Masuk“เฮ้ย ลากกูไปไหนวะ มึงจะพากูไปไหน ปล่อยสิ ปล่อยนะเว้ย!” คนก่อกวนถูกลากออกไปข้างนอก โดยที่ร่างสูงเดินไปหาคนสนิทของตัวเองก่อนจะสั่งเสียงเข้ม เพราะตนอารมณ์ร้อนเกินกว่าจะอยู่สังสรรค์ต่อได้
“คุณเจตน์ฝากรับรองต่อด้วย ผมมีธุระต้องไปจัดการ”
พูดจบก็เดินกลับไปยังรถส่วนตัวแล้วสั่งคนขับให้ไปยังบ้านพักที่มีคนรออยู่ ใบหน้าคมเคร่งขรึมกับกับความร้อนที่กระจายทั่วใบหน้าจนบรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความอึดอัด ขับรถเกือบสามสิบนาทีก็ถึงจุดหมาย
ก้าวเท้าลงจากพาหนะแล้วตรงมายังบ้านหลังงาม มองเห็นว่าเธอกำลังนั่งปักผ้าแล้วยิ้มอย่างมีความสุข จุดประกายความโกรธให้เขามากกว่าเดิม
“สวย...” หล่อนพึมพำกับตัวเองหลังจากปักผ้าเช็ดหน้าให้ลูกชายเสร็จ อยากมอบให้รวิกานต์นำไปใช้ที่โรงเรียน เป็นลายดอกทานตะวันตรงปลายแล้วก็สลักตัวอาร์เอาไว้ข้างกัน นึกชื่นชมในฝีมือของตัวเองแล้วเอ่ยเสียงเบา
ก่อนได้ยินเสียงเปิดประตู พอหันไปมองก็พบร่างสูงที่เดินเข้ามาด้วยใบหน้าบึ้งตึง ไม่รู้ว่าไปกินรังแตนที่ไหนแต่น่ากลัวจนเธอไม่อยากเข้าใกล้ด้วยซ้ำ
“คุณหนึ่ง...โอ๊ย ช้าหน่อยสิคะฉันเดินไม่ทัน คุณหนึ่ง!” ไม่ทันได้ทักทายกัน เขาก็กระชากเธอให้ลุกแล้วจูงขึ้นไปชั้นบนทันทีไม่พูดหรืออธิบายสักคำว่าเกิดอะไรขึ้น
หล่อนจำต้องเดินตามแม้จะบ่นเพราะขนาดความยาวของขาที่ค่อนข้างต่าง แต่เหมือนเขาจะไม่สนใจเท่าไหร่ สร้างความหงุดหงิดแก่หล่อนเป็นเท่าตัว ดวงตากลมหม่นแสงแล้วเหลือบมองเขาตลอดเวลากระทั่งถึงชั้นสอง
ถูกลากเข้าไปในห้องนอนของอีกฝ่าย แล้วผลักลงบนเตียงไม่ทันให้ตั้งตัว จนเผลอร้องครางด้วยความเจ็บ
“โอ๊ย” ร่างสูงขึ้นมานั่งทาบทับพร้อมตรึงแขนของเธอไว้เหนือศีรษะ โดยที่ร่ายยาวถึงสาเหตุของความโมโหในครั้งนี้ว่าเกิดจากอะไร
“รู้ไหมว่าผัวเก่าเธอมันมาเยาะเย้ยฉันถึงถิ่นของฉัน มันบอกว่าเธอเอาเงินกับเครื่องเพชรของฉันไปให้มัน ได้ใช้เงินโดยที่ฉันเป็นแค่คนโง่ยอมให้เธอหลอก ผู้หญิงแบบเธอมันเลวจริงๆ” ตะโกนใส่หล่อนเสียงดังเพื่อระบายความหงุดหงิด
ร่างบางได้ยินอย่างนั้นก็ไม่มีคำใดจะโต้แย้ง รู้สึกผิดต่อเขาเป็นอย่างมากจึงเลือกจะอธิบายให้ชายหนุ่มทราบถึงความรู้สึกตนเอง
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ เขาบังคับฉัน...ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะคะ” อ้อนวอนเสียงสั่น มองดวงตาคมที่เหมือนมัจจุราชพร้อมจะพรากวิญญาณไปจากหล่อนได้ทุกเมื่อ
“ถึงเธอไม่ตั้งใจแล้วมันเปลี่ยนทุกอย่างได้หรือเปล่า มันเปลี่ยนได้ไหม” ถามเสียงเข้มซึ่งเธอก็ไม่อาจตอบได้ นอกจากอ้อนวอนขอให้เขาไม่ทำร้ายตน เริ่มกลัวกับอารมณ์ของชายหนุ่มจนไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไร
“อย่าทำอะไรฉันเลย ขอโทษ...ฉันขอโทษ” เอ่ยย้ำซ้ำไปมาแต่เหมือนว่าเขาจะไม่ยอมยกโทษ
“แค่คำขอโทษของเธอคิดว่ามันจะพอหรือไง” พูดจบก็ก้มลงปิดริมฝีปากอวบอิ่มอย่างรุนแรง ไร้ซึ่งความอ่อนโยนเหมือนต้องการลงทัณฑ์ให้เธอหลาบจำว่าสิ่งที่ทำมันผิดมากแค่ไหน
“อื้อ”
มีเพียงเสียงร้องประท้วงในลำคอให้เขาหยุด แต่ร่างสูงเลือกจะทำทุกอย่างเพื่อให้เธอเจ็บปวดเหมือนที่ตนรู้สึก
โดยไม่รู้ว่าอัญชิสาก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน...
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







