Masuk“หากคิดจะอยู่ต่อ ก็ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และรักใคร่ปรองดอง กิจการร้านค้าต้องการคนดูแลอย่างจริงจัง ทุกคนต้องเริ่มทำงาน ทำไม่เป็นก็ต้องเรียนรู้ ข้าเชื่อว่าต้องทำได้หากมีความตั้งใจจริง”
“แต่ถ้าหากอยู่ต่อแล้วยังแว้งกัดข้าไม่เลิก ข้าไม่คิดจะเลี้ยงงูเห่าเอาไว้อย่างแน่นอน” เมื่อนางเอ่ยจบ ลู่อันก็ก้าวออกไปคุกเข่าต่อหน้าลู่เสียนด้วยท่าทีจริงจัง “พี่หญิงใหญ่ ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าพร้อมจะเป็นนางร้ายอันดับสองเจ้าค่ะ” ลู่อันเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ามุ่งมั่นจริงจัง “พี่หญิงใหญ่ข้าก็พร้อม จะเป็นนางร้ายอันดับที่สามแล้วเจ้าค่ะ” ลู่เจินก้าวเข้ามาคุกเข่า แล้วเอ่ยอย่างมุ่งมั่นตั้งใจเช่นเดียวกัน “พี่หญิงใหญ่หากท่านให้โอกาสข้า ข้าจะตั้งใจเรียนรู้งานและทำมันให้ดีเจ้าค่ะ และข้าจะไม่ใส่ใจหากใครจะมองว่าข้า เป็นคุณหนูตัวร้ายอันดับที่สี่เจ้าค่ะ” คุณหนูสี่ลู่หลินก้าวเข้ามาคุกเข่าด้วยเช่นกัน จากนั้นคุณหนูหกและคุณหนูเจ็ด ก็ก้าวเข้ามาคุกเข่าด้วยเช่นกัน “พี่หญิงใหญ่ข้าทั้งสองคนก็จะตั้งใจเรียนรู้งานเจ้าค่ะ โปรดให้โอกาสให้ข้าทั้งสองคนด้วยเจ้าค่ะ” ลู่เสียนมองทุกคนด้วยสีหน้าพอใจ ฮูหยินรองและคุณหนูห้าที่นั่งตัวลีบเล็ก เพราะไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด ตัดสินคุกเข่าลงด้วยเช่นกัน “คุณหนูใหญ่ ข้ารู้ว่าข้าทำผิดต่อท่านอย่างที่ไม่น่าให้อภัย แต่ข้ากับนางก็สำนึกผิดแล้ว หวังว่าคุณหนูใหญ่จะให้โอกาสสักครั้ง” เมื่อนางเอ่ยจบ บรรยากาศก็เหมือนจะตกอยู่ในความเงียบ ลู่เสียนถอนใจออกมา ได้นางจะให้อภัยแต่ว่า นางไม่มีทางเชื่อใจพวกนางได้อีกแล้ว “ได้ข้าจะให้โอกาส แต่ว่าทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ เบี้ยหวัดจะต้องถูกตัดลงครึ่งหนึ่ง ห้องกราบไหว้บรรพชน ท่านและนางต้องเป็นคนทำความสะอาด จากนั้นคัดตำราจริยธรรมวันละ10บท เป็นเวลา3เดือน” “ขอบคุณคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ” “ขอบคุณพี่หญิงเจ้าค่ะ” ฮูหยินรองและคุณหนูห้าร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ดีมากแล้วจริง ๆ ลู่เฉิงมองพวกนางด้วยสายตาเย็นชา ก็ได้แต่หวังว่าพวกนางจะสำนึกได้จริง ๆ หากเป็นเขาคงทำโทษไปเลยหนึ่งปี “เอาละเรื่องตึงเครียดก็ได้จบลงแล้ว นางร้ายเช่นข้าไม่มีเวลามาร้ายทั้งวัน เพราะฉะนั้นวันนี้ถือว่าเป็นฤกษ์ดี พี่น้องเข้าใจกันแล้ว และตระกูลลู่ได้ต้อนรับลูกเขย ข้าจึงคิดว่าเราควรจะฉลองเสียหน่อย ทุกคนคิดว่าอย่างไร?” ลู่เฉิงเมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ก็กระดี๊กระด๊ารีบยืนขึ้นแล้วเอ่ยออกมา “ในเมื่อพี่น้องกลับมารักใคร่ปรองดอง คนเป็นพ่อเช่นข้าก็ดีใจไม่น้อย