LOGINเมื่อกลับมาถึงจวนลู่เสียนและลู่หลินก็อาสาทำอาหารเอง เพราะนึกอยากกินก๋วยเตี๋ยว เหว่ยอ๋องและรัชทายาทไม่ได้กลับมาด้วยเพราะต้องอยู่พูดคุยเรื่องงานกันต่อที่ห้องทรงอักษร ลู่เสียนและลู่หลินจึงได้แวะตลาดก่อนเพื่อที่จะซื้อกระดูกหมู เนื้อหมู หัวไชเท้าและผัก ยามนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ลู่เสียนจึงคิดว่าทำเผื่อมื้อเย็นไปด้วยเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา
“พี่หญิงมีอะไรให้ข้าช่วยบ้างเจ้าคะ?” ลู่ฟางและลู่เซียนเดินเข้ามาถาม เพราะได้ยินว่าลู่เสียนและลู่หลินจะทำอาหารเอง ด้านหลังตามมาด้วยสององค์ชาย ที่ทำตัวคล้ายหมาน้อยติดตามเจ้านายอย่างน่าเอ็นดู “เอากระเทียมไปแกะ” “เจ้าค่ะ” “พี่หญิงนางร้ายอันสองมารายงานตัวเจ้าค่ะ” เสียงลู่อันดังมาแต่ไกล “ข้านางร้ายอันดับสามก็มารายงานตัวเช่นกันเจ้าค่ะ” ลู่เสียนขำออกมากับท่าทางของพวกนาง “เช่นนั้นนางร้ายอันดับสองและอันดับสามไปนวดแป้ง เดี๋ยวข้าจะสอนทำบะหมี่ ลู่หลินเจ้าจะทำเส้นอย่างอื่นด้วยหรือไม่?” “ทำเส้นใหญ่เจ้าค่ะง่ายดี แล้วก็จะห่อเกี๊ยวด้วยเจ้าค่ะ” “ทำเยอะ ๆ ไปเลยเผื่อมื้อเย็นไปเลยทีเดียว อ้าวลู่เจียวเจ้ามาพอดีเจ้าเอาผักไปล้าง” “เจ้าค่ะ” ลู่เฉิงยืนเอามือไพล่หลังมองภาพที่บรรดาบุตรสาวช่วยกันทำงานอยู่ในครัวอย่างมีความสุข พี่น้องรักใคร่กลมเกลียวคนเป็นพ่อก็สบายใจ ฮูหยินใหญ่ ฮูหยินรองและอนุลู่ เดินผ่านมาก็หยุดมองด้วยความเอ็นดู บรรยากาศเช่นนี้ช่างดีจริง ๆ ลู่ฟางและลู่เซียนนำกระเทียมไปนั่งแกะที่โต๊ะ จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางก็ตามมานั่งและช่วยแกะอย่างตั้งใจ พวกเขาเรียนรู้การใช้ชีวิตกับคนตระกูลลู่อย่างตั้งใจ เมื่อเช้าพวกเขาได้ช่วยปั้นเม็ดยาลูกกลอนก็เพลิดเพลินดี ตอนนี้พวกนางเริ่มพูดคุยเป็นกันเองมากขึ้น พวกเขาจึงรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ทุกคนที่นี่พูดคุยให้ความเป็นกันเองแม้แต่กับบ่าวในจวน ไม่ถือยศถืออย่างแบ่งชนชั้นอย่างที่พวกเขาเคยเห็น สร้างความแปลกใจให้กับพวกเขาอยู่ไม่น้อย “แกะเสร็จแล้วก็โขลกให้แหลกอย่าละเอียดมากนัก” ลู่เสียนยกครกออกมาให้พร้อมอธิบายว่าให้ทำอย่างไร “เดี๋ยวข้าทำเอง” จื้อตงหยางอาสาเป็นคนตำกระเทียม “เอามือปิดไว้แบบนี้เจ้าคะกระเทียมจะได้ไม่กระเด็นออกไป” นางรีบทำตัวอย่างให้เขาดู “ได้” จังหวะที่จื้อตงหยางก้มหน้าลงมาเป็นจังหวะที่ลู่ฟางเงยหน้าไปมองเขาพอดี จุ๊บ! ปากของทั้งสองสัมผัสกันอย่างพอดิบพอดี แต่แทนที่นางจะเขินอายกลับทำสิ่งที่ตรงกันข้าม นั่นคือจุ๊บมาที่ริมฝีปากเขารัว ๆ “จุ๊บ ๆ ๆ ข้าทำโทษที่พระองค์มาจุ๊บหม่อมฉันก่อน” เขามองนางอย่างงุนงง นี่คือวิธีการทำโทษของนางหรือ ถ้าเช่นเขาจะต้องทำบ่อย ๆ นางจะได้ลงโทษเขา เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาก็ยิ้มกริ่มอย่างพอใจ ลู่ฟางแอบยิ้มมุมปากกับแผนเกี้ยวบุรุษที่พี่หญิงใหญ่สอนนางมา เมื่อคืนลู่เสียนได้ถามลู่ฟางและลู่เซียนถึงความรู้สึกที่มีต่อพวกเขาสองคน ซึ่งพวกนางก็ตอบไปตามความจริงว่า คราแรกยอมรับว่าไม่ชอบแต่เมื่อเห็นพวกเขาแสดงความจริงใจ ก็เปลี่ยนใจอยากเป็นฝ่ายมัดใจพวกเขาเสียเอง ลู่เสียนได้ฟังเช่นนั้นก็เลยแนะนำวิธี เดินหน้าเกี้ยวพาบุรุษอย่างมีชั้นเชิง ให้พวกเขาตกหลุมรักโดยไม่รู้ตัว บุตรสาวตระกูลลู่ต้องมีความมั่นใจ “เบื่อคนไร้ยางอายแถวนี้ ประเจิดประเจ้อ!” จื้ออี้เฉิงเอ่ยเหน็บผู้เป็นพี่ชายกับลู่ฟางอย่างหมั่นไส้ ลู่เซียนได้ยินก็อมยิ้มก่อนจะเรียกเขาเสียงดัง “องค์ชาย!” เขาตกใจรีบหันไปมองนาง แต่แล้ว จุ๊บ! พอเขาหันมาก็เจอแก้มนางของนางที่หันมาพอดี ใบหน้าเขาแดงระเรื่อขึ้นมาทันที รู้สึกเขินอายอย่างบอกไม่ถูก นี่นางเป็นฝ่ายมายั่วยวนเขาเองหมายความว่าอย่างไร นางก็มีใจให้เขาใช่หรือไม่? พอคิดมาถึงตรงนี้ใจเขาก็พองโตขึ้นมาอย่างดีใจและมีความหวัง ก่อนจะหันไปยิ้มกับดินฟ้าอากาศแก้เขิน “เจ้าก็ไร้ยางอายไม่ต่างจากข้าทำเป็นมาพูดดี” จื้อตงหยางได้ทีเอ่ยเหน็บแนมน้องชายขึ้นมาทันที “คะ…คือนาง” “กระเทียมตำเสร็จหรือยังน้ำมันร้อนแล้ว” เสียงลู่เสียนตะโกนออกมา ลู่ฟางได้ยินเช่นนั้นก็รีบวิ่งไปเอาถ้วยและช้อนมาตักกระเทียมออกจากครก จากนัันก็กลับมาบอกให้เขารีบโขลกเพิ่ม ลู่เสียนให้บ่าวผู้ชายสามคนช่วยกันสับหมู เพื่อทำหมูสับและนำไปห่อเกี๊ยว ลู่เสียนยืนเจียวกระเทียมอย่างตั้งใจ ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็น เหว่ยอ๋อง รัชทายาท ท่านกุนซือเจียวลู่ ท่านแม่ทัพฉือที่เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งมาหมาด ๆ และองครักษ์จางไห่ นางยกยิ้มขึ้นมาพลางนึกในใจ ตระกูลลู่ช่างครึกครื้นดีจริง ๆ เหว่ยอ๋องพอมาถึงก็ตรงมาสวมกอดลู่เสียนจากทางด้านหลัง ก่อนจะหอมแก้มนางอย่างรักใคร่ จากนั้นก็ได้วางคางลงบนไหล่ของนาง โดยไม่สนใจสายผู้ใดเหมือนกับว่าตรงนี้มีเพียงเขาและนางสองคน จากนั้นก็มองสิ่งที่นางทำอย่างสนใจ “นี่คือสิ่งใดหอมมาก?” “กระเทียมเจียวเพคะ วันนี้หม่อมฉันทำก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น บะหมี่และยังมีเกี๊ยวน้ำด้วย รับรองอร่อยแน่นอนเพคะ” “ลูกเขยกลับมาแล้ว ดี ๆ ข้าได้เตรียมสุราชั้นดีไว้ให้ดื่มเย็นนี้ด้วยนะ” เสียงลู่เฉิงที่เดินเข้ามาในครัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นลูกเขยช่วยกันหยิบจับทำงานในครัวอย่างขะมักเขม้นก็ยกยิ้มอย่างพอใจ ลู่เสียนพอได้ยินว่าเตรียมสุราไว้รอก็ชะงักทันที เอาอีกแล้วพ่อตาจอมวางแผน กลัวไม่ได้ลูกเขยจนตัวสั่นเฮ้อ! เมื่อรับอาหารเที่ยงกันจนอิ่มหน่ำสำราญ จากนั้นทุกคนก็พากันย้ายจากห้องกินข้าว มานั่งกันที่ห้องโถงใหญ่ จากนั้นบ่าวก็ยกกาน้ำชา ขนม และผลไม้มาตั้งโต๊ะ เมื่อทุกคนมานั่งกันจนครบเหว่ยอ๋องก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พรุ่งนี้จะเป็นวันประหารชีวิตตระกูลฟู่และตระกูลกู้ หน่วยสอดแนมส่งข่าวมาบอกว่า อาจจะมีการบุกชิงตัวนักโทษ เพราะน้องชายของเสนากู้แยกตัวไปตั้งพรรคเมฆาทมิฬร่วมกับลัทธิมาร คาดว่าเขาต้องพาสุดยอดฝีมือมามากมายเป็นแน่ เพราะฉะนั้นพวกเราต้องวางแผนรับมือกันให้ดี” “บุกชิงตัวนักโทษ!” ทุกคนเอ่ยขึ้นมาอย่างตกใจ “เป็นเพียงการคาดเดาแต่เราก็จะประมาทไม่ได้ ข้ากลัวว่านอกจากบุกชิงตัวนักโทษแล้ว อาจบุกมาจัดการคนจวนตระกูลลู่เพื่อความสะใจ หรือไม่ก็อาจจะไปทำลายกิจการของตระกูลลู่ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เมื่อพวกเขาไม่มีอะไรจะเสีย” เจียวลู่เอ่ยวิเคราะห์ “บุกมาจัดการคนตระกูลลู่!” คราวนี้ทุกคนตกใจหนักกว่าเดิม นึกว่าทุกอย่างจะจบและพบกับสุขสงบแล้วเสียอีก ยังมีเรื่องน่ากลัวแบบนี้อีกหรือนี่ ลู่เสียนกำหมัดแน่นมองไปที่ลู่หลินด้วยสายตาแข็งกร้าว “ท่านอ๋อง รัชทายาท องค์ชาย ท่านกุนซือ ท่านแม่ทัพ ครั้งนี้ตระกูลลู่คงต้องรบกวนแล้ว บุญคุณครั้งนี้ตระกูลลู่จะจดจำให้ขึ้นใจ” “อย่าถือเป็นบุญคุณพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันย่อมต้องช่วยเหลือกัน คุณหนูใหญ่อย่าได้คิดมาก พูดถึงแผนรับมือมาได้เลย” เจียวลู่เอ่ยขึ้นมาทุกคนจึงพยักยืนยันอีกแรง จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางแม้จะไม่รู้เรื่องราวมากนัก แต่พอจะจับต้นชนปลายออกอยู่บ้าง พวกเขาก็พร้อมเต็มใจช่วยเหลืออย่างเต็มที่เช่นกัน “กิจการตระกูลลู่มีมากมาย เจ้าอยากให้คนไปคุ้มกันที่ใดบ้าง?” เหว่ยอ๋องถามขึ้น ลู่เสียนครุ่นคิดก่อนจะตอบออกไป “โรงจำนำ โรงรับฝากเงิน ร้านเครื่องประดับ โกดังสินค้าตระกูลลู่ และจวนหลังนี้เพคะ วันพรุ่งนี้หม่อมฉันจะให้ทุกคนไปซ่อนตัวยังห้องลับ จนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยถึงค่อยให้พวกเขาออกมาเพคะ ส่วนหม่อมฉันและลู่หลินจะไปรอพวกเขายังลานประหารเพคะ” รัชทายาทเมื่อได้ยินว่าลู่หลินจะไปยังลานประหารกับลู่เสียนก็ตกใจรู้สึกเป็นห่วงนางขึ้นมา เขาได้ยินว่าคุณหนูใหญ่มีวรยุทธและจัดการคนได้เป็นร้อย