Mag-log in“เธอพาพี่เข้าไปในห้องนั้น...จิตใจเธอทำด้วยอะไร!” ตะโกนถามเสียงดังลั่นบ้านไม่สนใจว่าพ่อกับแม่จะอยู่หรือเปล่า สิ่งที่อยากรู้คือทำไมอรสินีจึงทำกับตนได้ลงทั้งที่เราเติบโตมาด้วยกัน แต่กลายเป็นหล่อนต้องถูกกระทำราวกับคนไม่มีหัวใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวดมากกว่าเดิม
น้ำตาไหลเป็นสายด้วยความเสียใจ แต่ยังพยายามจะเข้มแข็งแล้วฟังเหตุผลของคนตรงหน้า ซึ่งไม่ได้รู้สึกผิดกับพี่แม้แต่น้อย ยังคงเชิดใบหน้าขึ้นพลางยกมือกอดอก ตอบราวไม่ยี่หระแล้วยังสะใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับอัญชิสาอีกต่างหาก
“ช่วยไม่ได้ พี่อยากแย่งพี่หนึ่งทำไมล่ะ จะไปแจ้งตำรวจหรือฟ้องพี่หนึ่งก็ได้นะ แต่เขาคงไม่เอาพี่ทำเมียแล้วเพราะพี่มันสกปรกไง” ย้ำชัดจนคนที่ถูกกระทำมาโดยตลอดไม่อาจทนอยู่เฉยได้อีกต่อไป ตวัดมือตบลงบนใบหน้าขาวสองครั้งในคราวเดียว ทำให้อีกฝ่ายหน้าหันเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว ไม่คิดว่าจะถูกลงไม้ลงมือด้วยซ้ำ
เพี๊ยะ เพี๊ยะ
เสียงมือตบลงบนหน้าของอรสินีดังจนคนกระทำนึกสะใจ แต่ก็ไม่ช่วยให้ความเจ็บปวดของเธอทุเลาลงแม้แต่น้อย เลือกจะตะโกนเสียงดังก้องอย่างแค้นเคือง ทำได้เพียงเท่านี้ไม่อาจกระทำได้มากกว่านี้อีกแล้ว
“แกมันเลวเกินมนุษย์!” เป็นครั้งแรกที่มองคนอายุน้อยกว่าด้วยแววตาเกลียดชัง ที่ผ่านมาถึงจะโดนกระทำมากแค่ไหนก็ยังสามารถให้อภัยน้องได้เสมอ แต่คราวนี้เล่นหนักเกินไปจนเธอไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ด้วยซ้ำ
คิดแล้วก็กระชากศีรษะของน้องขึ้นมา จ้องใบหน้าที่มีรอยมือของตนประทับแล้วกระชากผมแรงกว่าเดิมจนอรสินีร้องเสียงหลง แต่เท่านี้ยังไม่รู้สึกสะใจด้วยซ้ำ ทว่าหล่อนก็เลือกจะปล่อยอีกฝ่ายด้วยการผลักให้พ้นทาง แล้วเดินขึ้นบนบ้านแม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยความแค้นก็ตาม
“อีบ้าแกตบฉันเหรอ”
เธอปิดประตูห้องนอนแล้วล็อครวดเร็ว ได้ยินเสียงโวยวายอยู่หน้าห้องแต่ก็ไม่ได้สนใจ เลือกจะเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วอาบน้ำชำระกาย ขัดถูตามตัวจนร่างกายแดงก่ำแต่เธอก็รู้สึกว่าตัวเองยังคงสกปรก ใช้เวลาในห้องน้ำเกือบสองชั่วโมงกว่าจะออกมาข้างนอก เธอนอนคลุมโปงร้องไห้อยู่อย่างนั้นเมื่อคิดถึงสิ่งที่เกิดกับตัวเอง
“ฮือ ฮึก” ยกมือปิดปากไม่ให้เสียงร้องไห้ดังออกไปข้างนอก น้ำตาไหลไม่ขาดสายจนรู้สึกเหนื่อยจึงผล็อยหลับไปอีกครั้งทั้งที่ศีรษะยังเปียก เธอนอนซมอยู่อย่างนั้นเกือบสามวันเต็มที่ไม่ออกมาข้างนอก ใครเคาะประตูก็ไม่สนใจจนสุดท้ายต้องลุกจากเตียงเพื่ออาบน้ำสวมเสื้อผ้า
เริ่มใช้ชีวิตอีกครั้ง...แม้ว่าจะอยากตายมากแค่ไหนก็ตาม
เธอพยายามคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนผิด ตนไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด แล้วทำไมต้องเป็นฝ่ายตายด้วยล่ะ จากนี้ไปต้องใช้ชีวิตให้ดีแล้วอย่าโทษตัวเอง แต่ก็อดจะถูกตามแขนตัวเองไม่ได้ยามนึกย้อนกลับไปว่าถูกแตะต้องจากชายแปลกหน้า
ยังไม่ทันเดินออกจากห้องก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอแทบอยากปามันทิ้งก่อนสายถูกตัดแล้วมีข้อความถูกส่งมา จึงต้องเปิดอ่านแล้วตัดสินใจโทรกลับรวดเร็ว
‘ถ้าไม่รับสายจะไปหาถึงบ้านเลยนะ’
เธอยอมรับว่าค่อนข้างกลัวใจอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าวินธาจะสามารถทำอะไรได้บ้าง เขามีคลิปของหล่อนอยู่ในโทรศัพท์ไม่รู้ว่ามันจะถูกปล่อยเมื่อไหร่ หากธนนท์ปภพทราบเรื่องแล้วจะรังเกียจกันไหม นั่นคือสิ่งที่หล่อนกังวล
“ฮะ ฮัลโหล” ไม่ต้องรอสายนานอีกฝ่ายก็รับ
‘ผัวไม่มีเงินใช้เลย เมียช่วยหามาให้สักสามสี่แสนหน่อยได้ไหม’ เพียงแค่ประโยคแรกที่ทักก็ทำให้เข่าแทบทรุด เธอเบิกตากว้างไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร ยังนึกไม่ออกจะไปหาเงินมากมายเช่นนั้นมาจากที่ไหนเพราะตัวเองยังแทบเอาตัวไม่รอด
“บ้าเหรอ เงินเยอะขนาดนั้นฉันจะไปหา...” ยังพูดไม่ทันจบปลายสายก็รีบแทรกทันที
‘งั้นขายคลิปที่ถ่ายเราดีกว่า น่าจะได้เงินเยอะเลย พวกใต้ดินมันชอบโหลดไปดู ยิ่งผิวขาวนมโตทรงเหมือนเมียนี่มันยิ่งชอบ’ ได้ยินก็อยากอาเจียนออกมาจนต้องรีบตะโกนเสียงดังเพื่อตัดบท แม้ว่าจะมืดแปดด้านเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะไปหาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากที่ไหน
“ฉันจะพยายาม!”
‘เมียรู้จักไอ้ธนนท์ปภพใช่ไหม พอดีใกล้วันเกิดแม่ผัวแล้วอยากได้สร้อยเพชรสักเส้น ขอมันให้หน่อยแล้วกัน แค่นี้นะจ๊ะเดี๋ยวผัวจะรอที่เดิม...ห้องเดิมที่เราได้เสียกันน่ะ’ เธอเกลียดคำเรียกแทนตัวของอีกฝ่าย กำมือแน่นด้วยความเจ็บใจที่ต้องตกเป็นเบี้ยล่าง กัดปากล่างอย่างชั่งใจพร้อมน้ำตาเม็ดใหญ่ที่ร่วงหล่น
ถึงไม่ยินยอมแต่ก็ต้องทำเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง
“ฮือ”
เหมือนว่าหล่อนจะต้องเป็นคนไม่ดีอีกครั้ง ที่เข้าหาเขาเพื่อต้องการของบางอย่าง แล้วครั้งนี้ก็ค่อยข้างหนักหนาสำหรับเธอเช่นเดียวกัน
สูดลมหายใจเข้าปอดลึกแล้วเดินมาหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง แต่งหน้ากลบรอยแดงของดวงตาหลังผ่านการร้องไห้อย่างหนัก ชีวิตของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความสดใสในดวงตาถูกลบจนหายไปมีเพียงความเจ็บปวดรวดร้าวที่เธอต้องเผชิญเคราะห์กรรมหนัก
ไม่รู้ว่าสุดท้ายชีวิตจะดำเนินไปในเส้นทางไหน แต่หล่อนก็ไม่อาจย้อนเวลากลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
สามวันที่ผ่านมาเขารอหล่อนอยู่ตลอดเวลา พยายามส่งข้อความและโทรหากลับไม่มีการตอบรับจนนึกกังวล กระทั่งวันนี้ที่หล่อนมาหาถึงห้องทำงาน จึงวางทุกอย่างไว้แล้วเข้ามาต้อนรับหญิงสาวด้วยตัวเองพร้อมรอยยิ้มกว้าง นึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่เธอมาหากัน
“มีอะไรหรือเปล่าครับ” ยิ้มให้เธอแล้วมองใบหน้าสวยที่ดูเศร้าหมองกว่าทุกครั้ง อยากจับมือเธอก็ไม่กล้าทำได้เพียงมองอัญชิสาด้วยความกังวล ถึงหล่อนจะแต่งแต้มใบหน้ามาสวยงามเพียงใด ก็ไม่สามารถปกปิดร่องรอยความเศร้าเสียใจไว้ได้
จึงรีบพาเธอไปนั่งยังโซฟาตัวยาว ก่อนที่ตนจะนั่งลงข้างกัน แล้วใช้โอกาสนี้เพื่อมองเสี้ยวหน้าหวาน รับรู้ถึงกลิ่นหอมจากกายสาวจนแอบสูดดม นึกอยากพัฒนาความสัมพันธ์แต่เหมือนว่าตอนนี้เราจะยิ่งห่างกันไปไกล
เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้นไปได้...
“คือตอนนี้อัญเดือดร้อน...อยากขอยืมเงินกับ...กับเครื่องเพชรของพี่หนึ่งได้ไหมคะ” พูดไปก็หลบสายตาเขาทันที มือบางกุมไว้ที่หน้าตักกับหัวใจเต้นรัวราวจะหลุดออกมานอกอก ไม่เคยอยากทำเช่นนี้แต่เพราะว่าตัวเองหมดหนทางแล้ว เหมือนพบทางตันที่เขาคือแสดงสว่างเดียวในชีวิต
“หือ เกิดอะไรขึ้นเหรอ” รีบถามด้วยความเป็นห่วง เงินทองเป็นของนอกกายย่อมให้เธอได้อยู่แล้ว
“ครอบครัวของอัญมีปัญหาเรื่องเงินน่ะค่ะ...” ไม่ผิดจากที่คิดเอาไว้เท่าไหร่ เขารู้ดีว่าครอบครัวหล่อนมีปัญหาแต่ไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้ ถึงขั้นมาขอยืมเงินกับเครื่องเพชร ซึ่งแตกต่างจากนิสัยโดยปกติของหล่อน
“พี่พอจะทราบอยู่บ้าง เรื่องที่อัญขอพี่ก็ทำให้แล้วนะ ฝ่ายจัดซื้อจะจ้างโรงงานของบ้านอัญ” รีบบอกทันทีเหมือนต้องการขอรางวัลจากหล่อน อัญชิสาได้ยินก็น้ำตาคลอไม่คิดว่าเขาจะทำเพื่อเธอมากขนาดนี้ เธอเม้มปากแน่นไม่กล้าพูดอะไร เกือบร้องไห้ต่อหน้าเขาแล้วแต่ก็ต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







