Masukลี่ชิงหย่าปล่อยมือพร้อมกับมองอีกฝ่ายจากไป ในใจเต็มไปด้วยความกังวล ใจหนึ่งอยากเอ่ยเตือนให้อีกฝ่ายระวังตัว ทว่ายังไม่ทันได้ตัดสินใจอีกฝ่ายกลับหายตัวไปเสียแล้ว
ผ่านไปหลายวันกระทั่งลี่ชิงหย่าเองก็แทบจะลืมเลือน ไม่คิดว่านางจะเริ่มฝันประหลาด หญิงสาวแปลกหน้าผู้หนึ่งร้องขอให้นางช่วยเหลือ นางยืนอยู่ข้างแท่นหิน ซึ่งจอมยุทธ์หญิงผู้นั้นนอนนิ่ง
คืนถัดมานางก็ยังคงฝันเช่นเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือจวนใหญ่โตหรูหราแห่งหนึ่ง สตรีที่เคยมาขอความช่วยเหลือนอนป่วยอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดขาว ร่างกายอ่อนแอพร้อมกับลมหายใจรวยริน ข้างเตียงมีบุรุษผู้หนึ่งคอยป้อนยาป้อนน้ำ
‘เซียงเอ๋อร์ เจ้าต้องรีบๆ หาย อีกไม่กี่เดือนก็เป็นวันแต่งงานของเราแล้ว ตระกูลหม่าเตรียมการทุกอย่างพร้อมแล้ว ดังนั้นเจ้าไม่อาจนอนซมอยู่บนเตียงเช่นนี้เข้าใจหรือไม่’
ภาพเปลี่ยนไปมาสลับกันจนลี่ชิงหย่าสับสน วันต่อมานางยังคงฝันถึงสตรีคนเดิม เพียงแต่สถานที่ซึ่งอีกฝ่ายยืนอยู่กลับไม่ใช่หน้าแท่นหิน หากแต่เป็นหน้าหลุมศพซึ่งมีป้ายเขียนเอาไว้
...อันหรูเซียง บุตรสาวคนโตตระกูลอัน
‘ได้โปรดท่านต้องช่วย...ช่วยนาง’
ปลายนิ้วเรียวชี้ไปอีกทาง ภาพเปลี่ยนไปเป็นโถงถ้ำซึ่งมีจอมยุทธ์หญิงผู้นั้นนอนนิ่งอยู่ เห็นชัดว่าจอมยุทธ์หญิงผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่นางนอนนิ่งไม่ได้สติเท่านั้น
หนึ่งเดือน...ลี่ชิงหย่าฝันเช่นเดิมซ้ำๆ กระทั่งนางไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ ดังนั้นนางจึงตัดสินใจจ่ายเงินให้หอข่าว ทั้งนี้ก็เพื่อสืบหาตัวตนของคนที่นางฝันถึง
และนี่คือเหตุผลที่นางเดินทางมายังหานซาน
ไม่รู้ว่านี่คือโชคชะตา ความบังเอิญ หรือมีผู้ใดจงใจให้เกิดขึ้น พี่สาวคนเดียวของนางแต่งให้กับเสิ่นซี บุตรชายคนโตของเสิ่นอิง ซึ่งมีฐานะเป็นถึงจ้าวยุทธจักรและเจ้าสำนักเมฆหวน
“หานซานดินแดนแห่งยอดฝีมือ” ลี่ชิงหย่าพึมพำในยามที่ก้าวลงจากรถม้า
เงยหน้าขึ้นมองหอสูงตระหง่านตรงหน้า ความน่าเกรงขามของตระกูลเสิ่นทำให้นางลอบสูดปาก รู้สึกเหมือนตัวเองเล็กกระจ้อยร่อยและอยู่ผิดที่ผิดทาง
นางเป็นเพียงบุตรีคหบดีแห่งจีชาง แม้บิดาทำการค้าจนมั่งคั่งและมีชื่อเสียง หากแต่ในดินแดนที่มีเหล่ายอดฝีมือมากมาย พวกเขาล้วนให้ความสำคัญกับกระบี่และวรยุทธ์
โลกของนางและหานซานไม่เคยบรรจบราวกับเส้นขนานสองเส้น แม้พี่สาวของนางแต่งให้กับทายาทหนึ่งในสามสำนักใหญ่ แต่นางกลับไม่เคยมาเยือนหานซานสักครั้ง
“ชิงชิง”
ลี่หลันเยว่รั้งน้องสาวเข้าสู่อ้อมกอด “เจ้ามาถึงแล้วดียิ่งนัก พี่ใหญ่ยังห่วงว่าเหตุใดช้าเช่นนี้ เดินทางเป็นอย่างไรบ้าง”
เห็นใบหน้าห่วงกังวลของพี่สาวลี่ชิงหย่าก็ยิ้มกว้าง “ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พี่ใหญ่เล่าไม่ได้พบท่านหลายเดือนท่านสบายดีอยู่หรือ”
“สบายดี มาเถิดเราเข้าไปสนทนากันด้านใน เจ้าเดินทางมาเหนื่อยๆ สมควรได้พัก”
“ไม่ต้องเข้าไปคารวะท่านเจ้าสำนักก่อนหรือเจ้าคะ”
“ไม่ต้องหรอก ช่วงนี้สำนักเมฆหวนกำลังวุ่นวายเพราะงานชุมนุมชาวยุทธ์ เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้ เจ้าเพิ่งหายป่วยเรื่องนี้ทุกคนเองก็ตระหนักดี อีกอย่างมีงานเลี้ยงและเรื่องสนุกๆ ให้เจ้าได้เปิดหูเปิดตาด้วย เจ้าอาจจะชอบ”
“เจ้าค่ะ” นางยิ้มรับก่อนเดิมตามผู้เป็นพี่สาวเข้าไปในหอสูง
มองไปรอบๆ นางตระหนักได้ถึงความยิ่งใหญ่มั่งคั่งของสำนักเมฆหวน บ่าวไพร่และศิษย์ในสำนัก ต่างก็ให้ความเคารพพี่สาวของนาง และดูไม่คล้ายพวกเขาทำแบบขอไปที
เห็นเช่นนั้นหญิงสาวก็วางใจ เพราะนี่แสดงให้เห็นว่าเสิ่นซีรักและให้ความสำคัญต่อพี่สาวของนางมาก
เมื่อมีโอกาสได้อยู่ตามลำพัง ลี่ชิงหย่าคลี่กระดาษใบหนึ่งออกอ่าน ในนั้นมีเรื่องราวทุกอย่างที่นางอยากรู้เกี่ยวกับอันหรูเซียง คุณหนูใหญ่ตระกูลอันที่สิ้นลมตั้งแต่เดือนที่แล้ว หากจะนับดูก็เป็นช่วงที่นางเริ่มฝันถึงอีกฝ่ายนั่นเอง
อันหรูเซียงผู้นี้ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่ยังเด็ก อันชางเฉิง พี่ชายของหญิงสาว เป็นหนึ่งในศิษย์ของสำนักกระบี่วายุ หนึ่งในสามสำนักใหญ่แห่งหานซาน นางหมั้นหมายกับหม่าฟู่อวี้ และกำลังจะมีงานมงคล กระทั่งล้มป่วยและสิ้นใจไปในที่สุด
“หากข้ารู้ว่าจอมยุทธ์หญิงผู้นั้นคือใครก็คงง่ายกว่านี้”
นางพึมพำพร้อมกับลุกขึ้นเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง นึกถึงประโยคที่เจ้าอาวาสจากวัดนอกเมืองจีชางกล่าว หัวใจของนางสงบลงมาก
‘ทุกคนเกิดมาล้วนมีกรรมเป็นตัวกำหนดชะตา วันนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้ วันหน้าก็ต้องพานพบ มีเหตุย่อมมีผล ไร้เหตุย่อมไร้ผล’
“เอาเถิด ข้าเองก็อยากรู้ว่าเพราะอะไรข้าจึงเห็นในสิ่งที่ผู้อื่นไม่เห็น”
นางสังเกตมาตั้งแต่แรกเริ่มที่เกิดเรื่องแปลกๆ ขึ้น เพราะตนไม่ได้มองเห็นเงาแห่งความตายของทุกคน แต่เฉพาะบางคนเท่านั้น ราวกับมีใครกำหนดเอาไว้แล้ว
หากมีบางอย่าง หรือใครบางคน กำหนดให้นางสามารถมองเห็นภาพเหล่านั้น ตอนนี้นางก็ได้แต่พยายามหาคำตอบแล้วว่าทำไมนางจึงถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
“นั่นเพราะอาจารย์เคยกินของไม่ดีเข้าไป ดังนั้นจึงได้รับพิษ ดวงตาข้างหนึ่งจึงกลายเป็นสีแดง หากพวกเจ้าไม่อยากเป็นอย่างอาจารย์ คราวหน้าคราวหลังอย่าได้หยิบอะไรเข้าปากสุ่มสี่สุ่มห้าโดยเด็ดขาด”ลี่ชิงหย่าหัวเราะ เช่นกันกับคนในหมู่บ้านหญิงสาวมองบรรยากาศเป็นกันเองของชาวบ้านที่นี่ หัวใจของนางอบอุ่นและสงบลงเป็นอย่างมาก คราแรกยังกังวลว่าทุกคนที่นี่จะรังเกียจและหวาดกลัว ถึงอย่างนั้นนางกลับพบว่านางคิดมากไปเองระหว่างเดินเท้ากลับไปยังกระท่อม เยี่ยสวินจูงมือลี่ชิงหย่าก้าวเดินไปตามทางเดินช้าๆ มือข้างหนึ่งของเขาถือโคมไฟเพื่อส่องทาง“ข้าชอบที่นี่” เขากล่าว “เจ้าเล่า”“ข้าเองก็เช่นกัน ข้าชอบผู้คนที่นี่ ชอบบรรยากาศสงบเงียบ ชอบที่พวกเขาต่างก็ถ้อยทีถ้อยอาศัย ไร้ซึ่งการแก่งแย่ง”เยี่ยสวินพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าว่าจะสร้างเล้าไก่ จะเลี้ยงแม่ไก่เอาไว้สักหลายตัว เจ้าชอบกินไข่ไก่หรือไม่ หากเรามีไก่ตัวผู้หลายตัวข้าจะทำน้ำแกงให้เจ้าในหน้าหนาว”“ข้าชอบกินน้ำแกง” ลี่ชิงหย่ายิ้มกว้าง “หากท่านเลี้ยงไก่ ข้าจะปลูกผัก ลำธารใกล้แค่นั้นคงไม่ลำบากเท่าไรนัก ยังมีบรรดาฮูหยินทั้งบอกข้าว่าด้านหลังไม่ไกลมีไผ่หวาน ข้าจะไปนำมาผัด ท่
จดหมายฉบับหนึ่งถูกส่งมาจนถึงมือของลี่หลันเยว่ นางที่ครรภ์นูนป่องเปิดออกอ่านในทันที ในนั้นคือเรื่องที่นางส่งคนไปสืบ หลังจากได้รับข่าวจากบิดามารดาว่าผู้เป็นน้องสาวออกเรือนไปกับบุตรชายคหบดีตระกูลหลี่หลี่เฟิ่ง บุตรชายคนรองของตระกูลหลี่แห่งฉีซาน เมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างไปจากหานซาน เขาแต่งลี่ชิงหย่าเป็นฮูหยินจากนั้นทั้งสองก็ย้ายไปตั้งถิ่นฐานยังแดนใต้ของแคว้น เลี้ยงแกะในทุ่งหญ้า ใช้ชีวิตอย่างชนเผ่าที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งนอกเหนือไปจากนั้นก็ไร้ซึ่งร่องรอยอื่น ไม่มีผู้พบเห็นเพราะนานๆ ครั้งขบวนชนเผ่าที่เต็มไปด้วยฝูงแกะจะเข้ามาในเมืองพร้อมกัน ทั้งนี้ก็เพื่อกักตุนเสบียง ทำให้แยกไม่ออกว่าใครเป็นใครลี่หลันเยว่หลับตาลงแน่นเพื่อไล่หยาดน้ำตา นางลูบครรภ์ของตนเองด้วยหัวใจบีบรัด เป็นนางเองที่บีบให้น้องสาวต้องแต่งออกไปไกลถึงขนาดนั้น เพียงเพื่อให้ลืมเลือนเยี่ยสวิน บุรุษซึ่งเป็นรักแรกของลี่ชิงหย่าถึงตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าน้องสาวจะมีความสุข หวังว่าบุตรชายตระกูลหลี่ผู้นั้นจะดีต่อน้องสาวของตนให้มาก ชดเชยความรู้สึกผิดในใจของนางบนรถม้ากลางเก่ากลางใหม่ที่แล่นไปตามถนนขรุขระ ลี่ชิงหย่านั่งพิงไหล่เยี่ยสวินซึ่ง
พูดจบเขาก็จุมพิตริมฝีปากอิ่ม ดูดกลืนปลายลิ้นอ่อนนุ่มที่กำลังกล่าวบางอย่าง รับรู้ว่านางกำลังดิ้นรนเพราะตระหนักว่านี่หาใช่ความฝันไม่หญิงสาวถูกเขากอดและพลิกร่างขึ้นทาบทับ ความอบอุ่นจากร่างนางส่งไปยังร่างเย็นเยียบ กระทั่งไม่นานร่างทั้งร่างของเขาก็เริ่มอบอุ่น นางกอดเขาเอาไว้แน่น ราวกับหากปล่อยเขาจะหายตัวไปเยี่ยสวินจุมพิตปลายจมูกเล็ก แนบหน้าผากลงไปยังหน้าผากนวล “ข้ากลับมาแล้ว ชิงชิง เจ้า...แต่งให้ข้าเถิดนะ เราสองคนออกไปตามหาสถานที่แห่งนั้นด้วยกัน”ลี่ชิงหย่าน้ำตาซึมค่อยๆ รับรู้ความจริงว่าเขากลับมาจริงๆ นี่หาใช่ความฝันไม่“ท่านหายไปไหนมา เหตุใดกลับมาช้าเช่นนี้ สองเดือนมานี้ข้า...ข้าเห็นชัดว่าท่าน” นางสะอื้นไม่อาจพูดต่อจนจบ“เยี่ยสวินตายไปแล้วจริงๆ” เขากระซิบ “ท่านพ่อของข้าเป็นคนพาข้ากลับมา”“ท่านพ่อ” ลี่ชิงหย่าทวนอย่างเหม่อลอย “ท่านพ่อของท่านมาที่นี่ เขายังนำกระบี่อวิ๋นเฟิงมามอบให้ข้า”“ข้ารู้”“เกิดอะไรขึ้นกันแน่”เยี่ยสวินพลิกร่างนอนลงกับเตียง สองแขนรั้งลี่ชิงหย่าขึ้นนอนทาบทับเขาเอาไว้ด้านบน ยังไม่ลืมที่จะดึงผ้านวมขึ้นห่มให้นางอีกทอดหนึ่งเพื่อให้ความอบอุ่น“ชิงชิง หากข้ากลายเป็นกึ่งมนุษย
ในยามที่กล่าวประโยคนั้น นางเหลือบมองกระบี่ในมือของชายวัยกลางคนแล้วอดขมวดคิ้วไม่ได้ กระบี่ที่อีกฝ่ายถืออยู่นั้น คล้ายกระบี่อวิ๋นเฟิงของเยี่ยสวิน เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่าลึกๆ แล้วในใจหวังว่าในกล่องไม้จะเป็นกระบี่อวิ๋นเฟิง ทั้งที่ตระหนักว่าเป็นไปไม่ได้ กระบี่อวิ๋นเฟิงนับเป็นสมบัติล้ำค่าของสำนักเฟิงเยี่ยน ดังนั้นพวกเขาจะมอบให้นางได้อย่างไร“ข้ารั้งอยู่ที่ซีโจวนับเดือน แต่กลับไม่เคยพบท่านสักครั้ง”“ข้าเพิ่งกลับมาหานซานเมื่อไม่นานมานี้” เขากล่าว“ข้าขอละลาบละล้วงได้หรือไม่ ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสเดินทางไปที่ใดหรือ” “ข้าหรือ” เขาหัวเราะ ท่าทางดูใจดีจนลี่ชิงหย่ารู้สึกผิดที่หวาดระแวงอีกฝ่าย “ข้าก็...ออกเดินทางท่องเที่ยวทั่วหล้า ถึงคราวข้าถามเจ้าบ้าง ข้าไม่ยอมเสียเปรียบเจ้าหรอกนะ”“เจ้าค่ะ” ลี่ชิงหย่ายิ้มกับอารมณ์ขันของชายวัยกลางคน“เพราะอะไรในวันนั้นจึงเลือกเดินออกมาจากสำนักเมฆหวนมา ทั้งยังกล้าติดตามคนของสำนักเฟิงเยี่ยนไป กล้ารั้งอยู่จนเสร็จสิ้นงานศพ เจ้ามิใช่ไม่กระจ่างหรือว่าในวันหน้าอาจสร้างความบาดหมางกับพี่สาว”ลี่ชิงหย่าชะงักไปครู่ใหญ่กระทั่งรอยยิ้มระบายทั่วใบหน้า “ข้าไม่อยากทำสิ่งที่ข้าจะเสีย
หวังว่าเวลาจะเยียวยาหัวใจที่เจ็บปวดและรู้สึกผิดของข้า ท่านเป็นพี่สาวของข้า เป็นคนในครอบครัว เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยน แต่ถึงอย่างนั้นแม้ข้าเพิ่งได้พบกับเยี่ยสวิน ทว่าข้าตระหนักว่าเขาคืออนาคตของข้า เขาทำเพื่อปกป้องผู้คนมากมาย แต่ทุกอย่างกลับกลายเป็นว่าเขาเป็นจอมมารที่ผู้คนคิดสังหาร แม้เขาสิ้นใจชาวยุทธ์ทั้งหลายที่เขาคิดปกป้อง กลับไม่ละเว้นแม้แต่ศพของเขา เรื่องในครั้งนี้สั่นคลอนความศรัทธาในใจข้าหลายๆ เรื่อง การทำความดีบางครั้งผลตอบแทนที่ได้รับก็เป็นสิ่งตรงกันข้าม ข้าเข้าใจการกระทำของเยี่ยสวิน เพราะไม่ว่าเขาจะทำอย่างไร ความจริงที่ว่าเขามีสายเลือดของจอมมารก็ไม่อาจเปลี่ยน แม้เรื่องในวันนี้แพร่ออกไป ทุกคนล่วงรู้ถึงการกระทำของเขา แต่ใครรับประกันได้เล่าว่าเรื่องที่เขามีสายเลือดจอมมาร จะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายเขาและคนตระกูลเยี่ย รวมไปถึงคนของสำนักเฟิงเยี่ยนอีกครั้ง หากเป็นเช่นนั้นมิสู้ในวันนี้จบสิ้นทุกสิ่ง ให้ทุกคนจดจำเขาในฐานะคุณชายใหญ่ตระกูลเยี่ย บุรุษที่ถูกจอมมารสิงสู่ กระทั่งสิ้นใจภายใต้คมกระบี่ชิงเสวี่ยทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่นางอยากจะบอกผู้เป็นพี่สาว แต่ถึงอย่างนั้นแม้จะบอกออกไป ก
ลี่ชิงหย่ากรีดร้องอย่างโศกเศร้า นางกอดศีรษะของเยี่ยสวินเอาไว้กับอก สองมือเหนี่ยวรั้งร่างสูงเอาไว้ ราวกับทำเช่นนั้นแล้ว เขาอาจได้ยินและรับรู้ถึงคำอ้อนวอนของนางชาวยุทธ์หลายคนกรูเข้ามาล้อมรอบ ใบหน้าลังเลมองกันไปมา “เขาเป็นจอมมาร ไม่แน่ว่ายังไม่ตาย”“นั่นสิ ต้องแน่ใจว่าเขาตายแล้ว หาไม่...”“ใครกล้าก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าวเดียว...” เหวินหลานสะบัดกระบี่ออกเตรียมรับมือเยี่ยหลันเองก็เดินเข้ามายืนเคียงข้างเขา เยี่ยอวิ๋นถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง กระนั้นเขาก็เดินเข้ามาเคียงข้างศิษย์ของตน“นำศพของเขากลับสำนักเฟิงเยี่ยนเถิด”“แต่ท่านเจ้าสำนัก ทำเช่นนี้ท่านอาจไม่ได้รับการเชื่อถือจากชาวยุทธ์” มีเสียงหนึ่งไม่เห็นด้วย“นั่นสิ ท่านทำเช่นนี้ต้องการปกป้องจอมมารหรือ”“หรือว่าท่านเองก็มีส่วนในแผนการครั้งนี้”“นั่นสิหาไม่คุณชายเยี่ยเก่งกาจถึงเพียงนั้นจะถูกจอมมารสิงสู่ได้โดยง่ายหรือ”“เช่นนั้นหากมีจอมยุทธ์ท่านใดข้องใจเชิญที่สำนักเฟิงเยี่ยน ข้าเยี่ยอวิ๋นและคนของสำนักเฟิงเยี่ยนยินดีรับการชี้แนะ!!”เยี่ยอวิ๋นประกาศด้วยเสียงกร้าวแผนการนี้ก็เพื่อช่วยหยุดหายนะที่จะเกิดขึ้นในยุทธภพ แต่ถึงตอนนี้คนที่เสียสละกลับถูกกล่าวห
“นางเพียงตกใจจนหมดสติไปเท่านั้น ขอฮูหยินน้อยอย่าได้กังวล”เขาบอกแม้ว่าตัวเองจะไม่มั่นใจ กระนั้นจังหวะหัวใจและชีพจรของลี่ชิงหย่าก็หาได้โกหกไม่ แม้ว่าเขาจะยังกังขาในสิ่งที่เพิ่งรับรู้ก็ตามใช่...เขาเองก็มองเห็นภาพเหล่านั้นเช่นกัน ทั้งยังตระหนักดีว่าเห็นภาพนั้น ทันทีที่เขาคว้าไหล่ของหญิงสาว กระทั่งมั่
ทั้งสามเดินออกมาจากศาลาแปดเหลี่ยม บทสนทนาที่เหมือนเป็นฉากแก้สถานการณ์ ทั้งที่ในใจของแต่ละคนรับรู้ว่ามีใครบางคนอยู่ใต้ฐานศาลาแปดเหลี่ยม หากแต่ผู้มาเป็นใครเหตุใดจึงปีนขึ้นมาในยามวิกาล ตอนนี้ยังไม่มีใครอยากจะหาคำตอบ“เสี่ยวเถาเจ้าไปบอกสาวใช้เมื่อครู่ว่าไม่ต้องนำชาและของว่างมาแล้ว ข้าจะกลับห้องพัก หลัง
โต๊ะที่หญิงสาวนั่งอยู่เยื้องไปด้านหลังเสิ่นอิง ด้านหน้ายังมีพี่สาวนั่งอยู่อีกต่อหนึ่ง ทำให้มองเห็นเหล่าชาวยุทธ์ไม่ใคร่จะถนัดนัก ถึงอย่างนั้นจากหางตากลับมองเห็นกลุ่มชาวยุทธ์ในชุดสีขาวโดดเด่น นั่งรวมตัวกันอยู่ฝั่งซ้ายมือของจ้าวยุทธจักรลี่ชิงหย่าพยายามไม่หันไปมอง แต่ถึงอย่างนั้นกลับรับรู้ถึงสายตาคมที
“สูงส่ง หล่อเหลา เย็นชา ฝีมือล้ำเลิศ นั่นคือสี่ประโยคที่เหล่าชาวยุทธ์เรียกขานคุณชายใหญ่ตระกูลเยี่ย อายุเพียงยี่สิบสามแต่กลับไม่มีใครสามารถเอาชนะเขาได้”ลี่ชิงหย่าเลิกคิ้ว “เช่นนั้นจะจัดงานชุมนุมเพื่อกำหนดวันประลองกันไปทำไมเล่าเจ้าคะ เห็นชัดว่าเขาคงชนะอย่างแน่นอน”ลี่หลันเยว่หัวเราะ“หลายปีผ่านไปทุก







