تسجيل الدخول“ตอบฉันมาใบเตย ทำไมถึงไม่ลงไปกินข้าว”
ใบเตยกัดริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด เธอพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่น้อยนิดยันกายขึ้นจากเตียง ทันทีที่แผ่นหลังตั้งตรง ความรู้สึกวิงเวียนก็ถาโถมเข้าใส่จนโลกทั้งใบหมุนคว้างไปชั่วขณะ เธอต้องหลับตาลงและสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อประคองสติไม่ให้ฟุบลงไปต่อหน้าเขา “ใบเตย…ไม่ได้ตั้งใจจะประท้วงค่ะ แค่รู้สึกไม่ค่อยสบาย” ใบเตยเอ่ยตอบ เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบจะขาดใจ ไคเซอร์ยืนมองภาพนั้นด้วยแววตาที่ยังคงเรียบเฉย แต่ลึกๆในใจเขากลับรู้สึกไหววูบ ความรู้สึกแปลกๆบางอย่างที่เขาอธิบายไม่ได้เริ่มก่อตัวขึ้นในอก มันไม่ใช่ความสงสาร เขาบอกตัวเองเช่นนั้น แต่มันเป็นความรำคาญใจที่เห็นสภาพเหมือนคนใกล้จะแตกสลายของเธอ เขาเดินไปที่ประตูโดยไม่หันกลับมามอง ก่อนจะหยุดชะงักและพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เดี๋ยวฉันจะให้แม่บ้านยกอาหารเช้าขึ้นมาให้ กินซะให้หมด อย่าให้ฉันต้องขึ้นมาเห็นสภาพเธอยังไม่แตะต้องอะไรอีก” ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น เขาก็เดินออกจากห้องไปทันที ไคเซอร์เดินตรงไปยังโถงทางเดิน ความรู้สึกปั่นป่วนในใจที่เขามีต่อเธอกำลังทำให้เขารู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง แค่ไม่อยากให้เธอล้มป่วยจนเป็นภาระ เขาพยายามย้ำเตือนตัวเองเช่นนั้น แต่หัวใจที่เต้นผิดจังหวะของเขากลับปฏิเสธคำแก้ตัวนั้นอย่างสิ้นเชิง หนึ่งเดือนผ่านไป เวลาหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างเชื่องช้าในคฤหาสน์หลังใหญ่ ทว่าสำหรับใบเตยแล้ว มันเป็นเดือนที่เงียบเชียบและโดดเดี่ยวที่สุด ไคเซอร์ปฏิบัติต่อเธอราวกับเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้าน เขาไม่เดินเฉียดใกล้ ไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทายหรือแสดงออกถึงอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างที่เคยทำในคืนนั้น ทุกอย่างในชีวิตของไคเซอร์กลับคืนสู่สภาวะปกติที่เขาต้องการ เขาพาเมดาไปทานมื้อค่ำที่ร้านอาหารหรูหรา ออกงานสังคมด้วยกันและใช้เวลาช่วงวันหยุดไปกับเธออย่างเปิดเผยเพื่อยืนยันกับตัวเองซ้ำๆว่าเขายังคงเป็นคนเดิม คนที่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับผู้หญิงที่เขาเกลียดชังคนนั้น ทว่าในความเป็นจริงความปกตินั้นกลับดูบิดเบี้ยวในสายตาของเขาเอง ในเช้าวันหนึ่ง ไคเซอร์ยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ กำลังจัดเนกไทให้เข้าที่ เสียงรถหรูที่จอดเทียบหน้าบ้านทำให้เขาหันไปมองผ่านหน้าต่าง เขาเห็นเมดาก้าวลงจากรถด้วยรอยยิ้มสดใส เธอเดินตรงเข้ามาหาเขาด้วยความคุ้นเคย และในขณะเดียวกัน สายตาคมก็เหลือบไปเห็นร่างเล็กของภรรยาในนามที่กำลังก้มหน้าก้มตาเดินถือตะกร้าผ้าผ่านโถงทางเดินไปอย่างเงียบเชียบ เธอทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน เช่นเดียวกับที่เขาพยายามทำกับเธอ “ไคเซอร์คะ ไปกันหรือยังเอ่ย” เมดาเอ่ยถามพลางเดินเข้ามาคล้องแขนเขาอย่างสนิทสนม ไคเซอร์ไม่ได้ตอบทันที สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่แผ่นหลังบางที่ค่อยๆลับสายตาไป ความทรงจำถึงรสสัมผัสในห้องครัวเมื่อหนึ่งเดือนก่อนแล่นเข้ามาในหัวอย่างไร้ที่มา รสสัมผัสที่เขาพยายามจะลบเลือนด้วยการพาผู้หญิงคนอื่นไปไหนมาไหน แต่มันกลับไม่เคยจางหายไปเลย เขาสะบัดศีรษะเบาๆเพื่อไล่ความรู้สึกฟุ้งซ่านก่อนจะหันไปยิ้มให้เมดาด้วยรอยยิ้มที่ดูสมบูรณ์แบบ “ครับ ไปกันเถอะ” แต่ในวินาทีที่เขาก้าวเดินออกจากบ้าน ไคเซอร์กลับรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ประหลาดลึก เขาพยายามดับไฟในใจตัวเองด้วยการหาความสุขภายนอก แต่เขากลับลืมไปว่ายิ่งเขาสร้างกำแพงกั้นระหว่างเธอกับเขามากเท่าไหร่ พื้นที่ในหัวใจของเขากลับยิ่งถูกเธอกัดกินเข้าไปมากขึ้นเท่านั้น หนึ่งเดือนที่เขาหนี กลับกลายเป็นหนึ่งเดือนที่เขายิ่งจดจำทุกรายละเอียดของเธอได้แม่นยำขึ้นกว่าเดิม หนึ่งเดือนที่เต็มไปด้วยความพยายามจะลืม แต่กลับเป็นการตอกย้ำ ตอนเย็น ไคเซอร์กลับเข้าบ้านมาพร้อมกับเมดาหลังจากไปทานมื้อค่ำ บรรยากาศในโถงทางเดินดูเงียบสงบจนกระทั่งเขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของใบเตยดังมาจากสวนด้านหลังบ้าน ร่างแกร่งชะงักฝีเท้าทันที แววตาที่เคยราบเรียบเปลี่ยนเป็นความคมกริบ เขาปล่อยให้เมดาเดินนำเข้าไปในห้องรับแขกก่อนโดยอ้างว่าจะไปจัดการเรื่องงานที่สวนเสียหน่อย เมื่อเดินอ้อมไปยังสวนหลังบ้าน ภาพที่เห็นทำให้นัยน์ตาของเขาหรี่ลง ใบเตยกำลังยืนคุยอยู่กับ ‘กรณ์’ ซึ่งเป็นคนสวนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาดูแลต้นไม้ในบ้านได้ไม่กี่วัน ชายหนุ่มคนนั้นกำลังยื่นกระถางต้นไม้ขนาดเล็กให้ใบเตย และทั้งคู่ก็กำลังยิ้มให้กันอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ไคเซอร์ไม่เคยได้รับมาตลอดหนึ่งเดือน เขายืนมองอยู่ตรงมุมมืดของระเบียง ไม่ได้เข้าไปตวาด ไม่ได้แสดงอาการโวยวาย แต่บรรยากาศรอบตัวเขากลับเย็นเยียบและกดดันอย่างประหลาด “คุณใบเตยครับ ผมว่าตรงนี้สวยดีนะ...” กรณ์พูดพลางขยับเข้าไปใกล้เพื่อชี้ให้เห็นตำแหน่งที่ควรวาง เรียวขายาวก้าวเดินออกมาจากมุมนั้นช้าๆ ฝีเท้าของเขาหนักแน่นจนทำให้กรณ์และใบเตยต้องหันมามอง ใบเตยชะงักไปทันที รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงความประหม่าที่ฉายชัดขึ้นมาแทนที่ “ดูเหมือนเธอจะว่างมากสินะ” ไคเซอร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าหนักแน่นจนน่าขนลุก เขาเดินเข้าไปยืนระหว่างกลางของทั้งสองคน คั่นกลางอย่างจงใจ เขาไม่ได้มองหน้ากรณ์ แต่มองไปที่ใบเตยด้วยสายตาที่เย็นเฉียบ “ฉันจำได้ว่าหน้าที่ของเธอคือดูแลงานในบ้าน ไม่ใช่มายืนเสียเวลาคุยเล่นกับพนักงาน” “ใบเตยแค่...” ใบเตยพยายามจะอธิบาย แต่ไคเซอร์ขัดขึ้นด้วยการหันไปหากรณ์แทน “นายไปทำงานส่วนอื่นเถอะ ตรงนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง” คำสั่งของเขาเป็นคำขาดที่ทำให้กรณ์ต้องขอตัวออกไปทันทีด้วยความเกรงขาม เมื่อเหลือเพียงแค่สองคน ไคเซอร์ก็หันกลับมาหาร่างบาง เขาไม่ได้แสดงท่าทีเกรี้ยวกราด แต่แววตาที่มองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้านั้นมีความกดดันบางอย่างที่ชัดเจนกว่าเดิม เขาขยับเข้าไปใกล้จนเธอต้องถอยหลังไปพิงกับขอบระเบียง “หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ดูเหมือนเธอจะเรียนรู้วิธีอยู่บ้านหลังนี้ได้ดีนะ แต่ดูเหมือนเธอจะเริ่มลืมไปแล้วว่าการเป็นภรรยาในนามของฉันมันมีขอบเขตแค่ไหน” เขาเอื้อมมือไปคว้ากระถางต้นไม้ในมือของเธอมาวางไว้บนโต๊ะข้างๆ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งแตะลงบนราวระเบียงกักขังเธอไว้ในวงแขน “รอยยิ้มแบบเมื่อกี้...” เขาพูดเสียงต่ำ “เก็บไว้ใช้ในที่ที่ควรใช้ดีกว่า อย่าเอาไปโปรยให้ใครมั่วซั่วในบ้านหลังนี้ เข้าใจไหม” เขาไม่ได้รอคำตอบ เพียงแค่จ้องมองเธอด้วยสายตาครอบครองที่สั่นคลอนหัวใจของคนถูกมอง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้าน ทิ้งให้ใบเตยยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกหลังจากที่รถของเมดาแล่นออกไปจากคฤหาสน์ ไคเซอร์ก็ยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านพักใหญ่ ความหงุดหงิดที่เขาสั่งสมมาตั้งแต่ช่วงเย็นยังคงไม่จางหายไปไหน เขาไม่ได้ตรงไปที่ห้องทำงานอย่างที่ควรจะทำ แต่ฝีเท้ากลับพาเขาขึ้นไปยังชั้นบน ตรงไปยังห้องนอนของใบเตยเขาสลัดความลังเลทิ้งไปแล้วผลักประตูเข้าไปโดยไม่ได้เคาะภายในห้องมีเพียงแสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียง ใบเตยเพิ่งก้าวออกมาจากห้องน้ำในชุดนอนผ้าซาตินสายเดี่ยวบางเบา เส้นผมเปียกชื้นที่ยังเช็ดไม่แห้งดีส่งกลิ่นหอมอ่อนๆของแชมพูและสบู่ที่ดูละมุนและสะอาดตา มันเป็นกลิ่นที่จู่โจมประสาทสัมผัสของไคเซอร์ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาใบเตยชะงักไปเมื่อเห็นเขาอยู่ในห้อง เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “คุณไคเซอร์…มีอะไรเหรอคะ?”ไคเซอร์ไม่ตอบ สายตาคมกริบกวาดมองหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามลำคอระหงของเธอ ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้ตลอดหนึ่งเดือนพลุ่งพล่านขึ้นมาจนควบคุมยาก ร่างสูงสาวเท้าเข้าหาเธออย่างรวดเร็ว ก่อนจะคว้าหมับเข้าที่เอวบางของเธอแล้วดึงเข้ามาแนบชิดจนหน้าอกของเธอสัมผัสกับอกแกร่งใบเตยสะดุ้งสุดตัวพยายามจะขืนตัวออก แต่ไคเซอร์กลับกระชับวงแขนแน่นขึ้น ลมหายใจอุ่นๆของเขาเป่ารดข้า
“ตอบฉันมาใบเตย ทำไมถึงไม่ลงไปกินข้าว”ใบเตยกัดริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด เธอพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่น้อยนิดยันกายขึ้นจากเตียง ทันทีที่แผ่นหลังตั้งตรง ความรู้สึกวิงเวียนก็ถาโถมเข้าใส่จนโลกทั้งใบหมุนคว้างไปชั่วขณะ เธอต้องหลับตาลงและสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อประคองสติไม่ให้ฟุบลงไปต่อหน้าเขา“ใบเตย…ไม่ได้ตั้งใจจะประท้วงค่ะ แค่รู้สึกไม่ค่อยสบาย” ใบเตยเอ่ยตอบ เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบจะขาดใจ ไคเซอร์ยืนมองภาพนั้นด้วยแววตาที่ยังคงเรียบเฉย แต่ลึกๆในใจเขากลับรู้สึกไหววูบ ความรู้สึกแปลกๆบางอย่างที่เขาอธิบายไม่ได้เริ่มก่อตัวขึ้นในอกมันไม่ใช่ความสงสาร เขาบอกตัวเองเช่นนั้น แต่มันเป็นความรำคาญใจที่เห็นสภาพเหมือนคนใกล้จะแตกสลายของเธอ เขาเดินไปที่ประตูโดยไม่หันกลับมามอง ก่อนจะหยุดชะงักและพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เดี๋ยวฉันจะให้แม่บ้านยกอาหารเช้าขึ้นมาให้ กินซะให้หมด อย่าให้ฉันต้องขึ้นมาเห็นสภาพเธอยังไม่แตะต้องอะไรอีก”ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น เขาก็เดินออกจากห้องไปทันที ไคเซอร์เดินตรงไปยังโถงทางเดิน ความรู้สึกปั่นป่วนในใจที่เขามีต่อเธอกำลังทำให้เขารู้สึกไม่เป็น
ความเงียบงันที่น่าอึดอัดแผ่ซ่านไปทั่วห้องครัว เสียงหอบหายใจของใบเตยแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ใบเตยยืนนิ่งค้าง แววตาที่เคยฉายความดื้อรั้นท้าทายดับวูบลงเหลือเพียงความว่างเปล่าราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกถอดปลั๊ก เธอไม่แม้แต่จะปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทิ้งใบเตยค่อยๆยื่นมือสั่นเทาไปหยิบช้อนขึ้นมาอีกครั้ง เธอเริ่มตักซุปเข้าปากช้าๆโดยไม่มีคำพูดใดๆออกมาสักคำเดียวแม้จะกลืนลงลำคอด้วยความยากลำบากเพราะก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในอก แต่เธอก็ทำตามคำสั่งของเขาอย่างเคร่งครัดและไร้ชีวิตชีวาไคเซอร์ยืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อครู่เขาแค่ต้องการจะกำราบความดื้อรั้น แต่เมื่อเห็นแววตาที่เลื่อนลอยและร่างกายที่สั่นสะท้านของเธอ ความโกรธเกรี้ยวในใจเขากลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกปั่นป่วนอย่างประหลาดเขามองมือตัวเองที่เพิ่งใช้รั้งตัวเธอไว้ ความรู้สึกรุ่มร้อนและอ่อนนุ่มของริมฝีปากเธอยังคงติดอยู่ที่ประสาทสัมผัส มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดจากความสะใจอย่างที่เขาควรจะเป็น แต่มันคือความรู้สึกวูบโหวงในอกที่เขาสะบัดอย่างไรก็ไม่หลุด“พอ...” ไคเซอร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลงและแหบพร่ากว่าปกติใบเตยไม่ได้ยินหรื
ใบเตยฝืนตักซุปเข้าปากเพียงไม่กี่คำ แม้ความร้อนของมันจะช่วยให้ท้องไส้ที่ว่างเปล่ารู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ความอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศกลับทำให้เธอกลืนไม่ลง เธอวางช้อนลงกับจานเซรามิกเบาๆก่อนจะพยุงร่างที่ยังคงอ่อนเพลียลุกขึ้นจากเก้าอี้“ใบเตยทานพอแล้วค่ะ ขอบคุณสำหรับซุปนะคะ” เธอเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่กล้าสบตาชายหนุ่มที่ยืนพิงเคาน์เตอร์อยู่ใกล้ๆ หวังเพียงจะเดินผ่านเขาไปเพื่อกลับขึ้นห้องนอนทว่าเพียงแค่ก้าวขาออกไป กลิ่นน้ำหอมเย็นๆอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาก็ขยับเข้ามาขวางหน้า ใบเตยชะงักค้างทันทีเมื่อเห็นร่างสูงก้าวมาดักหน้าเธอไว้ในระยะประชิด“จะไปไหน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม นัยน์ตาคมกริบกวาดมองถ้วยซุปที่พร่องไปเพียงเล็กน้อย “ไหนบอกว่าหิวจนเกือบตาย สภาพที่เห็นตอนนี้มันคืออะไร”ใบเตยขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามเบี่ยงตัวหลบแต่เขาก็ยังขยับตามมาขวางไว้อย่างตั้งใจ “ใบเตยอิ่มแล้วค่ะ อีกอย่างการกินอาหารต่อหน้าคุณมันไม่ได้ทำให้ใบเตยรู้สึกเจริญอาหารขึ้นมาเลย”“หึ” ไคเซอร์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาของเขาดูขุ่นมัวและแฝงไปด้วยความไม่พอใจที่เห็นท่าทีดื้อดึงของเธอ “ปากดีนักนะ ยิ่งฉันใจดีด้วยยิ่งได้ใจใหญ่”เขาขยับเข้า
