เข้าสู่ระบบความดีใจในจวนตระกูลเฉินยังไม่ทันจางหาย มีคนมาแจ้งเฉินหยางกวงว่าขบวนพ่อบ้านตระกูลเฉินที่ถูกส่งไปรับหลูฮูหยินบุตรชายคนรองและบุตรสาวคนเล็กกำลังเดินทางเข้าประตูเมืองฉางอันหลูหงลู่จึงรีบขี่ม้าออกไปรอต้อนรับที่ประตูเมืองโดยมีเฉินหย่งฉีและจ้าวเฟิงอวิ๋นติดตามไปด้วยเถียนชิงเหยียนและเฉินเหม่ยหรูส่งคนไปจัดห้องพักในเรือนฮุ่ยอวี่เพิ่ม ส่วนเสิ่นจื้อเทายามนี้หลังจากรู้ผลสอบของหลานชายแล้ว แม้เขาจะรู้สึกภูมิใจแต่ก็อดรู้สึกเสียใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้ จึงเตรียมจะหลบไปพักผ่อนที่เรือนจี๋อวี่เฉินเหม่ยอิงไม่ได้ตามไปรบเร้าเสิ่นจื้อเทาเหมือนเดิม แต่กลับเดินตามเฉินหย่งฝูแทน เสิ่นจื้อเทาเห็นดังนั้นจึงแอบเดินตามเฉินเหม่ยอิงไปอีกคนด้วยความที่เนื้อหาในนิยายเฉินหย่งฝูต้องหลงรักหงอวี้จนยอมทำทุกอย่างเพื่อนางเอก ทะเลาะกับพี่น้องทะเลาะกับบิดาบังเกิดเกล้า สุดท้ายเขาต้องพิการและต้องใช้ชีวิตที่เหลืออย่างเศร้าใจดังนั้นเฉินเหม่ยอิงจึงพูดกับเฉินหย่งฝูอย่างกังวลใจว่า “ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูอวี้ผู้นั้นหน้าตางดงามมากพี่ชายสามต้องรับปากข้าห้ามรักนางมากกว่าข้านะเจ้าคะ”เฉินหย่งฝูเผยสีหน้าระอาให้น้องสาวเห็นเป็นครั้งแรกและพูดอย่างอ่อน
วันนี้เป็นวันประกาศผลสอบฮุ่ยซือ สำหรับเฉินเหม่ยอิงนางไม่ตื่นเต้น เพราะในนิยายผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งคือหลูหงลู่ และเขาก็ได้ตำแหน่งฮุ่ยหยวนไปครองแต่วันนี้บิดามารดารวมทั้งพี่ๆ ทุกคนต่างรอคอยผลสอบ เฉินหยางกวงถึงกับให้คนไปเฝ้ารอผลสอบอยู่ที่ปิดป้ายประกาศตั้งแต่เช้ามืด อีกทั้งยังสั่งคนให้เตรียมซื้อประทัดมามากมาย เฉินเหม่ยอิงรู้อยู่แล้วว่าทุกคนสอบผ่านจึงไม่กังวลใจแต่เฉินหย่งฉีกลับกังวลใจ แม้ไม่ได้หวังว่าต้องเป็นอันดับหนึ่งแต่เขากลัวว่าข้อความที่เขาเขียนจะไม่เข้าตาผู้ตรวจกระดาษข้อสอบ ยิ่งเขาทบทวนคำตอบกับหงลู่และจ้าวเฟิงอวิ๋น เขาก็ยิ่งหวั่นใจเพราะเขาจำไม่ได้ว่าเขาเขียนไปคล้ายคลึงกับสองคนนี้หรือไม่หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ วันนี้เฉินเหม่ยอิงไม่ได้ตามท่านตาเสิ่นของนางไปเรือนจี๋อวี่เหมือนทุกวันแต่เดินกอดแขนของเฉินหย่งฉีไปยังเรือนเว่ยอวี่ด้วยกันแทน“พี่ชายใหญ่ยังกังวลกับผลสอบอยู่อีกหรือเจ้าคะ ท่านพ่อก็บอกกับพี่ชายใหญ่ในวันนั้นแล้ว ว่าขอเพียงให้ท่านพี่สอบผ่านก็พอ”“แล้วถ้าพี่ใหญ่ของเจ้าสอบไม่ผ่านล่ะ เหม่ยอิงผู้เข้าร่วมการสอบฮุ่ยหยวนในครั้งนี้มีจำนวนร้อยกว่าคนรับเพียงสามสิบคนเท่านั้น ทุกคนที่มาเข้
เวลาผ่านไปสองสัปดาห์ เหลือเพียงอีกสี่วันจะเป็นวันขึ้นปีใหม่ จวนตระกูลเฉินต่างคึกคักเตรียมงานฉลองภายในจวนอย่างยิ่งใหญ่ ปีนี้เฉินเหม่ยหรูช่วยเหลืองานในจวนอย่างเต็มที่ เถียนชิงเหยียนจึงเบาแรงลงมากรูปร่างจึงอวบอิ่มหน้าตางดงามสดใสมากขึ้น จนหลายคนแอบทักว่าหรือฮูหยินตระกูลเฉินกำลังจะมีข่าวดีเถียนชิงเหยียนอมยิ้มอายๆ ความจริงแล้วช่วงนี้นางเจริญอาหารมาขึ้น แม้แต่เฉินหยางกวงยามนี้ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มกลม พุงที่ท้องเริ่มขยาย ทุกคนในจวนต่างดูสมบูรณ์ขึ้นเสิ่นจื้อเทาคือคนที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด มาอาศัยอยู่จวนตระกูลเฉินได้เพียงสองสัปดาห์ ร่างกายไม่ซูบผอมกลับมามีเนื้อมีหนัง ชุดที่สวมใส่คับจนเขาต้องจ้างคนมาตัดชุดให้ใหม่ จึงถือโอกาสตัดชุดให้หลานชายใหม่เพิ่มอีกหลายตัวเพื่อไว้สำหรับใช้ใส่ในวันปีใหม่ทุกวันนี้เสิ่นจื้อเทาแทบจะตัวติดกับเฉินเหม่ยอิง ตาหลานคู่นี้ปลูกสมุนไพรร่วมกัน คุยกันเรื่องตำราสมุนไพร ยามเฉินเหม่ยอิงลองทำอาหารแปลกใหม่ เสิ่นจื้อเทาก็จะไปรอคอยชิมอาหารอยู่ที่เรือนฮวาอวี่หากเสิ่นจื้อเทาต้องไปรักษาผู้อื่นที่นอกจวนเฉินเหม่ยอิงก็จะอ้อนวอนขอติดตามไปด้วย ขากลับเสิ่นจื้อเทามักพาเฉินเหม่ยอิงไปเดินเที
จ้าวเฟิงอวิ๋นตื่นเช้ามืดเช่นทุกวัน เขาฝึกวรยุทธกับกุ้ยเหลียง กุ้ยเส้าอยู่พักใหญ่ เฉินหย่งฝูจึงวิ่งมาร่วมฝึกด้วย“ข้านึกว่าพี่อวิ๋นจะพักผ่อนเสียอีก วันนี้ข้าจึงตื่นสาย” เฉินหย่งฝูเอ่ยแก้ตัว“เดิมว่าจะพักสักหลายวัน แต่ถึงเวลาตื่นแล้วจึงนอนต่อไม่หลับ” จ้าวเฟิงอวิ๋นตอบญาติผู้น้องยิ้มๆ“ข้าก็เช่นกัน วันนี้นึกว่าจะต้องมาฝึกคนเดียวเสียอีก” เฉินหย่งฉีส่งเสียงพูดมาก่อนตัวทั้งสามเริ่มฝึกฝนร่างกายกันจนเหงื่อไหลโซมกาย ก่อนจะพากันไปล้างตัวและเปลี่ยนชุดที่เรือนจี๋อวี่ของจ้าวเฟิงอวิ๋นเช่นทุกครั้ง“ท่านตาเสิ่นยังไม่ตื่นหรือขอรับ” เฉินหย่งฝูเอ่ยถามญาติผู้พี่อย่างอยากรู้“น่าจะยังไม่ตื่นกระมัง เมื่อครู่พี่เดินผ่านหน้าห้องของท่านตา เห็นประตูห้องยังปิดเงียบสนิท” จ้าวเฟิงอวิ๋นตอบเฉินหย่งฝู ในขณะที่ก้มหน้าผูกสายคาดเอว“พวกเราแต่งตัวเสร็จแล้วก็รีบไปส่งท่านพ่อกันเถิด ไม่รู้วันนี้น้องสี่จะทำอะไรให้พวกเรากิน” เฉินหย่งฉีพูดอย่างคาดหวังในใจ“ปีใหม่นี้น้องสี่จะอายุ9ขวบแล้ว พี่ใหญ่และพี่อวิ๋นพวกเรารวมเงินกันซื้อของขวัญให้น้องสี่ดีหรือไม่ขอรับ ของขวัญจะได้เป็นชิ้นใหญ่”“ไม่ดี” จ้าวเฟิงอวิ๋นรีบพูดปฏิเสธทันทีก่อนจะพ
เมื่อรถม้าของนายท่านเฉินเข้ามาด้านในจวน มีสาวใช้เข้ามารายงานเถียนชิงเหยียน คนทั้งหมดจึงเตรียมตัวเพื่อต้อนรับเฉินหยางกวงและคุณชายทั้งสามจ้าวเฟิงอวิ๋นเดินพูดคุยมากับเฉินหย่งฉีและหงลู่เกี่ยวกับคำถามและคำตอบในการสอบฮุ่ยซือ เมื่อเขาเดินเข้าห้องโถงจึงหยุดการพูดคุยเพื่อเตรียมตัวคำนับท่านป้าเถียนซื่อและทักทายญาติผู้น้องทั้งสามคน ที่น่าจะกำลังรอต้อนรับพวกเขาอยู่ด้านในห้องโถง แต่แล้วจ้าวเฟิงอวิ๋นก็ต้องตกใจเมื่อเขาเห็นท่านตาของเขานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหลักของห้อง นั่งดื่มชาและหยิบขนมกินราวกับที่นี่เป็นบ้านของตนอย่างสบายใจ“ท่านตา นี่ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร” จ้าวเฟิงอวิ๋นเอ่ยถามท่านตาของเขา เมื่อทุกคนทำความเคารพตามธรรมเนียมกันเรียบร้อยหมดแล้ว ยามนี้เฉินหยางกวงดีใจมากที่ท่านหมอเสิ่นยอมมาพักอาศัยอยู่ที่จวนตระกูลเฉินอย่างออกนอกหน้า“อุ๊บ๊ะ แทนที่จะแสดงความดีใจที่ได้เจอหน้ากับข้า เจ้าหลานคนนี้กับถามโง่ๆ ว่าข้ามาได้อย่างไร ข้ามีขามีเท้าอยากไปทางไหนก็เดินไปนะสิ” เสิ่นจื้อเทาตอบหลานชายอย่างยียวนกวนประสาท“ท่านหมอเสิ่น ข้าดีใจมากที่ท่านให้เกียรติมาพักผ่อนที่นี่ หากท่านอยากได้อะไรเพิ่มอย่าได้เกรงใจนะขอรับ ป
สี่วันสามคืนผ่านไป เฉินหยางกวงเมื่อเลิกงานเสร็จรีบให้คนขับรถม้าพาเขาไปรับคนที่สถานที่สอบอย่างเป็นห่วง หลายคนออกจากห้องสอบเองไม่ไหวต้องมีผู้คุ้มช่วยประคองออกมา เฉินหยางกวงเหลือบมองเห็นคนเหล่านั้น จึงแอบกังวลใจถึงบุตรชาย หลานชายและลูกศิษย์คนเดียวของเขาไม่ได้ นิ่งยืนรอนานขึ้นเฉินหยางกวงยิ่งกระวนกระวายใจทั้งสามคนที่ออกจากสถานที่สอบช้าเพราะยืนรอกันและกันและกระซิบถามข้อสอบกันคร่าวๆ อย่างสนใจในความคิดของอีกฝ่าย เมื่อออกมานอกสถานที่สอบ สายตาของทั้งสามคนจึงมองเห็นคนผู้หนึ่งยืนด้วยสีหน้ากังวลใจ เขาอยู่ในชุดขุนนางขั้นสามโดดเด่นเป็นสง่าท่ามกลางผู้คนมากมาย พวกเขาทั้งสามคนจึงรู้สึกอบอุ่นในใจ รีบเร่งฝีเท้าเดินไปหาเฉินหยางกวงทันที“ท่านพ่อ” “ท่านลุง” “ท่านอาจารย์” ทั้งสามคนพูดพร้อมกันและคำนับเฉินหยางกวงอย่างพร้อมเพรียงเฉินหยางกวงประคองไหล่ทั้งสามคนทีละคนและรีบถามอย่างห่วงใยว่า “สุขภาพของพวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง มีใครไม่สบายตรงไหนบ้าง”คำถามครั้งแรกของเฉินหยางกวงแสดงถึงความห่วงใยในสุขภาพของพวกเขาไปใช่ผลการสอบ คนทั้งสามที่เหนื่อยล้าจากการสอบเล็กน้อย ยามนี้กลับรู้สึกหายเหน็ดเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ต่างตอบคำ