ต้องขออภัยท่านอ๋อง ท่านกุนซือและรองแม่ทัพ ที่ต้องมารับรู้เรื่องภายในจวน แต่ที่ให้พวกท่านมานั่งฟังด้วยก็เพราะพวกท่านจะมาเป็นคนในครอบครัว” “ท่านพ่ออย่าได้เกรงใจ” เหว่ยอ๋องเอ่ยตอบออกไป ลู่เฉิงจึงฉีกยิ้มออกมาเต็มใบหน้าอย่างพอใจ “ถ้าเช่นนั้นพวกเราออกไปข้างนอกกันเถิด งานเลี้ยงพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ” “ทุกคนออกไปกันก่อน ยกเว้นท่านอ๋อง ท่านกุนซือและท่านรองแม่ทัพ ข้ามีเรื่องจะพูดด้วยสักนิด” ทุกคนเมื่อได้ยินลู่เสียนเอ่ยเช่นนั้นก็พากันเดินออกไป ลู่เสียนคิดว่าต้องพูดคุยกันให้เข้าใจ นางรู้ว่าพวกเขาเป็นฉลาด ย่อมต้องมองเจตนาของนางออกอย่างแน่นอน “ท่านอ๋อง ท่านกุนซือ ท่านรองแม่ทัพ วันนี้ข้าอยากเปิดใจ เพราะข้าเป็นคุณหนูตระกูลพ่อค้า แน่นอนว่าการหมั้นหมายในครั้งนี้ จึงมีผลประโยชน์เข้ามาร่วมด้วย ข้าขอยอมรับตามตรงว่า ข้าต้องการพึ่งบารมีของพวกท่าน รู้เช่นนี้แล้วพวกท่านคิดเห็นเช่นไรเจ้าคะ?” พวกเขามองนางอย่างพิจารณา แม้ว่าพวกเขาจะไม่ชอบวิธีการ แต่พวกเขาก็พอจะเข้าใจว่า นางจำเป็นต้องใช้วิธีนี้ หากพวกเขาอยู่ในสถานการณ์เดียวกับนาง ก็ต้องทำเช่นนี้เช่นเดียวกัน ตระกูลลู่มีแต่สตรีย่อมต้องการบุรุษเข้ามาช่วยปกป้อง “สมกับเป็นนางร้ายอันดับหนึ่ง กล้าทำกล้ารับข้าขอนับถือ ข้ารู้เจตนาของคุณหนูใหญ่ตั้งแต่แรกแล้ว แต่ก็พร้อมจะเข้ามาอยู่ในแผนของท่าน เพราะอยากช่วยเหลือและอีกอย่างข้าชื่นชอบลู่อันจากใจจริง” เจียวลู่เอ่ยตอบออกมา รองแม่ทัพฉือก็พยักหน้าเห็นด้วย เพราะเขาก็คิดเช่นเดียวกัน เหว่ยอ๋องเดินมาแล้วดึงนางเข้าไปกอด “อย่าได้กังวลไม่มีใครตำหนิเจ้า ทุกคนอยากมาช่วยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” ลู่เสียนกอดเขาแน่น รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เกิดเป็นสตรีถึงแม้จะเก่งสักเพียงใด ภายในใจลึก ๆ ก็ยังต้องการคนมาปกป้องดูแล และเขาก็คือคนผู้นั้น เมื่อพวกเขาก้าวออกมาจากห้องโถง นักเล่นดนตรีก็เริ่มบรรเลงเพลง จากนั้นแขกเหรื่อก็ก้าวเข้ามาในจวน ลู่เสียนหันไปมองบิดาอย่างแปลกใจ ไม่มีหัวทางการค้า แต่ถนัดเรื่องจัดงานรื่นเริงสินะ คหบดีลู่เฉิง ตระกูลฉือก้าวเข้ามาเป็นคนแรก ตามมาด้วยตระกูลเจียว จากนั้นก็มีบุคคลที่ทุกคนไม่คาดคิดว่าจะมาร่วมงานนั้นก็คือฮ่องเต้ ที่ก้าวเข้ามาอย่างอารมณ์ดี “ลู่เฉิงข้ามาเปิดงานให้เจ้าฮ่า ๆ” “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” “ทุกคนตามสบาย ออกมาข้างนอกเช่นนี้ ข้าก็อยากทำตัวสบาย ๆ ดูบ้าง หวังว่าทุกคนจะไม่ถือสา” “มิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ” จากนั้นบรรยากาศก็เป็นไปอย่างสนุกสนานและผ่อนคลาย อาหารถูกยกออกมาตั้งตามโต๊ะพร้อมทั้งสุราชั้นดี เมื่อมีสุรามาร่วมด้วยจากเสียงพูดคุยกันเบา ๆ ก็เริ่มจะดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามความแรงของสุรา “ลูกสะใภ้สหายของเจ้าเขียนตำราเล่มใหม่หรือยัง?” ลู่เสียนครุ่นคิดว่าเขาหมายถึงอะไร ก่อนจะระบายยิ้มออกมา “ฝ่าบาทสหายของหม่อมฉันยุ่งมากเลยเพคะ แต่ว่าหม่อมฉันจะบอกให้เขารีบเขียนตำราเล่มใหม่ให้นะเพคะ” แม่ทัพฉือพอได้ยินคำว่าตำรา ก็เกิดความสนใจขึ้นมา เพราะเขาเป็นคนชอบอ่านตำราเป็นชีวิตจิตใจ ยามวางจะหยิบขึ้นมาอ่านเสมอ “คุณหนูใหญ่ตำราอะไรหรือข้าอยากได้สักเล่ม” ฮ่องเต้ตกใจ เขาอุตส่าห์คิดคำมาเลี่ยง โดยที่ไม่เอ่ยออกไปตรง ๆ เจ้าลูกเต่าหน้าเหม็นยังสนใจอยากได้ ฮ่องเต้หันมองรองแม่ทัพฉือ ให้ช่วยแก้ไขสถานการณ์ “ท่านพ่อตำรานี้เกี่ยวกับการปกครองแคว้น ท่านจะอ่านได้อย่างไร?” แม่ทัพฉือได้ยินก็ตกใจไม่คาดคิดว่า จะเป็นตำราที่สำคัญมากขนาดนี้ “ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ได้มีเจตนา” ฮ่องเต้รีบยกมือบอกว่าไม่เป็นไร เพราะไม่อยากทำลายบรรยากาศงานรื่นเริง “อีกไม่กี่วันจะมีคณะทูตมาเยือน การมาในครั้งนี้ แต่ละแคว้นจะอวดอ้างว่าแคว้นตน มีสตรีที่เก่งกาจมีความสามารถดั่งบุรุษ ซึ่งข้าจะให้เจ้าเข้าร่วมด้วย คุณหนูใหญ่” ลู่เสียนได้ยินก็แอบถอนใจด้วยความหนักใจ ลำพังดูแลกิจการของครอบครัวก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ยังต้องให้นางมาช่วยงานระดับแคว้นอีกเฮ้อ! แค่นึกก็เหนื่อยไว้รอแล้วเมื่อกลับมาถึงจวนลู่เสียนและลู่หลินก็อาสาทำอาหารเอง เพราะนึกอยากกินก๋วยเตี๋ยว เหว่ยอ๋องและรัชทายาทไม่ได้กลับมาด้วยเพราะต้องอยู่พูดคุยเรื่องงานกันต่อที่ห้องทรงอักษร ลู่เสียนและลู่หลินจึงได้แวะตลาดก่อนเพื่อที่จะซื้อกระดูกหมู เนื้อหมู หัวไชเท้าและผัก ยามนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ลู่เสียนจึงคิดว่าทำเผื่อมื้อเย็นไปด้วยเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา“พี่หญิงมีอะไรให้ข้าช่วยบ้างเจ้าคะ?” ลู่ฟางและลู่เซียนเดินเข้ามาถาม เพราะได้ยินว่าลู่เสียนและลู่หลินจะทำอาหารเอง ด้านหลังตามมาด้วยสององค์ชาย ที่ทำตัวคล้ายหมาน้อยติดตามเจ้านายอย่างน่าเอ็นดู“เอากระเทียมไปแกะ”“เจ้าค่ะ”“พี่หญิงนางร้ายอันสองมารายงานตัวเจ้าค่ะ” เสียงลู่อันดังมาแต่ไกล“ข้านางร้ายอันดับสามก็มารายงานตัวเช่นกันเจ้าค่ะ” ลู่เสียนขำออกมากับท่าทางของพวกนาง “เช่นนั้นนางร้ายอันดับสองและอันดับสามไปนวดแป้ง เดี๋ยวข้าจะสอนทำบะหมี่ ลู่หลินเจ้าจะทำเส้นอย่างอื่นด้วยหรือไม่?”“ทำเส้นใหญ่เจ้าค่ะง่ายดี แล้วก็จะห่อเกี๊ยวด้วยเจ้าค่ะ”“ทำเยอะ ๆ ไปเลยเผื่อมื้อเย็นไปเลยทีเดียว อ้าวลู่เจียวเจ้ามาพอดีเจ้าเอาผักไปล้าง”“เจ้าค่ะ”ลู่เฉิงยืนเอามือไพล่หลังมองภาพที่บรร
ยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา







