LOGINลี่ชิงหย่าปล่อยมือพร้อมกับมองอีกฝ่ายจากไป ในใจเต็มไปด้วยความกังวล ใจหนึ่งอยากเอ่ยเตือนให้อีกฝ่ายระวังตัว ทว่ายังไม่ทันได้ตัดสินใจอีกฝ่ายกลับหายตัวไปเสียแล้ว
ผ่านไปหลายวันกระทั่งลี่ชิงหย่าเองก็แทบจะลืมเลือน ไม่คิดว่านางจะเริ่มฝันประหลาด หญิงสาวแปลกหน้าผู้หนึ่งร้องขอให้นางช่วยเหลือ นางยืนอยู่ข้างแท่นหิน ซึ่งจอมยุทธ์หญิงผู้นั้นนอนนิ่ง
คืนถัดมานางก็ยังคงฝันเช่นเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือจวนใหญ่โตหรูหราแห่งหนึ่ง สตรีที่เคยมาขอความช่วยเหลือนอนป่วยอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดขาว ร่างกายอ่อนแอพร้อมกับลมหายใจรวยริน ข้างเตียงมีบุรุษผู้หนึ่งคอยป้อนยาป้อนน้ำ
‘เซียงเอ๋อร์ เจ้าต้องรีบๆ หาย อีกไม่กี่เดือนก็เป็นวันแต่งงานของเราแล้ว ตระกูลหม่าเตรียมการทุกอย่างพร้อมแล้ว ดังนั้นเจ้าไม่อาจนอนซมอยู่บนเตียงเช่นนี้เข้าใจหรือไม่’
ภาพเปลี่ยนไปมาสลับกันจนลี่ชิงหย่าสับสน วันต่อมานางยังคงฝันถึงสตรีคนเดิม เพียงแต่สถานที่ซึ่งอีกฝ่ายยืนอยู่กลับไม่ใช่หน้าแท่นหิน หากแต่เป็นหน้าหลุมศพซึ่งมีป้ายเขียนเอาไว้
...อันหรูเซียง บุตรสาวคนโตตระกูลอัน
‘ได้โปรดท่านต้องช่วย...ช่วยนาง’
ปลายนิ้วเรียวชี้ไปอีกทาง ภาพเปลี่ยนไปเป็นโถงถ้ำซึ่งมีจอมยุทธ์หญิงผู้นั้นนอนนิ่งอยู่ เห็นชัดว่าจอมยุทธ์หญิงผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่นางนอนนิ่งไม่ได้สติเท่านั้น
หนึ่งเดือน...ลี่ชิงหย่าฝันเช่นเดิมซ้ำๆ กระทั่งนางไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ ดังนั้นนางจึงตัดสินใจจ่ายเงินให้หอข่าว ทั้งนี้ก็เพื่อสืบหาตัวตนของคนที่นางฝันถึง
และนี่คือเหตุผลที่นางเดินทางมายังหานซาน
ไม่รู้ว่านี่คือโชคชะตา ความบังเอิญ หรือมีผู้ใดจงใจให้เกิดขึ้น พี่สาวคนเดียวของนางแต่งให้กับเสิ่นซี บุตรชายคนโตของเสิ่นอิง ซึ่งมีฐานะเป็นถึงจ้าวยุทธจักรและเจ้าสำนักเมฆหวน
“หานซานดินแดนแห่งยอดฝีมือ” ลี่ชิงหย่าพึมพำในยามที่ก้าวลงจากรถม้า
เงยหน้าขึ้นมองหอสูงตระหง่านตรงหน้า ความน่าเกรงขามของตระกูลเสิ่นทำให้นางลอบสูดปาก รู้สึกเหมือนตัวเองเล็กกระจ้อยร่อยและอยู่ผิดที่ผิดทาง
นางเป็นเพียงบุตรีคหบดีแห่งจีชาง แม้บิดาทำการค้าจนมั่งคั่งและมีชื่อเสียง หากแต่ในดินแดนที่มีเหล่ายอดฝีมือมากมาย พวกเขาล้วนให้ความสำคัญกับกระบี่และวรยุทธ์
โลกของนางและหานซานไม่เคยบรรจบราวกับเส้นขนานสองเส้น แม้พี่สาวของนางแต่งให้กับทายาทหนึ่งในสามสำนักใหญ่ แต่นางกลับไม่เคยมาเยือนหานซานสักครั้ง
“ชิงชิง”
ลี่หลันเยว่รั้งน้องสาวเข้าสู่อ้อมกอด “เจ้ามาถึงแล้วดียิ่งนัก พี่ใหญ่ยังห่วงว่าเหตุใดช้าเช่นนี้ เดินทางเป็นอย่างไรบ้าง”
เห็นใบหน้าห่วงกังวลของพี่สาวลี่ชิงหย่าก็ยิ้มกว้าง “ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พี่ใหญ่เล่าไม่ได้พบท่านหลายเดือนท่านสบายดีอยู่หรือ”
“สบายดี มาเถิดเราเข้าไปสนทนากันด้านใน เจ้าเดินทางมาเหนื่อยๆ สมควรได้พัก”
“ไม่ต้องเข้าไปคารวะท่านเจ้าสำนักก่อนหรือเจ้าคะ”
“ไม่ต้องหรอก ช่วงนี้สำนักเมฆหวนกำลังวุ่นวายเพราะงานชุมนุมชาวยุทธ์ เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้ เจ้าเพิ่งหายป่วยเรื่องนี้ทุกคนเองก็ตระหนักดี อีกอย่างมีงานเลี้ยงและเรื่องสนุกๆ ให้เจ้าได้เปิดหูเปิดตาด้วย เจ้าอาจจะชอบ”
“เจ้าค่ะ” นางยิ้มรับก่อนเดิมตามผู้เป็นพี่สาวเข้าไปในหอสูง
มองไปรอบๆ นางตระหนักได้ถึงความยิ่งใหญ่มั่งคั่งของสำนักเมฆหวน บ่าวไพร่และศิษย์ในสำนัก ต่างก็ให้ความเคารพพี่สาวของนาง และดูไม่คล้ายพวกเขาทำแบบขอไปที
เห็นเช่นนั้นหญิงสาวก็วางใจ เพราะนี่แสดงให้เห็นว่าเสิ่นซีรักและให้ความสำคัญต่อพี่สาวของนางมาก
เมื่อมีโอกาสได้อยู่ตามลำพัง ลี่ชิงหย่าคลี่กระดาษใบหนึ่งออกอ่าน ในนั้นมีเรื่องราวทุกอย่างที่นางอยากรู้เกี่ยวกับอันหรูเซียง คุณหนูใหญ่ตระกูลอันที่สิ้นลมตั้งแต่เดือนที่แล้ว หากจะนับดูก็เป็นช่วงที่นางเริ่มฝันถึงอีกฝ่ายนั่นเอง
อันหรูเซียงผู้นี้ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่ยังเด็ก อันชางเฉิง พี่ชายของหญิงสาว เป็นหนึ่งในศิษย์ของสำนักกระบี่วายุ หนึ่งในสามสำนักใหญ่แห่งหานซาน นางหมั้นหมายกับหม่าฟู่อวี้ และกำลังจะมีงานมงคล กระทั่งล้มป่วยและสิ้นใจไปในที่สุด
“หากข้ารู้ว่าจอมยุทธ์หญิงผู้นั้นคือใครก็คงง่ายกว่านี้”
นางพึมพำพร้อมกับลุกขึ้นเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง นึกถึงประโยคที่เจ้าอาวาสจากวัดนอกเมืองจีชางกล่าว หัวใจของนางสงบลงมาก
‘ทุกคนเกิดมาล้วนมีกรรมเป็นตัวกำหนดชะตา วันนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้ วันหน้าก็ต้องพานพบ มีเหตุย่อมมีผล ไร้เหตุย่อมไร้ผล’
“เอาเถิด ข้าเองก็อยากรู้ว่าเพราะอะไรข้าจึงเห็นในสิ่งที่ผู้อื่นไม่เห็น”
นางสังเกตมาตั้งแต่แรกเริ่มที่เกิดเรื่องแปลกๆ ขึ้น เพราะตนไม่ได้มองเห็นเงาแห่งความตายของทุกคน แต่เฉพาะบางคนเท่านั้น ราวกับมีใครกำหนดเอาไว้แล้ว
หากมีบางอย่าง หรือใครบางคน กำหนดให้นางสามารถมองเห็นภาพเหล่านั้น ตอนนี้นางก็ได้แต่พยายามหาคำตอบแล้วว่าทำไมนางจึงถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ลี่ชิงหย่าพรวดพราดจะลงจากเตียงพร้อมกรีดร้อง แต่ดูเหมือนผู้บุกรุกจะล่วงรู้การกระทำของนางอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นจึงรวบตัวนางเอาไว้ ทั้งยังใช้มือข้างหนึ่งปิดปากไม่ให้หญิงสาวส่งเสียงภาพบางอย่างวาบเข้ามาในห้วงความคิด ใบหน้าหล่อเหลาของเยี่ยสวินพร้อมกับจุมพิตอันเร่าร้อน...ลี่ชิงหย่าเบิกตากว้าง พยายามดิ้นรนอย่างไร้ความหมาย ตระหนักได้ในทันทีว่าผู้บุกรุกคือผู้ใด เพราะทันทีที่เขาแตะต้องตัวนาง นางพลันมองเห็นภาพที่ไม่ปะติดปะต่อ“ภาพเหล่านั้นคือสิ่งใดกันแน่”เขากระซิบถามนางเสียงเบา มองดูหญิงสาวในอ้อมแขนพยายามดิ้นรน ทั้งยังมองตรงไปยังห้องเล็กด้านข้างซึ่งเป็นห้องของสาวใช้ต้นห้อง“หากเจ้าสัญญาว่าจะไม่ส่งเสียง ข้าจะปล่อยเจ้าโดยดี ข้ามีเรื่องอยากสนทนากับเจ้าเท่านั้น”ลี่ชิงหย่าถลึงตาใส่เขาอย่างโกรธกรุ่น อยากสนทนากับนาง ไยต้องบุกเข้าหานางในห้องนอนยามวิกาลเช่นนี้ได้ยินพี่สาวของนางกล่าวว่า เยี่ยสวินผู้นี้เป็นคนสุขุม และสุภาพอ่อนโยน แม้ท่าทีจะเย็นชาไปบ้าง ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังให้เกียรติผู้อื่นอยู่เสมอเห็นชัดว่าพี่สาวของนางโดนหลอกแล้ว!!!“ยังมี...” เยี่ยสวินกระซิบ“สาวใช้ของเจ้าจะไม่ตื่นขึ้นมา ไม่ใช่ในอีกสอง
ภายในห้องพักรับรองซึ่งสำนักเมฆหวนจัดเอาไว้ให้เยี่ยสวิน บัดนี้เหวินหลานกำลังนั่งเงียบอยู่ข้างๆ ศิษย์พี่ใหญ่ของตน เขาอยากถามแต่กลับไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อน ดังนั้นจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า“เจ้าอยากพูดอะไรก็พูดมาเถิด”“ศิษย์พี่ใหญ่ เรื่องเมื่อคืนมิใช่หมายความว่าฝ่ายตรงข้ามเองก็สงสัยในตัวคุณหนูลี่เช่นกันกับเราหรอกหรือ”“นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว คุณหนูลี่ผู้นี้มิใช่ชาวยุทธ์ นางไหนเลยจะรู้จักการกลบเกลื่อน ก่อนส่งคนออกสืบสาวประวัติผู้อื่น ที่สำคัญนางจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าคุณหนูอันจะเข้ามาพัวพันกับเรื่องอันตรายถึงเพียงนี้”เยี่ยสวินจิบชาไปคำหนึ่ง แม้สนทนากับเหวินหลานอย่างสุขุม หากแต่มองอย่างไรเรื่องในใจของเขากลับไม่ใช่เรื่องนี้“แสดงว่าท่านมั่นใจว่าเป้าหมายของคนกลุ่มนี้คือนางจริงๆ”เยี่ยสวินลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่าง สายตาของเขาทอดมองไปไกลแสนไกล หากแต่ความคิดกลับวนเวียนอยู่กับภาพที่เขาเห็นเมื่อคืนเรื่องเหล่านั้นเหมือนจริงจนเขาเองยังประหลาดใจ ไม่ใช่เขาไม่เคยคิดเรื่องแต่งงาน เมื่อเห็นตัวเองสวมชุดเจ้าบ่าวทั้งยังลงมือทำร้ายเจ้าสาวของตัวเอง นั่นย่อมทำให้เขารู้สึกสับสนอยู่บ้างลี่ชิงหย่
