เข้าสู่ระบบ๖
เอาคืน
ไม่รู้ว่าจะไปไหนเพราะเธอเหนื่อยเกินกว่าจะใช้ความคิด หญิงสาวร้องไห้จนตาบวมแล้วขึ้นรถสาธารณะเพื่อกลับบ้าน ถึงสภาพจะดูไม่ได้แต่ก็ไม่ได้มีทางเลือกในการเดินทางมากนัก สิ่งที่คิดออกตอนนี้คือต้องไปพูดกับอรสินีให้รู้เรื่อง
หล่อนให้ใจอีกฝ่ายไปเต็มร้อยแต่เหมือนว่าไม่ได้รับการตอบกลับ เธอถูกทิ้งให้เจอกับเรื่องเลวร้ายที่ไม่คิดว่าคนเป็นพี่น้องจะทำกันได้ ถึงจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้แต่ทุกอย่างก็บ่งบอกแล้วว่าหล่อนเสียตัวให้คนแปลกหน้า แล้วยังถูกแบล็คเมลอีกต่างหาก จิตใจถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่รู้จะประกอบกลับมาให้เป็นเหมือนเดิมได้อย่างไร
เดินมาถึงงหน้าบ้านของตัวเองด้วยน้ำตาที่นองใบหน้า ก่อนชะงักเพราะเจอร่างสูงยืนพิงรถคันหรูอยู่บ้านฝั่งตรงข้าม เธอน้ำตาไหลอีกครั้งเมื่อได้สบตากับเขา พร้อมความคิดที่ทำให้นึกรังเกียจตัวเองมากกว่าเดิม ร่างกายของเธอสกปรกไม่เหมาะสมกับเขาอีกต่อไป เผลอก้าวถอยหลังเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้
ยังไม่พร้อมพบหน้าธนนท์ปภพในตอนนี้แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเลี่ยงได้อย่างไร เขาเดินตรงมาหาหล่อนพร้อมกับเอ่ยถามเสียงดังด้วยใบหน้าตระหนก ไหล่เล็กถูกมือหนาตรึงเอาไว้ทำให้ไม่อาจหนีไปไหนได้ ก้มหน้ามองพื้นแทนการสบดวงตาคม โดยที่มีม่านน้ำตาบดบังการมองเห็นของเธอ
“อัญ! หายไปไหนมารู้ไหมว่าพี่เป็นห่วงมากแค่ไหน” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
ชายหนุ่มไม่ได้นอนเพราะวิ่งวุ่นตามหาเธอ ตอนแรกคิดจะไม่ดูประวัติของหญิงสาวแต่ก็ต้องดูเพราะอยากรู้ว่าเธอไปนอนบ้านเพื่อนคนอื่นหรือเปล่า เมื่อติดต่อทางโทรศัพท์ไม่ได้เนื่องจากถูกปิดไว้ตลอดทั้งคืน จึงต้องหาตามบ้านเพื่อนเธอกลับไม่พบความเคลื่อนไหว
อัญชิสาหายไปไม่บอกกล่าว...
ต้องวิ่งวุ่นเพื่อหาหล่อนจนไม่ได้นอน เขาเพิ่งรู้ว่าความรักมันทำให้ทุกข์ขนาดนี้ จะตัดใจก็ไม่ทันเพราะถลำลึกไปแล้ว เขาทุ่มสุดใจเพื่อเดิมพันกับรักครั้งนี้ จะรุ่งหรือจะร่วงก็ให้รู้กันไปเลย แม้กระทั่งเรื่องโรงงานบ้านเธอก็ช่วยคุยจนฝ่ายจัดซื้อเลือกจะเปลี่ยนมาใช้โรงงานของหล่อนแทนที่เก่า ซึ่งทำให้เขาเสียความสัมพันธ์กับคนที่คุ้นเคยกันมานาน
หากเป็นเมื่อก่อนตนคงไม่ยอมแลก แต่ตอนนี้เขายอมเพื่อให้ได้เห็นรอยยิ้มของเธอ...
“ขอโทษค่ะพี่ ขอโทษ...” ไม่กล้ากระทั่งจะเอื้อมมือไปแตะเขา อยากกอดอีกฝ่ายแล้วร้องไห้หรือระบายความทุกข์ในใจก็ไม่กล้าทำ หล่อนเลือกจะยืนก้มหน้าอยู่อย่างนั้นจนเขาค่อยเลื่อนมือมาลูบศีรษะมนอย่างแผ่วเบา
“เป็นอะไรหรือเปล่า” เห็นอาการของหล่อนดูไม่ดี จึงพยายามถามอย่างเป็นห่วงแต่คนตัวเล็กกว่ากลับเม้มปากแน่นไม่กล้าพูดอะไร เธอเม้มปากแน่นกลัวเสียงร้องไห้จะดังมากกว่านี้ ค่อยสูดลมหายใจอย่างยากลำบากแล้วยกมือปาดน้ำตาออก เงยหน้าสบตาคมก่อนฉีกยิ้มแม้ในดวงตาจะเศร้าแค่ไหนก็ตาม
“ไม่ค่ะ แค่...โดนรถเฉี่ยวค่ะ ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว พอดีไปนอนกับเพื่อนค่ะ” คิดข้ออ้างที่พอจะฟังขึ้นแล้วดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะเชื่อเพราะเขาไม่ได้ถามอะไรต่อจากนั้น
ร่างสูงเลือกจะปิดปากเงียบไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เขาสังเกตตามร่างกายไม่เห็นว่าหล่อนมีบาดแผล อีกทั้งเพื่อนมีกี่คนเขาก็ไปเคาะประตูถามหาทั้งคืนแล้ว ที่ไม่เข้าใจคือเธอไปอยู่ไหนแล้วเกิดอะไรขึ้น นึกสงสัยแต่คิดว่าเจ้าตัวคงไม่บอก หล่อนเลือกจะโกหกเขาเองก็ไม่อยากถามต่อให้โดนหลอก
คงมีเหตุผลให้เธอไม่ยอมพูดความจริง แล้วเขาก็เคารพการตัดสินใจของหญิงสาว เห็นดวงตากลมแดงก่ำทั้งยังบวมจากการร้องไห้อย่างหนักก็นึกสงสารปนสงสัย ค่อยยกมือเช็ดน้ำตาให้เธออย่างแผ่วเบา แต่กลับถูกปัดมือออกจนทำให้เขาชะงักค้างอยู่แบบนั้น
หล่อนทำเหมือนรังเกียจกัน แววตาคมจึงสั่นไหวไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้
“ขอบคุณที่ให้พักด้วยนะคะ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วค่ะ อัญกลับมาอยู่บ้านดีกว่า” ไม่กล้าสบตาเขาด้วยซ้ำเพราะรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยเกินไป ไม่เหมาะจะได้รับความรักของชายหนุ่ม เขาอยู่สูงมากเกินไปจนสุดท้ายเรายิ่งห่างกันมากกว่าเดิม
“ให้พี่เก็บของกลับมาให้ไหม” ของบางส่วนยังอยู่บ้านตน จึงได้ถามแล้วหล่อนก็ผงกศีรษะ
“ค่ะ” เช็ดน้ำตาออกแล้วยิ้มให้เขา ชายหนุ่มเห็นอย่างนั้นก็อยากอยู่เป็นเพื่อนหล่อน คิดว่าอีกฝ่ายคงเจอเรื่องหนักหนามาพอสมควร จึงร้องไห้หนักขนาดนี้ เขาอยากโอบกอดเธอไว้แต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่ต้องการ รีบถอยห่างจากร่างหนามากกว่าเดิม เขาจึงต้องยืนนิ่งไม่เข้าไปใกล้หล่อนมากนัก
“จะให้พี่อยู่เป็นเพื่อน...”
“ขออัญอยู่คนเดียวนะคะ” อ้อนวอนเสียงสั่น ถึงจะอยากอยู่กับเขามากแค่ไหนแต่ตอนนี้เรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“มีอะไรโทรหาพี่ได้ตลอดเลยนะ” ยังคงเป็นห่วงจึงได้ย้ำอีกครั้ง หล่อนพยักหน้าตอบรับก่อนโบกมือลาเขา เดินเข้าไปในบ้านโดยมีสายตาคมมองตามไปจนลับสายตา นึกเป็นห่วงเธอแต่ทำอะไรไม่ได้เมื่อหญิงสาวไม่ได้ต้องการให้ตนอยู่เคียงข้าง
พรูลมหายใจเสียงหนักแล้วขับรถกลับบ้านเพื่อไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจะได้ไปทำงาน วันใหม่เริ่มต้นขึ้นเขาก็ไม่อาจหยุดพักได้ ยังต้องเข้างานเหมือนทุกวันแต่ต่างออกไปที่มีเรื่องราวหนักอกจนนั่งถอนหายใจตลอดเวลา
รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของหล่อน แต่เขาก็ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปอย่างไร
สิ่งที่ชายหนุ่มทำได้ตอนนี้คือรอให้หล่อนพร้อมแล้วบอกเขาว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ขณะเดียวกันร่างบางก็เดินเข้าไปในบ้านด้วยความเสียใจ เหมือนหัวใจทั้งดวงแตกสลายในพริบตา เท้าที่กำลังจะขึ้นชั้นสองหยุดชะงักเพราะมีคนออกจากห้องนอนแล้วก้าวลงมาพอดี ไม่ใช่ใครอื่นไกลเป็นน้องสาวที่หวังร้ายกับคนพี่
แค่สบตากันอรสินีก็แสยะยิ้มด้วยความสมเพช เห็นสภาพดวงตาแดงก่ำทั้งยังบวมปูดของอีกฝ่ายก็รับรู้ได้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น อดไม่ได้ที่จะหัวเราะสะใจพร้อมยกมือกอดอก วันหยุดแสนวิเศษเริ่มต้นขึ้นก็มีข่าวดีแต่หัววัน
เธอนึกเกลียดคนตรงหน้าที่มีผู้ชายมาชอบตลอด จึงนัดแนะกับคนที่เคยคุยแล้วตอนนี้ก็มีปัญหาเรื่องเงิน เพื่อส่งต่อพี่สาวให้ช่วยจัดการ ไม่คิดเลยว่าทุกอย่างมันจะง่ายดายขนาดนี้ จนอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างมีความสุข
“กลับมาแล้วเหรอพี่อัญ” ทักทายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่คนโดนกระทำกลับกำมือแน่นกัดฟันกรอด ไม่คิดว่าคนที่เติบโตมาด้วยกันจะใจร้ายกับตนมากขนาดนี้
“เธอทำอะไร” ถามเสียงสั่น มองหน้าน้องด้วยหัวใจแหลกสลาย อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ด้วยความเสียใจผสมกับความโกรธที่มีต่อคนอายุน้อยกว่า มีเพียงเธอเท่านั้นหรือที่คิดว่าอรสินีเป็นน้องสาว ขณะที่คนตรงหน้าไม่เคยคิดว่าหล่อนเป็นคนในครอบครัวด้วยซ้ำ
“ทำอะไรคะ เปล่าสักหน่อย” เดินลงจากบันไดมาหยุดยืนอยู่ต่อหน้าคนอายุมากกว่า แววตาไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไปสักนิด แม้ว่าจะเป็นการฆ่าอัญชิสาทั้งเป็น แต่ก็ยังลอยหน้าลอยตาเหมือนไม่มีความผิด
เพียงแค่เห็นว่าน้องสาวไม่ได้คิดขอโทษหรืออธิบายก็ทำให้เธอยิ่งโกรธมากกว่าเดิม ผิดหวัง เสียใจ โมโหทุกอารมณ์ผสมในคราวเดียวกันจนไม่สามารถปล่อยคนตรงหน้าให้ลอยนวลได้ แต่เธอก็หน้าบางเกินกว่าจะไปแจ้งความเอาความผิดจากคนทั้งสอง
หล่อนไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง จึงทำได้แค่เก็บความชอกช้ำเอาไว้ในอก...
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







