เข้าสู่ระบบในช่วงเวลานี้เอง หลิวรุ่ยหลินเริ่มใช้เหยาปิงเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการทำความเข้าใจสถานะใหม่ของตน นางใช้ภาษาที่ง่ายและคำถามที่ดูไร้เดียงสาเพื่อให้เหยาปิงเล่าเรื่องในอดีตของเหยาหลิงเจินตัวจริง เพื่อให้ตนเองสามารถแสดงบทบาทได้อย่างสมจริงและแนบเนียนที่สุด
ทุกครั้งที่เหยาปิงป้อนอาหารหรือคอยดูแลเสื้อผ้า หลิวรุ่ยหลินจะเรียกนางเข้ามานั่งใกล้ๆ
“ปิงปิง... เล่าเรื่อง... ท่านพ่อ... ท่านแม่... ให้ข้าฟังหน่อย”
เหยาปิงเล่าเรื่องราวความรัก ความผิดหวัง และความเสียใจของคนในตระกูลโหวอย่างละเอียด นางเล่าถึงน้ำตาที่ท่านโหวและฮูหยินเคยเสียไปเมื่อคุณหนูป่วยหนัก เล่าถึงความอ่อนโยนของพี่ชายทั้งสองคนที่ไม่เคยละทิ้งน้องสาวที่ไร้สติ หลิวรุ่ยหลินฟังทุกเรื่องเล่าอย่างตั้งใจ และวิเคราะห์ความรู้สึกเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง
เมื่อได้ยินว่าความรักความผูกพันของครอบครัวนี้เป็นของแท้และเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ไม่มีเงื่อนไข หลิวรุ่ยหลินก็ยืนยันกับตนเองได้ทันทีว่าร่างกายนี้ปลอดภัยจากคนในสกุลเหยา ไม่มีความจำเป็นต้องหวาดระแวงพวกเขา และจากการรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้าน เหยาหลิงเจินตัวจริงไม่ได้มีความลับหรือศัตรูที่สำคัญใดๆ นางเป็นเพียงเด็กหญิงที่โชคร้ายที่ป่วยมานานเท่านั้น
แต่ถึงแม้ตอนนี้นางจะกลายเป็นคุณหนูจวนโหวผู้สูงศักดิ์ กินอิ่ม นอนอุ่น ชีวิตสุขสบายไร้กังวล ไม่ต้องคอยหวาดระแวงถึงภัยคุกคาม ทว่าความทรงจำที่แตกสลายและความรู้สึกลึกๆ ที่ต้องการรู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองก่อนหน้านี้ เป็นเสมือนหนอนแมลงที่กัดกินจิตใจของหลิวรุ่ยหลิน ทำให้นางฝันร้ายแทบทุกคืน
“ขืนเป็นแบบนี้ข้าได้เป็นบ้าไปจริงๆ แน่” นางกระฟัดกระเฟียดหลังจากสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน
แน่นอนว่าตัวตนเดิมของนางคือ เจ้าสำนักอสนีเมฆา ซึ่งเป็นสำนักที่ยึดถือเรื่องคุณธรรม ไม่รับงานสกปรก พิทักษ์ผู้บริสุทธิ์ ไม่สังหารคนส่งเดช จึงขึ้นชื่อและเป็นที่นับหน้าถือตาในยุทธภพ ภาพลักษณ์ที่ดีเช่นนี้ คงมีแต่พวกสำนักฝ่ายอธรรมเท่านั้นที่จะเกลียดชังนาง
หรือว่านางไปมีเรื่องกับใครสักคนแล้วถูกฆ่าตาย?
ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ก็ต้องดูว่าใครสามารถพอ เพราะถึงจะเป็นสตรี แต่วรยุทธ์ของนางนั้นก็นับว่าร้ายกาจไม่แพ้ผู้ใดในยุทธภพ หากให้ต่อสู้กันตัวต่อตัว ย่อมไม่ตกเป็นรองใครง่ายๆ และคนที่ฝีมือทัดเทียมพอจะสังหารนางได้นั้น หากนับนิ้วก็คงไม่เกินสิบนิ้ว
แต่ไม่ว่าจะพยายามเค้นความทรงจำมากแค่ไหน นางก็ยังไม่สามารถปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่นำไปสู่การตายของตนเองได้อย่างชัดเจน มันราวกับถูกลบเลือนไปจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ
“โอ๊ย!!!” อาการปวดหัวกำเริบขึ้นทันที ราวกับสวรรค์ไม่อยากให้นางคิดเรื่องเหล่านี้ และอยากให้พอใจกับชีวิตใหม่ที่ไม่ต้องทุกข์ร้อนนี้ต่อไปเสียมากกว่า
เอาเถอะ เร่งรีบไปก็ไม่ได้ความ ยังไงสภาพในตอนนี้ก็ยังไม่พร้อมให้เคลื่อนไหวมากนัก พอคิดได้เช่นนั้นหลิวรุ่ยหลินก็สงบใจลง แล้วนอนพักให้อาการปวดหัวทุเลา
...................
การฟื้นตัวของเหยาหลิงเจินเป็นไปอย่างราบรื่น ท่านหมอจางประกาศว่าอาการของนางดีขึ้นจนไม่ต้องตรวจทุกวันแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงการพักฟื้นและบำรุงเท่านั้น
คำประกาศของท่านหมอนับว่าเป็นผลดี เพราะหลังจากที่นางฟื้นคืนสติ และทุกคนได้รู้ว่าก่อนหน้านั้นนางถูกปฏิบัติด้วยอย่างโหดร้าย ทั้งท่านโหว ฮูหยิน และคุณชายทั้งสองก็ไม่วางใจอีกต่อไป ทำให้ช่วงนี้เรือนพักของนางมีแต่คนแวะเวียนเข้าออกจนขาดความเป็นส่วนตัว นางจะต้องจัดการกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก เพราะการจะฟื้นฟูวรยุทธ์ต้องอาศัยสมาธิ และยังต้องหลบเลี่ยงไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้
เช้าวันหนึ่ง เหอเหมียวลี่มาเยี่ยมเยือนบุตรสาว หลิวรุ่ยหลินจึงอาศัยจังหวะนี้ ร้องขอเรือนหลังใหม่ที่สงบกว่าเดิม
“ท่านแม่ ที่นี่ไม่สวยเลย มีแต่คนผ่านไปผ่านมา เสียงก็ดัง เจินเจินปวดหัวมากเจ้าค่ะ” นางอ้อนขณะที่เหอเหมียวลี่กำลังป้อนรังนกให้
“ที่นี่ไม่สวย แถมยังเสียงดังหรือ?” เหอเหมียวลี่มองไปรอบๆ แล้วก็คิดได้ว่า หลายปีมานี้บุตรสาวต้องนอนอยู่บนเตียงพร้อมกับถูกสาวใช้ตัวดีพวกนั้นละเลย นางคงจะฝังใจสะเทือนใจจนไม่อยากอยู่ที่เรือนหลังนี้อีกต่อไปเป็นแน่ นางจึงรีบตอบรับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเพราะสงสารบุตรสาวจับใจ “ได้สิเจินเอ๋อร์ เจ้าอยากอยู่เรือนไหนก็ได้ทั้งนั้น แม่จะจัดการให้เจ้าทันที”
“ท่านหมอบอกให้เจินเจินพักผ่อนมากๆ ต้องอยู่ในที่เสียงเบาๆ เจ้าค่ะ” นางเสริมเหตุผลให้น่าเชื่อถือขึ้นอีก เรือนหลังปัจจุบันนี้อยู่ใกล้กับทางเข้าออกหลักทำให้มีคนผ่านไปผ่านมาบ่อยครั้ง นางจึงอยากได้ที่สงบๆ ไกลหูไกลตาคนสักหน่อย
ฮูหยินเจิ้นหนิงโหวครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วยิ้มตอบบุตรสาวอย่างเอ็นดู “แม่ให้เจ้าย้ายไปที่เรือนซ่อนไผ่ก็แล้วกัน ที่นั่นเงียบสงบ เหมาะสำหรับการพักฟื้นที่สุด”
“ท่านแม่ใจดีที่สุดเลย เจินเจินจะได้เรือนใหม่แล้ว!” หลิวรุ่ยหลินปรบมือ ทำท่าดีอกดีใจเหมือนเด็กน้อยได้ของรางวัล
เหอเหมียวลี่ก็ไม่รอช้า นางรีบสั่งคนไปจัดการทำความสะอาดและตกแต่งเรือนซ่อนไผ่ทันที พวกเขาใช้เวลาเพียงสามวันเท่านั้น คุณหนูสี่ก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนใหม่ที่ทั้งสวยงาม สงบเงียบ และกว้างขวางกว่าเดิม
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือน ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาความเย็นสบายมาสู่แคว้นบรรณาการ ต้นไม้ในจวนเว่ยอ๋องผลัดใบเป็นสีส้มทองกว้างใหญ่ ทว่าบรรยากาศภายในจวนกลับอบอวลไปด้วยความหวานชื่นและความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนั่นเพราะยามนี้ หลิวรุ่ยหลินได้คลอดบุตรสาวตัวน้อย แก้วตาดวงใจของจวนอ๋องออกมาอย่างปลอดภัยแล้วทารกน้อยผู้มีผิวขาวผ่องแก้มชมพูระเรื่อ นามว่า มู่ซินอี๋ นางมีดวงตากลมโตฉลาดเฉลียวเหมือนมารดา และมีรอยยิ้มพราวเสน่ห์เหมือนบิดาไม่มีผิดเพี้ยน ยามที่ชาวบ้านรู้ข่าวว่าพระชายาคลอดท่านหญิง ต่างก็พากันจัดงานฉลองทั่วทั้งเมือง พร้อมทั้งยกย่องว่าทารกน้อยผู้นี้คือ “กุมารีสวรรค์” ที่นำความมั่งคั่งและความสงบสุขมาสู่แคว้นทว่าเบื้องหลังหน้ากากอ๋องเสเพลผู้โชคดี ยามนี้มู่หย่งฉีได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็น “บิดาเห่อลูก” ขั้นหนักชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด“จิงจื่อ เบาเสียงหน่อย อี๋เอ๋อร์ตัวน้อยของข้าเพิ่งจะหลับไป”เสียงเข้มกระซิบดุของมู่หย่งฉีดังขึ้นภายในเรือนพัก เขากำลังนั่งอยู่ข้างตั่ง อุ้มทารกน้อยตัวนุ่มฟูไว้ในอ้อมแขนอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากลงน้ำหนักมากไปเพียงนิด ร่างน้อยๆ นี้จะแตกสลายไปจิงจื่อถึงกับต
แดดในยามบ่ายของแคว้นเว่ยอบอุ่นกำลังดี สายลมพัดเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาโชยผ่านกำแพงจวนเว่ยอ๋อง หากมองจากภายนอก จวนแห่งนี้ช่างดูสงบเงียบและเต็มไปด้วยบรรยากาศอันผ่อนคลาย ราวกับเป็นสถานที่พักผ่อนของบุคคลผู้ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานโดยแท้และนั่นคือสิ่งที่คนภายนอกรับรู้…ณ หอสุราสดับลม หอสุราที่สูงที่สุดในเมืองหลวงของแคว้นบรรณาการบรรดาขุนนางและสายสืบจากเมืองหลวงที่แฝงตัวมาในคราบพ่อค้า ต่างพากันจับจองโต๊ะริมหน้าต่างชั้นสาม นั่งจิบชาพลางทอดสายตามองลงไปยังศาลาพักผ่อนริมน้ำนอกกำแพงจวนเว่ยอ๋อง ที่ซึ่งข้ามถนนไปเพียงเล็กน้อยก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนที่นั่นปรากฏร่างของ เว่ยอ๋อง มู่หย่งฉี ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าอ่อน หลวมกว้าง ร่างสูงโปร่งเอนกายทอดถอนใจอยู่บนตั่งยาวอย่างไม่แคร์สายตาชาวบ้าน ในมือถือพัดขนนกโบกไปมาอย่างเกียจคร้าน ข้างกายมีขันทีคนสนิทอย่างจิงจื่อ คอยพัดวีกระพือลมและป้อนผลไม้ให้อย่างเอาอกเอาใจ“เฮ้อ… ชีวิตช่างว่างเปล่าจริงหนอ” น้ำเสียงเกียจคร้านของมู่หย่งฉีดังลอยขึ้นมาตามลม “จิงจื่อ ให้คนยกสุราดอกท้อชั้นดีมาอีกสองไห วันนี้ข้าจะนอนฟังดนตรีให้สบายใจ”“พ่ะย่ะค่ะ” จิงจื่อขานรับเสียงดังฟังชัด พลา
หลังจากมู่หย่งฉีสั่งการให้บ่าวไพร่แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง เขาก็ประคองหลิวรุ่ยหลินกลับเข้าสู่ห้องนอนส่วนตัวอันกว้างขวางลึกเข้าไปในเรือนชั้นใน เพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายและเปิดอกคุยถึงวันข้างหน้าหลังจากนี้ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ มู่หย่งฉีนั่งลงบนเตียงกว้างพลางดึงร่างของภรรยาเข้ามานั่งบนตักหนา เขาซบหน้าลงกับลาดไหล่บางลอบระบายลมหายใจยาวลึก ราวกับต้องการสลัดคราบของเว่ยอ๋องผู้แบกรับภาระหนักอึ้งในเมืองหลวงออกไปจนหมดสิ้น“เจินเจิน... เจ้าล่วงรู้เรื่องที่ข้าเสแสร้งแกล้งทำเป็นอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งแล้วใช่หรือไม่” มู่หย่งฉีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง“ข้ารู้มานานแล้ว” หลิวรุ่ยหลินพยักหน้ารับแผ่วเบา “ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม มีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองอย่างหาตัวจับยาก ทว่าที่ต้องแสร้งทำตัวเหลวแหลกไร้สาระ เที่ยวเตร่ไปวันๆ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจอันโสมมในราชสำนัก เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองและคนที่รัก”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในความชาญฉลาดของสตรีในอ้อมกอด อ๋องหนุ่มกระชับอ้อมกอดพลางเอ่ยคำสัญญาสำคัญด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“สมกับเป็นภรร
เสียงล้อรถม้าบดไปตามพื้นถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอย่างมั่นคง ทัศนียภาพของขุนเขาและม่านหมอกแห่งสำนักอัสนีเมฆาค่อยๆ เลื่อนลับหายไปเบื้องหลัง บรรยากาศภายในรถม้าคันใหญ่ที่ถูกบุด้วยเบาะขนสัตว์หนานุ่มเต็มไปด้วยไออุ่นแห่งความหวานละมุนอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน มู่หย่งฉีที่แม้ใบหน้าจะยังคงมีความซีดเซียวอยู่บ้างจากพิษบาดแผล ทว่าแววตาของเขาในยามนี้กลับส่องประกายระยิบระยับลึกซึ้ง แขนแกร่งโอบประคองร่างบางของหลิวรุ่ยหลินเอาไว้ในอ้อมอกราวกับกำลังกกกอดแก้วตาดวงใจอันแสนเปราะบาง“หย่งฉี ท่านประคองข้าแน่นเกินไปแล้ว ข้ามิใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเสียหน่อย บาดแผลของท่านเองก็ยังสมานตัวไม่ดี หากขยับแรงจะอักเสบเอาได้” หลิวรุ่ยหลินเอ่ยทัดทานเสียงเบา ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อเมื่อเขาคอยเอาแต่จัดแจงท่านั่ง ประคบประหงม และป้อนน้ำป้อนขนมนางไม่หยุดหย่อนตลอดทาง“ไม่ได้... เจินเจินของข้าลำบากตรากตรำ นั่งเฝ้าข้าที่เรือนโอสถจนร่างกายซูบเซียวไปถึงเพียงนี้ ข้าเป็นสามีย่อมต้องดูแลเจ้าให้ดี” มู่หย่งฉีกระซิบเสียงนุ่ม พลางก้มลงฝังจมูกโด่งสันลงบนแก้วนวลเนียนของภรรยาฟอดใหญ่อย่างแสนรัก “บาดแผลของข้าแค่นี้ไกลหัวใจนัก ได้ยาดีจากหมอ
วันต่อมาหลังจากอาการบาดเจ็บของมู่หย่งฉีเริ่มทรงตัวและพอจะขยับลุกนั่งได้บ้างโดยมีหลิวรุ่ยหลินคอยประคองดูแลอยู่ไม่ห่าง เว่ยอ๋องก็ตัดสินใจให้หวงเชียนเล่อไปเชิญตัวรองเจ้าสำนักเซี่ยมู่หยางเข้ามาพบภายในห้องรักษาหลัก เพื่อสะสางเรื่องราวทุกอย่างให้กระจ่างแจ้งและสมเกียรติครืด...บานประตูเลื่อนออกพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดไว้อาลัยสีขาวของเซี่ยมู่หยางที่ก้าวเข้ามา แววตาของรองเจ้าสำนักยามนี้ยังคงมีความหม่นแสงทว่ากลับดูสงบนิ่งและปล่อยวางขึ้นมาก ชายหนุ่มกวาดสายตามองคนทั้งสองบนเตียงรักษา ก่อนจะหยุดลงที่มู่หย่งฉี“เห็นท่านฟื้นขึ้นมาได้เช่นนี้ ข้าก็เบาใจ” เซี่ยมู่หยางเอ่ยเสียงเรียบ “บาดแผลของท่านเกิดจากคนของสำนักเรา ข้าย่อมต้องรับผิดชอบ”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง ทว่าแววตาของอ๋องหนุ่มกลับเปี่ยมด้วยรังสีน่าเกรงขามอันสูงส่ง ชายหนุ่มขยับกายพิงหัวเตียง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงอำนาจ “ท่านรองเจ้าสำนักเซี่ย เกรงใจไปแล้ว บาดแผลนี้เกิดจากกลุ่มกบฏและคนทรยศ หาใช่ความผิดของท่านไม่ อีกอย่าง... ยามนี้เรื่องราวคลี่คลายลงด้วยดี ข้าย่อมต้องขอบคุณท่านที่ช่วยปกป้องฮูหยินของข้าเอาไว้”คำว่า ‘ฮูหยินของข้า’ ทำเอาเซี่ยมู
เว่ยอ๋องมู่หย่งฉีหาได้สนใจคำเตือนของนาง ข้าวของเงินทองหรือแม้กระทั่งชีวิตของตนเองเขาก็มิได้นำพา ยามนี้ท่านอ๋องกระชับมือเรียวบางของภรรยาไว้แน่นหนา ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที นางจะอันตรธานหายไปดั่งภาพฝัน แววตาของอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งยามนี้ไม่มีแววหยอกเย้าเหลืออยู่ มีเพียงความสำนึกผิดและความรักอันท่วมท้นที่กักเก็บไว้ไม่ไหวอีกต่อไป“เจินเจิน... ฟังข้าให้ดีนะ ข้าขอโทษ...” เว่ยอ๋องเอ่ย น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ดวงตาคมเริ่มแดงระเรื่อ “ความจริงแล้ว... ในตอนนั้นข้ากำลังจะสั่งปล่อยตัวเจ้าจากการกักบริเวณอยู่แล้ว ข้าหาได้ตั้งใจจะกักขังเจ้าไว้ชั่วชีวิตไม่”หลิวรุ่ยหลินชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวาบเมื่อได้ยินประโยคที่คาดไม่ถึงจากปากสามี น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้จวนเจียนจะหยาดร่วง แต่เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของเขา นางจึงแสร้งทำเป็นดุเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ท่านบาดเจ็บอยู่นะ”“ไม่ได้ ข้าต้องบอกเจ้าเดี๋ยวนี้” เว่ยอ๋องสูดหายใจเข้าลึก ข่มกลั้นความเจ็บปวดในอกและเล่าความจริงที่ติดค้างอยู่ให้ฟังอย่างละเอียด “หลังจากข้าได้ฟังคำให้การจากเหล่าสาวใช้ และเรื่องราวใน
เหยาจิ้นทงได้ยินเช่นนั้น ก็ถามต่อเสียงเข้มดุจเสียงฟ้าผ่า “เหยาปิง! เจ้าปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร แล้วทำไมถึงไม่รายงานเรื่องนี้ให้ฮูหยินทราบ”เหยาปิงคุกเข่าลงทันที “บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะท่านโหว วันนั้นคุณหนูบ่นว่ากระหายน้ำและอยากกินขนมดอกกุหลาบ บ่
สิ้นเสียงประกาศกร้าวของเว่ยอ๋อง บรรยากาศภายในตำหนักที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นชาพลันถูกแทรกซึมด้วยรังสีคุกคามบางอย่างที่เยือกเย็นและทรงอำนาจ ประตูตำหนักที่ปิดสนิทถูกผลักออกอย่างแรงโดยไม่มีการขานนามจากขันทีหน้าห้อง เป็นการประกาศฐานะของผู้มาเยือนว่าสูงส่งเพียงใด“เจ้าจะเอาใครนะหย่ง
หลิวรุ่ยหลินรู้ดีว่าคนตรงหน้าคือเชื้อพระวงศ์ระดับอ๋อง หากเหยาปิงเรียกองครักษ์เข้ามา เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่กระทบต่อชื่อเสียงของจวนโหว ทั้งยังจะทำให้นางถูกผู้คนจับตามอง ซึ่งอาจกระทบแผนการในการรวบรวมเบาะแสเกี่ยวกับการตายของนางในชาติก่อนเอาได้ และที่สำคัญที่สุด ตอนนี้นางก็ยังไ
แสงแดดยามสายสาดส่องลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุลายเมฆามงคล เข้ามาภายในตำหนักส่วนตัวของเว่ยอ๋อง กลิ่นหอมจางๆ ของชาหลงจิ่งชั้นเลิศลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นกำยานไม้หอม บรรยากาศภายในตำหนักดูผ่อนคลาย ทว่าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเหล่าคนสนิทที่เฝ้ารอคอยรายงานสำคัญมู่หย่งฉีในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายพยัคฆ์คาบแก้ว







