Masukหลินเม่ยเม่ยและซูผิงเนี่ยน เมื่อเดินมาถึงตลาดก็มองหาที่เพื่อจะวางขายสินค้า เมื่อได้ที่ถูกใจแล้วจึงรีบนั่งลงและวางของขาย ก่อนจะส่งเสียงเรียกลูกค้าเหมือนร้านอื่น
“ไข่ไก่และของป่าสดใหม่ ราคาถูกอยู่ทางนี้ค่ะ เชิญมาเลือกซื้อหาได้นะคะ” ซูผิงเนี่ยนตะโกนเรียกลูกค้าและชูไข่ไก่ขึ้นด้วย
ไม่นานก็มีหญิงวัยกลางคนแต่งตัวดีเดินเข้ามา แล้วซื้อหน่อไม้ไปสามหัว รวมกับไข่อีกห้าฟอง
จากนั้นการค้าของทั้งคู่ก็ดีมาก มีลูกค้าเข้ามาไม่กี่คน สินค้าก็หมดแล้ว ซูเผิงเนี่ยนจึงพาสหายไปกินบะหมี่ที่เปิดขายอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ แต่ระหว่างเดินอยู่นั้น กลับพบหญิงสูงวัยคนหนึ่ง ซึ่งยืนตัวโอนเอนคล้ายกำลังจะเป็นลม ทั้งสองจึงรีบเข้าไปดู
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะคุณป้า” หลินเม่ยเม่ยถามอย่างเป็นห่วง และตอนนี้ก็มีเสียงของเสี่ยวฟางดังเข้ามาในหัว
‘ผู้หญิงคนนี้น้ำตาลตก เจ้านายแค่เอาลูกอมมาให้กินสักหน่อย เดี๋ยวเธอก็ฟื้นแล้วค่อยพาเธอไปโรงพยาบาล’
‘อืม ขอบใจมากนะ’ หลินเม่ยเม่ยตอบรับในใจ ก่อนจะแสร้งหยิบลูกอมออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วแกะเปลือกออกใส่ในปากของหญิงสูงวัยคนนี้ทันที
ไม่นานอาการของเธอก็ดีขึ้น แล้วรีบเอ่ยขอบคุณคนที่ช่วยไว้
“เธอช่วยฉันไว้เหรอ ขอบใจมากนะ”
เธอจับมือของหลินเม่ยเม่ยไว้แล้วพูดอย่างซาบซึ้ง
“ไม่เป็นไรค่ะคุณป้า แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าคุณป้าควรจะไปโรงพยาบาลก่อนดีกว่า หากเกิดหน้ามืดขึ้นมาอีกจะอันตรายนะคะ เดี๋ยวฉันพาเองไปค่ะ” หลินเม่ยเม่ยพูดด้วยรอยยิ้มและรับอาสาจะพาไปโรงพยาบาล ต่อให้เสี่ยวฟางไม่บอก เธอก็จะพาป้าคนนี้ไปหาหมอเหมือนกัน
“ขอบใจมากนะ” หญิงสูงวัยเอ่ยออกมาเบา ๆ
“เนี่ยนเนี่ยน เธอจะกลับบ้านก่อนก็ได้นะ ฉันขอพาป้าคนนี้ไปโรงพยาบาลก่อน” หลินเม่ยเม่ยหันมาบอกกับสหายให้กลับบ้านไปก่อน เพราะไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนที่โรงพยาบาล เลยไม่อยากให้อีกฝ่ายเสียเวลา
“อืม อย่างไรฉันกลับบ้านก่อนนะ ใจจริงฉันก็อยากไปกับเธอแต่ก็กลัวย่าด่าน่ะ ขอโทษด้วยนะเม่ยเม่ย คุณป้า” ซูเผิงเนี่ยนพยักหน้ารับที่จะกลับบ้านก่อน เพราะกลัวว่าย่าจะตำหนิที่กลับบ้านช้า แต่ใจก็อยากไปด้วยเพราะห่วงสหาย
“ไม่เป็นไร เธอไปเถอะ” หลินเม่ยเม่ยบอกอย่างเข้าใจ
และเมื่อเห็นสหายเดินแยกไปแล้ว หลินเม่ยเม่ยจึงพาคุณป้าคนนี้เดินไปขึ้นรถรับจ้าง เพื่อพาไปโรงพยาบาล
ระหว่างทางก็ได้แนะนำตัว จนทำให้หญิงสาวรู้ว่าหญิงคนนี้ชื่อว่ากู้อี้หนิง และแนะนำตัวไปว่าเธอชื่อหลินเม่ยเม่ย
“เม่ยเม่ย ป้ารบกวนติดต่อลูกชายให้ป้าหน่อยนะ นี่คือชื่อและเบอร์โทรของเขา” พอมาถึงโรงพยาบาล หญิงสูงวัยก็พูดขอให้เธอติดต่อลูกชาย โดยส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับเธอ
เมื่อรับมาและพอดูชื่อในกระดาษ หญิงสาวก็นิ่งเงียบเล็กน้อย เพราะชายคนนั้นคือ เมิ่งเฟยเทียน
‘ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้ น่าจะเป็นแม่ของเขาสินะ แต่รับปากแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด’ หลินเม่ยเม่ยคิดอยู่ในใจ
“ได้ค่ะคุณป้า” หญิงสาวตอบรับอย่างยินดี
“ขอบใจนะ” หญิงสูงวัยพูดด้วยรอยยิ้ม
จากนั้นหลินเม่ยเม่ยจึงเดินมาที่จุดที่มีเจ้าหน้าที่ให้บริการอยู่ แล้วขอใช้โทรศัพท์เพื่อติดต่อหาลูกชายของคนป่วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ยินยอมให้ใช้เพราะถือว่าเป็นเรื่องจำเป็น
“สวัสดีครับ ผมเมิ่งเฟยเทียน ไม่ทราบว่าใครโทรมาและโทรมาเรื่องอะไรครับ” ชายหนุ่มแนะนำตัวและถามอย่างเป็นทางการเมื่อรับสาย
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อหลินเม่ยเม่ย ฉันติดต่อมาจากโรงพยาบาลประจำเมืองนะคะ พอดีแม่ของคุณให้ฉันโทรมาแจ้งว่า ตอนนี้ท่านเข้ามารักษาตัวอยู่ที่นี่ค่ะ คุณรีบมานะคะ” หลินเม่ยเม่ยเองก็รีบบอกออกไปทันที
“ครับ ๆ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ ขอบคุณมากนะครับ”
เมิ่งเฟยเทียนได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจไม่น้อย เขารีบรับคำและขอบคุณทันที ก่อนจะวางสายแล้วรีบออกมาจากค่ายทหาร เพื่อตรงมาที่โรงพยาบาลประจำเมือง
“อ่าร์สสสส ไม่ไหวแล้ว” หลินเม่ยเม่ยน้องครางออกมาอย่างอดไม่ไหว เธอยกสะโพกขึ้นสูงเพื่อให้มือของเขากระแทกได้อย่างสะดวก เธอกำลังเหมือนถูกดึงขึ้นไปที่สูง ๆ แล้วปล่อยลงมาอย่างรวดเร็วซ้ำไปซ้ำมาหลาย ๆ รอบตับ ๆ ตับ ๆ ตับ ๆเสียงเนื้อกระทบเนื้อที่เกิดจากฝ่ามือหนากระแทกใส่เนินเนื้อของหญิงสาวดังลั่นห้อง โดยที่เมิ่งเฟยเทียนไม่สนใจว่ามันจะเล็ดลอดออกไป เพราะห้องนี้เขาได้ทำขึ้นใหม่เพื่อเป็นห้องหอโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงไม่มีทางที่ใครจะได้ยินเสียงที่เขาหวงแหน....เสียงครางอย่างมีความสุขของภรรยาที่รัก“อ่าร์สสสส ไม่ไหวแล้วค่ะ” หลินเม่ยเม่ยครางออกมาสุดเสียง ก่อนที่เธอจะยกสะโพกสูงขึ้นอีก แล้วปลดปล่อยน้ำออกมาจากกายสาว เธอกระตุกตัวเล็กน้อยแล้วทิ้งตัวลงมาอย่างหมดแรง เธอเหมือนเพิ่งไปวิ่งทางไกลมา ทั้งที่เธอไม่ได้ไปไหนเลย“แฮะ ๆ” หลินเม่ยเม่ยนอนหายใจอย่างเหนื่อยหอบ มือของเธอถูกทิ้งลงที่ข้างกายอย่างหมดแรง“ตอนนี้น้องคงพร้อมที่จะเป็นภรรยาของพี่แล้วนะ” เมิ่งเฟยเทียนที่ดึงมือออกจากร่องเสียวก็กระซิบบอกภรรยาอย่างอ่อนโยน ก่อนที่เขาจูบเธออีกครั้ง เริ่มจากอ่อนโยนและดูดดื่มขึ้นเรื่อย ๆ มือหนาดึงกางเกงออกจากกายเพื่อปล่อยแก่นก
คืนเข้าหอที่หอมหวาน Nc+เมิ่งเฟยเทียนเดินเข้ามาก็พบว่าภรรยาของตนเองนั่นอยู่ที่บนเตียง และส่งสายตามาที่เขาด้วยสายตาที่ลังเลเล็กน้อย เขาเดินไปรินเหล้ามงคลอย่างตั้งใจ เมื่อเสร็จแล้วก็ยกถาดเหล้ามงคลเดินมาหาหลินเม่ยเม่ย ก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างอ่อนโยน“เม่ยเม่ย เรามาดื่มเหล้ามงคลกันเถอะ” เขาพูดพร้อมกับยกจอกสุรามงคลให้เธอ“ค่ะ” หลินเม่ยเม่ยตอบกลับและรับเหล้าไปดื่มพร้อมกัน ก่อนจะวางลง แล้วชายหนุ่มเดินไปวางที่โต๊ะแล้วเดินมานั่งข้างๆ เธอ“ตอนนี้เราก็แต่งงานอย่างถูกต้องกันแล้ว เรามาตกลงกันก่อนดีหรือเปล่า” ชายหนุ่มเริ่มพูดก่อน เพราะก่อนจะแต่งงานทั้งสองคนก็ไม่ค่อยได้ศึกษากันเหมือนคู่อื่น ๆ“ค่ะ” หลินเม่ยเม่ยยังคงตอบกลับเพียงสั้นๆ เพื่อรอดูว่าอีกฝ่ายจะว่าอย่างไร“ก่อนอื่นต่อไปเม่ยเม่ยเรียกพี่ว่าพี่เฟยเทียนก็พอ และเราจะอยู่กันอย่างคู่สามีภรรยาทั่วไป จะไม่มีการอยู่แบบแต่งงานในนามหรือแต่งงานบังหน้า เราจะอยู่กันอย่างเป็นครอบครัวเดียวกัน เกื้อกูลกัน มีลูกด้วยกัน เม่ยเม่ยว่าแบบนี้ดีไหม” ชายหนุ่มพูดอย่างอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยพูดกับใครแบบนี้มาก่อน“ค่ะ พี่เฟยเทียน” หลินเม่ยเม่ยตอบรับเบา ๆ และเรียกอีกฝ่ายอย่างท
ประกายตาของเมิ่งเฟยเทียนมีความโหดเหี้ยมฉายออกมา แต่เพียงแค่ชั่วขณะเดียวเท่านั้นก็ปรับมาเป็นปกติ เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย แต่ทว่าสายตากลับไม่ยิ้มเลย แล้วพูดเสียงขึ้นดัง ๆ เพื่อให้ทุกคนได้ฟังอย่างชัด ๆ ว่า“ในเมื่อของหมั้นนี้ผมยกให้เจ้าสาว ถ้าอย่างนั้นไม่ว่าเธอต้องการจะเอาไปที่ไหน ก็แล้วแต่เธอ คนอื่นไม่มีสิทธิ์มายุ่ง หากใครไม่เชื่อฟังก็ถือว่าอยากมีปัญหากับผม และตอนนี้ใกล้จะได้ฤกษ์เข้าพิธีแล้ว ดังนั้นเราสองคนขอตัวไปที่ตระกูลเมิ่งก่อน”พูดจบเขาก็ส่งสายตาให้ลูกน้องเอาของหมั้นทุกอย่างกลับไป ก่อนจะยื่นแขนไปให้เจ้าสาวตนเองหลินเม่ยเม่ยเอาแขนมาคล้องกับแขนสามี แล้วเดินตามเขาออกมาขึ้นรถ โดยมีครอบครัวของสหายติดตามมาด้วย เนื่องจากเธอต้องการพาพวกเขาไปเป็นญาติของเจ้าสาว เพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าบ่าวอย่างเมิ่งเฟยเทียนเมื่อรถของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเครื่องขบวนออกไปแล้ว คนบ้านเฉินก็แทบจะไม่อยากอยู่ต่อ แต่เลี่ยงจื่อก็อดไม่ได้ที่จะพูดกับคนบ้านหลิน “ฉันไม่คิดมาก่อนเลยนะว่า พวกเธอทั้งสองคนจะสั่งสอนลูกสาวได้ดีซะขนาดนี้ ฉันเป็นแม่สามีแท้ ๆ ยังไม่คิดจะไว้หน้ากันเลย หากบ้านเฉินของเราไม่มีความดี อย่างนั้นก็ควรให้ล
ความจริงที่แสนเจ็บปวดหลินเม่ยเม่ยได้ยินก็หันมามองสองแม่ลูกอย่างไม่พอใจ ต่อให้ไม่อยากมีเรื่องในวันมงคลของตัวเอง แต่เมื่อเห็นสองคนนี้อยากได้อยากมีของคนอื่น และไม่ปิดบังความเห็นแก่ตัว เธอจึงได้พูดออกมาอย่างไม่ไว้หน้าเหมือนกัน“พวกเธอทั้งสองคนมีสิทธิ์อะไรถึงมาพูดแบบนี้ ในเมื่อข้าวของพวกนี้ บ้านสามีเป็นคนมอบให้ฉันเป็นของหมั้น ดังนั้นฉันจะเอาไปไว้ที่ไหนก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟังความคิดเห็นจากของพวกเธอหรอก” หญิงสาวไม่คิดจะไว้หน้าใครอีกแล้ว ต่อให้หญิงสูงวัยคนนี้จะมีฐานะเป็นแม่เลี้ยงของเธอก็ตาม“เธอพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกนะ อย่าลืมว่าต่อให้เธอจะแต่งงานไปแล้ว ก็ควรจะมีบ้านเดิมไว้ให้หนุนหลัง หากเธอไม่ทิ้งของไว้ อย่าหาว่าพวกเราใจร้ายก็แล้วกัน นั่นเพราะฉันและพ่อของเธอจะไม่หนุนหลังเธอที่แต่งออกไปแล้วแน่นอน” เจียงซื่อพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโมโห เธอไม่คิดว่าลูกติดของสามี จะไม่ไว้หน้าเธอต่อหน้าคนมากมายแบบนี้“เมื่อฉันเลือกที่จะแต่งงานออกไปแล้ว ฉันก็ไม่คิดจะให้บ้านเดิมมาหนุนหลังหรอก อีกอย่างเธอสองแม่ลูกลืมไปหรือเปล่าว่า ลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้ว ก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้ง จะคอยกลับมาแต่บ้านเดิม ม
หลินเพ่ยหรานเองก็มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย รวมถึงครอบครัวสามีของเธอ ทุกคนได้แต่อิจฉาที่งานแต่งครั้งนี้ยิ่งใหญ่พอสมควร ดูเหมือนว่าเจ้าบ่าวจะใส่ใจเจ้าสาวมาก เนื่องจากคิดว่าทุกอย่างในงานวันนี้ คือสิ่งที่ตระกูลเมิ่งจัดหามาให้เจ้าสาวแต่แค้นใจไปก็เท่านั้น เพราะทำอะไรไม่ได้ งานแต่งยังคงดำเนินต่อไป โดยคนบ้านเฉินต่างก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารที่เลิศรสส่วนหลินเม่ยเม่ยเวลานี้เตรียมตัวเสร็จแล้ว แต่ยังอยู่ภายในห้องส่วนตัวของเธอ เพราะต้องรอเจ้าบ่าวมารับก่อน ถึงจะออกไปได้หลังจากที่กุ้ยเจียงฟางจัดการแต่งตัวและหวีผมให้เจ้าสาวเสร็จแล้ว ก็รีบออกมาช่วยงานด้านนอก ภายในห้องนี้จึงเหลือเพียงเจ้าสาวและสหายอย่างซูผิงเนี่ยนเท่านั้น“เมื่อคืนฉันกลัวเหลือเกินว่าน้องสาวของเธอเกิดบ้าขึ้นมา แล้วมาเล่นงานเธอ จนไม่มีงานแต่งในวันนี้” ซูผิงเนี่ยนพูดขึ้นเบา ๆ“เธอก็คิดเยอะไป ไม่เกิดเรื่องอะไรก็ดีแล้ว” หลินเม่ยเม่ยบอกสหายกลับไป ที่เธอนิ่งนอนใจได้นั้น เป็นเพราะเสี่ยวฟางบอกอย่างไรล่ะว่าฝ่ายนั้นยังคงทำอะไรเธอไม่ได้ แต่ก็ยังมีความตื่นเต้นในการที่จะได้แต่งงานมากกว่า เลยทำให้ต้องนั่งพูดคุยกัน จนไม่มีใครแทบจะได้นอน‘แต่ก็น่าแปลก เพรา
งานแต่งที่ยิ่งใหญ่ส่วนทางด้านเมิ่งเฟยเทียน ถึงแม้วันนี้เขาจะมาทำงานตามปกติ และในขณะที่ลาดตระเวนอยู่ในเมืองนั้น แต่ใจของชายหนุ่มก็คิดถึงแต่ใบหน้าของใครบางคน ที่จะมาเป็นเจ้าสาวของตนเองในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่ลูกน้องคนสนิทจะเดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วรายงานบางอย่างให้เขารับรู้เมื่อชายหนุ่มได้รับฟังสิ่งที่คนสนิทรายงาน ใบหน้าเขาก็ย่นคิ้วอย่างไม่รู้ตัว พร้อมออกคำสั่งเบา ๆ กลับไป เพื่อให้อีกฝ่ายไปจัดการตามที่เขาสั่ง ก่อนจะพาลูกน้องที่เหลือเดินลาดตระเวนต่อเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นขณะที่เมิ่งเฟยเทียนกำลังเดินลาดตระเวนอยู่นั้น เขาก็ได้เจอกับชายคนหนึ่งกำลังถูกชายฉกรรจ์หลายคนกำลังรุมทำร้าย จึงเดินเข้าไปดูและห้ามปรามตามหน้าที่“หยุดเดี๋ยวนี้นะ พวกนายทำอะไรกัน” เมิ่งเฟยเทียนส่งเสียออกไป และคิ้วขมวดทันทีเมื่อเห็นใครบางคน จากนั้นเขาก็กัดกรามพร้อมกับแสดงความเคียดแค้นออกมา ก่อนจะปรับสีหน้าให้มาเป็นเรียบเฉยตามปกติ“เอ่อ ไม่มีอะไรครับผู้หมวดเมิ่ง พวกเราแค่หยอกล้อกัน” หนึ่งในชายฉกรรจ์รีบพูดขึ้นมา และได้พยายามเอาร่างกายบังไว้ ไม่ให้อีกฝ่ายมองเห็นคนที่เขากำลังซ้อมและทำร้ายอยู่“ที่นี่คือที่สาธารณะ จะทำอะไรก็หลบเ







