไม่ทิ้งผู้บริสุทธิ์ให้ตกอยู่ในมือคนชั่ว’ แต่สุดท้าย...เจ้าเลือกจะเผาเมืองหลวงเพื่อให้ได้อำนาจมาอยู่ใต้เท้า”

จ้าวจิ้งหรงกัดฟันกรอด ดวงตาฉายความโกรธผิดหวัง เขาพุ่งไปหวังปะทะกับทั้งสองคน

เคร้ง!

ดาบสองดาบปะทะกัน จ้าวจิ้งหรงจ้องเขม็งไปที่อันเฉิงด้วยความเจ็บใจ ที่ตนหลงเชื่อคำพูดมากมายของอีกฝ่าย

ทั้งสามต่อสู้กันท่ามกลางสงครามในวังหลวง เปลวเพลิงปะทุทุกสารทิศคลอเคล้าไปกับเสียงดาบฟาดฟัน และกลิ่นโลหิตมากมายตลบอบอวล

ฉัวะ!

โลหิตสาดกระเซ็นทั่วลานหินขาว กลิ่นคาวเลือดเจือปนกับกลิ่นควันไฟจากการรบ จ้าวจิ้งหรงคุกเข่าลงตรงหน้า เส้นผมรุงรัง เลือดไหลเป็นทางจากข้างแก้ม แต่ดวงตายังกร้าวเกรี้ยว

“พวกเจ้าคิดว่าเมื่อฆ่าข้าแล้วจะสงบสุขได้งั้นหรือ? พวกเราสามคนต่างก็เคยปฏิญาณต่อหน้าบรรพชน ว่าจะมิหันคมดาบเข้าหากัน!”

อันเฉิงยืนนิ่งมือยังจับดาบแน่นจนข้อขาวซีด เขาเอ่ยเสียงเยือกเย็น ไม่สะทกสะท้าน “คำสัตย์นั้นเจ้าสาบานในคืนที่ยังมีหัวใจของมนุษย์”

แม่ทัพใหญ่ก้าวเข้ามาอีกก้าว ดาบในมือไม่ชักช้าอีกต่อไป คำพูดสุดท้ายของเขาทั้งหนักและเฉียบเหมือนคมอาวุธ

“แต่ค่ำคืนนี้ข้าจะสะบั้นคำสาบานนั้นด้วยดาบนี้ เพื่ออาจารย์ เพื่อราษฎร และเพื่อวิญญาณที่เจ้าทรยศไป!”

เพียงชั่วพริบตา ดาบสะบั้นฟ้าฝ่าก็ฟาดลงมา เสียงโลหะเฉือนเนื้อดังชัดในท้องพระโรง ร่างของจ้าวจิ้งหรงทรุดลงข้างบัลลังก์ทองที่เขาไม่อาจครอบครอง

ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง คนหนึ่งกลายเป็นศพ อีกสองคนยืนหยัดในเงามืดของแผ่นดิน ไม่มีชัยชนะใดแลกมาโดยไร้บาดแผลในใจ

กลิ่นควันเพลิงยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ ผสานกับกลิ่นโลหิตและฝุ่นเถ้า เศษธงที่ถูกไฟเผาขาดรุ่ยยังค้างอยู่ตามซุ้มประตู เสาหินขาวแตกร้าวจากแรงกระแทก ขอบกระถางธูปริมวิหารบิ่นไปครึ่งหนึ่ง เงาดวงตะวันคล้อยต่ำทาบผ่านร่างสองนายพลผู้ยืนอยู่ท่ามกลางความพินาศ

แม่ทัพใหญ่เช็ดโลหิตออกจากปลายดาบก่อนเก็บเข้าฝัก ดวงตาเหม่อลอยมองไปยังจุดที่เคยมีร่างของจ้าวจิ้งหรงนอนแน่นิ่ง แต่บัดนี้ไม่มีอันใดหลงเหลือ นอกจากผ้าคลุมไหล่สีแดงเข้มที่ปลิวลู่ลมอยู่บนบันไดหิน

“เจ้าเคยคิดไหมว่าเราจะมาจบลงที่ตรงนี้?” เขาพูดเสียงแผ่วคล้ายเอ่ยกับลม

อันเฉิงยืนพิงเสาร้าวหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยเสียงแหบแห้งจากความเหนื่อยล้า “ข้าเคยคิด แต่มิเคยหวังให้มันเป็นจริง”

ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง เสียงเปลวไฟลุกไหม้ยังดังอยู่ไกล ๆ พร้อมเสียงทหารกำลังเก็บศพและลำเลียงผู้บาดเจ็บ

“หลังเสร็จภารกิจนี้” อันเฉิงพูดขึ้นอีกครั้ง “ข้าจะกลับเรือนเก่าเตรียมสุราสามไหกับโต๊ะไม้เตี้ย ๆ เอาไว้นั่งคุยกับอาจารย์ใต้ต้นเหมย”

แม่ทัพใหญ่ปรายตามองเขา ก่อนพยักหน้าช้า ๆ “ครั้งก่อนที่พวกเราเมาไม่ได้สติ จบลงด้วยการปีนขึ้นหลังคาเรือนอาจารย์ เจ้าจำได้หรือไม่?”

อันเฉิงหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะแผ่วราวจะจางหายไปกับกลิ่นควัน “ข้าจำได้แม่น อาจารย์ดึงหูข้าจนชาไปทั้งวัน แล้วบอกว่าคนแบกแผ่นดินไม่มีสิทธิ์เมา”

“แต่วันนี้...” แม่ทัพใหญ่เอ่ยช้า ๆ “ข้าว่าอาจารย์คงยกโทษให้สักไหหนึ่ง”

ทั้งคู่มองหน้ากัน แล้วเดินออกจากลานรบช้า ๆ ราวกับสองเงาที่ลากผ่านเถ้าถ่านแห่งประวัติศาสตร์ แผ่นหลังของพวกเขาเปื้อนฝุ่น เลือด และอดีตที่ไม่อาจลบเลือน

ยามค่ำ ณ จวนอัครมหาเสนาบดี

เรือนด้านในของจวนหลี่เงียบสงบ แสงโคมสลัวทาบเงาทั้งสามคนบนพื้นหินเรียบ โต๊ะไม้เก่าตัวหนึ่งตั้งอยู่ใต้ศาลาหลังเล็ก รายล้อมด้วยดอกเหมยที่เพิ่งเริ่มผลิบานเต็มต้น

บนโต๊ะมีไหสุราดินเผากับจอกลายดอกเหมยสามใบ ไฟถ่านในเตาเคล้ากลิ่นเหงื่อและฝุ่นดินของผู้กลับจากสงคราม

หลี่ซีเฉิงผมหงอกขาวแซมดำ ใบหน้ามีรอยยิ้มบาง ๆ อย่างผู้เฝ้ามองสงครามมาเกินครึ่งชีวิต เขารินสุราลงจอกของตนเอง แล้วเงยหน้ามองศิษย์ทั้งสอง

“จบลงเสียที... เลือดเนื้อ สูญเสีย คำสัตย์ และคำทรยศ ทั้งหมดมันจบลงแล้ว”

แม่ทัพใหญ่รับจอกจากอาจารย์ มือที่จับยังมีรอยเลือดแห้งกรัง

“อาจารย์ท่านยังตำหนิพวกเราอยู่หรือไม่ ที่พวกเราลงดาบกับศิษย์ร่วมอาจารย์เช่นนั้น?”

หลี่ซีเฉิงนิ่งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ดวงตาคมกริบไม่เคลื่อนไหวราวมองผ่านกาลเวลา “ข้าเคยเลี้ยงพวกเจ้าสามคนดั่งบุตร ดั่งเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกในลมฝน หากวันหนึ่งเมล็ดพันธุ์นั้นกลายเป็นหนามพิษ ข้าก็ต้องยอมให้บุตรอีกสองคนถอนมันเสียก่อนที่รากจะลุกลาม”

อันเฉิงหัวเราะเบา ๆ “อาจารย์ยังใช้คำพูดได้คมยิ่งกว่าดาบพวกข้าเสียอีก”

หลี่ซีเฉิงยกจอกขึ้น สายตาแน่วแน่แต่แฝงความอ่อนล้า “จอกนี้แด่ความอดทนที่เจ้าทั้งสองแบกไว้ แด่คำสัตย์ที่แม้จะแตกหัก แต่มิเคยทรยศต่อแผ่นดิน”

ทั้งสามคนกระดกจอกสุราในพร้อมกัน สุราร้อนแผดเผาลำคอ แต่หัวใจกลับอุ่นขึ้นเล็กน้อย

“คืนนี้ดื่มให้เมาเสียเถอะ พรุ่งนี้ยังมีเรื่องมากมายต้องสะสาง แต่ค่ำคืนนี้อาจารย์จะมิห้ามพวกเจ้าอีกแล้ว”

แสงไฟส่องเงาสามคนซ้อนทับกันอยู่ใต้ต้นเหมย เสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้คล้ายเสียงหัวเราะเศร้า ๆ ของวันคืนในอดีต

สุราผ่านไปอีกไหลมเย็นยามค่ำค่อนไปครึ่งคืน ไอหมอกเริ่มโรยตัวปกคลุมหลังคาศาลา เงาไฟบนเตาถ่านเต้นระริกตามจังหวะสายลม

อันเฉิงยกจอกสุราขึ้นอีกครั้ง แต่ก่อนจะดื่มเขานิ่งไปชั่วครู่ “ข้าฝึกยุทธ์มาจากอาจารย์ ขี่ม้าศึกตามพี่ใหญ่ ข้าเคยคิดว่าเราสามคนจะได้ร่วมกันกวาดล้างศึกศัตรูไปจนถึงปลายทาง...” เขาหัวเราะเบา ๆ คล้ายจะกลบเสียงในใจ “แต่สุดท้าย หนึ่งในนั้นกลับกลายเป็นศัตรูที่พวกเราต้องลงมือฆ่าเสียเอง”

หลี่ซีเฉิงไม่กล่าวอันใด เพียงเอื้อมมือวางลงบนไหล่ของอันเฉิงเบา ๆ

แม่ทัพใหญ่นั่งนิ่ง เขามองสุราสีใสในจอกนานก่อนจะกล่าวช้า ๆ “เจ้ารู้หรือไม่ ก่อนจ้าวจิ้งหรงจะสิ้นใจ... เขายังยิ้มให้ข้าอยู่เลย เหมือนวันฝึกปรือที่เขาเคยแกล้งข้าล้มแล้วหัวเราะ ข้าจำได้แม่น”

หลี่ซีเฉิงหลับตาลง ใบหน้าอ่อนล้า “บุญคุณ ศิษย์พี่น้อง มิตรภาพล้วนมีค่า”

“แต่เมื่อมันกลายเป็นดาบที่หันกลับมาแทงแผ่นดิน ข้าก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามพวกเจ้า”

อันเฉิงหลุบตาลง “ข้าแค่หวัง...หวังว่าเมื่อตายไปแล้ว เขาจะมิเกลียดพวกเรา”

หลี่ซีเฉิงเปิดไหใหม่ มือเหี่ยวย่นรินสุราให้ทั้งสองคนอีกครั้ง “ถ้าเขาไม่ใช่ศิษย์พี่ของพวกเจ้า เขาก็คงตายตั้งแต่ยังมิได้ก่อกบฏแล้ว และถ้าเขายังเป็นคนเดิมที่ข้าเคยสั่งสอน เขาย่อมเข้าใจ”

เสียงจอกกระทบกันอีกครั้งในความเงียบใต้ต้นเหมยที่ผลิบาน เงาสามเงานั่งข้างกัน ไม่ใช่ในฐานะขุนนางหรือแม่ทัพ แต่ในฐานะ ‘ครอบครัว’ ที่สูญเสียคนหนึ่งไปจากใจอย่างไม่มีวันหวนกลับ

*****

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   บทส่งท้าย : ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ทำนุบำรุงวังหลวง

    วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หลั่งโลหิตล้างแผ่นดิน

    เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เพลิงกบฏชิงอำนาจ

    แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   แฝงตัวซ่อนเร้น

    ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ถวายสมุดรายชื่อแด่ฮ่องเต้

    รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   มิตรสหายของเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ทางด้านศาลาจัดงานเลี้ยงน้ำชามีเหล่าแขกที่ได้รับจดหมายเทียบเชิญต่างนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ่าวรับใช้สองสามคนรีบกุลีกุจอยกเบาะรองนั่งอีกอันมาจัดข้าง ๆ ที่ว่าง แถมจัดเตรียมกาน้ำชาและจอกอันใหม่ที่ดูหรูหรากว่าของผู้อื่นเอาไว้ฮูหยินถงซึ่งสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านั้น จึงเอ่ยถามด้วยความส

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   รุ่งอรุณการเริ่มต้นใหม่

    เช้าวันรุ่งขึ้นหวังจิ้งเสวียนหันไปตรัสสั่งกับชิงหลานว่า “วันนี้เราจะพาพระชายาไปเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนตระกูลถง เจ้าคอยอารักขานางให้ดี”“พ่ะย่ะค่ะ”หลี่หลิ่งฟางที่ถูกปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขันกำลังยืนหาววอด ๆ โดยมีอันฉียืนเยื้องอยู่ด้านข้าง“หาว...”“พระชายาเพคะ รักษาอากัปกิริยาหน่อยสิเพคะ” อัน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่รอด

    หลี่หลิ่งฟางยังคงเพลิดเพลินไปกับการพยายามเอาตัวรอดของลูกเจี๊ยบตัวน้อยผู้อ่อนแอ แม้ร่างกายนี้จะเป็นบุรุษแต่กลับอ่อนแอเฉกเช่นอิสตรียิ่งถูกตรอนให้จนมุมมากเท่าใด สมองก็ยิ่งสั่งการให้ดิ้นรนเอาตัวรอดมากขึ้นเท่านั้น“อึก อ่อย! แค่ก แค่ก”ดวงตาดอกท้อเสมองพระพักตร์เกลี้ยงเกลา แต่กลับ

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หลงชิงฮวา

    ⚠️WARNING⚠️violence : การใช้ความรุนแรง / physical abuse : การทำร้ายร่างกายหลี่หลิ่งฟางกลับมาถึงตำหนักเฟิ่งอี๋ในยามโหย่ว นางเดินไปนั่งที่ปลายเตียงก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่“เ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status