Masukเมื่องานเลี้ยงจบลง ทุกคนก็ได้แยกย้ายกันกลับ แต่ยังคงเหลือสามบุรุษ ที่ยังคงนั่งดื่มพูดคุยสัพเพเหระกันเรื่อยเปื่อย ลู่เฉิงเมื่อเห็นทุกคนกลับไปกันหมดแล้วจึงเอ่ยขึ้นมา
“ท่านอ๋อง ท่านกุนซือ ท่านรองแม่ทัพ คืนนี้ก็นอนเสียที่นี่เลย ข้าได้จัดเตรียมที่หลับที่นอนให้พวกท่านแล้ว” ลู่เสียนได้ยินเขาเอ่ยเช่นนั้น ก็คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย เขาไปจัดเตรียมตั้งแต่เมื่อใด จอมแผนการเสียจริง “ให้พวกเขานอนที่ใดหรือเจ้าคะ?” “ฮ่า ๆ ก็ในเมื่อหมั้นหมายกันแล้ว แน่นอนว่าต้องเป็น เรือนของพวกเจ้าสามคน” “หมายความว่าท่านจะให้เข้าหอคืนนี้เลยหรือเจ้าคะ?” ลู่อันและลู่เจินร้องออกมาพร้อมกัน ส่วนเจียวลู่และรองแม่ทัพถึงกับทำตัวไม่ถูกเพราะเขินอาย จะมีพ่อตาคนไหนใจป้ำประเคนบุตรสาวให้ลูกเขยอย่างเต็มใจเช่นนี้ ลู่เฉิงรีบเอ่ยแก้ต่างขึ้นมาทันที “ใช่ที่ไหนกัน พวกเจ้าจะเข้าหอกันหรือไม่ มันก็เป็นเรื่องของพวกเจ้า แต่ที่ข้าจัดเตรียมเอาไว้ ก็เพื่อให้พวกเขาได้นอนสบาย โดยที่ไม่ต้องเดินทางกลับ อีกอย่างหมั้นหมายกันแล้ว ก็ต้องให้ความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้นถึงจะถูก” ลู่เสียนกลอกตามองบน เขาแทบจะจับบุตรสาวใส่พานถวายให้ลูกเขยเช่นนี้ สงสัยกลัวไม่ได้พวกเขามาเป็นลูกเขย น่าขายหน้าเสียงจริง ๆ คหบดีลู่เฉิง เหว่ยอ๋องตบข้าเรียกให้นางไปนั่งบนตักของเขา เพราะยามนี้ญาติผู้ใหญ่กลับไปกันหมดแล้ว ลู่เสียนจึงลุกขึ้นไปนั่งบนตักเขา แล้วยกสองแขนมาคล้องคอ เขาแล้วมองหน้าเขานิ่ง ๆ ยามนี้ใบหน้าของเขาแดงก่ำ “ท่านอ๋องเมาหรือเปล่าเพคะ?” ที่นางถามเพราะใบหน้าเขาขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างผิดปกติ “ข้ารู้สึกร้อนมากเลย” เขาเอ่ยตอบเหงื่อเริ่มซึมออกมาตามใบหน้า “จริงหรือเพคะ?"ลู่เสียนรีบหันไปมองบิดาอย่างเอาเรื่อง "ท่านพ่อ!! ท่านทำอะไรเจ้าคะ?” ลู่เสียนเอ่ยถามบิดาด้วยความโมโห วางยากำหนัดลูกเขยใช้ได้ที่ไหน นี่เขาเป็นบิดาแบบไหนกัน พอนางหันไปมองกุนซือเจียวลู่และรองแม่ทัพ พวกเขาก็มีอาการไม่ต่างกันกับเหว่ยอ๋อง ลู่เสียนถอนใจออกมา “ลู่เสียนเจ้าอย่าดุนักสิ ข้าทำไปเพราะมีเจตนาดีนะ” ลู่เฉิงเอ่ยเสียงอ่อย เมื่อเจอสายตาเอาเรื่องของบุตรสาว “เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะพี่ใหญ่?” “พ่อตาวางยากำหนัดลูกเขย” “หา!!!....” ลู่อันและลู่เจินร้องขึ้นอย่างตกใจ “ท่านพ่อ ยาอยู่ไหนเจ้าคะ?” ลู่เสียนแบมือขอยากำหนัดจากลู่เฉิง ลู่เฉิงหน้าหง่อยรีบหันไปหยิบกาสุรา ที่เขาได้ผสมยากำหนัดลงไป เอามายื่นให้ลู่เสียน พอนางรับมาก็นำรินใส่จอกสามใบ “พวกเจ้าหยิบไปคนละจอก” ลู่เฉิงเห็นเช่นนั้นก็ตกใจตาเบิกกว้าง นางคิดจะทำอะไร ลู่เสียนเมื่อดื่มหมดจอกแรก ก็รินใส่จอกอีกครั้ง ก่อนจะบอกให้พวกนางหยิบไปดื่ม จากนั้นนางก็รินวนไปจนสุราในกาหมด “คหบดีลู่เฉิง!” ลู่เสียนเอ่ยเรียกบิดาเต็มยศ “ท่านห้ามให้ใครมาใกล้เรือนของข้า เรือนคุณหนูรอง เรือนคุณหนูสาม คืนนี้สงครามโลกีย์กำลังจะเกิด พรุ่งนี้ขอไข่ลวกเยอะ ๆ ลู่อันพาท่านกุนซือไปเผด็จศึก อย่าได้ทำให้ขายหน้าพี่ใหญ่อย่างข้า ลู่เจินเจ้ารีบพารองแม่ทัพกลับเรือน” ลู่เสียนยามนี้เสียงอ้อแอ้เพราะเริ่มเมาใบหน้าแดงระเรื่อ “พี่ใหญ่ข้าศึกษาตำรามาอย่างดี ไม่ทำให้ขายหน้าแน่นอนเจ้าค่ะ” ลู่อันที่เมาได้ที่เอ่ยขึ้น “ข้าก็คิดว่า ข้าศึกษาตำรามาจนชำนาญแล้ว ถึงเวลาได้ใช้เสียทีเจ้าค่ะ” ลู่เจินที่มีใบหน้าระเรื่อเพราะฤทธิ์สุรา และในไม่ช้ายากำหนัดก็คงเริ่มทำงานเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ามั่นใจ ลู่เสียนพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเดินไปคว้าแขนของเหว่ยอ๋อง แล้วฉุดให้เขาลุกขึ้น “ท่านพี่ พร้อมถูกเชือดหรือยังเพคะ?” เหว่ยอ๋องยกยิ้มมองคนเมาอย่างเอ็นดู ส่วนลู่อันรีบไปคว้าแขนเจียวลู่ “ท่านกุนซือรูปงาม คืนนี้อย่าหวังว่าท่านจะได้ลุกจากเตียง คืนนี้ข้าจะกินท่านไปถึงตับไตไส้พุง” เจียวลู่ได้ฟังก็ขนลุก เพราะเขาก็พร้อมจะลุกขึ้นสู้อย่างสุดใจขาดดิ้น จะไม่ให้เสียชื่อบุรุษยอดนักรบเป็นอันขาด “คุณหนูรองใครลุกจากเตียงคนนั้นแพ้”เขาเอ่ยอย่างท้าทาย “ข้ารับคำท้า ไปกันเจ้าคะข้าอยากเห็นคนแพ้แล้ว” เจียวลู่รีบก้มลงอุ้มร่างของนาง แล้วเดินตรงไปที่เรือนทันที ส่วนลู่เจินเดินคว้าแขนรองแม่ทัพ ด้วยสายตาฉ่ำเยิ้มเพราะเริ่มเมามาก “ท่านรองแม่ทัพยินดีให้ข้าเปิดบริสุทธิ์หรือไม่?” “ห้ะ…? ฮ่า ๆ” รองแม่ทัพหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ สตรีจวนนี้ช่างแปลกประหลาดเสียจริง นางก็เพิ่งจะสิบหกปี ทำตัวอย่างกับคนมีประสบการณ์ สงสัยพี่ใหญ่ของนางสอนมาเป็นแน่ แก่แดดแก่ลมเสียจริง “แม่นางน้อย ท่านอย่ามาเสียใจทีหลัง” “ไม่แน่นอน ข้าเป็นใครบุตรสาวท่านคหบดีลู่เฉิง กล้าทำกล้ารับ ท่านนั่นแหละอย่ามาเสียใจ เพราะข้าจะไม่อ้อมมือแน่” รองแม่ทัพฉือได้ยินก็แสนจะมันเขี้ยว รีบก้มลงแล้วแบกนางใส่บ่า เดินตรงไปที่เรือนนางทันที ลู่เฉิงยืนตกตะลึงตาค้าง บุตรสาวของพวกเขากลายเป็นสตรีกร้านโลกไปได้อย่างไร สงสัยเชื้อเขาจะแรงเกินไป บุตรสาวถึงรับมรดกไปเต็มๆ ช่างน่าภูมิใจ ๆ ลู่เฉิงยิ้มกริ่มพออกพอใจกับผลงานของตน ก่อนจะหันไปสั่งพ่อบ้าน “ท่านพ่อบ้านห้ามคนเข้าไปใกล้เรือน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณหนูสาม พรุ่งนี้เช้าจัดอาหารบำรุงเต็มที่" “ขอรับนายท่าน” เช้าวันต่อมาเรือนคุณหนูสาม ลู่เจินรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาบนอ้อมกอดของรองแม่ทัพฉือ นางกำลังนึกทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น นางจำได้เลือนรางแต่จำไม่ได้ทั้งหมด นางหันไปมองบุรุษที่ยังคงนอนหลับใหล เมื่อความทรงเริ่มจะกลับมาทีละนิด ลู่เจินรีบลุกพรวดพราดขึ้นมา แต่ก็ต้องยกมือมากุมหัว เพราะอากาศปวดศีรษะอย่างรุนแรง เมื่อคืนนางดื่มไปมากเพียงใดกันนะ แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับร่องรอยตามลำตัว ที่ดูเหมือนจะมีอยู่ทุกที “กรี้ดด!! ท่านรองแม่ทัพ เหตุใดร่างกายข้ามีรอยเขียวช้ำเต็มไปหมดเลยละเจ้าคะ?” ลี่เฉี่ยวลืมตาขึ้นมาก่อนจะหลับตาลงไปใหม่เพราะเขายังไม่อยากตื่น “เรียกท่านพี่หรือไม่ก็พี่เฉี่ยว” “พี่เฉี่ยวตอบมาหน่อย” นางหันไปเขย่าร่างของเขา ฉือลี่เฉี่ยวจึงตัดสินใจดึงผ้าห่มของเขาออก ลู่เจินตกใจตาเบิกกว้าง ร่างกายของเขาไม่ต่างกับนางเลยสักนิด นี่มันเกิดอะไรขึ้น? “นี่มันเกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ? มีแมลงมากัดท่านกับข้าหรือเจ้าคะ?” รองแม่ทัพมองนางนิ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เจ้าจำไม่ได้จริงหรือ?” ลู่เจินรีบส่ายหัวทันที “ข้าจำได้ว่าเหมือนจะเมามาก ท่านแบกข้ามานอน จากนั้นก็จำไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ” ลี่เฉี่ยวถอนใจออกมา เมื่อคืนนางเป็นดั่งแมวป่า พอตื่นขึ้นมาเหตุใดกลายเป็นลูกเจี๊ยบไปเสียได้ สงสัยต้องได้ทบทวนความทรงจำเมื่อกลับมาถึงจวนลู่เสียนและลู่หลินก็อาสาทำอาหารเอง เพราะนึกอยากกินก๋วยเตี๋ยว เหว่ยอ๋องและรัชทายาทไม่ได้กลับมาด้วยเพราะต้องอยู่พูดคุยเรื่องงานกันต่อที่ห้องทรงอักษร ลู่เสียนและลู่หลินจึงได้แวะตลาดก่อนเพื่อที่จะซื้อกระดูกหมู เนื้อหมู หัวไชเท้าและผัก ยามนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ลู่เสียนจึงคิดว่าทำเผื่อมื้อเย็นไปด้วยเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา“พี่หญิงมีอะไรให้ข้าช่วยบ้างเจ้าคะ?” ลู่ฟางและลู่เซียนเดินเข้ามาถาม เพราะได้ยินว่าลู่เสียนและลู่หลินจะทำอาหารเอง ด้านหลังตามมาด้วยสององค์ชาย ที่ทำตัวคล้ายหมาน้อยติดตามเจ้านายอย่างน่าเอ็นดู“เอากระเทียมไปแกะ”“เจ้าค่ะ”“พี่หญิงนางร้ายอันสองมารายงานตัวเจ้าค่ะ” เสียงลู่อันดังมาแต่ไกล“ข้านางร้ายอันดับสามก็มารายงานตัวเช่นกันเจ้าค่ะ” ลู่เสียนขำออกมากับท่าทางของพวกนาง “เช่นนั้นนางร้ายอันดับสองและอันดับสามไปนวดแป้ง เดี๋ยวข้าจะสอนทำบะหมี่ ลู่หลินเจ้าจะทำเส้นอย่างอื่นด้วยหรือไม่?”“ทำเส้นใหญ่เจ้าค่ะง่ายดี แล้วก็จะห่อเกี๊ยวด้วยเจ้าค่ะ”“ทำเยอะ ๆ ไปเลยเผื่อมื้อเย็นไปเลยทีเดียว อ้าวลู่เจียวเจ้ามาพอดีเจ้าเอาผักไปล้าง”“เจ้าค่ะ”ลู่เฉิงยืนเอามือไพล่หลังมองภาพที่บรร
ยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา







