เข้าสู่ระบบใบเตยฝืนตักซุปเข้าปากเพียงไม่กี่คำ แม้ความร้อนของมันจะช่วยให้ท้องไส้ที่ว่างเปล่ารู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ความอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศกลับทำให้เธอกลืนไม่ลง
เธอวางช้อนลงกับจานเซรามิกเบาๆก่อนจะพยุงร่างที่ยังคงอ่อนเพลียลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ใบเตยทานพอแล้วค่ะ ขอบคุณสำหรับซุปนะคะ” เธอเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่กล้าสบตาชายหนุ่มที่ยืนพิงเคาน์เตอร์อยู่ใกล้ๆ หวังเพียงจะเดินผ่านเขาไปเพื่อกลับขึ้นห้องนอน ทว่าเพียงแค่ก้าวขาออกไป กลิ่นน้ำหอมเย็นๆอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาก็ขยับเข้ามาขวางหน้า ใบเตยชะงักค้างทันทีเมื่อเห็นร่างสูงก้าวมาดักหน้าเธอไว้ในระยะประชิด “จะไปไหน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม นัยน์ตาคมกริบกวาดมองถ้วยซุปที่พร่องไปเพียงเล็กน้อย “ไหนบอกว่าหิวจนเกือบตาย สภาพที่เห็นตอนนี้มันคืออะไร” ใบเตยขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามเบี่ยงตัวหลบแต่เขาก็ยังขยับตามมาขวางไว้อย่างตั้งใจ “ใบเตยอิ่มแล้วค่ะ อีกอย่างการกินอาหารต่อหน้าคุณมันไม่ได้ทำให้ใบเตยรู้สึกเจริญอาหารขึ้นมาเลย” “หึ” ไคเซอร์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาของเขาดูขุ่นมัวและแฝงไปด้วยความไม่พอใจที่เห็นท่าทีดื้อดึงของเธอ “ปากดีนักนะ ยิ่งฉันใจดีด้วยยิ่งได้ใจใหญ่” เขาขยับเข้ามาใกล้จนใบเตยต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชิดกับขอบเคาน์เตอร์ครัว ไคเซอร์วางมือข้างหนึ่งลงบนเคาน์เตอร์ขนาบข้างตัวเธอไว้ กักขังเธอไว้ในวงแขนอย่างจงใจ “ฉันไม่ได้ใจดี ฉันแค่ไม่ชอบเสียเวลามาจัดการกับคนที่ไม่รู้จักดูแลตัวเอง ถ้าเธอไม่กินให้หมดถ้วยนั้นตอนนี้ ฉันจะเปลี่ยนใจจากการสั่งสอน เป็นการป้อนให้เธอทานเองถึงปาก แล้วถึงตอนนั้นอย่ามาหาว่าฉันรังแกก็แล้วกัน” เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆ สายตาที่จ้องมองมานั้นดุดันและเอาจริงเอาจัง จนใบเตยรู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำขู่ธรรมดาๆ เธอทำได้เพียงเม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกัน ทั้งความกลัว ความกดดันและความสับสนต่อท่าทีที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของเขาในคืนนี้ ใบเตยเงยหน้าขึ้นสบสายตาคมกริบของเขาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ลมหายใจของเขาจะอยู่ใกล้จนเธอรู้สึกถึงความกดดันที่แผ่ซ่านออกมา เธอตัดสินใจเลือกทั้งสองทางในคราวเดียว ทั้งโต้กลับและท้าทายในเวลาเดียวกัน “ทำไมต้องบังคับกันขนาดนี้คะ ในเมื่อคุณก็ไม่ได้สนใจชีวิตใบเตยอยู่แล้ว จะให้ใบเตยตายหรือมีชีวิตอยู่ต่อ คุณก็แค่รอให้ครบสามปีตามพินัยกรรมเท่านั้นไม่ใช่เหรอคะ” เธอถามเสียงสั่นแต่หนักแน่น “…” ไคเซอร์ชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน แววตาของเขาดูวูบไหวราวกับถูกคำถามของเธอกระแทกเข้าที่จุดสำคัญ แต่เขาก็ยังคงท่าทีเผด็จการไว้ไม่เสื่อมคลาย “และถ้าคุณจะบอกว่าที่ทำแบบนี้เพราะห่วง...” ใบเตยเว้นวรรค ดวงตากลมโตฉายแววท้าทาย “ใบเตยก็บอกตรงนี้เลยว่า กินไม่ลงค่ะ ต่อให้คุณจะขู่ว่าจะป้อนเอง ใบเตยก็ไม่มีแรงจะกลืนอะไรลงไปแล้ว ถ้ายังต้องทนยืนอยู่ใต้ความกดดันของคุณแบบนี้” ความเงียบปกคลุมห้องครัวขึ้นมาทันที ไคเซอร์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับกำลังชั่งใจ เขาไม่คิดว่าภรรยาที่ดูอ่อนแอคนนี้จะมีแรงสวนกลับเขาได้ขนาดนี้ แทนที่จะโกรธจนระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างที่เธอคาด ไคเซอร์กลับแค่นยิ้มที่มุมปาก มือข้างที่ค้ำเคาน์เตอร์ขยับมาเชยคางเธอขึ้นเบาๆ แต่แววตากลับเย็นเยือกอย่างน่ากลัว “อยากลองดีนักใช่ไหม?” เขากระซิบเสียงพร่า “ได้...ในเมื่อบอกว่ากินไม่ลงเพราะความกดดัน งั้นฉันจะเปลี่ยนบรรยากาศให้” เขาก้าวถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว แต่สายตายังคงจับจ้องไม่วางตาก่อนจะคว้าช้อนขึ้นมาแล้วตักซุปขึ้นจ่อที่ริมฝีปากของเธอ “ถ้างั้นก็พิสูจน์ให้ดูหน่อยว่าเธอไม่มีแรงจะกลืน หรือแค่ดื้อจนอยากจะลองดีกับฉัน” เขาไม่ได้พูดเล่น เขาจ่อช้อนรอไว้ตรงนั้น นัยน์ตาของเขาเป็นเชิงบังคับว่า ถ้าเธอไม่เปิดปาก เขาก็จะทำมากกว่าแค่ป้อน ใบเตยเบี่ยงหน้าหนีทันที ความรู้สึกอึดอัดที่พลุ่งพล่านทำให้เธอกล้าที่จะขัดคำสั่งเขา “ใบเตยบอกแล้วไงคะว่าไม่...” หมับ คำพูดของเธอขาดห้วงเมื่อมือหนาของไคเซอร์พุ่งเข้ายึดกรอบหน้าของเธอไว้แน่นด้วยความเร็วที่เหนือกว่า เขาบังคับให้เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง แรงบีบที่คางนั้นไม่ได้รุนแรงจนบาดเจ็บ แต่มันหนักแน่นและเด็ดขาดจนใบเตยไม่มีทางขัดขืนได้ “ฉันบอกให้ กิน ไม่ได้บอกให้เธอมาทำตัวเป็นนางเอกหนังน้ำเน่า” เสียงทุ้มคำรามต่ำ ดวงตาคมกริบของเขาวาวโรจน์ด้วยความโกรธที่ถูกท้าทายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่รอช้า แทนที่จะป้อนเธอด้วยความนุ่มนวล เขาจัดการตักซุปขึ้นมาแล้วโน้มใบหน้าลงมาหาเธออย่างรวดเร็ว กลิ่นอายความเป็นชายปะทะเข้ากับใบหน้าของใบเตยอย่างจัง เขาไม่ได้จะป้อนเธอด้วยช้อน แต่เขากำลังจะใช้วิธีของเขาเพื่อบีบบังคับให้เธอรับมันเข้าไป “ในเมื่อเธอบอกว่าไม่อยากกินต่อหน้าฉัน...” เขากระซิบชิดริมฝีปากเธอ “งั้นฉันจะทำให้เธอไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องกลืนมันลงไปเอง” เขากดจูบหนักหน่วงลงบนริมฝีปากของเธอ ไม่ใช่การจูบที่อ่อนหวาน แต่เป็นการจูบที่ดุดันและเอาแต่ใจเพื่อแทรกแซงทุกคำปฏิเสธ ใบเตยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างกายสั่นสะท้านพยายามขัดขืน แต่ไคเซอร์กลับกักขังเธอไว้ในวงแขนที่แน่นหนา เขาต้อนเธอจนมุมจนไม่มีทางหนี “อื้อ…” ใบเตยรู้สึกได้ถึงสัมผัสเย็นเยียบของซุปที่เขาส่งผ่านเข้ามาทางริมฝีปาก มันเป็นทั้งความอัปยศและความหวามไหวที่ปนเปกันจนน่าสับสน เธอพยายามเบี่ยงหน้าหนี แต่ยิ่งขยับเขาก็ยิ่งบดเบียดริมฝีปากลงมาหนักขึ้นราวกับจะทำโทษที่เธอริอ่านท้าทายอำนาจของเขา เมื่อเขาผละออกมา แววตาของไคเซอร์ยังคงคุกรุ่นไปด้วยแรงอารมณ์ เขามองหญิงสาวที่หอบหายใจรวยรินด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา “ทีนี้...” เขาเอ่ยเสียงพร่า “จะกินเองดีๆ หรือต้องให้ฉันใช้วิธีเดิมอีกรอบ?” “…” ใบเตยตัวสั่นเทา ไม่ใช่แค่เพราะความหิว แต่น้ำตาแห่งความเสียใจและอับอายที่ไหลออกมาจากดวงตาคู่สวยนั้นกำลังทำให้บรรยากาศในครัวที่ควรจะเงียบสงบกลายเป็นสนามรบทางอารมณ์ที่รุนแรงกว่าเดิมหลังจากที่รถของเมดาแล่นออกไปจากคฤหาสน์ ไคเซอร์ก็ยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านพักใหญ่ ความหงุดหงิดที่เขาสั่งสมมาตั้งแต่ช่วงเย็นยังคงไม่จางหายไปไหน เขาไม่ได้ตรงไปที่ห้องทำงานอย่างที่ควรจะทำ แต่ฝีเท้ากลับพาเขาขึ้นไปยังชั้นบน ตรงไปยังห้องนอนของใบเตยเขาสลัดความลังเลทิ้งไปแล้วผลักประตูเข้าไปโดยไม่ได้เคาะภายในห้องมีเพียงแสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียง ใบเตยเพิ่งก้าวออกมาจากห้องน้ำในชุดนอนผ้าซาตินสายเดี่ยวบางเบา เส้นผมเปียกชื้นที่ยังเช็ดไม่แห้งดีส่งกลิ่นหอมอ่อนๆของแชมพูและสบู่ที่ดูละมุนและสะอาดตา มันเป็นกลิ่นที่จู่โจมประสาทสัมผัสของไคเซอร์ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาใบเตยชะงักไปเมื่อเห็นเขาอยู่ในห้อง เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “คุณไคเซอร์…มีอะไรเหรอคะ?”ไคเซอร์ไม่ตอบ สายตาคมกริบกวาดมองหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามลำคอระหงของเธอ ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้ตลอดหนึ่งเดือนพลุ่งพล่านขึ้นมาจนควบคุมยาก ร่างสูงสาวเท้าเข้าหาเธออย่างรวดเร็ว ก่อนจะคว้าหมับเข้าที่เอวบางของเธอแล้วดึงเข้ามาแนบชิดจนหน้าอกของเธอสัมผัสกับอกแกร่งใบเตยสะดุ้งสุดตัวพยายามจะขืนตัวออก แต่ไคเซอร์กลับกระชับวงแขนแน่นขึ้น ลมหายใจอุ่นๆของเขาเป่ารดข้า
“ตอบฉันมาใบเตย ทำไมถึงไม่ลงไปกินข้าว”ใบเตยกัดริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด เธอพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่น้อยนิดยันกายขึ้นจากเตียง ทันทีที่แผ่นหลังตั้งตรง ความรู้สึกวิงเวียนก็ถาโถมเข้าใส่จนโลกทั้งใบหมุนคว้างไปชั่วขณะ เธอต้องหลับตาลงและสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อประคองสติไม่ให้ฟุบลงไปต่อหน้าเขา“ใบเตย…ไม่ได้ตั้งใจจะประท้วงค่ะ แค่รู้สึกไม่ค่อยสบาย” ใบเตยเอ่ยตอบ เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบจะขาดใจ ไคเซอร์ยืนมองภาพนั้นด้วยแววตาที่ยังคงเรียบเฉย แต่ลึกๆในใจเขากลับรู้สึกไหววูบ ความรู้สึกแปลกๆบางอย่างที่เขาอธิบายไม่ได้เริ่มก่อตัวขึ้นในอกมันไม่ใช่ความสงสาร เขาบอกตัวเองเช่นนั้น แต่มันเป็นความรำคาญใจที่เห็นสภาพเหมือนคนใกล้จะแตกสลายของเธอ เขาเดินไปที่ประตูโดยไม่หันกลับมามอง ก่อนจะหยุดชะงักและพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เดี๋ยวฉันจะให้แม่บ้านยกอาหารเช้าขึ้นมาให้ กินซะให้หมด อย่าให้ฉันต้องขึ้นมาเห็นสภาพเธอยังไม่แตะต้องอะไรอีก”ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น เขาก็เดินออกจากห้องไปทันที ไคเซอร์เดินตรงไปยังโถงทางเดิน ความรู้สึกปั่นป่วนในใจที่เขามีต่อเธอกำลังทำให้เขารู้สึกไม่เป็น
ความเงียบงันที่น่าอึดอัดแผ่ซ่านไปทั่วห้องครัว เสียงหอบหายใจของใบเตยแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ใบเตยยืนนิ่งค้าง แววตาที่เคยฉายความดื้อรั้นท้าทายดับวูบลงเหลือเพียงความว่างเปล่าราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกถอดปลั๊ก เธอไม่แม้แต่จะปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทิ้งใบเตยค่อยๆยื่นมือสั่นเทาไปหยิบช้อนขึ้นมาอีกครั้ง เธอเริ่มตักซุปเข้าปากช้าๆโดยไม่มีคำพูดใดๆออกมาสักคำเดียวแม้จะกลืนลงลำคอด้วยความยากลำบากเพราะก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในอก แต่เธอก็ทำตามคำสั่งของเขาอย่างเคร่งครัดและไร้ชีวิตชีวาไคเซอร์ยืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อครู่เขาแค่ต้องการจะกำราบความดื้อรั้น แต่เมื่อเห็นแววตาที่เลื่อนลอยและร่างกายที่สั่นสะท้านของเธอ ความโกรธเกรี้ยวในใจเขากลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกปั่นป่วนอย่างประหลาดเขามองมือตัวเองที่เพิ่งใช้รั้งตัวเธอไว้ ความรู้สึกรุ่มร้อนและอ่อนนุ่มของริมฝีปากเธอยังคงติดอยู่ที่ประสาทสัมผัส มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดจากความสะใจอย่างที่เขาควรจะเป็น แต่มันคือความรู้สึกวูบโหวงในอกที่เขาสะบัดอย่างไรก็ไม่หลุด“พอ...” ไคเซอร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลงและแหบพร่ากว่าปกติใบเตยไม่ได้ยินหรื
ใบเตยฝืนตักซุปเข้าปากเพียงไม่กี่คำ แม้ความร้อนของมันจะช่วยให้ท้องไส้ที่ว่างเปล่ารู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ความอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศกลับทำให้เธอกลืนไม่ลง เธอวางช้อนลงกับจานเซรามิกเบาๆก่อนจะพยุงร่างที่ยังคงอ่อนเพลียลุกขึ้นจากเก้าอี้“ใบเตยทานพอแล้วค่ะ ขอบคุณสำหรับซุปนะคะ” เธอเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่กล้าสบตาชายหนุ่มที่ยืนพิงเคาน์เตอร์อยู่ใกล้ๆ หวังเพียงจะเดินผ่านเขาไปเพื่อกลับขึ้นห้องนอนทว่าเพียงแค่ก้าวขาออกไป กลิ่นน้ำหอมเย็นๆอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาก็ขยับเข้ามาขวางหน้า ใบเตยชะงักค้างทันทีเมื่อเห็นร่างสูงก้าวมาดักหน้าเธอไว้ในระยะประชิด“จะไปไหน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม นัยน์ตาคมกริบกวาดมองถ้วยซุปที่พร่องไปเพียงเล็กน้อย “ไหนบอกว่าหิวจนเกือบตาย สภาพที่เห็นตอนนี้มันคืออะไร”ใบเตยขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามเบี่ยงตัวหลบแต่เขาก็ยังขยับตามมาขวางไว้อย่างตั้งใจ “ใบเตยอิ่มแล้วค่ะ อีกอย่างการกินอาหารต่อหน้าคุณมันไม่ได้ทำให้ใบเตยรู้สึกเจริญอาหารขึ้นมาเลย”“หึ” ไคเซอร์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาของเขาดูขุ่นมัวและแฝงไปด้วยความไม่พอใจที่เห็นท่าทีดื้อดึงของเธอ “ปากดีนักนะ ยิ่งฉันใจดีด้วยยิ่งได้ใจใหญ่”เขาขยับเข้า
ห้องนอนใบเตยหลังจากปิดประตูห้องนอนลง ใบเตยพิงแผ่นหลังกับบานไม้แน่น ความหิวที่ถูกข่มไว้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความปวดหนึบในกระเพาะอาหาร เธอพยายามขดตัวบนเตียงเพื่อบรรเทาอาการ แต่ความเจ็บปวดกลับทวีความรุนแรงขึ้นจนเธอทนไม่ไหวในที่สุด ใบเตยจึงตัดสินใจประคองร่างที่อ่อนแรงออกมาจากห้องเพื่อจะลงไปหาที่เก็บยาในครัวที่ชั้นล่างขณะที่เธอกำลังก้าวเท้าลงบันไดอย่างเชื่องช้าด้วยความทรมาน ไคเซอร์ที่เพิ่งเปิดประตูห้องนอนใหญ่ของเขาออกมาพอดีก็ชะงักฝีเท้า สายตาคมกริบจ้องมองร่างบางที่ดูโซเซด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดระคนรำคาญใจ“ฉันบอกให้เธออยู่แต่ในห้องไม่ใช่หรือไง” เขาถามเสียงกร้าว มือหนาเกาะราวบันไดแน่นขณะก้าวลงมาเผชิญหน้าใบเตยชะงักค้าง มือหนึ่งกุมท้องไว้แน่น ใบหน้าของเธอซีดเผือดจนเห็นได้ชัด “ใบเตย…ปวดท้องค่ะ จะลงไปหายา”ไคเซอร์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาของเขาไม่มีแม้แต่ความห่วงใย มีเพียงความสมเพชที่ฉายชัด “ปวดท้อง? หรือแค่จะหาเรื่องเรียกร้องความสนใจจากฉันกันแน่ เห็นหน้าเธอทีไรก็น่ารำคาญทุกที ยิ่งดึกยิ่งทำให้ฉันหงุดหงิด”“ใบเตยไม่ได้เรียกร้องอะไรเลยค่ะ...” ใบเตยพยายามพูดสวนออกไปแม้เสียงจะขาดห้วงเพ
หลังจากเสียงเครื่องยนต์รถของไคเซอร์เคลื่อนห่างออกไปจากตัวคฤหาสน์ ใบเตยที่ยืนแอบมองจากมุมหนึ่งของห้องโถงก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอรู้ดีว่าเวลาหลังจากนี้คือช่วงเวลาที่เธอต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวภายในบ้านหลังนี้ใบเตยตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องครัว ซึ่งกลุ่มแม่บ้านกำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดและจัดเตรียมมื้อเที่ยง เธอไม่ได้ต้องการมาเป็นนายหญิงที่สั่งการ แต่เธออยากจะลองผูกมิตรกับคนที่ต้องอยู่ร่วมกันทุกวันให้มากที่สุด“มีอะไรให้ใบเตยพอจะช่วยได้บ้างไหมคะ” ใบเตยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้าหัวหน้าแม่บ้านที่กำลังเช็ดโต๊ะตัวยาวชะงักมือไปชั่วครู่ เธอเหลือบสายตามองใบเตยด้วยแววตาที่อ่านไม่ออกก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ถึงแม้ในใจจะรู้สึกไม่ชอบใจในสถานะของใบเตย แต่สัญชาตญาณของการเป็นลูกน้องเก่าแก่ทำให้เธอยังคงรักษาความเกรงใจเอาไว้“คุณใบเตยไปพักผ่อนเถอะค่ะ งานทางนี้ดิฉันกับคนอื่นๆจัดการเองได้ งานบ้านงานเรือนไม่ใช่หน้าที่ที่คุณต้องลงมาทำหรอกค่ะ” หัวหน้าแม่บ้านวัยกลางคนตอบเสียงราบเรียบ“แต่อยู่คนเดียวในห้องมันก็เงียบเกินไปน่ะค่ะ…” ใบเตยพยายามพูดต่อ “ถ้ามีอะไรให้ทำ บอกใบเตยได้