“นางเพียงตกใจจนหมดสติไปเท่านั้น ขอฮูหยินน้อยอย่าได้กังวล”เขาบอกแม้ว่าตัวเองจะไม่มั่นใจ กระนั้นจังหวะหัวใจและชีพจรของลี่ชิงหย่าก็หาได้โกหกไม่ แม้ว่าเขาจะยังกังขาในสิ่งที่เพิ่งรับรู้ก็ตามใช่...เขาเองก็มองเห็นภาพเหล่านั้นเช่นกัน ทั้งยังตระหนักดีว่าเห็นภาพนั้น ทันทีที่เขาคว้าไหล่ของหญิงสาว กระทั่งมั่นใจว่าเป็นเพราะนาง ในยามที่ลี่ชิงหย่าแตะมือลงไปยังหลังมือเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ“ขอบคุณพี่เยี่ยมาก หากมิใช่ท่านบังเอิญอยู่ที่นี่ด้วย ชิงชิงไหนเลยจะยังโชคดีเช่นในวันนี้”เสิ่นซีกล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง “ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าคนที่บุกเข้ามาเป็นคนของใคร สำนักเมฆหวนไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน เรื่องนี้ต้องสืบให้กระจ่าง!!!”หน้าหอสูงที่เต็มไปด้วยเหล่าชาวยุทธ์ บัดนี้พวกเขากำลังห้ำหั่นกันโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เลือดแดงฉานไหลนองเต็มพื้น หอสูงสีขาวสะอาดตา มาบัดนี้กลับแดงฉานคาวคลุ้งไปทั่วบริเวณลี่ชิงหย่ากรีดร้องด้วยความหวาดหวั่น นางมองเห็นพี่สาวของตัวเองยืนอยู่เหนือบันไดหอสูง มีบุรุษผู้หนึ่งถือกระบี่พาดลงไปยังลำคอ ราวกับจับพี่สาวของนางเอาไว้เป็นตัวประกันไม่นานหลังจากนั้นนางก็มองเห็นกระบี่แทงทะลุร่างของพี่ส
ทั้งสามเดินออกมาจากศาลาแปดเหลี่ยม บทสนทนาที่เหมือนเป็นฉากแก้สถานการณ์ ทั้งที่ในใจของแต่ละคนรับรู้ว่ามีใครบางคนอยู่ใต้ฐานศาลาแปดเหลี่ยม หากแต่ผู้มาเป็นใครเหตุใดจึงปีนขึ้นมาในยามวิกาล ตอนนี้ยังไม่มีใครอยากจะหาคำตอบ“เสี่ยวเถาเจ้าไปบอกสาวใช้เมื่อครู่ว่าไม่ต้องนำชาและของว่างมาแล้ว ข้าจะกลับห้องพัก หลังจากส่งคุณชายท่านนี้ออกไป”ลี่ชิงหย่าส่งสายตาบอกเสี่ยวเถาให้ลอบไปบอกคนคุ้มกันเงียบๆ เสี่ยวเถารีบทำตามโดยดี“คุณชายท่านนี้ข้าจะชี้ทางออกให้ เชิญ” นางใช้น้ำเสียงเรียบเรื่อยทั้งที่ดวงตาแตกตื่น มือทั้งสองข้างกุมกันแน่น“รบกวนจริงๆ ข้าเพียงปลีกตัวออกมาสูดอากาศ ไม่คิดว่าจะเดินเลยเข้ามาไกลถึงเพียงนี้”คนทั้งสองก้าวออกไปช้าๆ กระนั้นลางสังหรณ์กลับบอกลี่ชิงหย่าว่ามีคนกำลังตามมา นางหันกลับไปมองเยี่ยสวินที่เดินอยู่ด้านหลัง แต่เขากลับกระซิบบอกเสียงเบา“เดินต่อไป ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นอย่าได้หันกลับมา อย่าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า เดินตรงเข้าไปในหอสูง”นางทำตามที่เขาว่าโดยเดินไปเรื่อยๆ เสียงการต่อสู้ดังขึ้น แต่กลับไร้เสียงกระทบของกระบี่ มีเพียงเสียงทึบราวกับของหนักร่วงหล่นลงบนพื้น ลี่ชิงหย่าหวาดหวั่นจนตัวสั่น หากแ
