FAZER LOGINยามเมื่อเวินหร่านเดินทางมาถึงโรงพยาบาล สายฝนก็โหมกระหน่ำลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัวเธอวิ่งฝ่าฝนพุ่งตรงไปยังอาคารผู้ป่วยในพลันมีร่มคันสีดำกางขยายบดบังหยาดฝนเหนือศีรษะให้แก่เธอ“เวินหร่าน!”น้ำเสียงอันคุ้นเคยดังก้องขึ้นข้างหูเธอหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณเป็นเวินจ้าวเหลียง พี่ชายของเธอนั่นเองนับ ๆ ดูแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้พบหน้ากันเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว“พี่ก็มาเยี่ยมเวินฉีเหมือนกันเหรอ?” เวินหร่านอดไม่ได้ที่จะเอ่ยคาดเดา“พี่มาหาเธอจริง ๆ นั่นแหละ” สีหน้าของเวินจ้าวเหลียงดูแปลกพิกลเวินหร่านไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงเอ่ยว่า “งั้นไปพร้อมกัน”พวกเขาก้าวเข้าไปในลิฟต์ด้วยกันเวินจ้าวเหลียงยื่นมือไปกดชั้นที่เวินฉีพักรักษาตัวอยู่“ตอนนี้เธอไปอยู่กับประธานซางแล้วเหรอ?”ภายในลิฟต์ มีเพียงสองพี่น้องอยู่กันตามลำพังเวินจ้าวเหลียงขยับเข้ามาใกล้เธอ พลันเปิดปากเอ่ยถามขึ้นมาสีหน้าของเวินหร่านพลันเปลี่ยนไปทันทีเรื่องระหว่างเธอกับซางเลี่ยรุ่ย เธอคิดว่าตนเองปกปิดเอาไว้เป็นอย่างดี และไม่มีทางที่คนอื่นจะจับได้ทว่าเธอดันลืมตัวปัญหาอย่างเวินจ้าวเหลียงไปเสียสนิทก่อนหน้านี้ที่เขาติดหนี้นอกระบบแก๊งห
ผู้เป็นแม่ด่าทอและกล่าวโทษฉินเยว่เชาเสียยกใหญ่ผ่านสายโทรศัพท์ทว่ากลับลืมไปเสียสนิทว่า การที่เวินฉีได้แต่งงานเข้าตระกูลใหญ่อย่างตระกูลฉินนั้น แต่แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นตระกูลเวินของพวกเธอเองต่างหากที่โหนกระแสไขว่คว้าอ้อนวอนขอมาตระกูลฉินมอบสินสอดทองหมั้นให้อย่างมหาศาล นอกเหนือไปจากเรื่องที่ฉินเยว่เชาไม่ได้ชอบในตัวเวินฉีแล้ว แง่มุมอื่นล้วนไม่เคยปฏิบัติไม่ดีต่อเธอเลยแม้แต่น้อยยิ่งในยามหย่าร้างยิ่งไม่ต้องพูดถึงค่าชดเชยด้านเงินทองและข้าวของสิ่งของล้วนชำระสะสางให้อย่างครบถ้วนจัดเต็มไม่ได้ปล่อยให้เวินฉีต้องเดินออกจากบ้านไปตัวเปล่าเล่าเปลือยอย่างแน่นอนตรงกันข้าม ทั้งเวินฉีและตระกูลเวินกลับได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปอย่างมากมายมหาศาลจากการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์อันแสนสั้นในครั้งนี้กระทั่งหลังแต่งงาน เวินฉียังมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดากับฟู่จิ่งเฉิงผู้เป็นน้องเขยของตนเองเสียด้วยซ้ำกล่าวโดยรวมแล้ว เวินฉีไม่ได้เสียเปรียบเลยสักนิดเดียวเรียกว่ากำไรเนื้อ ๆ เน้น ๆ เสียด้วยซ้ำไปเวินหร่านไม่อาจทำความเข้าใจได้จริง ๆ ว่า มีอะไรให้เธอต้องมาก่อเรื่องเรียกร้องความสนใจด้วยการฆ่าตัวตายกัน?เมื่อหันกล
เวินหร่านหันขวับไปมองตามปฏิกิริยาสะท้อนกลับโดยแทบไม่ต้องคิดทว่าวินาทีที่สบสายตากับซางเลี่ยรุ่ย หัวใจของเธอพลันดิ่งวูบลงสู่เบื้องลึก“ตื่นแล้วเหรอ?”ซางเลี่ยรุ่ยเดินออกจากห้องน้ำ พลางทอดสายตามองเธอพร้อมเอ่ยถามเวินหร่านอดไม่ได้ที่จะอึ้งงันไปเล็กน้อย “คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ?”ซางเลี่ยรุ่ยรู้สึกนึกขำในใจอย่างช่วยไม่ได้“นี่มันห้องทำงานของผม!”ใบหน้าหวานของเวินหร่านพลันแข็งค้าง “งั้นเมื่อกี้คุณ...”ซางเลี่ยรุ่ยทอดสายตามองเธอกลับ “ก็แค่นั่งเข้าห้องน้ำ มีอะไรหรือเปล่า?”เวินหร่านอ้าปากค้าง นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่โดยไม่อาจเค้นคำพูดใด ๆ ออกมาได้แม้แต่คำเดียวยามนี้ในหัวสมองของเธอเริ่มสับสนอลหม่านไปหมดแล้วเมื่อกี้ซางเลี่ยรุ่ยไม่ใช่ว่าออกไปประชุมหรอกเหรอ?เขาเดินกลับเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเธอถึงไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดกัน?หากรู้ว่าเขาอยู่ในห้องทำงานด้วย เมื่อกี้เธอคงไม่เปิดข้อความเสียงของหลีลี่ออกลำโพงหรอกแย่แล้วสิ!ไม่รู้ว่าเมื่อกี้ซางเลี่ยรุ่ยได้ยินเข้าหรือเปล่าคงไม่ได้เข้าใจผิด คิดว่าเธออยากจะเป็นฝ่ายไล่จีบเจียงฮ่าวจริง ๆ หรอกนะ?“ปะ เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร...”เวินหร่านส่ายห
หลีลี่【แกทานข้าวเที่ยงหรือยัง? ให้ฉันซื้อใส่ห่อหิ้วขึ้นไปให้ไหม?】เวินหร่าน【ไม่ต้อง! เมื่อกี้เจียงฮ่าวเอามาให้ฉันห่อหนึ่งแล้ว】หลีลี่รีบส่งข้อความเสียงกลับมาทันควัน เอ่ยอย่างตกใจว่า【เจียงฮ่าวถึงขั้นซื้อข้าวมาให้แกเลยเหรอ? นี่พวกแกตกลงคบกันไวขนาดนี้เลย?】เวินหร่านถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่า คำตอบเมื่อครู่ของตนเองทำให้เพื่อนสนิทเข้าใจผิดไปไกลเสียแล้วทว่าเธอกลับไม่สามารถอธิบายความจริงได้เธอจะบอกว่าจริง ๆ แล้วเป็นเพราะเธอเข้ามาหาซางเลี่ยรุ่ยที่ห้องประธาน ส่วนเจียงฮ่าวเอาข้าวมาส่งให้ซางเลี่ยรุ่ย ก็เลยพลอยหิ้วมาเผื่อเธอด้วยอีกชุดได้อย่างไรกันถ้าขืนพูดออกไปแบบนั้น เพื่อนสนิทคงได้สงสัยว่าเธอกับซางเลี่ยรุ่ยมีซัมติงกันแน่ ๆ 【ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ อย่าเดาสุ่มสี่สุ่มห้าสิ!】เวินหร่านส่งข้อความเสียงตอบกลับไปเช่นกันหลังจากนั้นหลีลี่ก็ไม่ได้ส่งอะไรกลับมาอีกเวินหร่านคาดว่าเพื่อนสนิทน่าจะติดธุระอื่นอยู่ จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจเธอเองก็ทานต่อไม่ไหวแล้ว ตั้งใจว่าจะนั่งรอซางเลี่ยรุ่ยกลับมาอยู่ในห้องทำงานแห่งนี้นี่แหละทว่าผ่านไปได้ครู่หนึ่ง ความง่วงเหงาหาวนอนหลังอาหารก็เข้าจู่โจมเวินหร่านเอนอิงก
ใบหน้าหวานของเวินหร่านพลันมืดมนลงเล็กน้อยทำไมเขาถึงวกกลับมาพูดถึงเรื่องสามีของเธออีกแล้ว?หารู้ไม่ว่า ฟู่จิ่งเฉิงกลายเป็นอดีตสามีของเธอไปตั้งนานแล้ว“ไม่เกี่ยวกับคุณค่ะ”เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา หลบสายตาอันคาดคั้นเค้นถามของเขาคำถามนี้ของเขา มันล้ำเส้นเรื่องส่วนตัวเกินไปแล้วเขาเป็นแค่คู่นอนของเธอ เธอไม่มีความจำเป็นจะต้องตอบคำถามเขาเสียหน่อยบรรยากาศพลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียดชวนอึดอัดขึ้นมาซางเลี่ยรุ่ยออกแรงกระชับเอวคอดกิ่วของเธอแน่น รวบเอาเรือนร่างของเธอเข้ามาตระกองกอดไว้ในอ้อมอก“ไม่อยากพูด? แล้วก็ไม่อยากกิน? ถ้างั้นพวกเราเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นกันดีกว่าไหม?”เปลือกตาของเวินหร่านพลันกระตุกเกร็งอย่างรุนแรงทำงั้นเหรอ?เธอรู้อยู่แล้วเชียวว่าการที่เขาสั่งให้คนไปเรียกเธอมาที่ห้องทำงาน คงไม่ได้หวังดีอะไรแน่ ๆ “ที่นี่ห้องทำงานของคุณนะคะ” เวินหร่านอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนสติเขาซางเลี่ยรุ่ยขยับเรือนร่างแนบชิดเข้ามากลิ่นอายบุรุษเพศอันอบอุ่นโชยผ่านข้างแก้มและกกหูของเธอเบา ๆ “ไม่มีกฎข้อไหนบอกนี่ว่าทำในห้องทำงานไม่ได้”มุมปากของเวินหร่านกระตุกเกร็งเขา... คงไม่ได้คิดจะทำเรื่
ครู่ต่อมา เจียงฮ่าวก็ถือกล่องเก็บความร้อนสองใบเดินเข้ามาด้านในเขาแอบสังเกตเวินหร่านกับซางเลี่ยรุ่ยอย่างเงียบเชียบและสัมผัสได้ในทันทีว่าบรรยากาศภายในห้องประธาน ไม่ได้ตึงเครียดเย็นชาเหมือนก่อนหน้านี้แล้วดูท่าการให้เวินหร่านเข้ามาจะได้ผลดีเยี่ยมจริง ๆ รัศมีอำมหิตบนเรือนร่างของบอสใหญ่ลดทอนลงไปมากทีเดียวเจียงฮ่าวลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเงยหน้าขึ้นพร้อมเอ่ยทักทายเวินหร่านอย่างเป็นกันเอง “ผู้ช่วยเวิน!”ในฐานะผู้ช่วยพิเศษข้างกายบอสใหญ่ ปกติแล้วมีแต่คนอื่นคอยประจบประแจงเขาจะมีก็แค่เวินหร่านคนเดียวนี่แหละที่เป็นข้อยกเว้นเวินหร่านเห็นเจียงฮ่าวทักทายตนเอง ย่อมยิ้มแย้มตอบกลับไปตามมารยาท “ผู้ช่วยพิเศษเจียง”ชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน มองดูหญิงสาวที่ทำหน้าตึงใส่ตน ทว่ากลับมอบรอยยิ้มให้กับเจียงฮ่าวสายตาของเขาก็ดิ่งวูบมืดมนลงทันใดสายตาที่จ้องมองเจียงฮ่าวคมกริบประหนึ่งคมดาบเจียงฮ่าวสัมผัสได้ถึงรัศมีอำมหิตที่บอสพุ่งเป้าตรงมาทางตน หลังแผ่นหลังพลันเหยียดเกร็งขึ้นมาทันตาเขาไม่กล้าเอ่ยปากพูดคุยกับเวินหร่านต่ออีก รีบวางกล่องเก็บความร้อนในมือลงบนโต๊ะชาตรงโซนพักผ่อน แล้วโกยอ้า
เวินหร่านเดินออกจากห้องตรวจ รับยา แล้วรีบเดินออกจากโรงพยาบาลไปพอนึกถึงภาพในห้องตรวจเมื่อครู่ ที่ถูกหมอผู้ชายคนหนึ่งสั่งให้ถอดกางเกง เพื่อตรวจให้เธอเธอก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงก่ำไปถึงใบหูถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เธอคงไม่มีหน้าไปพบใครแน่ ๆวันหลังเธอต้องหาหมอผู้หญิงเท่านั้น จะไม่ยอมให้ผู้ชายแปล
“ถอดออกแล้วนอนลงไปครับ!”ตามมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของชายหนุ่มหัวใจของเวินหร่านกระตุกวูบเธอไม่รู้เลยว่าตัวเองไปติดโรคที่น่าอับอายจนพูดไม่ออกแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่พออาการกำเริบก็จะรู้สึกต้องการอย่างมากจนถึงขั้นไม่เลือกเวลาและสถานที่ ทำให้ชีวิตและหน้าที่การงานได้รับผลกระทบอย่างหนัก
เห็นได้ชัดว่าเขาคาดไม่ถึงว่าจะเป็นสถานการณ์แบบนี้แต่ต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เรื่องบางอย่างสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องพูดออกมานอกจากนี้ เขายังรู้ว่าเวินหร่านเป็นโรคนั้น“ท่าน... ท่านประธานคะ...”เวินหร่านพลันตัวแข็งทื่อ สมองเหมือนเครื่องจักรที่หยุดทำงานเสียงจากปลายสาย ทำไมฟังแล้วเหมือนบอสใหญ่ส
เวินหร่านเปลือกตากระตุกเขา...เลื่อนตำแหน่งให้เธอเป็นผู้ช่วยเลยเนี่ยนะ?คงไม่ใช่ความหวังดีที่ประสงค์ร้ายหรอกนะ?“ประธานซางคะ ฉันไม่เคยทำงานผู้ช่วยมาก่อน เกรงว่ายากจะรับตำแหน่งนี้...” การตอบสนองตามสัญชาตญาณของเวินหร่านคือการปฏิเสธตอนนี้ในหัวเธอมีแต่ความคิดอยากขึ้นเตียงกับเขาถ้าเลื่อนตำแหน่งขึ้







