Masukตำหนักอวี้เหยา วังหลวงแคว้นคุนหลัน
องค์ชายทอดสายตามองดูดอกไม้ผลิบานกลางสวน รอยยิ้มบางปรากฏยามนึกถึงวันแรกที่ได้เจอคนผู้นั้น บทสนาเรียบง่ายแต่กลับสัมผัสได้ถึงความจริงใจของคนตรงหน้า
“ท่านเป็นผู้ใดหรือ” น้ำเสียงสดใสเอ่ยถามด้วยความอยากรู้เพราะไม่เคยเห็นหน้าเถียนซีเย่มาก่อน
“ข้าน่ะหรือ…” เขาเอียงคอเล็กน้อย สบตากับเจ้าของดวงตาสีอำพันที่เปล่งประกายเหมือนดวงจันทร์ยามค่ำคืนแล้วตอบนางว่า “หากเจ้าคือองค์หญิงเถียนเหม่ยหลิน เช่นนั้นข้าก็คงเป็นเสด็จอาของเจ้า”
เวลานั้น พระธิดาของฮ่องเต้อายุเพียงสี่ชันษา เพิ่งเคยออกมาเที่ยวเล่นนอกตำหนักพระมารดาไกลถึงเพียงนี้เพราะวิ่งตามผีเสื้อฝูงหนึ่งจนหลงทาง
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มมองหลานสาวแท้ ๆ ของตัวเองด้วยความงุนงงเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าวังหลวงแห่งนี้มีใครสักคนหนึ่งปฏิบัติกับเขาเหมือนคนทั่วไปเพราะแม้แต่ผู้เป็นมารดายังคิดว่าเขาคือปีศาจ
“เสด็จอา ดูนั่นสิ ผีเสื้อสวยหรือไม่” เด็กน้อยยังคงมองฝูงผีเสื้อหลากสีไม่อาจละสายตา ตื่นเต้นกับวสันตฤดูในปีนี้เป็นอย่างมาก “เสด็จอา… ชอบผีเสื้อหรือไม่เพคะ”
“ชอบสิ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลันได้ยินนางกำนัลพี่เลี้ยงเรียกหาองค์หญิงแสนซนกันขวักไขว่จึงบอกเด็กน้อยตรงหน้าว่า “เสด็จแม่ของเจ้าคงรออยู่ที่ตำหนัก หากอยากดูผีเสื้ออีก วันหลังข้าจะพาไปดูในสวนตรงโน้นดีหรือไม่”
“จริงหรือ...” นางยิ้มดีใจ สีหน้าระรื่นแล้วพยักหน้าโดยไม่ลังเล “เสด็จอา สัญญา…”
“สัญญา…” เขาอดไม่ได้ที่จะลูบเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนยาวสลวยของเถียนเหม่ยหลิน เอ็นดูความสดใสของนางจนรู้สึกว่าใบไม้ผลิปีนี้ไม่แย่เท่าใดนัก
ความทรงจำเก่า ๆ ทำให้เถียนซีเย่ยิ้มได้พลางคิดในใจ เช่นนั้นวสันตฤดูปีนี้เล่าจะเป็นอย่างไร ทุกอย่างที่ข้าคาดหวังจะเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่ พลางตวัดพู่กันเขียนจดหมายหนึ่งฉบับเพื่อส่งไปหาองค์หญิงที่เวลานี้ถูกซ่อนตัวอยู่ในดินแดนแสนห่างไกล
เสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้แต่เขากลับรู้ได้ว่าผู้ใดกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ รังสีแห่งความเกลียดชังยังมีอยู่เต็มเปี่ยมและเขาไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้เลย
“องค์ชายเก้าทรงทำสิ่งใดลงไป”
พระสนมโจวผู้เป็น พระมารดาขององค์หญิงเอ่ยถาม สีหน้าเต็มไปด้วยความระคนสงสัยว่าข่าวที่ได้รับมานั้นถูกต้องหรือไม่
“พระสนมตรัสเองมิใช่หรือว่ากระหม่อมอายุยี่สิบสี่ปีแล้ว ถึงวัยต้องอภิเษกกับสตรีสักคน”
รอยยิ้มมุมปากทำเอาคนตรงหน้าขนลุกชัน ในใจเดือดปุด ๆ จนไม่อาจอดกลั้นเอาไว้ได้
“แต่องค์ชายอภิเษกกับนางไม่ได้” พระสนมลั่นวาจา ไม่มีทางยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด
หลายปีก่อน นางอุตส่าห์ขอร้องให้ฮ่องเต้ส่งพระธิดาไปซ่อนให้พ้นหูพ้นตาคนเช่นเขาแต่ไม่คิดว่าองค์ชายสั่งให้มือสังหารหย่งชางตามหาพระธิดาอย่างลับ ๆ
“ทรงกังวลพระทัยถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” เขาส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “ก็แค่อภิเษกกับคนที่กระหม่อมรัก หาใช่เรื่องผิดแปลกอันใด”
“แต่นางเป็นพระภาติยะของพระองค์”
“แล้วอย่างไรเล่า” เถียนซีเย่คิดในใจว่าเป็นลูกสาวของพี่ชายร่วมมารดาแล้วอย่างไร
“ปีศาจ!” พระสนมหลุดคำพูดนี้ออกมาจนทำให้องค์ชายชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มกว้างไม่คิดถือสาแล้วพูดว่า “พระองค์อย่าทรงกังวลไปเลย ถึงอย่างไรกระหม่อมก็ไม่รู้ว่านางในดวงใจอยู่ที่ไหน ทรงเก็บซ่อนได้ดีถึงเพียงนั้นเชียวล่ะ แม้แต่หย่งชางยังหาไม่เจอ บางทีเสด็จพี่อาจจะส่งกระหม่อมกลับไปอยู่อารามอันจิ้งเช่นเดิมก็เป็นได้ พระสนมไม่ทรงคิดเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เขารู้ว่ายามนั้นใครเป็นตัวตั้งตัวตีส่งตัวเองไปกักบริเวณที่อารามอันจิ้งโดยอ้างว่าเพื่อศึกษาจริยธรรมจึงอุตส่าห์ทำตัวดีอย่างที่ใคร ๆ อยากให้เป็นก็แล้ว คราวนี้จึงคิดว่าสมควรได้รางวัลตอบแทนบ้างและสิ่งที่เขาต้องการหาใช่ทรัพย์สมบัติหรือบัลลังก์ ในใจปรารถนาเพียงนางหนึ่งเดียวที่ยิ้มให้เขาทุกคราที่พานพบ ทำให้เขารู้ว่าตนเองอยู่ในสายตาใครสักคน
“พระสนมเสด็จกลับไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ ประทับในตำหนักอวี้เหยานาน ๆ ไม่ทรงกลัวหรือว่ากระหม่อมจะคิดทำสิ่งต่ำช้ากับพระองค์” เขาพูดจบแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย นับว่าเป็นการไล่คู่สนทนาได้อย่างแยบยลเพราะพระสนมยิ่งรู้สึกรังเกียจคนตรงหน้ามากกว่าเดิม
คล้อยหลังสตรีผู้นั้น เถียนซีเย่พึมพำว่า “ไม่ว่าชีวิตก่อนหรือชาตินี้ พระสนมก็ยังกีดกันความรักของกระหม่อมเช่นเคย น่าเสียดายนักที่พระองค์จะไม่มีวันได้เห็นพระธิดาแสนงามสวมชุดเจ้าสาวเดินเข้าห้องหอกับกระหม่อมผู้นี้”
คืนนั้น
พระมารดาขององค์หญิงเถียนเหม่ยหลินรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล รู้สึกกังวลไปหมดพลางให้นางกำนัลนำสมุนไพรร้อนที่มักดื่มก่อนเข้านอนมาให้เพราะสุขภาพของนางในช่วงนี้ไม่ค่อยดีสักเท่าใดนัก พลันสายตาเหลือบเห็นกระดาษจดหมายวางอยู่บนโต๊ะจึงหยิบมาอ่าน
เพียงแค่เห็นคำขึ้นต้นที่เอ่ยเรียกนางว่าเป็นพระมารดาของว่าที่พระชายาก็เลือดขึ้นหน้าทันที ยิ่งอ่านข้อความที่เถียนซีเย่เขียนมาให้นางโดยเฉพาะยิ่งมือสั่นจนไม่อาจควบคุมความโกรธได้
นั่นเป็นเพราะเขารู้แล้วว่าเถียนเหม่ยหลินซ่อนตัวอยู่ในอารามชีไป๋เหลียน เถียนซีเย่รู้มานานมากแล้วแต่เก็บเอาไว้เป็นความลับมาโดยตลอด ตบตานางและทำเหมือนบิดามารดาขององค์หญิงโง่เง่าที่ไม่รู้เรื่องอันใดเลย
บรรทัดหนึ่งในจดหมายฉบับนั้นเขียนไว้ละเอียดราวกับต้องการเน้นย้ำว่าไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางความสุขของเขาได้
เถียนเหม่ยหลินผู้เป็นดั่งบุปผาผลิบานในใจของกระหม่อม ดวงเนตรสีอำพันของนางช่างบริสุทธิ์ราวกับดวงจันทร์ทอประกายยามค่ำคืน พระเกศาสีน้ำตาลอ่อนที่กระหม่อมเคยถักเปียให้ยาวสลวย นุ่มเหมือนแพรไหมต่อให้ห่างหายกันนานนับปียังคงจดจำสัมผัสนั้นได้ ไม่มีทางลืมเลือน
กระหม่อมอยากรู้นักว่ายามนี้นางเติบโตมากถึงเพียงไหนแล้วแต่กลับต้องอดทนบ่มเพาะและทะนุถนอมให้สมกับการรอคอยที่วันหนึ่งข้างหน้า บุปผาดอกนี้จะงดงามสมกับเป็นพระชายาของกระหม่อม นางคือผู้ที่จะอยู่เคียงข้างบัลลังก์คุนหลันด้วยกัน
พระมารดาขององค์หญิงเถียนเหม่ยหลินป้องปากรู้สึกพะอืดพะอมขยะแขยง ไม่อยากเชื่อว่าความคิดของเขาไม่มีเปลี่ยนราวกับส่งเขาไปอบรมกักตนในอารามอันจิ้งเป็นการกดดันทำให้อีกฝ่ายเก็บกดจนทุกอย่างเลวร้ายลงกว่าเดิม
กระหม่อมคิดถึงพระฉวีผุดผ่องของนาง อยากลองสัมผัส ลูบไล้ให้สมกับการรอคอยเนิ่นนาน พลันเห็นประโยคที่ทำให้ใจสั่นสะท้าน กระหม่อมจะดูแลนางเป็นอย่างดีเพราะถึงอย่างไรนับตั้งแต่นี้ไป เถียนเหม่ยหลินจะมีเพียงกระหม่อมคนเดียว
“หมายความว่าอย่างไรกัน เหตุใด…” จู่ ๆ พระสนมรู้สึกราวกับว่าหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าและร่างกาย ลมหายใจขาดห้วงจนเวียนหน้าตาลาย มือสองข้างพยายามคว้าสิ่งยึดเหนี่ยวแต่แทบไร้เรี่ยวแรงจนทรุดตัวลงกับพื้น
“ไม่นะ… ไม่…” นางพึมพำไม่มีเสียง พยายามเรียกให้ใครสักคนมาช่วยพลางนึกถึงประโยคสุดท้ายของจดหมาย
อย่าทรงถือโทษโกรธกระหม่อมเลย อุตส่าห์ให้โอกาสตัดสินพระทัยถึงสองครั้งสองคราแต่พระสนมยังคงดึงดันกีดกันกระหม่อมกับนางเช่นเดิม หลับให้สบายเสียเถิด หากไม่มีพระสนมสักคน เหม่ยหลินของกระหม่อมก็ไม่อาลัยอาวรณ์นักหรอกเพราะนางคิดว่าพระมารดาทอดทิ้งให้ทนทรมานอยู่ในอารามชีแห่งนั้นต่างหาก
ไม่จริง ข้าไม่ได้ทิ้งนาง... ผู้เป็นมารดาทำได้แค่เพียงคิดในใจเพราะรู้ตัวแล้วว่าสมุนไพรที่ดื่มในวันนี้มีสิ่งใดแปลกไป เถียนซีเย่วางแผนเอาไว้ทั้งหมดเพื่อทำให้เถียนเหม่ยหลินกลายเป็นดอกไม้ในกำมือของตัวเอง
แม้ดิ้นรนอยากเอาตัวรอดจากการวางยาพิษครั้งนี้แต่ทำได้ยากเหลือเกิน น้ำตาของผู้เป็นมารดารินไหลอยากขอโทษบุตรสาวสักครั้งที่ไม่อาจปกป้องนางได้อีกแล้ว
ไม่นานนัก หย่งชางผู้หนึ่งเข้ามาพบเจ้านายพร้อมความคืบหน้า “พระสนมสิ้นพระชนม์แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่างนั้นหรือ” เขาพยักหน้ารับรู้สิ่งที่ควรต้องเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทั้งที่ในใจคาดหวังว่าครานี้พระมารดาของนางจะอนุญาตเสียอีก
อย่างน้อยจะได้เห็นว่าเถียนเหม่ยหลินในชุดเจ้าสาวสีแดงนั้นงดงามเพียงใด ก่อนที่จะหงุดหงิดไม่น้อยเพราะนึกถึงเรื่องบางอย่างแล้วถามลูกน้อง
“สวีอันอวี่ตายแล้วใช่หรือไม่”
มือสังหารหย่งชางเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจ้านายถึงถามในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลเพราะคนที่ลงมือฆ่าบุตรชายของผู้นำองค์กรมือสังหารซิ่วหมินก็คือตัวเขาเองแท้ ๆ
“สวีอันอวี่ตายไปนานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ชายฉกรรจ์ตอบไปตามความจริง ยืนยันให้เจ้านายมั่นใจเพราะเวลานั้นเขาอยู่ที่นั่นด้วยพลันนึกไม่ออกเลยว่าทำไมคนตรงหน้าถึงได้กลัวเด็กน้อยเก้าขวบนัก
ตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน องค์ชายเก้าสั่งให้หย่งชางตามหาเด็กที่ชื่อว่าสวีอันอวี่เพื่อสังหาร ในฐานะเงาจึงทำตามโดยไม่คิดถามไถ่หาเหตุผล ทุกคนแยกย้ายกันสืบเสาะว่าสวีอันอวี่ซ่อนตัวอยู่ใด ใช้ชีวิตเป็นผู้ใดแล้วกำจัดจนหมดสิ้น
สวีอันอวี่ บุตรชายหัวหน้ามือสังหารซิ่วหมิน
สวีอันอวี่ บุตรชายขุนนางสกุลสวีแคว้นคุนหลัน
สวีอันอวี่ น้องชายของบัณฑิตสกุลสวีแห่งเทียนชาง
สวีอันอวี่ บุตรชายคนเล็กหัวหน้ามือสังหารหงเฟิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นสวีอันอวี่คนใด ไม่มีใครรอดชีวิตอีกต่อไปแล้ว
เถียนซีเย่ถอนหายใจเมื่อรับรู้ว่าสิ่งที่เขากังวลจะไม่เกิดขึ้นอีกครั้งเพราะครานี้สวีอันอวี่จะไม่มีวันหันปลายกระบี่สังหารเขาและเถียนเหม่ยหลินได้อีก
“องค์ชายจะเสด็จไปที่อารามไป๋เหลียนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เจ้าตัวเอ่ยถามเผื่อว่าครั้งนี้คำสั่งจะเปลี่ยนไปเพราะได้รับรายงานมาว่าองค์หญิงถูกคนในอารามชีกลั่นแกล้งทุกเมื่อเชื่อวันและเขายังทำราวกับว่าพระมารดาขององค์หญิงตั้งใจทอดทิ้งบุตรสาวเพียงคนเดียวอย่างไม่ไยดี
เถียนซีเย่ยิ้มมุมปากนับเวลาอยู่ในใจแล้วพูดว่า “ถึงเวลาแล้วสินะ” ก่อนจะสั่งให้หย่งชางเตรียมตัวอย่างลับ ๆ โดยไม่ให้ฮ่องเต้ล่วงรู้ว่าเขาคิดทำสิ่งใด
ครั้นได้อยู่เพียงลำพังก็ยิ้มกว้างมองจดหมายเขียนด้วยลายมือที่ส่งมาจากเถียนเหม่ยหลิน
เสด็จอา เหตุใดจึงไม่มีใครรักหม่อมฉันเลย เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ทิ้งหม่อมฉันไปจริง ๆ หรือเพคะ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว เสด็จอาจะเป็นอย่างพวกเขาหรือไม่
“เหม่ยหลิน อดทนอีกสักนิดเถิด เจ้าต้องลำบากเสียบ้างจึงจะรู้รสชาติของการถูกทิ้งอย่างไรเล่า เห็นหรือไม่ว่าผู้คนต่างรังแก ทำร้ายเจ้าจนเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ มีเพียงข้าเท่านั้นที่เป็นห่วงเจ้าเสมอ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว จงอยู่ในความสิ้นหวัง มองข้าเป็นเพียงแสงสว่างหนึ่งเดียว จงเชื่อฟัง รักและเทิดทูนข้าให้สมกับที่ข้ารักเจ้า เหม่ยหลิน… อีกไม่นานเราสองคนจะได้เจอกันแล้ว ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าจะยิ้มให้ข้าด้วยความรักและความคิดถึงเหมือนในวันวาน”
หลายวันต่อมาซือหยางจัดการสะสางงานที่คั่งค้างไว้จนเสร็จสิ้นจึงฝากฝังเรื่องที่เหลือกับสวีซือหมิงและเถียนลู่คง ขอให้พวกเขาช่วยกันดูแลวังหลวงแห่งนี้เป็นการชั่วคราว อ้างว่าช่วงนี้ทำแต่งานหลวงจนไม่มีเวลาอยู่กับภรรยาแม้อยากเดินทางไปหมู่บ้านชิวหรงกับลู่ฟางเซียนเพียงลำพังมากแค่ไหน พวกเขาก็ไม่อาจหลบพ้นจากสายตาของหงเฟิ่ง หลิวกวางและองครักษ์ไท่หยางที่คอยอารักขาพวกเขาได้เลยแต่กระนั้น ทุกคนรู้ดีว่าคนทั้งคู่ต้องการสิ่งใดจึงคอยวางกำลังอารักขาอยู่ห่าง ๆ เท่าที่จะทำได้“เจ้าเคยนั่งพิงใต้ต้นไม้ตรงโน้นเพราะหมดแรงด้วย” ลู่ฟางเซียนชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ทางฝั่งซ้ายมือ “พอข้าเดินหนีเจ้าก็ตะโกนเรียกเสียงดัง”“เหตุใดจึงจำแต่เรื่องน่าอายของข้าเล่า” ซือหยางทำหน้ามุ่ย รู้แล้วว่าในอดีตที่เคยความจำเสื่อมทำตัวไม่ดีสักเท่าใด พลางยื่นมือให้นางจับแล้วพูดว่า “ตรงนี้มีตะไคร่น้ำขึ้นตั้งแต่เมื่อใดกัน เจ้าค่อย ๆ เดินจะได้ไม่ลื่นล้ม”ไม่ว่าจะเดินไปทางใด ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด นึกถึงคราใดก็อดหัวเราะขบขันไม่ได้เพราะใครเล่าจะรู้ว่าวันห
สามเดือนต่อมาบรรยากาศในท้องพระโรงวังหลวงแคว้นคุนหลันเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหล่าขุนนางต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาผู้ปกครองบัลลังก์โดยมิได้นัดหมาย หากแต่ราชทูตแคว้นม่านเหลียนยังคงทำหน้าที่เชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองดินแดนเป็นอย่างดีสวีซือหมิงรับตำแหน่งขุนนางฝ่ายบุ๋นคอยให้คำปรึกษาอยู่เคียงข้างผู้เป็นน้องชาย ดวงตาสีน้ำเงินเข้มชำเลืองมองแวบหนึ่งแล้วอดกลั้นขำไม่ได้ขณะที่เหลียงซิ่วหรานกลายเป็นหัวหน้าราชองครักษ์ประจำตัวฮ่องเต้ถอนหายใจเล็กน้อย รู้ว่าเหตุใดซือหยางจึงแสดงท่าทีกราดเกรี้ยวใส่แขกผู้มาเยือน“ทูลฝ่าบาท… กระหม่อมเดินทางมาที่หนิงหวงครานี้เพื่อสานไมตรีกับราชวงศ์สกุลสวี” บุรุษผู้มีดวงตาสีแดงโกเมนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่แฝงความกดดันให้อีกฝ่ายรับข้อเสนอ“…” ดวงตาสองสีเย็นชา สีหน้าบอกบุญไม่รับเพราะติดอยู่ในท้องพระโรงแห่งนี้เกินกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว ในใจนึกถึงใบหน้าฮองเฮาผู้เป็นที่รัก พยายามประคองสติตนเองเอาไว้ให้มั่นเพราะกลัวว่าโวยวายเอาแต่ใจจะถูกนางเรียกไปตักเตือน“องค์หญิงซือคงเซียนเอ๋อร์เป็นถึงพระธิดาอง
ยามซวีมาถึงท้องฟ้าค่ำคืนนี้มีดาวสองดวงเคียงข้างกันเหมือนอย่างที่ผู้อาวุโสบอกไม่มีผิดเพี้ยน สายลมเย็นพัดแผ่วเบาผ่านหน้าต่างตำหนักโอ่อ่าแห่งนี้ กลิ่นเทียนหอมจาง ๆ ลอยทั่วบริเวณราวกับเป็นม่านหมอกภวังค์ฝันดีดวงตาสองสีมองหญิงสาวในชุดบางเบา ยิ้มมุมปากพึงพอใจที่ช่วงเวลาของการรอคอยสิ้นสุดลงเสียที ห้าปีหลังจากแต่งงานช่างเป็นเวลาเนิ่นนานเหลือเกิน เกือบพลัดพรากกันหลายครั้งหลายครา แต่สุดท้ายโชคชะตาหวนพัดให้พวกเขาได้กลับมาพบกันนับเป็นสิ่งที่วิเศษยิ่งนักหญิงสาวอันเป็นที่รักเยื้องกรายเดินเข้ามาหาด้วยความเขินอาย ใบหน้างามแดงระเรื่อยามถูกจ้องไม่วางตาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หากแต่มีความสงสัยอยู่หนึ่งอย่างที่ค้างคาใจจึงหยุดยืนนิ่งงันชั่วขณะ คิ้วเรียวขมวดมุ่นสบประสานสายตาคนตรงหน้าซือหยางหรี่ตาเล็กน้อยอยากรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือต้องการถ่วงเวลาแกล้งให้เขาอดใจไม่ไหว“ไม่ดีเลย… ข้ารอมาห้าปีแล้วยังใจร้ายกับข้าอีกหรือ” เขาไม่รอให้นางเดินมาหาถึงเตียงนอน แต่เป็นฝ่ายอุ้มร่างบางมาแทน ค่อย ๆ วางลงอย่างอ่อนโยนแล้วหอมแก้มเหมือนอย่างเคย
สามปีต่อมาภัยอันตรายไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้ฮองเฮาแห่งคุนหลันแม้เพียงคืบ นับเป็นผลจากการที่ซือหยางร่วมมือกับหลิวกวางวางกองกำลังทั่วแผ่นดิน คอยจับตามองทุกพื้นที่ไม่ปล่อยให้คลาดสายตาเถียนลู่คงได้รับหน้าที่ดูแลวังหลวงเป็นการชั่วคราวร่วมกับสวีซือหมิงที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคอยช่วยงาน แต่ละวันภาวนาให้พี่เขยกลับมาเร็วไวเพื่อที่จะได้พักผ่อนนอนหลับเที่ยวเล่นไปวัน ๆ ให้สมกับลำบากตรากตรำมาหลายปีร่างกายที่เคยต้องพิษหายดีเป็นปลิดทิ้งเพราะได้รับความช่วยเหลือจากเจียงจื่อซวนที่บัดนี้มีตำแหน่งเป็นถึงหมอหลวงประจำราชสำนัก ชื่อเสียงบารมีกว้างไกลจนถึงขั้นมีทุนเปิดร้านสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงและสร้างโรงหมอเพื่อคนอนาถาทั่วแคว้นคุนหลันเขตชายแดนทางตอนเหนือมีกองทัพเมืองฮุ่ยผิงของแม่ทัพหานหลี่ต้านทานผู้บุกรุกจากแคว้นม่านเหลียน ต่อให้เมืองเหอผิงและอวี่โจวถูกฝ่ายฉินหมิงยึดไปแล้วก็ไม่เกิดปัญหาขัดแย้งใด ๆในเมื่อฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ไม่อยากเห็นสองแคว้นรบราฆ่าฟันจนชาวเมืองเดือดร้อน สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจึงตกลงร่วมกันปกครองสองเมือง
หนึ่งเดือนต่อมาขบวนเสด็จของรัชทายาทได้มาถึงวังหลวงแคว้นคุนหลัน บรรยากาศยามนี้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง มองไปทางซ้ายมีตัวแทนแม่ทัพเมืองเทียนอวิ๋นมารออยู่ ทางด้านขวาเป็นแม่ทัพหลี่หมิงฮ่าวและหน่วยซิงอวี่แคว้นฉินหมิง ใกล้ ๆ กันนั้นคือผู้อาวุโสกับองครักษ์แคว้นไท่หยางอันเป็นดินแดนลึกลับทางตอนใต้ขุนนางคุนหลันที่รอดชีวิตต่างพากันดีใจที่องค์รัชทายาทยังไม่สิ้นพระชนม์ แต่กระนั้นกลับกังวลเพราะรู้ว่าร่างกายของเขาไม่แข็งแรงทว่า ดวงตาทุกคู่ได้เห็นองค์หญิงเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ก็โล่งใจไปเปราะหนึ่งว่านับจากนี้จะมีเชื้อพระวงศ์ของปฐมกษัตริย์ครองบัลลังก์แผ่นดินนี้อย่างแน่นอนหากแต่มองไปยังข้างกายของนางกลับพบชายหนุ่มรูปงามที่แฝงไอสังหารเหี้ยมโหด สีหน้าไม่สบอารมณ์ยามต้องพบเจอผู้คนมากมาย ดวงตาสองสีแข็งกร้าวราวกับประกาศศักดา ย้ำให้รู้ว่าข่าวลือเกี่ยวกับสวีอันอวี่นั้นเป็นความจริงหงเฟิ่งก้าวออกมาสู่แสงสว่าง ไม่ยอมเป็นเงารับใช้ราชวงศ์สกุลเถียนอีกต่อไป ขุนนางน้อยใหญ่และข้าราชบริพารกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ทั้งหวาดกลัวและมองไม่เห
ครั้นกอดแนบแน่นอยู่พักหนึ่งแล้วก็ถึงเวลาต้องสะสางความสงสัยอีกอย่างที่คิดไม่ตกมาตั้งแต่เมื่อครู่ซือหยางชี้ไปที่ไม้กระบองด้านหลังแล้วถามว่า “เหตุใดจึงถือมันไว้… เจ้าคิดทำสิ่งใดตอนข้าหลับอยู่หรือ”ลู่ฟางเซียนยิ้มกว้างเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนไว้ว่าอย่าประมาทจึงตอบไปตามตรง “เจ้าฟื้นมาคราใดชอบจำข้าไม่ได้… กันไว้ดีกว่าแก้”“…”ชายหนุ่มอมยิ้มเพราะพอจะคาดเดาคำตอบได้ เขายอมรับว่าที่ผ่านมาเป็นเช่นนั้นจริง แต่นับจากนี้ไปคงไม่มีวันเกิดเรื่องวุ่นวายอย่างนั้นอีกแล้วครานี้จำได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับนาง ไม่ว่าอดีตหรือยามนี้… ทุกเรื่องราวฝังลึกในใจไม่มีวันลืมเลือนอีกแล้ว หากแต่ไม่อาจบอกได้ว่าความทรงจำในอดีตตอนเป็นซือหยางวัยยี่สิบห้ากลับมาครบถ้วน นั่นเพราะตอนนั้นเขาปิดบังว่าดวงตาข้างสีน้ำเงินเข้มยังคงบอดสนิทเหมือนอีกข้างทั้งที่มองเห็นหญิงสาวนามว่าลู่ฟางเซียนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า กระจุดเล็ก ๆ บนใบหน้าแสนอ่อนโยน กระทั่งทุกสัดส่วนโค้งเว้าที่ซ่อนเร้นใต้อาภรณ์ พลันหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันใด“ซือหยาง… ยังปวดหัวตัวร้
ซ่งไป๋อวี้ บุตรสาวคนเดียวของใต้เท้าซ่งได้รับการเลี้ยงดูต่างจากคุณหนูสกุลอื่น ๆ ในเซียวเหอ บิดามารดาและบ่าวรับใช้ต่างคอยเอาใจ ต้องการสิ่งใดหาให้ไม่เคยขาดและไม่ว่าจะทำอันใดผิดพลาดไปก็คอยให้ท้ายจนนางมักทำอะไรตามใจตัวเองเสมอ ดังนั้นการกระทำที่นางแสดงออกล้วนมีเหตุที่มา
จวนสกุลซ่ง ตำบลเซียวเหอซ่งจินเหลียง ชายวัยกลางคนผู้มั่งคั่งพลิกชีวิตตัวเองจากยาจกกลายเป็นเศรษฐีเพราะมีเส้นสายค้าขายเทียนหอมคลายกังวลกับราชสำนักผ่านเถียนซีเย่ในช่วงที่เขาร่ำเรียนจริยธรรมอยู่ที่อารามอันจิ้งสองสามวันก่อน เขาได้รับจดหมายแจ้งว่าเถียนซีเย่จะเข้
หลินอันเล่อแบกสาลี่ม่านโหรวเต็มตะกร้ามาจนถึงอารามได้อย่างปลอดภัย หอบหายใจเหนื่อยอยู่พักหนึ่งก่อนจะได้ยินเสียงของศิษย์ไป๋เหลียน“เจ้า… หลินอันเล่อ...”“เจ้าคะ”“เจ้าคือองค์หญิงเถียนเหม่ยหลินจริงหรือ” เผิงลู่ซ
ลู่ฟางเซียน หลินอันเล่อหรือตอนนี้คือเถียนเหม่ยหลินวัยสิบเอ็ดกำลังนอนคิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไรกับชีวิตใหม่ครั้งนี้ “คิดถึงท่านแม่ยิ่งนัก หากกลับมาอยู่ในร่างนี้เร็วขึ้นเพียงนิด ข้าคงมีโอกาสได้เจอท่านแม่อีกครั้ง” นางหวนนึกถึงชีวิตเก่าของตัวเองในตอนที่เป็นบุตรสาวเจ้าเมืองเหอผิง คนผู้เดียวที่รักนางก็คือม