โต๊ะที่หญิงสาวนั่งอยู่เยื้องไปด้านหลังเสิ่นอิง ด้านหน้ายังมีพี่สาวนั่งอยู่อีกต่อหนึ่ง ทำให้มองเห็นเหล่าชาวยุทธ์ไม่ใคร่จะถนัดนัก ถึงอย่างนั้นจากหางตากลับมองเห็นกลุ่มชาวยุทธ์ในชุดสีขาวโดดเด่น นั่งรวมตัวกันอยู่ฝั่งซ้ายมือของจ้าวยุทธจักรลี่ชิงหย่าพยายามไม่หันไปมอง แต่ถึงอย่างนั้นกลับรับรู้ถึงสายตาคมที่มองมาเป็นระยะ ความคับข้องใจทำให้นางขมวดคิ้วครุ่นคิด จากนั้นจึงหันไปมองอย่างไม่อาจห้ามเป็นอย่างที่คิดเยี่ยสวินผู้นั้นกำลังจ้องตรงมายังนางจริงๆ“คุณหนูเจ้าคะ”เสี่ยวเถาสังเกตเห็นผู้เป็นนายของตนกำลังนั่งสบตากับบุรุษผู้หนึ่ง ดังนั้นจึงกระซิบเตือนเสียงเบา ถึงตอนนี้ชาวยุทธ์หลายคนเองก็หันมาให้ความสนใจลี่ชิงหย่า ทั้งที่จุดซึ่งผู้เป็นนายของนางนั่งอยู่นั้นไม่สะดุดตาแต่อย่างใดลี่ชิงหย่ารีบก้มหน้าเพราะรับรู้ว่าตนกำลังตกเป็นเป้าสายตา ชาวยุทธ์หลายคนต่างก็หันมามองนางและเยี่ยสวินสลับกัน กระทั่งในที่สุดก็เริ่มซุบซิบด้วยท่าทีเป็นนัยคิ้วเรียวขมวดมุ่นพร้อมกับหันมากระซิบเสี่ยวเถา “ข้าว่าเรานั่งอีกสักครู่แล้วค่อยแอบออกไปดีกันดีหรือไม่”สายตาหลายคู่ทำให้นางหายใจไม่ออก ยิ่งเป็นดวงตาคมของเยี่ยสวินที่มองมายังนาง
“สูงส่ง หล่อเหลา เย็นชา ฝีมือล้ำเลิศ นั่นคือสี่ประโยคที่เหล่าชาวยุทธ์เรียกขานคุณชายใหญ่ตระกูลเยี่ย อายุเพียงยี่สิบสามแต่กลับไม่มีใครสามารถเอาชนะเขาได้”ลี่ชิงหย่าเลิกคิ้ว “เช่นนั้นจะจัดงานชุมนุมเพื่อกำหนดวันประลองกันไปทำไมเล่าเจ้าคะ เห็นชัดว่าเขาคงชนะอย่างแน่นอน”ลี่หลันเยว่หัวเราะ“หลายปีผ่านไปทุกคนฝึกฝนหมั่นเพียร โอกาสแม้น้อยนิด แต่มิใช่เป็นไปไม่ได้ อีกอย่างการประลองนี้ก็ต้องเกิดขึ้นต่อหน้าชาวยุทธ์ หาไม่ผู้คนจะยอมรับนับถือฐานะจ้าวยุทธจักรได้อย่างไรเล่า”แม้ยังคงไม่กระจ่าง แต่ถึงอย่างนั้นลี่ชิงหย่าไม่ได้ซักถามเพิ่มเติม นางมองผู้เป็นพี่สาวกล่าวด้วยความตื่นเต้น ในยามที่บอกให้สาวใช้นำชุดเข้ามาให้ลี่ชิงหย่าตระหนักดี อย่างไรเสียนางก็เดินทางมาถึงหานซานแล้ว ลี่หลันเยว่เป็นพี่สาวแท้ๆ ของนาง อีกฝ่ายเป็นฮูหยินน้อยตระกูลเสิ่น ตามมารยาทนางจึงนับเป็นหนึ่งในเจ้าบ้าน ซึ่งต้องออกไปทักทายชาวยุทธ์ ทั้งยังต้องเข้าไปนั่งในงานเลี้ยง ซึ่งจะจัดขึ้นสามวันสามคืนหลังจากการชุมนุมกำหนดวันประลองเห็นรอยยิ้มสดใสของลี่หลันเยว่ นางที่เป็นน้องสาวย่อมยินดียิ่ง เพราะนี่หมายถึงพี่สาวของนางมีความสุขดี ทั้งยังได้รับความ