ห้องนอนใบเตยหลังจากปิดประตูห้องนอนลง ใบเตยพิงแผ่นหลังกับบานไม้แน่น ความหิวที่ถูกข่มไว้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความปวดหนึบในกระเพาะอาหาร เธอพยายามขดตัวบนเตียงเพื่อบรรเทาอาการ แต่ความเจ็บปวดกลับทวีความรุนแรงขึ้นจนเธอทนไม่ไหวในที่สุด ใบเตยจึงตัดสินใจประคองร่างที่อ่อนแรงออกมาจากห้องเพื่อจะลงไปหาที่เก็บยาในครัวที่ชั้นล่างขณะที่เธอกำลังก้าวเท้าลงบันไดอย่างเชื่องช้าด้วยความทรมาน ไคเซอร์ที่เพิ่งเปิดประตูห้องนอนใหญ่ของเขาออกมาพอดีก็ชะงักฝีเท้า สายตาคมกริบจ้องมองร่างบางที่ดูโซเซด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดระคนรำคาญใจ“ฉันบอกให้เธออยู่แต่ในห้องไม่ใช่หรือไง” เขาถามเสียงกร้าว มือหนาเกาะราวบันไดแน่นขณะก้าวลงมาเผชิญหน้าใบเตยชะงักค้าง มือหนึ่งกุมท้องไว้แน่น ใบหน้าของเธอซีดเผือดจนเห็นได้ชัด “ใบเตย…ปวดท้องค่ะ จะลงไปหายา”ไคเซอร์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาของเขาไม่มีแม้แต่ความห่วงใย มีเพียงความสมเพชที่ฉายชัด “ปวดท้อง? หรือแค่จะหาเรื่องเรียกร้องความสนใจจากฉันกันแน่ เห็นหน้าเธอทีไรก็น่ารำคาญทุกที ยิ่งดึกยิ่งทำให้ฉันหงุดหงิด”“ใบเตยไม่ได้เรียกร้องอะไรเลยค่ะ...” ใบเตยพยายามพูดสวนออกไปแม้เสียงจะขาดห้วงเพ
หลังจากเสียงเครื่องยนต์รถของไคเซอร์เคลื่อนห่างออกไปจากตัวคฤหาสน์ ใบเตยที่ยืนแอบมองจากมุมหนึ่งของห้องโถงก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอรู้ดีว่าเวลาหลังจากนี้คือช่วงเวลาที่เธอต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวภายในบ้านหลังนี้ใบเตยตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องครัว ซึ่งกลุ่มแม่บ้านกำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดและจัดเตรียมมื้อเที่ยง เธอไม่ได้ต้องการมาเป็นนายหญิงที่สั่งการ แต่เธออยากจะลองผูกมิตรกับคนที่ต้องอยู่ร่วมกันทุกวันให้มากที่สุด“มีอะไรให้ใบเตยพอจะช่วยได้บ้างไหมคะ” ใบเตยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้าหัวหน้าแม่บ้านที่กำลังเช็ดโต๊ะตัวยาวชะงักมือไปชั่วครู่ เธอเหลือบสายตามองใบเตยด้วยแววตาที่อ่านไม่ออกก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ถึงแม้ในใจจะรู้สึกไม่ชอบใจในสถานะของใบเตย แต่สัญชาตญาณของการเป็นลูกน้องเก่าแก่ทำให้เธอยังคงรักษาความเกรงใจเอาไว้“คุณใบเตยไปพักผ่อนเถอะค่ะ งานทางนี้ดิฉันกับคนอื่นๆจัดการเองได้ งานบ้านงานเรือนไม่ใช่หน้าที่ที่คุณต้องลงมาทำหรอกค่ะ” หัวหน้าแม่บ้านวัยกลางคนตอบเสียงราบเรียบ“แต่อยู่คนเดียวในห้องมันก็เงียบเกินไปน่ะค่ะ…” ใบเตยพยายามพูดต่อ “ถ้ามีอะไรให้ทำ บอกใบเตยได้