แต่กับลู่หลินนางเพียงบอกว่าเป็นวรยุทธ แต่เขาและคนอื่น ๆ ยังไม่เคยเห็นกับตาตัวเองเลย ลู่หลินเห็นสีหน้ากังวลของเขา ก็รีบจับมือเขามากุมแล้วบีบเบาๆ “ไม่ต้องกังวลนะเพคะ หม่อมฉันนะเป็นรองเพียงแค่พี่ใหญ่นิดหน่อย แต่ว่ารับรองสู้ได้สบายมากเพคะ” ถึงแม้นางจะยืนยันเช่นนี้ ตัวเขาก็ไม่สบายใจอยู่ดี ลู่เสียนจึงรีบยืนยันอีกแรง “รัชทายาทเตรียมเข้าหอได้เลยเพคะนางไม่เป็นอะไรแน่นอน” พอนางเอ่ยจบทุกคนก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ สององค์ชายที่เพิ่งพบเจอบรรยากาศแบบนี้ ก็นึกโทษตนเองว่า พวกเขาไปอยู่ไหนมาน่าจะรู้จักพวกเขาให้เร็วกว่านี้ “ส่วนท่านองครักษ์จางไห่ ก็ต้องปลอดภัยเพราะคุณหนูห้าเตรียมเปิดประตูเรือนไว้ต้อนรับ” คราวนี้จางไห่กับลู่เจียวหันมามองหน้ากัน ก่อนจะเขินอายจนทำตัวไม่ถูก “เอาเป็นว่าทุกคนต้องปลอดภัยเพราะคหบดีลู่เฉิงได้เตรียมสุราพิเศษเอาไว้รอแล้ว หากทุกคนอยากดื่มสุราก็ต้องรอดชีวิตกลับมา เพราะศึกอย่างอื่นมารออยู่ถึงหน้าประตูเรือน” ลู่เฉิงได้ยินก็หัวเราะออกมาดังลั่น เมื่อถูกลู่เสียนจับได้อีกครั้ง กับแผนวางยาปลุกกำหนัดลูกเขย เจ้าลูกคนนี้รู้ทันข้าไปซะทุกที ทุกคนต่างหัวเราะออกมาอย่างชอบใจยกเว้นสององค์ชายเพราะไม่เข้าใจเรื่องราวเมื่อกลับมาถึงจวนลู่เสียนและลู่หลินก็อาสาทำอาหารเอง เพราะนึกอยากกินก๋วยเตี๋ยว เหว่ยอ๋องและรัชทายาทไม่ได้กลับมาด้วยเพราะต้องอยู่พูดคุยเรื่องงานกันต่อที่ห้องทรงอักษร ลู่เสียนและลู่หลินจึงได้แวะตลาดก่อนเพื่อที่จะซื้อกระดูกหมู เนื้อหมู หัวไชเท้าและผัก ยามนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ลู่เสียนจึงคิดว่าทำเผื่อมื้อเย็นไปด้วยเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา“พี่หญิงมีอะไรให้ข้าช่วยบ้างเจ้าคะ?” ลู่ฟางและลู่เซียนเดินเข้ามาถาม เพราะได้ยินว่าลู่เสียนและลู่หลินจะทำอาหารเอง ด้านหลังตามมาด้วยสององค์ชาย ที่ทำตัวคล้ายหมาน้อยติดตามเจ้านายอย่างน่าเอ็นดู“เอากระเทียมไปแกะ”“เจ้าค่ะ”“พี่หญิงนางร้ายอันสองมารายงานตัวเจ้าค่ะ” เสียงลู่อันดังมาแต่ไกล“ข้านางร้ายอันดับสามก็มารายงานตัวเช่นกันเจ้าค่ะ” ลู่เสียนขำออกมากับท่าทางของพวกนาง “เช่นนั้นนางร้ายอันดับสองและอันดับสามไปนวดแป้ง เดี๋ยวข้าจะสอนทำบะหมี่ ลู่หลินเจ้าจะทำเส้นอย่างอื่นด้วยหรือไม่?”“ทำเส้นใหญ่เจ้าค่ะง่ายดี แล้วก็จะห่อเกี๊ยวด้วยเจ้าค่ะ”“ทำเยอะ ๆ ไปเลยเผื่อมื้อเย็นไปเลยทีเดียว อ้าวลู่เจียวเจ้ามาพอดีเจ้าเอาผักไปล้าง”“เจ้าค่ะ”ลู่เฉิงยืนเอามือไพล่หลังมองภาพที่บรร
ยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา







